Rest Lab
Cafe ~ Safe apace ~ Workshops
พื้นที่ให้เช่าจัดสัมมนา เวิร์คชอป สตูดิโอ
Open everyday 09:00-18:00
“การวางแผนเรื่องการจากไป
อาจไม่ใช่เรื่องของความตาย
แต่คือการกลับมาถามว่า…
เราอยากใช้ชีวิตในวันที่เรายังมีลมหายใจอย่างไร” 🤍
🕊️ มาเข้าใจสิ่งนี้ไปด้วยกันกับ Advance Care Plan
อยู่อย่างสุขใจ และจากไปอย่างมีคุณค่า
โดยหมอภัทร นพ. ประภัทร เลิศฤาชาชัย
แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว
🗓️เสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569
📍 Rest Lab Cafe ชั้น 3
ด้านล่างเป็น Doctor Fill Wellness Center
🌟 ค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม
Full price 1860 บาท
Early bird 1,600 บาท ลงทะเบียนก่อน 25 ก.ย. นะค้าา
(session 6 ชม. 9.00น -12.00น และ 13.00น - 16.00น)
🧍 จำนวนผู้เข้าร่วม 8-16 ท่าน
🖊️ ลงทะเบียนได้ทาง : https://forms.gle/xjWwCjFLYLGgwDRU9
🌱 มาวางเป้าหมายของชีวิตด้วยกันนะคะ
See less
21/09/2026
Placating — เมื่อเรายอมทุกอย่าง เพราะกลัวว่าเขาจะไม่รัก
“ไม่เป็นไร เราโอเค”
“เอาที่เธอสบายใจเลย”
“เราผิดเองแหละ”
“ขอโทษนะ อย่าโกรธเราเลย”
บางครั้งประโยคเหล่านี้ไม่ได้ออกมาจากคนที่ “โอเค” จริง ๆ
แต่มาจากคนที่กำลังพยายามรักษาความสัมพันธ์เอาไว้
ด้วยการยอมลดเสียงของตัวเองให้เบาลง
ในแนวคิดของ Virginia Satir มีรูปแบบการสื่อสารเมื่อมนุษย์เผชิญความเครียดหรือรู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ เรียกว่า Coping Stances
หนึ่งในนั้นคือ Placating — การยอมเอาใจ หรือยอมลดตัวเองเพื่อรักษาความสัมพันธ์
คนที่อยู่ในท่าที Placating มักให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความต้องการของอีกฝ่ายมาก จนความต้องการของตัวเองค่อย ๆ หายออกไปจากบทสนทนา
“เธออยากกินอะไร กินอันนั้นเลย”
ทั้งที่ตัวเองไม่ชอบ
“ไม่ต้องห่วงเรา ไปกับเพื่อนเถอะ”
ทั้งที่จริง ๆ อยากให้อีกฝ่ายอยู่ด้วย
“เราผิดเอง”
ทั้งที่ลึก ๆ รู้ว่าตัวเองไม่ได้ผิดทั้งหมด
ภายนอกอาจดูเป็นคนใจดี ประนีประนอม หรือไม่ชอบมีปัญหากับใคร
แต่ข้างในอาจกำลังมีเสียงอีกเสียงหนึ่งพูดว่า
“ขอแค่เธอยังรักฉัน ฉันยอมก็ได้”
Placating ไม่ได้แปลว่าเป็นคนอ่อนแอ
สิ่งสำคัญในแนวคิดของ Satir คือ เราไม่จำเป็นต้องมอง Coping Stance ว่าเป็น “นิสัยเสีย”
เพราะหลายครั้งมันคือ วิธีที่เราเคยเรียนรู้เพื่อเอาตัวรอดทางความรู้สึก
เด็กคนหนึ่งอาจเคยเรียนรู้ว่า
ถ้าเป็นเด็กดี พ่อแม่จะไม่โกรธ
ถ้าไม่เถียง บ้านจะสงบ
ถ้าทำให้ทุกคนพอใจ เราจะไม่ถูกทิ้งไว้คนเดียว
เมื่อใช้วิธีนี้ซ้ำ ๆ เราอาจค่อย ๆ เรียนรู้โดยไม่รู้ตัวว่า
ความสัมพันธ์จะปลอดภัย เมื่อฉันไม่สร้างปัญหาให้ใคร
ปัญหาจึงไม่ใช่การใส่ใจคนอื่น
แต่คือการใส่ใจคนอื่น จนไม่มีพื้นที่เหลือให้ตัวเอง
สิ่งที่หายไปจาก Placating คือ “ฉัน”
ในมุมของ Satir การสื่อสารที่สอดคล้องหรือ Congruent Communication คือการรับรู้ทั้ง
ตัวฉัน — อีกฝ่าย — และสถานการณ์
แต่เมื่อเรา Placate น้ำหนักแทบทั้งหมดจะเทไปที่ “อีกฝ่าย”
เธอโอเคไหม
เธอจะโกรธหรือเปล่า
เธอจะผิดหวังไหม
เธอจะยังรักฉันอยู่ไหม
จนเราอาจลืมถามคำถามง่าย ๆ ว่า
“แล้วฉันล่ะ…ฉันรู้สึกอย่างไร?”
