MiLab

MiLab

แชร์

Micrometeorology Laboratory (MiLab), University of Phayao
กลุ่มวิจัยจุลอุตุนิยมวิทยา มหาวิทยาลัยพะเยา

11/05/2026

รู้หรือไม่ว่าสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย มีกิจกรรมผจญภัยสุดมันส์ ที่จะพาคุณไปตะลุยยังสถานที่สุดต่างๆ สัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ๆ และสามารถต่อยอดไปยังการผลิตคอนเท็นแบบรักษ์โลก
โครงการ “เที่ยวไทย ไม่ทิ้งคาร์บอน Carbon-Free Journeys” ชวนทุกคนออกไปลุย! เที่ยวแบบผจญภัย สนุก มันส์ และรักษ์โลก 🌿 แจกพิกัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีมและแหล่งท่องเที่ยวแบบผจญภัย จากกรมการท่องเที่ยว ที่ทั้งเที่ยวได้เต็มที่และมีส่วนช่วยลดก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกัน
📍สแกน QR CODE เพื่อดูลายแทงสถานที่เที่ยวสุดมันส์
📱ดาวน์โหลดแอป “Zero Carbon” และ “Net Zero Man” เพื่อคำนวณการชดเชยคาร์บอนง่าย ๆ
🎥 ส่งคลิปวิดีโอสั้นไม่เกิน 5 นาที เข้าร่วมประกวดได้ภายในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569
มาร่วมโชว์ไอเดียเที่ยวรักษ์โลก และลุ้นรางวัลสุดพิเศษไปด้วยกัน!
ติดต่อสอบถามรายละเอียดโครงการได้ที่
089-818-3072
และสามารถติดตตามความเคลื่อนไหวของโครงการทาง Facebook Fan page : องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และ www.tgo.or.th
#เที่ยวไทยไม่ทิ้งคาร์บอน
#ลดก๊าซเรือนกระจก

#องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก #อบก
#ประกวดคลิป #ประกวดคลิปสั้น

10/05/2026

🌍🌱โลกกำลังเปลี่ยนแปลง… และเราเองก็ต้องพร้อมปรับตัว 🌤️⛈️

📣📣ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมอ่าน📚

“คู่มือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฉบับประชาชน”

เพื่อเรียนรู้แนวทางรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน รวมถึงวิธีการปรับตัวอย่างยั่งยืนในระดับประชาชนและชุมชน

🌳ประเด็นน่ารู้ 🌳

🔆เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภุมิอากาศ
🔆สถานการณ์ของประเทศไทยต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
🔆เเผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
🔆บทบาทของประชาชนเเละชุมชน ในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

🔎 สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ ⬇️
https://www.dcce.go.th/media/21975/

