MPCF Thailand

พันธกิจคนในเครื่องแบบ และครอบครัว เพื่อพระคริสต์

เพจนี้สร้างขึ้นเผยแพร่งานพันธกิจของมูลนิธิคริสเตียนทหารตำรวจในประเทศไทย หรือ คทต. โดยมีพันธกิจในการประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าและพระนามพระเยซูคริสต์กับคนในเครื่องแบบ โดยเฉพาะนักเรียนเตรียมทหาร นักเรียนนายร้อยทุกเหล่าทัพ และนักเรียนนายร้อยตำรวจ ตลอดจนครอบครัว เพื่อเสริมสร้างความเชื่อให้เข้มแข็ง หยั่งรากลงในความรู้ของพระเยซูคริสต์ จนกว่าจะเติบโตขึ้นถึงความไพบูลย์ของพระองค์ และเสริมสร้า

Photos from โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช's post 24/04/2024

ที่มา : โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช

Photos from โรงเรียนนายเรือ RTNA's post 24/04/2024

ที่มา : โรงเรียนนายเรือ (กองทัพเรือ)

21/04/2024

"จิตวิญญาณและความจริง"
วันต้นสัปดาห์ กับ พระวจนะแห่งชีวิต

"...คือเมื่อคนที่นมัสการอย่างแท้จริงจะนมัสการพระบิดาด้วยจิตวิญญาณและความจริง..."

(ยอห์น บทที่ 4 ข้อที่ 23)

----------------

วันต้นสัปดาห์นี้ขอนำพระวจนะของพระเจ้าใน "กิตติคุณของพระเยซูคริสต์" เรียบเรียงโดย "ยอห์น" มาแบ่งปันทุก ๆ คน ซึ่งในบทที่ 4 นี้ยังเป็นช่วงที่พระเยซูทำพระราชกิจของพระองค์ต่อคนทั่วไป โดยในตอนนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างที่พระเยซูกำลังเดินทางออกจากแคว้นยูเดีย เพื่อกลับไปที่แคว้นกาลิลี และมีความจำเป็นต้องผ่านแคว้นสะมาเรีย (เมืองสิคาร์) ซึ่งอยู่ใกล้ที่ดินที่ยาโคบให้กับโยเซฟบุตรของตน และบ่อน้ำของยาโคบก็อยู่ที่นั้น จากนั้นพระเยซูคริสต์มาหยุดพักที่บ่อน้ำแห่งนี้ จนทำให้ได้พบกับหญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่ง พระเยซูก็ได้ขอน้ำจากหญิงสะมาเรียคนนั้น ซึ่งพวกสาวกของพระองค์ไปซื้ออาหารในเมือง ทำให้พระเยซูอยู่ตามลำพังกับหญิงชาวสะมาเรีย แน่นอนว่า "หญิงชาวสะมาเรีย" แปลกใจไม่น้อยที่พระเยซูคริสต์มาขอน้ำดื่มจากนาง...
ทำไม "ชาวยิวกับชาวสะมาเรีย" ไม่ถูกกัน คือ คนยิวไม่คบหาพวกสะมาเรียเลย! จากการศึกษาประวัติศาสตร์เพิ่มเติมพบว่า ฉนวนเหตุเริ่มต้นตั้งแต่สมัยเมื่อสิ้นกษัตริย์โซโลมอน แล้วมีการแบ่งอาณาจักรยูดาห์ในเวลาออกเป็น 2 ส่วนคือ เหนือและใต้ อาณาจักรทางเหนือ เรียกว่า อิสราเอล มีชาวยิว 10 เผ่า โดยมีสะมาเรีย เป็นเมืองหลวง ส่วนอาณาจักรทางใต้ เรียกว่า "ยูดาห์" มีชาวยิว 2 เผ่าอาศัยอยู่ มีกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวง ในความเป็นจริงทั้งสองอาณาจักรคือ "ยิว" เหมือนกัน แต่ด้วยสถานการณ์ของการเมืองการปกครอง และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายใน ทั้งนี้ เป็นไปตามคำพยากรณ์ของพระยาห์เวห์ที่ตรัสไว้แก่ซาโลมอน (1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 11 ข้อที่ 11) มากยิ่งไปกว่านั้น คือ ภายหลังที่มีการแบ่งเป็นสองอาณาจักรแล้ว สะมาเรียมีการไปกราบไว้รูปเคารพในสมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของอัสซีเรีย คือ "กราบไหว้รูปวัวทองคำ" และยังไปแต่งงานกับหญิงต่างชาติที่ไม่ใช่ยิวด้วยกันเอง จนทำให้เกิดยิวลูกผสมขึ้นมากมาย แน่นอนว่าขัดต่อบทบัญญัติที่พระยาห์เวห์เคยกำหนดไว้ให้ปฏิบัติ
ในขณะที่ชาวยูดาห์ รู้เรื่องนี้จึงเป็นเหตุที่ทำให้ยกตัวขึ้น คิดว่าตนสูงกว่ายิวทางอาณาจักรเหนือ และกลับมองว่าพวกสะมาเรีย คือคนบาป และไม่นับว่าเป็นพวกยิวด้วย จึงเรียกพวกอาณาจักรทางเหนือว่า "ชาวสะมาเรีย" นั้นเอง รากศัพท์ภาษาฮีบูรใช้คำว่า "Cuthim" อาจแปลความว่า "ตัดพวกเขาออก" แต่ในพันธสัญญาใหม่แปลจากรากศัพท์คือ ภาษากรีก ซึ่งใช้คำว่า "Samaritan" จากที่เล่ามาเป็นฉนวนเหตุที่ทำให้ "อิสราเอล กับ ยูดาห์" ขัดแย้งกันเปรียบเหมือนพี่น้องที่ไม่เข้าใจกัน และไม่ยอมให้อภัยต่อกัน เอาหลักการและความรู้มาตัดสินโดยปราศจากความรักที่แท้จริง หากมองย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมาก็จะพบว่าไม่ว่าจะเป็นอิสราเอลหรือยูดาห์ ต่างก็ไม่ได้สัตย์ซื่อต่อพระยาห์เวห์ ทำให้ถูกพระยาห์เวห์ลงโทษ โดยให้ชนชาติอื่นขึ้นมาปกครอง (อาณาจักรทางเหนือถูกปกครองโดย อัสซีเรีย กรีก เปอร์เซีย ออตโตมัน อังกฤษ) (อาณาจักรทางใต้ถูกปกครองโดย บาบิโลน มีเดีย-เปอร์เซีย กรีก โรมัน) และส่งผลต่อความเชื่อ ต่อวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงของการดำเนินชีวิต กลับมาในปัจจุบัน ชาวสะมาเรีย อยู่ในการปกครองของประเทศปาเลสไตน์ เป็นเพียงชนกลุ่มน้อยเท่านั้น กว่าครึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองนาบลัสที่อยู่ในเขต West Bank ใกล้กับเขาเกรเรซิม แต่ยังมีส่วนที่เหลืออาศัยอยู่ในอิสราเอลที่โฮโลน อยู่ปะปนกับชาวยิวและชาวอาหรับ ใช้ภาษาฮีบรูและอารบิกในการสื่อสาร นับถือศาสนายูดาห์ และบ้างก็นับถือศาสนาอิสลาม มีนักบวชสูงสุดเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและการเมือง โดยเลือกจากผู้อาวุโสและมีศูนย์กลางทางศาสนาอยู่ที่เขาเกเรซิม...