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ดูเหมือนยอมง่ายมาตลอด วันหนึ่งอาจเหนื่อยมาก โกรธมาก หรือระเบิดออกมาอย่างที่คนรอบข้างไม่เข้าใจ
เพราะความต้องการไม่ได้หายไปเพียงเพราะเราไม่พูดถึงมัน
มันเพียงถูกเก็บไว้ข้างใน
จาก “ขอให้เธอรักฉัน” สู่ “ฉันก็สำคัญเหมือนกัน”
การออกจาก Placating ไม่ได้หมายความว่าเราต้องกลายเป็นคนแข็งกร้าว
ไม่ต้องเลิกแคร์คนอื่น
และไม่จำเป็นต้องปฏิเสธทุกอย่าง
เราเพียงค่อย ๆ เพิ่ม “ตัวเรา” กลับเข้ามาในความสัมพันธ์
จาก
“อะไรก็ได้ เอาที่เธอชอบ”
อาจกลายเป็น
“เราอยากกินอันนี้นะ แต่ลองหาที่ที่เราสองคนโอเคกันไหม”
จาก
“เราไม่เป็นไร”
อาจกลายเป็น
“จริง ๆ เราเสียใจนะ แต่อยากคุยกันดี ๆ”
และจาก
“ขอโทษ เราผิดเองทั้งหมด”
อาจกลายเป็น
“ส่วนที่เราทำให้เธอเสียใจ เรายอมรับและขอโทษ แต่เราก็อยากให้เธอฟังความรู้สึกของเราด้วย”
นี่คือความแตกต่างระหว่างการรักษาความสัมพันธ์ด้วยการ หายไปจากความสัมพันธ์
กับการรักษาความสัมพันธ์โดยที่ เรายังอยู่ในนั้น
บางทีคำถามที่คน Placating ต้องฝึกถามตัวเองจึงไม่ใช่เพียง
“ทำอย่างไรเขาถึงจะไม่โกรธเรา”
แต่อาจเป็น
“ถ้าวันนี้ฉันไม่ต้องทำให้ทุกคนพอใจ
จริง ๆ แล้วฉันรู้สึกอะไร
ต้องการอะไร
และอยากพูดอะไรออกไป?”
เพราะความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย
ไม่ควรต้องแลกมาด้วยการทำให้ตัวเราเล็กลงเรื่อย ๆ
เราใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นได้
โดยไม่จำเป็นต้องทอดทิ้งความรู้สึกของตัวเอง
20/09/2026
ฝากรายการใหม่ของพี่อุ๋ย พี่กระเจี๊ยบและหมอเฟิร์นด้วยคร๊าบ 🙏❤️😬
ทำไมแค่ “คำพูด” ถึงรักษาใจคนได้? เปิดที่มาของศาสตร์จิตบำบัด l ดูจิตจิต l 00:ทำไมโลกนี้ถึงต้องมี "จิตบำบัด"? และมนุษย์เรารับมือกับความทุกข์ใจ...
🕊️ Advance Care Plan : อยู่อย่างสุขใจ และจากไปอย่างมีคุณค่า กับหมอภัทร นพ. ประภัทร เลิศฤาชาชัย
แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว
- อยากชวนทุกคนมามองหาว่า อะไรคือ คุณค่าของชีวิต ความหมายของชีวิตไปด้วยกันครับ
🗓️เสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569
📍 Rest Lab Cafe ชั้น 3
ด้านล่างเป็น Doctor Fill Wellness Center
🌟 ค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม
Full price 1860 บาท
Early bird 1,600 บาท (ลงทะเบียนก่อน 25 ก.ย. 69)
(session 6 ชม. 9.00น -12.00น และ 13.00น - 16.00น)
🧍 จำนวนผู้เข้าร่วม 8-16 ท่าน
🖊️ ลงทะเบียนได้ทาง : https://forms.gle/xjWwCjFLYLGgwDRU9
See less
20/09/2026
เมื่อ “เหตุผล” กลายเป็นเกราะกำบังความรู้สึก
รู้จัก Super-reasonable หนึ่งใน Coping Stances ของ Virginia Satir
“อย่าคิดมากเลย มันก็แค่เรื่องงาน”
“ร้องไห้ไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น”
“เรื่องมันเกิดไปแล้ว เราควรคิดว่าจะจัดการต่อยังไงมากกว่า”
ประโยคเหล่านี้ฟังดูมีเหตุผล
และบางครั้งมันก็เป็นเหตุผลที่ถูกต้องเสียด้วย
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ…
ทำไมในบางช่วงเวลา เราถึงต้องรีบใช้เหตุผล
แทนที่จะยอมรับว่าเรากำลังรู้สึกอะไรอยู่?