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

05/04/2026

◉ SPACE: ภาพถ่ายโลกเต็มใบจากสายตาของนักบินอวกาศภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) นับเป็นเวลา 53 ปี ให้หลังจากทศวรรษแห่งการเหยียบดวงจันทร์และภารกิจอพอลโล 17 ที่มนุษยชาติไปดวงจันทร์ครั้งสุดท้ายเมื่อ 1972
เอ้ายิ้ม! กรุ้ปช็อตชาวโลกมาแล้ว! นี่คือภาพถ่ายเต็มดวงของโลกทั้งใบที่มองเห็นจากยานอวกาศโอไรออนในภารกิจอาร์เทมิส 2 ที่ทะยานขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา
ดาวเคราะห์สีฟ้าอ่อนปกคลุมด้วยเมฆสีขาว ผืนมหาสมุทรสีฟ้า และแผ่นดินสีน้ำตาลใหญ่ทางด้านซ้ายมืออย่างทวีปแอฟริกา ถัดขึ้นไปก็จะเป็นบริเวณคาบสมุทรไอบีเรียและแผ่นดินทวีปยุโรป
รวมถึงมีแสงออโรร่าที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ปรากฏอยู่ด้วยบริเวณด้านบนขวาและด้านล่างซ้าย เป็นแสงเขียวอ่อน ๆ ที่ลอยตัวอยู่เหนือแผ่นดินเล็กน้อย
ภาพนี้ถูกถ่ายในด้านกลางคืนของโลก ซึ่งการที่ เรด ไวส์แมน หนึ่งในนักบินภารกิจนี้สามารถถ่ายภาพด้านมืดหรือด้านกลางคืนของโลกได้ เพราะดวงจันทร์สะท้อนแสงอาทิตย์เป็น "แสงจันทร์" (Moonshine) ส่องขับให้พื้นผิวด้านมืดของโลกสว่างขึ้น
[ แล้วทำไมออกไปทั้งทีถึงไปลงจอดที่ดวงจันทร์เลย? ]
NASA เคยทำภารกิจไปเหยียบดวงจันทร์สำเร็จมาแล้วครั้งแรกเมื่อปี 1969 และครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1972 จนใน 53 ปี ถัดมา Artemis II เองก็เป็นหนึ่งในภารกิจที่จะนำไปสู่การไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งของมนุษยชาติในภารกิจ Artemis IIII ภายในปี 2028 โดยภารกิจครั้งนี้ใช้เวลานอกโลกกว่า 10 วัน ซึ่งจะเป็นการเดินทางในอวกาศที่ไกลที่สุดเท่าที่เคยมีมา
แต่ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้ลงจอดบนดวงจันทร์ เนื่องจากยานอวกาศไม่ได้ออกแบบมาเพื่อลงจอดได้ แต่เป็นไปเพื่อทดสอบระบบยังชีพ (Life-support systems) และทดสอบความสามารถของนักบินในการควบคุมและขับเคลื่อนยานอวกาศในวงโคจรของโลกเพื่อเตรียมการสำหรับการลงจอดของมนุษย์ในภารกิจครั้งถัดไปกับ
[ ภารกิจอพอลโล 17 และ ภาพ ‘เดอะบลูมาร์เบิล’ โลกเต็มใบครั้งแรก ]
หลายคนคงคุ้นชินกับภารกิจที่มนุษย์ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกมาเมื่อปี 1969 และอีกครั้งหนึ่งที่สำคัญคือปี 1972 ในภารกิจ ‘อพอลโล 17’ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่มนุษย์ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ และเป็นที่มาของภาพ ‘เดอะบลูมาร์เบิล’ (The Blue Marble) ภาพถ่ายโลกเต็มใบโดยลูกเรือของยานอวกาศอพอลโล 17 ขณะเดินทางไปดวงจันทร์
โดยในภาพนั้นเราเห็นได้ชัดถึงสีขาวของน้ำแข็งขั้วโลกใต้ ผืนน้ำสีฟ้าของมหาสมุทรอินเดีย และแผ่นดินสีน้ำตาลของทวีปแอฟริกา
จุดสังเกตที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งคือ "น้ำแข็งขั้วโลก" ที่หายไป ภาพปี 1972 บริเวณขั้วโลกใต้ขาวโพลนไปด้วยน้ำแข็ง แต่ภาพปัจจุบันในปี 2026 กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหลักฐานที่ทำให้เราเห็นว่าเรื่องการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก

07/11/2025

พื้นที่โครงการเป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีต้นไม้ในพื้นที่
สามารถนำมาพัฒนาเป็นโครงการ T-VER ได้หรือไม่ ?
✅ คำตอบ : ได้ โดยโครงการต้องเริ่มดำเนินโครงการภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโครงการ
โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย T-VER : https://tver.tgo.or.th
📃 Q&A จากประชาชน เข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับ “ก๊าซเรือนกระจก” คาร์บอนเครดิต / คาร์บอนฟุตพริ้นท์ / ตลาดคาร์บอน / การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก / ระบบทะเบียนคาร์บอน / Net Zero

#อบก #องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
#ก๊าซเรือนกระจก
#คาร์บอนเครดิต
#โครงการลดก๊าซเรือนกระจก
#คาร์บอนฟุตพริ้นท์
#คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร
#ฉลากคาร์บอน #ฉลากลดโลกร้อน