-----

พระเยซูจึงได้สนทนากับหญิงชาวสะมาเรียถึงความสำคัญเรื่องจิตวิญญาณ โดยการเปรียบเทียบกับน้ำดื่มที่กินแล้วจะไม่กระหายอีก ซึ่งเป็นน้ำดำรงชีวิต... พระเยซูตรัสกับหญิงชาวสะมาเรียได้อย่างน่าคิด จนทำให้หญิงชาวสะมาเรียคล้อยตามในสิ่งที่พระเยซูตรัส พระองค์ตรัสว่า “ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก แต่คนที่ดื่มน้ำที่เราจะให้กับเขานั้น จะไม่มีวันกระหายอีกเลย น้ำที่เราจะให้เขานั้นจะกลายเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์” (13-14) เชื่อแน่ว่าจากการตรัสคำตรัสของพระเยซูคริสต์แล้ว ทำให้จิตใจของหญิงชาวสะมาเรียเริ่มสนใจและมีความปรารถนาที่จะรู้ความจริงมากยิ่งขึ้น จนทำให้หญิงชาวสะมาเรียออกปากขอน้ำดื่มนั้นเพื่อเธอจะไม่กระหายอีก และไม่ต้องมาตักน้ำที่นี่อีก แต่พระเยซูได้สำแดงถึงความสัพพัญญูของพระองค์ให้หญิงชาวสะมาเรียได้ประจักษ์ เมื่อนางได้ขอน้ำดื่ม... พระเยซูกลับบอกให้นางไปเรียกสามีมาที่นี่ แต่เธอตรัสตอบว่าเธอไม่มีสามี พระองค์บอกว่าเพราะนางมีสามีมาแล้วห้าคน ซึ่งคนที่อยู่ในปัจจุบันก็ไม่ใช่สามีของนาง! ถ้าลองจินตนาการดูว่าถ้าเราเป็นหญิงชาวสะมาเรีย... ก็อาจคงรู้สึกกระอักกระอวนใจมาก ทำไมพระเยซูถึงรู้ว่าเรามีสามีมาแล้วห้าคน พระองค์ไปได้ยินจากใคร คงมีคำถามเกิดขึ้นในหัวอย่างแน่นอน.... มีนักวิชาการด้านพระคัมภีร์ให้ข้อมูลว่า "สามีห้าคน" ของหญิงชาวสะมาเรียเปรียบได้เป็นเหมือนรูปเคารพที่ชาวสะมาเรียกราบไหว้อยู่ในเวลานั้น ซึ่งการที่พระเยซูตรัสแบบนั้น อาจหมายถึงว่าในอีกด้านหนึ่งว่าถ้าอยากจะดื่มนั้น ทำไมไม่ให้พระต่าง ๆ เหล่านั้นช่วยเหลือ ซึ่งเมื่อพระองค์ตรัสอย่างนี้ทำให้นางเข้าใจ และตอบพระเยซูไปด้วยการยอมรับและจำนนว่าไม่มีใครช่วยนางให้เป็นไปอย่างที่นางต้องการได้ เพราะหญิงชาวสะมาเรียได้ยอมรับพระองค์ว่าทรงผู้เผยพระวจนะ (19)
หากได้อ่านต่อไปจะพบว่าข้อที่ 20 เป็นต้นไป คือ การเริ่มต้นการสนทนาที่ลึกมากขึ้น หลังจากที่พูดเรื่องสามีหรือรูปเคารพของเธอไปแล้ว ทำให้หญิงชาวสะมาเรีย พยายามที่จะบอกพระเยซูว่าเกี่ยวกับการนมัสการในความเป็นวัฒนธรรมของชาวสะมาเรียกับชาวยูดาห์ เพราะชาวสะมาเรียสร้างพระวิหารบนภูเขาเกริซิม และเชื่อว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่ซึ่งอับบราฮัมมาถวายอิสอัคแด่พระยาวห์เวห์ด้วย ทำให้ชาวสะมาเรียจึงนับว่าที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิของพวกเขา... การตรัสตอบของพระเยซูคริสต์ในข้อนี้ (21) นักศาสนาศาสตร์พระคัมภีร์มองว่านี่เป็น "คำพยากรณ์" ที่พูดถึงการที่ทั้ง อิสราเอลและยูดาห์ (ยิว) จะถูกปกครองจากชนชาติอื่น คือ ไม่ได้อยู่นมัสการที่ภูเขาเกริซิมและเยรูซาเล็มเลย ในข้อที่ 22 พระเยซูคริสต์บอกกับหญิงชาวสะมาเรียเป็นนัยว่าพระองค์ทรงรู้จักพระบาอัลของชาวสะมาเรียเป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันพระเยซูก็ยกย่องพระบิดาว่าเป็นพระเจ้าที่พระองค์ทรงรู้จัก และเป็นคำพยากรณ์ที่ระบุว่า "ความรอดมาจากพวกยิว" ซึ่งตามหน้าประวัติศาสตร์โลกความรอดมาทางชนชาติยิวผ่านทางพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า และพระองค์สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ดาวิดด้วย ดังนั้น พระเยซูจึงมีความเป็นพระเจ้าในทุกสถานะ ทั้งทางด้านจิตวิญญาณ และฝ่ายกายภาพ
ในข้อที่ 23-24 นับว่าเป็นไฮไลท์ของเรื่องราวของการสนทนาครั้งนี้ เมื่อพระเยซูคริสต์ตรัสว่า แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อคนที่นมัสการอย่างแท้จริงจะนมัสการพระบิดาด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นมานมัสการพระองค์ พระเจ้าเป็นพระวิญญาณ และคนที่นมัสการพระองค์จะต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง” ในคำพูดของพระเยซูตอนนี้พระองค์เน้นคำว่า "จิตวิญญาณและความจริง" ถึงสองครั้งด้วยกัน พระองค์กำลังเปิดเผยเคล็ดลับของการนมัสการพระเจ้าให้หญิงชาวสะมาเรียได้เข้าใจว่า "การนมัสการที่แท้จริง... ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่" แต่คนที่นมัสการการพระเจ้าต้องรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง ด้วยจิตวิญญาณและความจริง ซึ่งในปัจจุบันหากหลายคนได้เรียนเรื่องการนมัสการพระเจ้าก็คงได้ยินคำนี้แน่นอน...
แล้วจริง ๆ คำว่า "จิตวิญาณและความจริง" มีขอบเขตมากน้อยแค่ไหน ตามทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนมองว่า ก็เป็นไปอย่างที่พระเยซูตรัส คือ "ไม่ต้องมีสถานที่ก็สามารถนมัสการพระเจ้าได้" เพราะก่อนที่พระเยซูจะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์พระองค์ได้บอกว่าจะประทาน "พระวิญญาณบริสุทธิ์" กับผู้เชื่อ และพระวิญญาณบริสุทธิ์นี่เองก็ทรงเป็นพระเจ้าด้วยเหมือนกัน ดังนั้น ในการเชื่อมต่อกับพระเจ้า ผู้เชื่อทุกคนสามารถเชื่อมต่อ และมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับผู้เชื่อภายในจิตใจ และจิตวิญญาณ
สิ่งสำคัญในการนมัสการที่แท้จริง คือ ผู้เชื่อต้องนมัสการพระเจ้าจากส่วนที่ลึกที่สุด ซึ่งก็คือจิตใจและจิตวิญญาณ แล้วยิ่งจิตใจและจิตวิญญาณของผู้เชื่อมีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่แล้วก็จะทำให้สามารถนมัสการพระเจ้าแบบเข้าใจ ผสมผสานกับความจริงนั้นคือ ร่างกายที่แสดงการยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า อาจจะทำโดยการชูมือ โห่ร้อง ร้องเพลง หรือสรรเสริญพระเจ้า ฯลฯ ผู้เขียนเชื่อว่าผู้ที่อ่านมาถึงตอนนี้ก็คงมีสไตล์การนมัสการพระเจ้าที่เป็นส่วนตัวแตกต่างกันไป
แต่คำถามที่น่าคิดคือ วันนี้คุณได้นมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริงแล้วหรือยัง? ถ้ายังก็ขอให้คุณแสวงหาพระเจ้า ให้พระองค์ทรงสอนคุณ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในคุณให้พระองค์ทำให้คุณเข้าใจถึงการนมัสการที่ถูกต้องตามพระประสงค์ของพระองค์

--------------------------

สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องราวที่ได้นำมาแบ่งปันนี้จะเป็นประโยชน์ในทางธรรม ในทางความเชื่อ ไม่มากก็น้อย ขอให้ผู้อ่านทุกคนได้รับสติปัญญาและความเข้าใจจากพระเจ้าที่จะนำไปประยุกต์ใช้ และปรารถนาการศึกษาพระวจนะเพื่อให้เข้าใจพระประสงค์ของพระเจ้าผ่านพระวจนะของพระองค์ ขอพระเมตตาและฤทธานุภาพของพระองค์สำแดงให้ทุกคนได้รับความเข้าใจที่จะนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง และมีกำลังความเชื่อทวีมากขึ้นเมื่อได้นมัสการพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่...

สรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า

By : MPCF Thailand
21/4/2024
#วันต้นสัปดาห์กับพระวจนะแห่งชีวิต #พันธกิจด้านพระวจนะ

20/04/2024

กว่าจะเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก...

14/04/2024

"แผนการเพื่อปกป้องครอบครัว"
วันต้นสัปดาห์ กับ พระวจนะแห่งชีวิต

"...ลูกจะเลี้ยงดูพ่อที่นั่น... เพราะยังมีการกันดารอาหารอีกห้าปี เพื่อไม่ให้พ่อและครอบครัวของพ่อและทุกคนที่พ่อมีอยู่ยากจนลง..."