Virginia Satir นักบำบัดครอบครัวคนสำคัญ อธิบายรูปแบบการรับมือเมื่อมนุษย์เผชิญความเครียดหรือรู้สึกไม่ปลอดภัยไว้ในแนวคิด Coping Stances
หนึ่งในนั้นคือ Super-reasonable
คนที่อยู่ในท่าทีนี้มักพยายามจัดการสถานการณ์ด้วยตรรกะ ข้อมูล หลักการ และความถูกต้อง
เขาอาจดูนิ่ง สุขุม ควบคุมตัวเองได้ดี
พูดเป็นระบบ และอธิบายทุกอย่างได้อย่างมีเหตุผล
แต่ในโลกภายใน บางครั้งสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ
“ถ้าฉันอยู่กับเหตุผล ฉันก็ไม่ต้องสัมผัสกับความรู้สึกที่รับมือยาก”
แทนที่จะพูดว่า
“ฉันเสียใจที่เธอไม่เห็นคุณค่าของฉัน”
เราอาจพูดว่า
“จริง ๆ แล้วความสัมพันธ์ของเรามีปัญหามานาน การเลิกกันจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล”
แทนที่จะพูดว่า
“ฉันกลัวว่าจะทำไม่ได้”
เราอาจพูดว่า
“ถ้าวิเคราะห์จากข้อมูลทั้งหมด โอกาสสำเร็จมันค่อนข้างต่ำ”
ทุกอย่างที่พูดอาจเป็นความจริง
แต่ความจริงอีกครึ่งหนึ่งที่หายไปคือ
ความรู้สึกของเราเอง
คน Super-reasonable ไม่ใช่คนไร้ความรู้สึก
ตรงกันข้าม บางครั้งเขาอาจมีความรู้สึกมากเสียจนต้องพยายามควบคุมมันเอาไว้
เหตุผลจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการคิด
แต่อาจกลายเป็น เกราะป้องกันความเปราะบาง
เพราะการพูดว่า
“จากข้อมูลแล้วมันไม่เหมาะสม”
อาจรู้สึกปลอดภัยกว่าการพูดว่า
“จริง ๆ ฉันกลัว”
“ฉันเสียใจ”
“ฉันต้องการให้เธอเห็นฉัน”
“ฉันอยากให้เธออยู่กับฉัน”
ในมุมของ Satir ปัญหาจึงไม่ใช่การเป็นคนมีเหตุผล
เพราะเหตุผลเป็นสิ่งสำคัญมากในการใช้ชีวิต
แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ เหตุผลกลายเป็นพื้นที่เดียวที่เราอนุญาตให้ตัวเองอยู่
จนเราได้ยินข้อมูลทุกอย่าง
ยกเว้นเสียงจากข้างในตัวเอง
จาก Super-reasonable สู่ Congruence
Satir ไม่ได้ต้องการให้เราทิ้งเหตุผลแล้วใช้อารมณ์นำชีวิต
แต่ชวนให้เรากลับมาสื่อสารอย่าง Congruent หรือสอดคล้องกับตัวเองมากขึ้น
คือมองเห็นทั้ง
สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
อีกฝ่ายกำลังรู้สึกอะไร
และตัวเราเองกำลังรู้สึกและต้องการอะไร
จากเดิมที่พูดว่า
“เรื่องแค่นี้ไม่มีเหตุผลอะไรต้องเสียใจ”
อาจเปลี่ยนเป็น
“ฉันรู้ว่าในความเป็นจริงมันอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ตอนนี้ฉันเสียใจกับมันจริง ๆ”
เหตุผลยังอยู่
แต่ความรู้สึกก็มีที่ยืนเช่นกัน
บางทีการเติบโตทางใจ
อาจไม่ใช่การทำให้ตัวเอง “มีเหตุผล” มากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่อาจเป็นการเรียนรู้ว่า
เมื่อไหร่ควรใช้สมองคิด
และเมื่อไหร่ควรยอมให้หัวใจได้พูดบ้าง
เพราะบางเรื่องในชีวิต
เราไม่ได้ต้องการคำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุด
เราเพียงต้องการใครสักคน—
รวมถึงตัวเราเอง—
ที่สามารถพูดกับความรู้สึกนั้นได้ว่า
“ฉันเห็นนะ ว่าตอนนี้เธอกำลังรู้สึกอะไร”
19/09/2026
🌱 ทีม Rest Lab ได้มีโอกาสเข้าร่วม Satir Conference Thailand ครั้งที่ 6 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569
ตลอดทั้งงาน เราได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ Satir Model อีกหลากหลายแง่มุม
🙏🏻 ขอบพระคุณ สมาคมพัฒนาศักยภาพมนุษย์และจิตบำบัดแนวซาเทียร์ (Satir Thailand) สำหรับพื้นที่แห่งการเรียนรู้ในครั้งนี้ครับ
#สมาคมพัฒนาศักยภาพมนุษย์และจิตบำบัดแนวซาเทียร์
เมื่อพี่อุ๋ยได้มาทดลอง counseling toolkit 😬
ใครสนใจอยากทดลองใช้ สามารถสมัครเข้าอบรมกับWorkshop ของเราได้เลยครับ เหลือที่ว่างอีก 5 ที่เท่านั้น!!!