#ถามตอบ #คำถาม #คำถามจากประชาชน

Photos 04/11/2025
16/08/2025

ปฏิวัติการประเมินการกักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ ด้วย Ai
ในโลกที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นทุกปี...ต้นไม้ กลายเป็นหนึ่งในแนวหน้าในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน เป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศและสามารถกลายเป็น ‘คาร์บอนเครดิต’ ได้ แต่คำถามคือ... จะวัดคาร์บอนที่อยู่ในต้นไม้จำนวนมหาศาลเหล่านี้ได้อย่างไร?
อบก. ได้พัฒนาวิธีการคำนวณโดยใช้เทคโนโลยี Remote Sensing หรือการสำรวจระยะไกล ที่ผสานเข้ากับ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมตรวจวัดพื้นที่ป่า ความสูงของต้นไม้ ความหนาแน่นของเรือนยอดและคำนวณปริมาณ ‘ชีวมวล’ ที่เปลี่ยนเป็นค่าการกักเก็บคาร์บอนในเนื้อไม้ได้ ซึ่งปัจจุบัน มีแพลตฟอร์มการประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ด้วย “Remote Sensing และ AI” จะช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดระยะเวลาและต้นทุนในการตรวจวัดปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ป่าไม้ เพื่อนำไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ที่มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือในระดับสากล โดยมี 4 แพลตฟอร์มแรกที่ผ่านมาตรฐานตามเกณฑ์การพิจารณาของ อบก. ได้แก่
1. แพลตฟอร์ม Carbon Atlas พัฒนาโดย GISTDA โดยเทคโนโลยี LiDAR เป็นนวัตกรรมที่ใช้ในการเก็บข้อมูลภาคสนาม ผสานข้อมูล Remote sensing และแบบจำลอง Machine learning ที่จะช่วยให้การประเมินคาร์บอนในภาคป่าไม้มีความแม่นยำ น่าเชื่อถือ มีข้อมูลบริการครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 90 % ของพื้นที่ป่าที่ได้รับรองจาก อบก. แล้วคือ ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน และสวนยางพารา
2. แพลตฟอร์ม CarbonWatch โดย THAICOM เป็นเครื่องมือในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้ ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม และ AI ใช้ประเมินการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่า 2 ประเภท ได้แก่ ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทย เหมาะสำหรับป่าที่มีความหนาแน่นของเรือนยอด และยังสามารถระบุตำแหน่งของโครงการและแยกชนิดป่าในโครงการได้ด้วย
3. แพลตฟอร์ม CERT+ โดย บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) เป็นเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ปลูกยูคาลิปตัส 4 สายพันธุ์ ที่มีระยะเวลาการปลูกตั้งแต่ 1-17 ปี มีพื้นที่ที่มีระยะปลูก 2x3 เมตร หรือ 3x3 เมตร เป็นต้น โดยแพลตฟอร์มยังสามารถติดตามการเจริญเติบโตของพืช วิเคราะห์ความเสี่ยงในพื้นที่ โดยบูรณาการข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มารวมไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
4. แพลตฟอร์ม Smart Forest โดย บริษัท วรุณา (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัท ปตท. เทคโนโลยีการประเมินปริมาณมวลชีวภาพเหนือพื้นดิน ที่สามารถประเมินในพื้นที่ขั้นต่ำตั้งแต่ 2,500 ตารางเมตร เป็นต้นไป และสามารถประเมินได้ใน 2 ป่า 1 สวน คือ ป่าดิบแล้ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ป่าผสมผลัดใบ ในภาคกลาง และสวนยางพารา อายุระหว่าง 6-19 ปี ในภาคตะวันออก
ทั้งนี้ อบก. ได้กำหนดแนวทางการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกสำหรับการประเมินการกักเก็บคาร์บอนโดยเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล ด้วยเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ ดังนี้
1) ผู้ประเมินภายนอกต้องทำการตรวจสอบข้อมูลของพื้นที่โครงการให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่แต่ละ แบบจำลองกำหนด
2) ผู้พัฒนาโครงการแสดงความเหมาะสมของแบบจำลองสำหรับแต่ละพื้นที่ดำเนินโครงการในขั้นตอน การตรวจสอบความใช้ได้ของโครงการ โดยกำหนดให้ผู้พัฒนาโครงการจำแนกชั้นภูมิอย่างเหมาะสม และทำการวางแปลงตัวอย่างในชั้นภูมิกลาง ขนาด 40 x 40 เมตร อย่างน้อย 1 แปลงตัวอย่าง และคำนวณหาค่าปริมาณการกักเก็บคาร์บอน โดยค่าที่คำนวณได้ต้องแตกต่างไม่เกินร้อยละ 10 ของค่าความไม่แน่นอน (Uncertainty) ที่แบบจำลองกำหนด
การนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Remote Sensing และ AI มาใช้ในโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้การประเมินคาร์บอนเครดิตมีความแม่นยำเท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนในการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต รวมทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้พัฒนาโครงการและผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions)
--------------------------------------------