(ปฐมกาล บทที่ 45 ข้อที่ 11)

-------------------

ในวันต้นสัปดาห์นี้ ตรงกับวันครอบครัว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวันตามประเพณีของคนไทยที่ให้ความสำคัญกับ "ครอบครัว" ซึ่งหากมาพิจารณาดูเรื่องราวในพระคัมภีร์ทั้งพันธสัญญาเดิม หรือพันธสัญญาใหม่ก็มีการบันทึกเรื่องราวของชนชาติอิสราเอลที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวหรือพงศ์พันธ์มาโดยตลอด แม้ในทุกวันนี้จากขัอมูลที่ได้เคยศึกษาก็พบว่า "คนยิว" หรือชนชาติอิสราเอล หวงแหนในความเป็นพงศ์พันธ์หรือครอบครัวของพวกเขาเป็นอย่างมาก เห็นได้จากการที่มีปัจจุบันยังมีการสืบค้นหาพงศ์พันธ์หรือครอบครัวที่ได้เคยถูกฆ่าล้างเผ่าพันธ์โดยนาซีในเวลานั้น ว่าไปอยู่ที่ไหนอย่างไร? หรือยังมีสายเลือดของความเป็นชนชาติยิวอยู่หรือไม่? เหตุผลที่พอจะอนุมานได้ก็คงต้องย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของพวกเขา ซึ่งจะพบว่าในลักษณะของการดำเนินชีวิตของพวกเขาเริ่มต้นตั้งแต่ในยุคสมัยของอับราม หรือ อับบราฮัม ก็เป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ เวลาไปไหนมาไหนก็ต้องเรียกว่า ไปกันแบบเป็นครอบครัวใหญ่! ยกเว้น บางคนที่ขอแยกตัวออกไปทำมาหากินเอง อาทิ โลท เป็นต้น อย่างไรก็ดี ตัวอย่างชีวิตครอบครัวที่สะท้อนได้ชัดเจนอีกเรื่องหนึ่งคงหนีไม่พ้นตัวอย่างเรื่องราวชีวิตของ "โยเซฟ" ผู้ซึ่งเป็นบุตรของ "ยาโคบ" และเขาเองได้ถูกพี่ชายของเขาขายไปเป็นทาสในอียิปต์ แต่นั้นก็คือจุดเริ่มต้นของแผนการของพระเจ้าที่พระองค์ได้ใช้ให้คน ๆ หนึ่ง ปกป้อง "ครอบครัว" ของพระองค์ ปกป้องชนชาติของพระองค์ และช่วยเหลือบรรดาชนชาติต่าง ๆ ทั่วโลกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นอีกด้วย... สำหรับเรื่องราวชีวิตของโยเซฟที่นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นบทเรียนชีวิตที่ผู้อ่านทุกท่านสามารถนำไปศึกษาและพูดคุยกันในกลุ่มสามัคคีธรรมเพิ่มเติมในมุมมอง หรือประสบการณ์ของตนเอง ตามที่ได้เกิดขึ้น เพื่อจะหนุนใจซึ่งกันและกันให้เข้าใจกันและกันระหว่าง "ครอบครัว" หรือ ระหว่าง "พี่น้องผู้เชื่อ" ซึ่งเปรียบเป็นเหมือน "ครอบครัว" ด้วยเช่นกัน ..
ปฐมกาล บทที่ 45 เป็นบริบทเหตุการณ์เกี่ยวกับ "การคืนดีของพี่น้อง" ระหว่าง "โยเซฟ กับ พี่ของเขา" ภายหลัง โยเซฟรับรู้ว่าพี่ชายของพวกเขามาที่อียิปต์ ตามคำสั่งของ "ยาโคบ" ผู้เป็นพ่อ เพื่อมาซื้อข้าว ซึ่งในขณะนั้น "โยเซฟ" ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน แทนฟาโรห์ ดังนั้น ทุกคนจะต้องมาเจอกับโยเซฟ และข้าราชการของอียิปต์ อย่างไรก็ดี โยเซฟจำหน้าพี่ชายของเขาได้ แต่ตรงกันข้ามพี่ชายกลับจำหน้าของโยเซฟไม่ได้ ก็คงเป็นเพราะผ่านไปหลายปี อีกทั้งโยเซฟเองก็พูดจาดุดันเพื่อให้พวกเขาเกรงกลัว โดยเป็นไปตามความฝันของโยเซฟที่ได้ฝันเห็น คือ ฟ่อนข้าวของพี่ชายมาโน้มลงคำนับฟ่อนข้าวของโยเซฟ (ในรายละเอียดผู้อ่านไปศึกษาเพิ่มเติมได้ใน บทที่ 37 และบทที่ 42) ต่อมาในบทที่ 44 เรื่องราวก็ดำเนินไปตามเหตุการณ์ซึ่งโยเซฟก็เล่นเกมกับพี่ชายของเขา โดยการกักตัวเบนยามินไว้ เพื่อเป็นบททดสอบสุดท้าย หรืออีกนัยหนึ่งคือ "เอาคืนพี่ชายของพวกเขา" ซึ่งสำหรับการสูญเสียน้องชายคนสุดท้องอย่างเบนยามินไป จะยิ่งทำให้ "พี่ชายของพวกเขา" แก้ตัวไม่ได้เหมือนเมื่อครั้งที่พวกเขาขายโยเซฟไปเป็นทางในอียิปต์ แต่กลับไปบอกยาโคบว่าถูกสัตว์ทำร้ายและเสียชีวิตไปแล้ว... ถ้าเราพิจารณาจากความรู้สึกลึก ๆ ของโยเซฟ ในเหตการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ ต้องการสั่งสอนพวกพี่ชายของเขาด้วยอำนาจที่มีอยู่อย่างล้นมือ แต่ทว่า สิ่งที่ทำให้โยเซฟ ต้องเปลี่ยนใจอาจจะมาจากคำวิงวอนขอร้องที่ "ยูดาห์" ร้องขอต่อโยเซฟในเวลานั้น โดยยูดาห์ร้องขอต่อโยเซฟด้วยการเล่าคำกำชับของยาโคบ ว่า "พวกเจ้าเอาเด็กคนนี้ไปจากเราด้วย และเขาเป็นอันตรายขึ้นมา พวกเจ้าก็จะทำให้เราซึ่งมีผมหงอกลงสู่แดนคนตายด้วยความโศกเศร้า ดังนั้นถ้าข้าพเจ้ากลับไปหาบิดาผู้รับใช้ของท่าน และเด็กหนุ่มนั้นไม่อยู่กับพวกเรา เมื่อบิดาเห็นเด็กนั้นไม่อยู่กับพวกข้าพเจ้า บิดาก็จะตาย เพราะชีวิตของท่านติดอยู่กับชีวิตของเด็ก ผู้รับใช้ของท่านจะเป็นเหตุให้บิดาผู้รับใช้ของท่าน ผู้มีผมหงอกลงสู่แดนคนตายด้วยความโศกเศร้า ข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่าน รับประกันน้องไว้ต่อบิดาว่า ....ถ้าข้าพเจ้าไม่พาน้องกลับมา ข้าพเจ้าจะรับผิดต่อบิดาตลอดชีวิต...." จากนั้น ไม่นานมา "โยเซฟ" ได้เปิดเผยตนเองกับพี่ชายของเขา โดยโยเซฟกล่าวกับพี่ชายของเขาว่า "ฉันคือโยเซฟ พ่อของฉันยังมีชีวิตอยู่หรือ?" แน่นอนว่า พี่ชายของโยเซฟก็คงจะสตันไปหลายวินาที... ในข้อที่ 4 เป็นต้นไป โยเซฟบอกให้พี่ชายเข้าไปใกล้ ๆ และกล่าวย้ำอีกครั้งว่า "“ฉันคือโยเซฟน้องที่พวกพี่ขายมายังอียิปต์" แต่เดี๋ยวนี้อย่าเสียใจไปเลย อย่าโกรธตัวเองที่ขายฉันมาที่นี่ เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้ฉันให้มาก่อนหน้าพวกพี่ เพื่อจะได้ช่วยชีวิต... (ข้อที่ 5) ประโยคนี้สำคัญยิ่ง ท่าทีของโยเซฟอ่อนโยนลงต่อพี่ชายของพวกเขา และเขาเติบโตขึ้น และเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น โยเซฟได้รู้จักพระประสงค์ของพระยาห์เวห์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา!
จากนั้น โยเซฟยังกล่าวต่อไป เพื่อทำให้พี่ชายของพวกเขาเข้าใจแผนการและพระสงค์ของพระยาห์เวห์ต่อชีวิตของโยเซฟ... "พระเจ้าทรงใช้ฉันมาก่อนพวกพี่ เพื่อสงวนคนที่เหลือส่วนหนึ่งบนแผ่นดินไว้ให้พวกพี่ และช่วยชีวิตของพวกพี่ไว้ด้วยการช่วยกู้อันยิ่งใหญ่ ฉะนั้น ไม่ใช่พี่เป็นผู้ให้ฉันมาที่นี่ แต่พระเจ้าทรงให้มา พระองค์ทรงให้ฉันเป็นเหมือนดังบิดาฟาโรห์ เป็นเจ้านายในราชวังทั้งสิ้น และเป็นผู้ปกครองแผ่นดินอียิปต์ทั้งหมด..." (ข้อที่ 7-8) เหตุผลที่โยเซฟต้องกล่าวแบบนี้เพราะในเวลานั้น มีการกันดารอาหารบนแผ่นดิน 7 ปี โยเซฟรับรู้ได้ชัดเจนว่า "พระยาห์เวห์" ใช้ตัวเขาเพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องครอบครัว ปกป้องชนชาติของพระองค์ และทำการช่วยเหลือบรรดาชนชาติต่าง ๆ ทั่วโลกด้วย ("ยิ่งกว่านั้นทั้งโลกก็มาหาโยเซฟที่อียิปต์เพื่อซื้อข้าว เพราะการกันดารอาหารร้ายแรงไปทั่วโลก" - ปฐมกาล บทที่ 41 ข้อที่ 57) ... เมื่อโยเซฟแสดงตัวให้พี่น้องรู้ตัวแล้ว สิ่งสำคัญต่อมา โยเซฟได้บอกกับพี่ ๆ ของเขาว่า ให้พา "ยาโคบ" ผู้เป็นพ่อมาที่อียิปต์ เพราะในขณะนั้น "โยเซฟ" มีอำนาจและเป็นเจ้านายเหนือแผ่นดินอียิปต์ รองจากฟาโรห์ ซึ่ง "โยเซฟ" จึงคิดถึง "สวัสดิภาพ และความปลอดภัย" ของครอบครัวของเขา โดยเฉพาะ "ยาโคบ" ผู้เป็นพ่อซึ่งได้พรากจากกันไปนานหลายปี ดังนั้น ในฐานะลูก โยเซฟพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อผู้เป็นพ่อและครอบครัวของเขา ตามที่ได้บันทึกไว้ในข้อที่ 10-11 ว่า "...พ่อจะได้อาศัยอยู่ในดินแดนโกเชน และพ่อจะได้อยู่ใกล้ลูก ทั้งตัวพ่อกับลูกหลาน และฝูงแพะแกะ ฝูงโค และทรัพย์ทั้งหมดของพ่อ... ลูกจะเลี้ยงดูพ่อที่นั่น เพราะยังมีการกันดารอาหารอีกห้าปี เพื่อไม่ให้พ่อและครอบครัวของพ่อและทุกคนที่พ่อมีอยู่ยากจนลง..." จากนั้นในข้อที่ 14-31 เป็นเหตุการณ์ที่พระคัมภีร์บันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของการรับรองจากพระยาห์เวห์ที่มีต่อชนชาติของพระองค์ โดยการใช้ชีวิตของชายคนหนึ่งที่ถูกขายมาเป็นทาสในอียิปต์ และได้ทำให้เขามีอำนาจรองจากฟาโรห์ เพื่อเป็นพระพรต่อบรรดาประชาชาติ และที่สำคัญที่สุด คือ ต่อพงศ์พันธ์และครอบครัวของเขา ซึ่งในภายหลัง ยาโคบนำครอบครัวทั้งหมดไปอยู่ในอียิปต์ เพื่อปกป้องพวกเขาจากการกันดารอาหาร โดยไปอาศัยอยู่ดินแดนที่เรียกว่า "โกเชน" ซึ่งเป็นดินแดนที่มีแต่การเพาะเลี้ยงสัตว์ (แพะกับแกะ) รวมวงศวานของยาโคบทั้งหมดที่เข้ามาในอียิปต์ขณะนั้นได้ 70 คน ต่อมาเมื่อ "ยาโคบ" เสียชีวิตลง "โยเซฟ" ก็นำร่างของยาโคบไปฝั่งไว้ใน "สุสานในถ้ำ ชื่อ มัคเป-ลาห์ บนดินแดนคานาอัน ซึ่งถ้ำที่นานี้เป็นของ "เอโฟรนคนฮิตไทต์" ซึ่ง "อับราฮัม" ได้ซื้อต่อจากเขาไว้เป็นสุสาน ณ ที่นั้น เป็นสถานที่ฝังศพอับราฮัม และซาราห์ รวมทั้งฝังศพอิสอัคกับเรเบคาห์และเลอาห์ การที่ โยเซฟ ทำตามคำสั่งเสียของ ยาโคบ นับเป็นการให้ความสำคัญต่อบิดาของเขาผู้ซึ่งเป็นที่รักของเขา
ต่อมาในบทที่ 50 เมื่อยาโคบเสียชีวิต ชาวอียิปต์ก็ไว้ทุกข์ให้เขาถึงเจ็ดสิบวัน ด้วยเพราะยาโคบ คือบิดาของ "ผู้สำเร็จราชการ" จึงถือว่าเป็นคนสำคัญต่อชาวอียิปต์ด้วยเช่นกัน จากนั้นเอง ตัวโยเซฟเองก็ไว้ทุกข์ต่อให้บิดาอีกเจ็ดวัน ณ ดินแดนคานาอัน บริเวณ ลาอาทาด ซึ่งคนที่พบเห็นเรียกกันว่า "นี่เป็นการไว้ทุกข์ใหญ่ของชาวอียิปต์" ดังนั้นพวกเขาจึงเรียกชื่อที่นั่นว่า อาเบลมิสราอิม ที่นั้นอยู่ใกล้แม่น้ำจอร์แดน... แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้ จากที่กล่าวมาเหมือนกับว่า "พี่ชายของโยเซฟ" รอดตัวไป เพราะ "ยาโคบ" ผู้เป็นบิดา แต่ในขณะนี้ "ยาโคบ" จากไปแล้ว ดังนั้น "ความกลัว" ที่โยเซฟจะมาเอาคืนหรือจัดการพวกเขาจึงหวนกลับมาอีกครั้ง... "เมื่อพวกพี่ชายของโยเซฟเห็นว่าบิดาสิ้นชีวิตแล้ว จึงพูดว่า “น่ากลัวโยเซฟจะชังพวกเรา และจะแก้แค้นพวกเราแน่ๆ เพราะการร้ายทั้งหมดที่พวกเราเคยทำแก่เขา” (ข้อที่ 15) แต่ในข้อที่ 19-21 "โยเซฟ" กลับไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะถ้าพิจารณาจากบริบทตอนนี้ ก็เหมือนว่า "ชีวิตของโยเซฟ" ได้รับการเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น (โยเซฟ หมายถึง พระเจ้าจะทรงเพิ่มเติม) โดยเฉพาะเรื่องของ "ครอบครัว" ซึ่งวันนี้พระยาห์เวห์ได้กระทำให้ชีวิตของเขาได้รับการอวยพรจากพระองค์ จากช่วงเวลาที่เค้าสูญเสียไป แต่เพื่อตัวเขาจะเป็น key person ของแผนการของพระยาห์เวห์ ในการปกป้องครอบครัวหรือชนชาติของพระยาห์เวห์ให้ปลอดภัย... โยเซฟ จึงกล่าวกับพี่ชายของเขาว่า "อย่ากลัวเลย เราเป็นดังพระเจ้าหรือ? พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้เกิดผลดีดังที่เป็นอยู่วันนี้ คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก... ดังนั้นเวลานี้พวกพี่อย่ากลัวเลย เราจะบำรุงเลี้ยงพวกพี่ทั้งพวกลูกๆ ของพวกพี่ด้วย" นั้นคือ "ความอบอุ่นใจ" และคำปลอบใจของโยเซฟที่แสดงออกต่อครอบครัวของเขา เมื่อเขาได้พบกับครอบครัว เขาก็ไม่ปรารถนาที่จะให้ครอบครัวของเขาห่างไปจากเขาอีกเลย...