Start From Within Counseling Tool Kits 🌱🖊️
เวิร์กช็อปที่จะชวนคุณกลับมาเข้าใจตัวเอง
เรียนรู้การฟัง การตั้งคำถาม และการอยู่กับความรู้สึกของผู้อื่นอย่างเข้าใจ
ไม่จำเป็นต้องเป็นนักจิตวิทยา
เพราะทักษะการรับฟังที่ดี…ใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์
❣️ เพราะเมื่อเราเข้าใจตัวเองมากขึ้น
เราก็อาจเข้าใจคนข้าง ๆ ได้มากขึ้นเช่นกัน
📝 ลงทะเบียน : https://forms.gle/UutZkC9JgQDRVKXb7
18/09/2026
สิงคโปร์ กำลังต่อสู้กับภาวะ “สมองเน่า” หรือ brain rot ของประชาชนจากการเสพเนื้อหาสั้นไร้สาระทางออนไลน์มากเกินไป โดยเปิดตัวแคมเปญส่งเสริมการอ่านชื่อ ReadSG เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมให้ชาวสิงคโปร์อ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 15 นาที โดยแคมเปญนี้อยู่ภายใต้โครงการในการเสริมสร้างวัฒนธรรมการอ่านระดับชาติ ซึ่งมีกำหนดเวลา 5 ปี
เมลิสสา แทม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ บอกว่า แคมเปญนี้เป็นความพยายามที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถรับมือ และทำความเข้าใจโลกด้วยทักษะที่เกิดจากการอ่านเนื้อหาขนาดยาว
เธอบอกว่า แม้เนื้อหาขนาดสั้นจะช่วยให้เรารับรู้ข้อมูลข่าวสารฉับไว แต่การอ่านเนื้อหาขนาดยาว จะช่วยเสริมสร้างสมาธิ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และเสริมสร้างจินตนาการ
“ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องการเห็นประเทศที่เต็มไปด้วยนักอ่าน ซึ่งมีความอยากรู้อยากเห็น มีความรอบคอบ รู้จักไตร่ตรอง และมีทักษะพร้อมรับมือกับโลกที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ” เมลิสสากล่าว
รัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่า ประชาชนสามารถบันทึกเวลาที่อ่านหนังสือในแต่ละวันเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที และจะได้รับเหรียญเสมือน 20 เหรียญ โดยกำหนดให้ 1,000 เหรียญมีมูลค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ประชาชนที่สนใจสามารถเข้าใช้งานผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือของโครงการ เพื่อบันทึกเวลาการอ่านของตัวเอง
“สิ่งที่ต้องทำ คือ ใช้เวลาเพียงวันละ 15 นาที เพื่อสร้างนิสัยรักการอ่าน ซึ่งเป็นเวลาพอๆ กับการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT เพียง 3 สถานี หรือระหว่างการรอรถบัส หรือการนั่งดื่มกาแฟยามเช้า ช่วงเวลาเล็กๆ เมื่อรวมกันแล้ว สามารถกลายเป็นเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ มาค้นหาดูว่า การอ่านวันละ 15 นาทีจะพาคุณไปได้ไกลแค่ไหน” เว็บไซต์ ReadSG ระบุ
#การอ่าน #หนังสือ #สิงคโปร์ #สมองเน่า
คลิกที่นี่เพื่อรับประกาศแบบสปอนเซอร์ของคุณ
หมวดหมู่
ที่อยู่
242 Ramindra 12
Bangkok
10220
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 18:00 |
| อังคาร | 09:00 - 18:00 |
| พุธ | 09:00 - 18:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 18:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 18:00 |
| เสาร์ | 09:00 - 18:00 |
| อาทิตย์ | 09:00 - 18:00 |
แจ้งเตือน
เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Rest Lab โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