#อบก #องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
#ก๊าซเรือนกระจก
#คาร์บอนเครดิต
#โครงการลดก๊าซเรือนกระจก #ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
#การกักเก็บคาร์บอน #ป่าไม้ #เทคโนโลยี #นวัตกรรม

28/06/2025

TGO Knowledge Series
"การจัดทำบัญชีการปล่อย GHG ของจังหวัด"
มัดรวมลิงค์วีดีโอทุกคลิป ตั้งแต่ EP.01-11
โดย นางสาวรัชพร สิงขโรทัย
นักวิชาการชำนาญการพิเศษ
สำนักส่งเสริมเมืองและสังคมคาร์บอนต่ำ TGO
EP.01 : การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด คืออะไร ?
https://www.facebook.com/share/r/19D5iYcP2p/
EP.02 : การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด ใช้วิธีการใด ?
https://www.facebook.com/share/r/1CAqWrovaD/
EP.03 : การกำหนดปีฐาน การกำหนดขอบเขตการประเมิน จำเป็นหรือไม่ แล้วมีหลักการอย่างไร ?
https://www.facebook.com/share/r/16ZSM69x3b/
EP.04 : แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในขอบเขตจังหวัดมีอะไรบ้าง ?
https://www.facebook.com/share/r/1ARqHXKFDg/
EP.05 : แหล่งที่มาของข้อมูลกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาจากไหน และใครเป็นเจ้าของข้อมูล ?
https://www.facebook.com/share/v/1BfuUZJDkg/
EP.06 : จะคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระดับจังหวัดได้อย่างไร ?
สามารถรับชมได้ที่ : https://www.facebook.com/share/v/15oTAmToAt/
EP.07 : เมื่อทราบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระดับจังหวัดแล้ว จะต้องทำอย่างไรต่อ ?
สามารถรับชมได้ที่ : https://www.facebook.com/share/v/12GLkdwXGJr/
EP.08 : มาตรการแบบไหน ที่เหมาะสมกับการดำเนินงานในจังหวัด ?
สามารถรับชมได้ที่ : https://www.facebook.com/share/v/1AUJ9s88ia/
EP.09 : จำเป็นหรือไม่ ที่จังหวัดต้องตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก ?
สามารถรับชมได้ที่ : https://www.facebook.com/share/v/1Ah35ZKW5K/
EP.10 : การทำแผนลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด จะต้องเริ่มต้นอย่างไร ?
สามารถรับชมได้ที่ : https://www.facebook.com/share/v/1BFchqsTZg/
EP.11 : ปัจจัยความสำเร็จของการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด ?
สามารถรับชมได้ที่ : https://www.facebook.com/share/v/12Lun5yZo7y/

#อบก #องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
#ก๊าซเรือนกระจก
#การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก

09/06/2025

ระเบิดฝน เกี่ยวข้องกับเราในยุคโลกร้อนอย่างไร?
​ทุกคนเคยได้ยินคำว่า "ระเบิดฝน (Rain Bomb)" กันไหมครับ แม้คำนี้จะไม่ใช่ศัพท์ทางอุตุนิยมวิทยาอย่างเป็นทางการ แต่มันถูกใช้เพื่ออธิบายถึงฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและรวดเร็วในบริเวณพื้นที่แคบๆ คล้ายกับการทิ้งระเบิดจากฟากฟ้า ในทางวิทยาศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้ใกล้เคียงกับปรากฏการณ์ที่กระแสลมพุ่งลงอย่างแรงจากพายุฝนฟ้าคะนองที่เรียกว่า "wet microburst" ทำให้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรงในบริเวณเล็กๆ และในเวลาอันซึ่งเมื่อกระทบพื้นแล้วจะแผ่ขยายออกไปในทุกทิศทาง ทำให้เกิดลมแรงถึงแม้ว่า “ระเบิดฝน” จะเกิดขึ้นเพียงแค่ 5-10 นาที เท่านั้น แต่กลับสามารถสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งจากปริมาณน้ำฝนที่สูงถึง 2 – 4 นิ้วต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงในแนวราบที่อาจมีความเร็วถึง 100 – 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น อากาศที่อุ่นขึ้นสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้นประมาณ 7% ต่อองศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้น เมื่อมีไอน้ำในชั้นบรรยากาศมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะเกิดฝนตกหนักและรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจพัฒนากลายเป็น "ระเบิดฝน" ได้ในที่สุด
​สำหรับประเทศไทยของเราก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ฝนตกหนักที่รุนแรงขึ้นนี้เช่นกัน ซึ่งแม้คำว่า "ระเบิดฝน" จะไม่ถูกใช้บ่อยนักในอดีต แต่ประเทศไทยก็เคยเผชิญกับเหตุการณ์ฝนตกหนักที่อาจมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ปี 2529, 2537 และ 2554 รวมถึงฝนตกหนักในภาคใต้ปี 2560 และล่าสุดในปี 2567 ที่มีการกล่าวถึง "rain bomb" ในกรุงเทพฯ ดังนั้น แนวโน้มในอนาคตชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยจะมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ฝนตกหนักที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจรวมถึง "ระเบิดฝน" ด้วย อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้บ่อยและรุนแรงขึ้น ที่สำคัญประเทศไทยของเรามีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบและมีความเปราะบางต่อ “ระเบิดฝน” เนื่องจากระเบิดฝนสามารถสร้างผลกระทบและความเสียหายอย่างมากต่อโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ เช่น ถนน สะพาน และระบบระบายน้ำ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจตามมา ซึ่งประเทศไทยมีความเปราะบางต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติเหล่านี้ เนื่องจากตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มีความเสี่ยงต่อสภาพอากาศสุดขั้ว
​พวกเราในฐานะประชาชนสามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับ “ระเบิดฝน" ได้ง่ายๆ โดยการติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และหากพักอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน นอกจากนี้ สามารถช่วยกันดูแลรักษาและพัฒนาระบบระบายน้ำในชุมชน และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้เกิด “ระเบิดฝน”
​การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป และมันส่งผลต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่าง "ระเบิดฝน" การทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมในการปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ จะช่วยลดความเสียหายและผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของเราได้
แหล่งที่มา
​- https://www.gza.com/insights/sheltering-storm-rain-bombs-and-developing-mitigation-approaches
​- https://www.livescience.com/55912-microbursts.html
​- https://www.getaway.co.za/travel-news/rain-bombs-captured-in-all-their-beauty/
​- https://www.climatecouncil.org.au/resources/supercharged-climate-rain-bombs-flash-flooding-destruction/
​- https://www.weather.gov/bmx/outreach_microbursts
​- https://www.ipcc.ch/report/ar6/wg1/chapter/chapter-11/
"ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน"

#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

20/05/2025

📢 ประเทศไทยมี “แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ” (Thailand’s National Adaptation Plan: NAP) อย่างเป็นทางการแล้ว!

แผน NAP เป็นกรอบแนวทางสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ พร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ครอบคลุม 6 ด้านสำคัญ ได้แก่
💧 การจัดการทรัพยากรน้ำ
🌾 เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
🏖️ การท่องเที่ยว
🏥 สาธารณสุข
🌿 การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
🏘️ การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์

📥 ดาวน์โหลดแผนฉบับเต็มได้ที่ >>> https://www.dcce.go.th/datacenter/6553/adaptation/national-adaptation-plan-nap-2568/


#แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

#การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

08/05/2025
ต้องการให้โรงเรียนของคุณขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในหมวด โรงเรียน ที่ Phayao หรือไม่?
คลิกที่นี่เพื่อรับประกาศแบบสปอนเซอร์ของคุณ

หมวดหมู่

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Phayao
56000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ MiLab โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

สมัครรับข่าวสาร

เราจะแจ้งให้คุณทราบเมื่อมีความเคลื่อนไหวใน Phayao