------------

สุดท้ายนี้ ขอให้เรื่องราวชีวิตของโยเซฟกับการให้ความสำคัญครอบครัวเป็นบทเรียนที่จะหนุนใจผู้อ่านทุกคน... ในเรื่องของการให้อภัย ในเรื่องของการให้โอกาส และการปกป้องดูแลซึ่งกันและกันในความเป็นครอบครัว... ขอพระเมตตาและฤทธานุภาพขององค์พระผู้เป็นเจ้าดำรงอยู่กับผู้อ่านเสมอไป จนกว่าจะได้พบกันใหม่ในสัปดาห์ต่อไป...

สรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า

By : MPCF Thailand
14/4/2024
#วันต้นสัปดาห์กับพระวจนะแห่งชีวิต #ชีวิตของโยเซฟ #ครอบครัว

13/04/2024

💦 สุขสันต์วันสงกรานต์...

"....สวัสดีปีใหม่ไทย ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่านให้สุขสันต์ มีความชื่นชมยินดี รับพระพรจากพระเจ้าดั่งสายน้ำที่ล้นไหลตลอดเวลา..."
"และให้คนที่วางใจในเราดื่ม ตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า แม่น้ำที่มีน้ำดำรงชีวิตจะไหลออกมาจากภายในคนนั้น" (ยอห์น บทที่ 7 ข้อที่ 38)

ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่าน

By : MPCF Thailand
13/4/2024

11/04/2024

ที่มา : โรงเรียนนายเรือ กองทัพเรือ
https://www.facebook.com/share/p/UpQ8yfFfVpzvQWXv/?mibextid=oFDknk

🔉ประกาศ ประกาศ สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ผ่านการสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือน เข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของ
กองทัพเรือ ประจำปีการศึกษา 2567 (ภาควิชาการ) ได้ที่ https://www.rtna.ac.th/index.php
📌สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข
โทรศัทท์ : 0 2475 3995, 2475 7435 ระหว่างเวลา 08.00 น. ถึง 16.00 น.ทุกวันราชการ หรือ
email : [email protected]

Photos from โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า Chulachomklao Royal Military Academy's post 11/04/2024

ประกาศผลสอบรอบวิชาการ #นักเรียนเตรียมทหาร ในส่วนของกองทัพบก

เอาใจช่วยน้อง ๆ ทุกคน ในรอบต่อ ๆ ไปครับ

ที่มา : โรงเรียนนายร้อย จปร.
https://www.facebook.com/share/p/3jYkH73quNhBPp8k/?mibextid=oFDknk

Photos from โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช's post 11/04/2024

ขอแสดงความยินดีกับน้อง ๆ ทุกคนที่สอบผ่านรอบวิชาการได้ เอาใจช่วย สู้ ๆ ในรอบต่อไปครับ #นักเรียนเตรียมทหาร #กองทัพอากาศ

ที่มา : โรงเรียนนายเรืออากาศฯ
https://www.facebook.com/share/p/LxWM92PihPyjuRqC/?mibextid=oFDknk

11/04/2024

สงกรานต์ 2567 เดินทาง ท่องเที่ยว ปลอดภัย อุ่นใจ ตำรวจพร้อมดูแล

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รรท.ผบ.ตร.สั่งระดมปราบปรามอาชญากรรม ให้บริการ #ฝากบ้านกับตำรวจ พร้อมดูแลความปลอดภัยพื้นที่จัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศ และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร #สงกรานต์2567 #สงกรานต์2024

ที่มา : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

09/04/2024

9 เมษายน 2567
#วันกองทัพอากาศ
นับตั้งแต่กิจการบินได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทยนำมาซึ่งการพัฒนานภานุภาพอย่างไม่หยุดยั้ง จากแผนกการบินมุ่งสู่การเป็นกองทัพอากาศชั้นนำในภูมิภาคและตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากองทัพอากาศได้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างเป็นระบบ
เพื่อให้เกิดความมั่นคงให้ประชาชนมั่นใจว่ากองทัพอากาศมีความพร้อมในการป้องกันประเทศ รักษาความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และร่วมพัฒนาประเทศ ตามยุทธศาสตร์กองทัพอากาศ และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
กิจการการบินของไทยเริ่มต้นจากพระปรีชาสามารถของ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ พระองค์ทรงมีพระจริยวัตร และพระวิสัยทัศน์อันยาวไกล ด้วยทรงริเริ่มจัดตั้งกิจการบินขึ้นและพัฒนาสู่การเป็นกองทัพอากาศในปัจจุบัน กองทัพอากาศจึงได้น้อมรำลึกในพระกรุณาคุณและเทิดพระเกียรติ จอมพล สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ เป็น “พระบิดาแห่งกองทัพอากาศ”
ย้อนกลับไปประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๕๔ อันเป็นระยะเวลาที่ประเทศในยุโรปกำลังตื่นตัว พัฒนาการด้านการบิน ขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบก ได้ทรงเห็นความจำเป็นและความสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องจัดหาอากาศยานไว้ป้องกันประเทศเช่นอารยประเทศ จึงทรงดำริจัดตั้งกิจการบินขึ้น เป็นแผนกหนึ่งของกองทัพบกตั้งแต่บัดนั้น และได้ทรงจัดให้มีการคัดเลือก ได้นายทหาร 3 นาย ส่งไปศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส อันได้แก่ นายพันตรีหลวงศักดิ์ศัลยาวุธ นายร้อยเอกหลวงอาวุธสิขิกร และ นายร้อยโททิพย์ เกตุทัต ทั้ง 3 ท่านนี้ ในเวลาต่อมาได้รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ตามลำดับ คือ พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ, นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ และ นาวาอากาศเอก พระยาทะยานพิฆาต และ กองทัพอากาศได้ยกย่องให้เป็น "บุพการีทหารอากาศ"
ต่อมาในปี พ.ศ. 2456 กระทรวงกลาโหมได้พิจารณาเห็นว่า กำลังทางอากาศมิได้เป็นกำลังเฉพาะในด้านยุทธศาสตร์ทางทหารเท่านั้น แต่มีประโยชน์อย่างกว้างขวางต่อกิจการด้านอื่นๆ อีกด้วย จึงได้จัดตั้ง “แผนกการบิน” ขึ้น และในปี ๒๔๕๗ ได้ยกฐานะเป็น “กองบินทหารบก” จากนั้นในปี 2461 ยกฐานะขึ้นเป็น “กรมอากาศยานทหารบก” เรื่อยมาจนปี 2464 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมอากาศยาน” และปี 2478 ได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “กรมทหารอากาศ”
ต่อมาเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2480 กระทรวงกลาโหมได้ยกฐานะ "กรมทหารอากาศ" เป็น "กองทัพอากาศ" โดยมี นาวาอากาศเอก พระเวชยันตรังสฤษฏ์ เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศคนแรก กองทัพอากาศจึงได้ถือเอาวันที่ 9 เมษายน ของทุกปีเป็น "วันกองทัพอากาศ"
นับตั้งแต่บัดนั้นจวบจนถึงปัจจุบัน ภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่ยังคงสืบสานเจตนารมณ์และพร้อมที่จะขับเคลื่อนกองทัพอากาศให้มุ่งสู่การเป็น "กองทัพอากาศ" ที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ หรือ UNBEATABLE AIR FORCE ผ่านการขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญ 8 ด้านประกอบด้วย
1. ด้านกำลังพลและการศึกษา (Personnel & Education)
2. ด้านข่าวกรองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Intelligence & IR)
3. ด้านยุทธการและการฝึก (Operations & Training)
4. ด้านการส่งกำลังบำรุง (Logistics)
5. ด้านกิจการพลเรือนและประชาสัมพันธ์ (Civil affairs & Public relations)
6. ด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ICT & Cyber)
7. ด้านสวัสดิการ (Welfare)
8. ด้านการกำกับดูแลมาตรฐาน (Standardization)

โดยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ต้อง "รู้ รัก สามัคคี" คือ การรู้และรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง มีความจงรักภักดีต่อองค์กร และต้องมีความสมัครสมานสามัคคีในหมู่คณะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นกลไกพื้นฐานในการพัฒนากำลังพลให้รู้รักสำนึกในหน้าที่การเป็นทหารอากาศ เพื่อนำกองทัพอากาศสู่ความแข็งแกร่งที่ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพ
ขอบคุณข้อมูลจาก : กองทัพอากาศ / ทำเนียบรัฐบาล

07/04/2024

อย่าจดจำสิ่งสิ่งเก่า... พระองค์กำลังทำสิ่งใหม่!
วันต้นสัปดาห์ กับ พระวจนะแห่งชีวิต

"...นี่แน่ะ เรากำลังทำสิ่งใหม่ๆ บัดนี้ มันงอกขึ้นมา เจ้าไม่เห็นหรือ?...

(อิสยาห์ บทที่ 43 ข้อที่ 19)

----------------------

ในวันต้นสัปดาห์นี้ ขอนำพระวจนะของพระเจ้าในหนังสืออิสยาห์ ซึ่งได้บันทึกถ้อยคำที่หนุนใจ และเป็นความหวังให้กับผู้อ่าน ซึ่งในบริบทนี้เชื่อว่า "เป็นคำพยากรณ์ของอิสยาห์" ที่ได้กล่าวถึงล่วงหน้าของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของอิสราเอล หรือ ยูดาห์ ในเวลานั้น ซึ่งสิ่งที่อิสยาห์ได้พยากรณ์ไว้เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของอิสยาห์ โดยในขณะนั้นจากข้อมูลที่ศึกษาพบว่าอิสยาห์ เป็นผู้เผยพระวจนะในช่วงเวลาที่อาณาจักรมีการแบ่งแยกออกเป็น "อิสราเอล" กับ "ยูดาห์" อยู่ระหว่าง กคศ. 845-735 แต่คำพยากรณ์ของอิสยาห์ที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นในยุคของผู้เผยพระวจนะ "เยเรมีย์ ดาเนียล และเอเสเคียล ซึ่งในเวลาอยู่ระหว่าง กคศ. 697-586 (ช่วงสุดท้ายของอาณาจักรยูดาห์) กับ 605-593 (ช่วงก่อนตกเป็นเชลย) ดังนั้น จะพบว่าคำพยากรณ์ที่อิสยาห์กล่าวไว้ในบริบทนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ก็มีตีความและเข้าใจไปว่า อิสยาห์อยู่ในห้วงเวลาที่คนยิวตกเป็นเชลยของบาบิโลนแล้ว เมื่อมีการลำดับเวลาของการมีอยู่ของผู้เผยพระวจนะก็ทำให้เข้าใจว่า "มีคนสืบทอดคำพยากรณ์ของอิสยาห์" และนำไปสื่อสารกันในยุคของผู้เผยพระวจนะรุ่นถัดไปนั้นเอง สำหรับในบทที่ 43 จำเป็นที่ผู้อ่านต้องเข้าใจบริบทของเหตุการณ์ของเวลาที่เกิดขึ้นในยุคนั้น เพื่อจะได้เข้าใจไม่คลาดเคลื่อนออกไป ดังนั้น จำเป็นที่ผู้อ่านจะต้องเข้าใจภาพรวมของบริบทพระคัมภีร์ในแต่ละช่วง แต่ละตอน... ทั้งนี้ ในอิสยาห์ บทที่ 43 มีสาระสำคัญที่บันทึกไว้ 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 "องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงช่วยประชากรของพระองค์" (ข้อที่ 1-7) ส่วนที่ 2 "พระเจ้าทรงประกาศอธิปไตยของพระองค์" (ข้อที่ 8-13) ส่วนที่ 3 "พระเจ้าทรงกระทำสิ่งใหม่" (ข้อที่ 14-21) และส่วนที่ 4 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตำหนิประชากรของพระองค์ (ข้อที่ 22-28) โดยในวันต้นสัปดาห์นี้จะขอมาโฟกัสในส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นไฮไลท์และเป็นส่วนที่สำคัญของคำพยากรณ์ที่จะเชื่อมโยงไปสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบาบิโลนและสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นโดยกษัตริย์เปอร์เซีย นั้นคือ "ไซรัสมหาราช"
แต่อย่างไรก็ก็จะขอกล่าวถึง ส่วนที่ 1-2 และ 4 อย่างสั้น ๆ เพื่อให้เห็นภาพของพันธสัญญา แต่จะไม่ข้อลงรายละเอียดมากนัก โดยในส่วนที่ 1 ข้อที่ 1-7 เป็นคำยืนยันชัดเจนของพระยาห์เวห์ที่มีต่อชนชาติของพระองค์ ไม่ว่าพวกเขาจะตกอยู่ในสถานการณ์ไหน พระองค์จะทรงเคียงข้างพวกเขาไป ดังที่ระบุชัดเจนใน ข้อที่ 2 ว่า "เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า และเมื่อข้ามแม่น้ำ มันจะไม่ท่วมเจ้า เมื่อเจ้าเดินผ่านไฟ เจ้าจะไม่ถูกไหม้ และเปลวเพลิงจะไม่เผาเจ้า" โดยหากย้อนกลับไปอ่านข้อที่ 1 เหตุผลที่อิยาห์ได้บอกไว้คือ "พวกเขาเป็นของพระองค์ พระองค์ทรงไถ่พวกเขาไว้แล้ว และพระองค์ทรงเป็นเจ้าของชีวิตของพวกเขา" พระองค์ทงเป็น "ผู้ช่วยให้รอด" (ข้อที่ 3) และที่สำคัญ คือ "พระองค์ทรงสร้างพวกเขา (เราทุกคน) เพื่อพระสิริของพระองค์ (ข้อที่ 7) ดังนั้น ในบริบทนี้ อิสยาห์ปรารถนาจะให้คนยิวเข้าใจและรู้ว่าพระองค์จะทรงอยู่และช่วยเหลือพวกเขาตลอดไป เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้สร้าง และทรงเป็นผู้ไถ่ของพวกเขา
ในส่วนที่ 2 อิสยาห์ได้กล่าวถ้อยคำชัดเจนว่า "พระองค์คือ "ยาห์เวห์" และนอกจากพระองค์ ไม่มีพระผู้ช่วยให้รอด (ข้อที่ 11) ซึ่งจากบริบทนี้มีการโยงเชื่อมไปยังคำพยากรณ์เรื่องการไถ่ของพระเยซู ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ด้วย แต่สิ่งที่อิสยาห์ต้องการย้ำเตือนให้ชนชาติของพระเจ้าตระหนัก คือ "พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า "เจ้าทั้งหลายเป็นสักขีพยานของเรา และเป็นผู้รับใช้ของเราซึ่งเราเลือกไว้" (ข้อที่ 10) แต่สิ่งที่อิสยาห์ย้ำให้ผู้ที่อ่านถ้อยคำนี้ได้ตระหนักยิ่งและมีความเชื่อมากยิ่งขึ้น จะอยู่ในข้อที่ 13 ที่บันทึกว่า "เราทำการใด ใครจะเปลี่ยนแปลงได้อีก" เป็นการสะท้อนถึงพระลักษณะของพระองค์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ และพระองค์ทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง หากพระองค์ทรงกำหนดหรือตรัสสิ่งใดแล้ว สิ่งนั้นก็จะต้องเป็นไปและเกิดขึ้นตามพระประสงค์ของพระองค์
ต่อมาในส่วนที่ 4 เป็นส่วนท้ายของบทนี้ ซึ่งเป็นบริบทที่อิสยาห์กล่าวถึง "การที่พระเจ้าทรงตำหนิประชากรของพระองค์" เพราะพวกเขาไม่ให้เกียรติพระเจ้า (ข้อที่ 22-23) แต่อย่างไรก็ดี พระยาห์เวห์ก็ยังทรงมีมีเมตาต่อพวกเขา โดยอิสยาห์ได้บันทึกว่า พระยาห์เวห์ตรัสว่า "เรา เราเองคือผู้นั้น ผู้ลบล้างการทรยศของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเอง และเราจะไม่จดจำบาปของเจ้า" (ข้อที่ 25) แต่ทั้งนี้ อิสยาห์ได้ทิ้งท้ายคำเผยพระวจนะไว้ในข้อท้าย ๆ อย่างน่าสนใจว่า "บรรพบุรุษคนแรกของเจ้าทำบาป และคนกลางของเจ้าทรยศเรา" ตามความหมาย footnote ได้ระบุว่า "คนกลาง" หมายถึง "ผู้เผยพระวจนะ หรือ กษัตริย์" ของพวกเขาในยุคนั้น ซึ่งถ้าพิจารณาในยุคของอิสยาห์จะพบว่า กษัตริย์ในฝั่งของ "อิสราเอล" โดยส่วนใหญ่จะทำการชั่วช้าในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่ในขณะที่ กษัตริย์ในฝั่งของ "ยูดาห์" โดยส่วนใหญ่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า และในข้อสุดท้าย อิสยาห์ ได้ระบุชัดถึงผลแห่งความชั่วช้า ความใจแข็ง และไม่ถวายเกียรติพระยาห์เวห์ พวกเขาจะต้องถูกทำลายถวาย... คือ การบัญชาจากพระเจ้าให้ลงโทษผู้ทำบาป หรือในประโยคที่เข้าใจง่าย ๆ คือ "ถูกทำลายล้าง" และถูกข่มเหงอย่างอัปยศอดสู จากประโยคนี้จะพบว่า "ชนชาตินี้ตลอด 70 ปี พวกเขาต้องถูกจับไปเป็นเชลยในบาบิโลน และนั้นถือว่า เป็นการทำลายร้าง เพราะที่เยรูซาเล็ม ถูกเรียกว่า เป็นที่ร้างเปล่า และพวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างอัปยศอดสู.... ตามคำพยากรณ์ที่ได้ตรัสไว้ หากอ่านมาถึงตรงนี้จะเข้าใจว่า ถ้าพระยาห์เวห์ จะทรงพอพระทัย หรือจะอวยพรใครสิ่งใดพระองค์ก็ทำได้ ในขณะที่ ถ้าพระองค์ทรงจะลงโทษ พระองค์ก็ทรงทำ เพื่อให้พวกเขาได้สติ และแผ่นดินของพระเจ้าได้พักจากการทำบาปของพวกเขาอีกด้วย ซึ่งการถูกทิ้งร้างและแผ่นดินจะเป็นที่ร้างเปล่า ได้ถูกบันทึกไว้ในคำพยากรณ์ของ "เยเรมีย์ ผู้เผยพระวจนะคนสำคัญอีกคนหนึ่ง ได้ตรัสว่า "แผ่นดินนี้ทั้งสิ้นจะถูกทิ้งร้างและเป็นที่ร้างเปล่า และบรรดาประชาชาติเหล่านี้จะปรนนิบัติกษัตริย์แห่งบาบิโลนอยู่ 70 ปี" โดยเหตุผลของการถูกทิ้งร้าง ในทางจิตวิญญาณมีความหมายถึงการให้แผ่นดินของพระเจ้า ซึ่งเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญาได้พักตามสะบาโตที่ควรมี ซึ่งในเหตุการณ์นี้พระองค์ก็ยังมีเหตุผลเพื่อทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ "เพื่อให้สำเร็จตามพระวจนะของพระยาห์เวห์ผ่านปากของเยเรมีย์ จนกว่าแผ่นดินได้พักตามสะบาโตที่ควรมี คือตลอดวันเวลาที่ถูกทิ้งร้างนั้น มันได้พักตามสะบาโต จนครบกำหนดเจ็ดสิบปี" (2 พงศาวดาร บทที่ 36 ข้อที่ 21)
กลับมาที่ ส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมาก ๆ ของบทนี้ ได้ระบุชัดว่า "พระเจ้าจะทรงกระทำสิ่งใหม่" โดยเริ่มต้นในข้อที่ 14 พระยาห์เวห์ตรัสว่า "เพื่อเห็นแก่เจ้า เราจะส่งไปยังบาบิโลน และเราจะนำพวกเขาทุกคนมาเป็นผู้ลี้ภัย" ในมิติของด้านประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ นักวิชาการพระคัมภีร์ได้ระบุว่า "พระยาห์เวห์" ใช้ศัตรูเป็นดาบ เพื่อจัดการคนของพระองค์ ยกตัวอย่างเช่น การที่คนยิวตกไปเป็นเชลยในบาบิโลน คือการลงโทษของพระองค์ที่มีต่อพวกเขา แต่ในอีกมุมหนึ่งจากคำตรัสของพระยาห์เวห์ที่ระบุว่า "เราจะนำพวกเขาทุกคนมาเป็นผู้ลี้ภัย" ประโยคนี้ ไม่ได้หมายถึงคนยิว แต่หมายถึงคนบาบิโลน ซึ่งภายหลังพวกเขาก็จะเป็นเหมือนผู้ที่ลี้ภัย เพราะต้องแพ้สงครามเมื่อกษัตริย์ไซรัสมหาราช ชาวเปอร์เซียมาพิชิตพวกเขา... ซึ่งในคำพยากรณ์ที่ถูกเปิดเผยเรื่องนี้ เชื่อกันว่าผู้ที่รวบรวมคำพยากรณ์ของอิสยาห์ไว้ ได้นำมาเปิดเผยให้คนยิวที่จับไปเป็นเชลยในบาบิโลนได้ยิน เพื่อให้มีกำลังใจและมีความเชื่อว่า "พระยาห์เวห์" ทรงสถิตอยู่กับพวกเขาอย่างแน่นอน และสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสนั้นจะเกิดขึ้นจริง... จากนั้นในข้อที่ 15-17 อิสยาห์กล่าวถ้อยคำเพื่อผู้อ่านหรือผู้ฟังถ้อยคำนี้ได้เข้าใจว่า "พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้าง ทรงเป็นผู้ทรงนำ และทรงเป็นพระเจ้าองค์บริสุทธิ์" ของพวกเขา และอิสยาห์ได้กล่าวต่อไปเกี่ยวกับ "วิธีการของพระเจ้า" ที่จะทำให้พวกเขาได้รับกำลังใจจากพระองค์ นั้นคือ "อย่าจดจำสิ่งที่ล่วงเลยมาแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์เรื่องในอดีต" (ข้อที่ 18) ในประโยคนี้ พระยาห์เวห์ต้องการให้กำลังใจและให้พวกเขาเลิกคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตอันอัปยศอดสู แต่ให้รู้ว่า พระองค์จะทรงช่วยกู้พวกเขาเหมือนที่พระองค์ทรงกระทำกับพวกเขาในอดีต เมื่อครั้งที่พวกเขายังทาสอยู่ในอียิปต์ พระยาห์เวห์ทรงนำพวกเขา โดยการสร้างทางในทะเล และทำให้น้ำทะเลมีอานุภาพ ทำลายกองทัพของฟาโรห์ รถรบและรถม้าจมลงไปกับสายน้ำแห่งฤทธานุภาพ และพระองค์ทำให้พวกคนอิสราเอลในเวลานั้นเดินบนดินแห่งท่ามกลางน้ำทะเลที่ยกขึ้นสูงเป็นทางทำให้เขาพ้นจากอำนาจของฟาโรห์แห่งอียิปต์... ในข้อที่ 18 พระองค์ไม่ได้บอกให้พวกเขาลืมเรื่องนี้ แต่ให้พวกเขาลืมความข่มขืนและความอัปยศที่เกิดขึ้น....
จากนั้นในข้อที่ 19 อิสยาห์กล่าวต่อไป เกี่ยวกับการที่พระยาห์เวห์ตรัสว่า "พระองค์จะทรงกระทำสิ่งใหม่" ตามที่ได้บันทึกไว้ว่า "นี่แน่ะ เรากำลังทำสิ่งใหม่ๆ บัดนี้ มันงอกขึ้นมา เจ้าไม่เห็นหรือ? และเราจะทำทางในถิ่นทุรกันดาร และแม่น้ำในที่แห้งแล้ง".... จากประโยคในข้อที่ 18 พระยาห์เวห์ต้องการบอกพวกเขาว่า "ลืมเรื่องเล่านั้นซะ" แล้วมาโฟกัส ในสิ่งที่ เราจะกระทำให้กับพวกเจ้า... ซึ่งสิ่งใหม่ตามที่พระยาห์เวห์ได้ทำให้คนยิวนั้นคือ "การที่พระองค์ได้พาพวกเขากลับคืนสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา" อีกครั้ง ภายหลังตกเป็นเชลยในบาบิโลน 70 ปี ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามคำพยากรณ์และการเปิดเผยที่ได้กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ดี "สิ่งใหม่ ! หรือ สิ่งที่กำลังงอกขึ้น" เจ้าไม่เห็นหรือ ? และเราจะทำทางในถิ่นทุรกันดาร และแม่น้ำในที่แห้งแล้ง ... มีการนำประโยคนี้ไปเปรียบเทียบกันกับ ข้อที่ 15-17 ว่าเป็นวิธีการของพระเจ้า ในช่วงที่คนยิวออกจากอียิปต์ พระองค์ทำทางให้พวกเขาในทะเล... แต่ในเหตุการณ์นี้ พระองค์จะทรงทำทางในถิ่นทุรกันดาร และแม่น้ำในที่แห้งแล้ง คือ ต้องเขาใจว่าภูมิประเทศของบาบิโลนในเวลานั้น เข้าใจกันว่า เป็นทะเลทรายเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีเส้นทาง ไม่มีสิ่งใดงอกขึ้นได้ หรือแม้แต่น้ำก็อาจจะยังหาได้ยากยิ่ง (บาบิโลนในปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของประเทศอิรัก) ดังนั้น ถ้อยคำดังกล่าวทำให้เราเข้าใจวิธีการของพระเจ้าว่าพระองค์จะใช้วิธีการอะไรในการที่จะช่วยคนของพระองค์... จากข้อมูลประวัติศาสตร์มีการเล่าว่า "กษัตริย์ไซรัสและกองทัพของพระองค์ใช้วิธีอันชาญฉลาดในการโจมตีนครบาบิโลน เพราะกรุง​บาบิโลน​มี​แม่น้ำ​ยูเฟรทิส​ไหล​ผ่าน​และ​คู​คลอง​ทุก​สาย​นอก​กำแพง​เมือง​ที่​สูง​ตระหง่าน​เต็ม​ไป​ด้วย​น้ำ เมือง​นี้​จึง​ดู​เหมือน​ถูก​ป้องกัน​ไว้​อย่าง​แน่น​หนา พระองค์จึงใช้การเปลี่ยนทิศทางน้ำที่ไหลผ่านไปที่บาบิโลนไปที่ทิศทางอื่น เพื่อให้น้ำที่ไหลรอบ ๆ บาบิโลนในเวลานั้นลดลง และทำให้กองทัพของพระองค์ลุยน้ำข้ามไปยังเป้าหมายได้ ทั้งนี้ ในเหตุการณ์นี้ ยังไปเชื่อมโยงกับ หนังสือดาเนียล ในบทที่ 5 ที่มีการบันทึกไว้ว่า "กษัตริย์เบลซัสซาร์" ได้จัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่ แก่เจ้านายหนึ่งพันคน และดื่มกินเหล้าองุ่นด้วยกัน แต่พวกเขา ดันไปเอาภาชนะทองคำซึ่งเป็นของสำคัญที่ยึดมาจากพระวิหารที่ถูกทำลายในเยรูซาเล็ม มาใช้ดื่มเหล้าองุ่นกันอย่างสนุกสนาน แต่เหตุการณ์ต่อมา ก็ปรากฎ "นิ้วมือคน" เขียนลงที่ผนัง ทุกคนที่เห็นและอยู่ในเหตุการณ์นั้น เรียกได้ว่า ช๊อตฟิลตาม ๆ กันไป .. กษัตริย์ได้เรียกให้บรรดาหมอดู ต่าง ๆ มาแปลข้อความดังกล่าว ที่เขียนไว้ที่ผนัง แต่ก็ไม่มีผู้ใดแปลได้ ท้ายที่สุด "คนที่แปลและอ่านข้อความนั้นได้" ไม่ใช่ใครที่ไหน นั้นคือ "ดาเนียล" ผู้ซึ่งมีนามในเวลานั้นว่า "เบลเททัสซาร์" ได้แก้ปริศนาและข้อความดังกล่าว ที่ปรากฎไว้ว่า "เมเน เทเคล และฟารสิน (เปเรส) " แปลได้ว่า เมเน พระเจ้าได้ทรงคำนวณวาระแห่งราชอาณาจักรของฝ่าพระบาทไว้แล้ว และทรงนำราชอาณาจักรนั้นมาถึงที่สิ้นสุด ฝ่าพระบาทได้ถูกชั่งในตราชู ทรงเห็นว่ายังขาดอยู่... และ "เปเรส" แปลได้ว่า "ราชอาณาจักรของฝ่าพระบาทถูกแบ่งออกให้แก่คนมีเดียและคนเปอร์เซีย" ซึ่งต่อมา "เบลชัสซาร์ก็ทรงบัญชาให้ดาเนียลสวมเสื้อสีม่วงและสวมสร้อยคอทองคำ และทรงให้ประกาศเกี่ยวกับท่านว่า ท่านได้เป็นอุปราชตรีในราชอาณาจักร" หลังจากนั้น เบลชัสซาร์ ก็ถูกคนเคลเดียถูกสังหาร...
หลังจากการขึ้นปกครองของกษัตริย์ไซรัสมหาราชแล้ว พระยาห์เวห์ได้ทรงเร้าจิตใจของไซรัส ทำให้พระองค์ได้ทำการป่าวประกาศตลอดราชอาณาจักของพระองค์และทรงบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงด้วยว่า "ไซรัสกษัตริย์แห่งเปอร์เซียตรัสดังนี้ว่า "พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ได้ประทานบรรดาราชอาณาจักรแห่งแผ่นดินโลกแก่เรา และพระองค์ทรงกำชับให้เราสร้างพระนิเวศให้พระองค์ที่เยรูซาเล็ม ซึ่งอยู่ในยูดาห์ มีใครในหมู่พวกท่านที่เป็นประชากรของพระองค์? ขอพระเจ้าของเขาสถิตกับเขา และขอให้เขาขึ้นไปยังเยรูซาเล็ม ซึ่งอยู่ในยูดาห์และสร้างพระนิเวศของพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล คือพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้สถิตในเยรูซาเล็ม และคนทั้งปวงที่เหลืออยู่ ไม่ว่าเขาจะอาศัยอยู่ ณ ที่ใด ให้บรรดาคนตามที่นั้นๆ ช่วยเขาด้วยเงินและด้วยทองคำ ด้วยข้าวของและสัตว์เลี้ยง นอกเหนือจากของถวายด้วยความสมัครใจ สำหรับพระนิเวศของพระเจ้าซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็ม" (เอสรา บทที่ 1 ข้อที่ 2-3) เมื่อมาถึงตอนนี้ก็ทำให้เข้าใจแล้วว่า "สิ่งใหม่ของพระยาห์เวห์" ที่ตรัสไว้คือ การที่พระองค์ทรงให้ "กษัตริย์ไซรัสมหาราช แห่งเปอร์เซีย" รับรองคนของพระองค์ให้พวกเขากลับมายังดินแดนแห่งพันธสัญญาอีกครั้ง...
จากเรื่องราวของคนยิวที่ถูกจับไปเป็นเชลย และได้สิ้นสุดการเป็นเชลยนั้น ได้รับโอกาสให้กลับมายังดินแดนบ้านเกิด.... เมื่อมีโอกาสได้มาศึกษาเพิ่มเติม ก็ยิ่งเข้าใจและพบว่า วิธีการของพระยาห์เวห์ "เป็นสิ่งใหม่" ที่ไม่จำกัดด้วยสถานการณ์ หรือคน แต่ต้องใช้ "ระยะเวลา" ที่เหมาะสม แม้ว่าจะนานเพียงไร พระองค์ก็ยังคงทำตามที่ทรงตรัสไว้ หากเพียงแต่พระองค์ทรงพอพระทัยและสิ่งนั้น ๆ อยู่ในแผนการของพระองค์ สิ่ง ๆ นั้น ก็จะต้องเป็นไปเหมือนดั่งเช่นเหตุการณ์นี้ ....
จนนำมาถึงในข้อที่ 20-21 ซึ่งเป็นภาพเปรียบเทียบ และเป็นคำตอบของคำพยากรณ์ในบริบทนี้ ข้อที่ 20 อิสยาห์เขียนไว้ว่า "สัตว์ในป่าทุ่งจะให้เกียรติเรา คือหมาป่าและนกกระจอกเทศ เพราะว่าเราให้น้ำในถิ่นทุรกันดาร และให้แม่น้ำในที่แห้งแล้ง" เป็นภาพของการแสดงถึงการเคารพและขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงประทานสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้กับพวกมัน นั้นคือ "น้ำ" ที่เกิดขึ้นในถิ่นทุรกันดารและในที่แห้งแล้ง และสุดท้าย ข้อที่ 21 พระยาห์เวห์ ตรัสว่า "เพื่อให้น้ำดื่มแก่ชนชาติผู้ที่เราเลือกสรร .... คือชนชาติที่เราปั้นเพื่อเราเอง เพื่อเขาจะกล่าวคำสรรเสริญเรา" นั้นคือ พระประสงค์ของพระเจ้า คือ การนำพวกเขา คนที่พระองค์ทรงเลือกสรร กลับมาสรรเสริญพระเจ้า กลับมาพักสงบตามวันสะบาโตที่กำหนดไว้ เพื่อพระองค์จะรับเกียรติจากปากของพวกเขาที่ได้เห็น "สิ่งใหม่ ๆ" จากความยิ่งใหญ่ของพระองค์...

------------

สุดท้ายนี้ บริบทของตอนนี้เป็นเรื่องราวที่สำคัญ อยากให้ผู้อ่านศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะพบว่า คำพยากรณ์ หนึ่งเรื่องจะสอดคล้องกับหลาย ๆ เหตุการณ์ และทำให้เกิดความชัดเจนและความมั่นใจว่า พระยาห์เวห์ทรงยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงช่วยให้รอด พระองค์ทรงกระทำสิ่งใหม่เพื่อนำประชากรของพระองค์กลับมาสู่แผนการและพระประสงค์ของพระองค์ ให้พวกเขาสรรเสริญพระองค์ตลอดไป... ขอพระเมตตาและฤทธานุภาพของพระองค์ดำรงอยู่กับผู้ทุกคนตลอดไป...

สรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า

By : MPCF Thailand
7/4/2024
#วันต้นสัปดาห์กับพระวจนะแห่งชีวิต #พันธกิจด้านพระวจนะ #มูลนิธิคริสเตียนทหารตำรวจในประเทศไทย

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง เทวโลก ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

วิดีโอทั้งหมด (แสดงผลทั้งหมด)

จปร.จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล"กรมสมเด็จพระเทพฯ" เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ
MPCF Thailand Happy New Year 2024
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2566 ณ พระที่นั่งอัมพร...
เนื่องในโอกาสครบ 106 ปี "ธงชาติไทย" 🇹🇭MPCF Thailand ขอนำคลิปการไปเยี่ยมชม #พิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม (เดือนเมษายน 2566)...
บทเพลง “ในหลวงรัชกาลที่สิบ”
Blessed Talk with MPCF Story - ว่าที่ร้อยตำรวจตรี โจนาธาน ตรีประลำ
ข่าวในพระราชสำนัก 30 เมษายน 2565
พระราชทานกระบี่และปริญญาบัตร โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
ในหลวงพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตร
ทอดพระเนตรการฝึกภาคสนามของนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 2 รุ่นที่ 72
Happy New Year 2022 - พลโท สุรพล เจียมสมบูรณ์
พิธีสมรสศักดิ์สิทธิ์(คริสเตียน)-ณัฐกานต์&โปษิณ

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


เลขที่ 99/182 ถนนสายไหม 22 แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพ
Bangkok
10220

องค์กรศาสนา อื่นๆใน Bangkok (แสดงผลทั้งหมด)
Christ Church Bangkok (Thai) Christ Church Bangkok (Thai)
11 Convent Road
Bangkok, 10500

An oasis of living water in the heart of Bangkok แหล่งน้ำแห่งชีวิตใจกลางกรุงเทพ

ChurchofCovenant ChurchofCovenant
274 ถนนรามคำแหง 81 แยก 6 เขตบางกะปิ กรุงเทพ
Bangkok, 10240

คริสตจักรแห่งพันธสัญญา ยินดีต้อนรับทุกท่าน

RHEMA Thailand RHEMA Thailand
Rama 3, Bangkok Square
Bangkok, 10120

RHEMA Thailand is associated with Kenneth Hagin Ministries (Tulsa, OK, USA) and includes Rhema Church Bangkok, and Rhema Bible Training Centers in Bangkok, Nakorn Ratchasima, Mae S...

Lighthouse International Church Thailand Lighthouse International Church Thailand
4th Floor City Link Building A, Phetchaburi 35 Alley, Makkasan, Ratchathewi
Bangkok, 10330

We celebrate Jesus and His finished work at the cross, where we fellowship in the truth of the WORD.

เสถียรธรรมสถาน Sathira Dhammasathan เสถียรธรรมสถาน Sathira Dhammasathan
23 Vacharaphol Road
Bangkok, 10230

เสถียรธรรมสถาน ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างศานติ

World Fellowship of Buddhist Youth (WFBY) World Fellowship of Buddhist Youth (WFBY)
661 Benjasiri Park, Soi Medhinivej, Sukhumvit 24 Road
Bangkok, 10110

We connect Buddhist Youth worldwide.

มานาประจำวัน มานาประจำวัน
18 ซอยรามคำแหง 16
Bangkok, 10240

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยพระคำพระเจ้าทางหนังสือ อีเมล หรือ App มือถือ ได้ฟรี!!! สมัครที่ thaiodb.org

กนกบรรณสาร (OMF Publishers) กนกบรรณสาร (OMF Publishers)
86/122 Soi Tha Kham 28/1 Rama II Road, Bang Khun Thian
Bangkok, 10150

http://www.kanokbannasan.org Twitter: kanokbannasan

หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ - สวนโมกข์กรุงเทพ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ - สวนโมกข์กรุงเทพ
ทางเข้าสวนวชิรเบญทัศ (สวนรถไฟ) ถนนนิคมรถไฟสาย ๒; แขวงจตุจักร เขตจตุจักร
Bangkok, 10900

หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ เป็นหอจดหมายเหตุศาสนธรรม (Religious Archives)

คริสตจักรสะพานเหลืองคลองตัน คริสตจักรสะพานเหลืองคลองตัน
1023/1 ซ. ปรีดีพนมยงค์ 41 , ถ. สุขุมวิท 71 , คลองตัน , วัฒนา
Bangkok, 10110

คริสตจักรสะพานเหลืองคลองตัน Sapanluang Klongtan

Creation Church for Jesus Christ Creation Church for Jesus Christ
คริสตจักรครีเอชั่น เลขที่ 13 อาคาร YWCA ชั้น 6 ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ
Bangkok, 10120

องค์กรคริสตจักรสร้างสรรค์เพื่อพระเยซูคริสต์

International Church of Bangkok International Church of Bangkok
Bangkok Christian College @ 35 Soi Pramuan (Off Sathorn Road), Next To Surasak BTS (10. 00 Am)
Bangkok, 10110

Advancing the Word & Work of Jesus.