Modern Law
ให้คำปรึกษา ปัญหาที่คุณข้องใจ
กฏหมายอาจเป็นเรื่องที่คุณรู้ แต่รู้บ้างในบ้างเรื่อง แต่คุณอาจไม่รู้ว่าเมื่อเกิดเหตุคุณจะต้องเริ่มยังไงก่อน ปรึกษาเราได้ค่ะ....หน้านี้เพื่อประชาชนด้วยกันเน้อออ
ขอบคุณทุกท่านที่ถูกใจเพจนี่น่ะครับ
ถ้ามีข้อมูลเกี่ยวกับข้อกฎหมายทางเพจของโมเดิร์นลอว์จะแจ้งให้ทุกท่าน
ทราบน่ะครับ
06/03/2019
ชั่วโมงกฎหมายใกล้ตัว โดยสภาทนายความจังหวัดอุบลราชธานี
“ตายาย” โดนจำคุกเพราะคดีเก็บเห็ดจริงหรือ?
๑) ข้อหาเก็บเห็ดในป่าสงวนมีหรือไม่
ตอบ ไม่มี มีแต่ข้อหาบุกรุกและตัดไม้ แผ้วถางป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ตามข้อหาที่โจทก์ฟ้อง)
๒) ข้อหาบุกรุกและตัดไม้ในเขตป่าสงวน ทำไมต้องลงโทษจำคุก ๑๕ ปี
ตอบ ศาลลงโทษจำเลยคนอื่น ๓๐ ปี รับสารภาพแล้วลดเหลือ ๑๕ ปีทุกคน จะหาเหตุผลใดมาลงโทษจำเลยทั้งสองต่างจากคนอื่น
๓) เอาสถานะความเป็น “ตายาย” มาลงโทษเบากว่าคนอื่นหรือไม่
ตอบ ข้อเท็จจริงที่อยู่ต่อหน้าศาล มีเพียงว่า นางแดง ศิริสอน อายุ 48 ปี และ นายอุดม ศิริสอน อายุ 51 ปี คงไม่มีใครคิดว่าจะเป็นตายาย
๔) สมมุติว่าศาลหยิบเรื่องอายุ (48 และ 51 ) ของจำเลยมาวินิจฉัยว่าเป็น “ตายาย” แล้วรอการลงโทษหรือลงโทษกว่าคนอื่น ได้หรือไม่
ตอบ ได้ แต่คนที่ติดคุกคือศาล ไม่ใช่ตายาย
๕) ถาม ศาลหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ว่าเป็นตายายหรือเป็นคนหาเช้ากินค่ำ
ตอบ อาจมีช่องทางหนึ่งคือ การสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนพิพากษา แต่วิธีการนี้ศาลจะใช้เมื่อมีกรณีศาลก่ำกึ่งว่าจะรอการลงโทษได้หรือไม่ ไม่ใช่ใช้กับกรณีลงโทษหนักเหมือนเช่นคดีนี้
๖) ถาม ทำไมบางคดีศาลลงโทษน้อย แต่บางคดีศาลลงโทษหนัก ทั้งที่เป็นข้อหาตัดไม้ป่าสงวนเหมือนกัน
ตอบ ข้อหาเหมือนกันก็จริง แต่คดีป่าสงวน ศาลดูจำนวนเนื้อหาที่จำเลยก่อให้เกิดความเสียหาย หากเสียหาย ๒ ไร่ จะลงโทษเท่ากับคนตัดไม้เสียหาย ๕๐ ไร่ไม่ได้ คดีนี้สภาพการกระทำผิดมีการทำลายป่าเป็นวงกว้าง
๗) สมมุติว่า จำเลยไปรับจ้างนายทุนเข้าไปดายหญ้าในป่าสงวน จะมีความผิดหรือไม่
ตอบ มีความผิด ตามฎีกาที่ 2914/2524
อ้างอิงฎีกาที่ 2914/2524 การดายหญ้าในเขตป่าสงวนแห่งชาติคือการก่นสร้างหรือแผ้วถางในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แม้จำเลยจะกระทำโดยรับจ้างหรือถูกใช้ให้กระทำ ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นตัวการในการกระทำความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 หาใช่จะถือว่าผู้รับจ้างไม่มีเจตนาที่จะแผ้วถางป่าไม่ อนึ่ง ตามที่ศาลอุทธรณ์เห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1ไว้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องตามที่โจทก์ฎีกาว่า การทำลายป่าสงวนแห่งชาติ เป็นความผิดที่ร้ายแรงทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงซึ่งไม่ควรรอการลงโทษให้จำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
ข้อหาที่ทั้งสองถูกดำเนินคดีไม่ใช่ข้อหาเก็บของป่า (เก็บเห็ด) แต่ถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันบุกรุกและทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากบุคคลทั้งสองอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ และมีการวิ่งหลบหนีการจับกุมไปพร้อมกันกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันตัดไม้สัก 700 ต้น (จึงถูกตั้งข้อหาว่าเป็นตัวการร่วมกับขบวนการตัดไม้) ซึ่งความผิดฐานบุุกรุกป่าสงวน มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปี ถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท และความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตรารัฐบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพ้นบาทถึงสองแสนบาท เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกระทงความผิด
ตามคำพิพากษา การกระทำที่จำเลยทั้งสองรับสารภาพนั้น เป็นความผิดฐานบุกรุกป่าสงวน ตามพรบ.ป่าสงวนฯ มาตรา 14,31 วรรคสอง (ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หกระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปี ถึงสิบห้าปี และ ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท) และความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตรารัฐบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพรบ.ป่าไม้ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง,54 วรรคหนึ่ง 69 วรรคสอง 72 ตรี วรรคสอง 73 วรรคสอง (ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพ้นบาท ถึงสองแสนบาท เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลจึงลงโทษทุกกระทงความผิด ข้อหาบุกรุก ศาลลงโทษจำคุก 11 ปี ส่วนข้อหาตัดไม้ ลงโทษจำคุก 19 ปี รวมจำคุก 30 ปี แต่เนื่องจากรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษคงเหลือ 15 ปี
ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ให้ศาลรอการลงโทษ โดยอ้างว่า รับสารภาพไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (แต่เนื่องจากการกลับคำ รับสารภาพ ตามแนวฎีกาที่ 3127/2550) ถือว่าเป็นการ ยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพ ของจำเลยที่รับว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 15 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกา ของจำเลยเพียงว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษายืน
จากการถามตอบเบื้องต้น อาจพอทำให้หลายๆคน เริ่มจะพอเข้าใจได้บ้างนะครับว่า ตายาย ไม่ได้ติดคุกเพราะคดีเก็บเห็ดแต่อย่างใด (ขอบคุณข้อมูลจาก หลักและคำพิพากษา/กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา)เครดิตกลุมไลน์ทนายความศาลอาญา
03/05/2017
ความจริงตายายไม่ได้เก็บเห็ด แต่ข้อหาเข้าไปบุกรุกทำลายป่าสงวน
#สำนักกฎหมายโมเดิร์นลอว์
เครดิต FB;ห่วยตูน
22/03/2017
รวมประมวลกฎหมายฉบับออนไลน์ Update ล่าสุด ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๐
ประมวลกฎหมายอาญา
(http://www.drthawip.com/criminalcode/001)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
(http://www.drthawip.com/civilandcommercialcode/001) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
(http://www.drthawip.com/civilprocedurecode/001)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(http://www.drthawip.com/criminalprocedurecode/001)
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
(http://www.drthawip.com/courtlaw/001)
กฎหมายล้มละลาย (http://www.drthawip.com/bankruptcylaw/001)
กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (http://www.drthawip.com/intellectualproperty/001)
กฎหมายเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (http://www.drthawip.com/internationalfreight/001)
***ฎีกาน่าสนใจ ภาคทบทวนวันอาทิตย์ วิ.แพ่งภาค 4 อ.วิวัฒน์ ครั้งที่ 2 )
***ความรับผิดของเจ้าหนี้ ที่เกิดจากการนำชี้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้เกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 284 วรรคแรกและวรรคสอง
*คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3099/2556 จำเลยเป็นหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์เพียง 35,384.36 บาท ซึ่งเมื่อนำมาเทียบกับราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่โจทก์นำยึดซึ่งมีราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีสูงถึง 6,386,400 บาท นับว่ามีราคาต่างกันมากไม่เหมาะสมกัน โจทก์น่าจะนำยึดทรัพย์สินภายในบ้านอันมีราคาใกล้เคียงกับจำนวนหนี้ของจำเลยจะเป็นการเหมาะสมกว่า การที่โจทก์นำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นที่อยู่อาศัยของจำเลยโดยปรากฏจากข้ออ้างของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเป็นต้องยึดเพราะระยะเวลาในการบังคับคดีใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โดยไม่เคยร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินภายในบ้านของจำเลยว่า จำเลยมีทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีราคาใกล้เคียงกับจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ นอกจากจะเป็นข้ออ้างที่ปราศจากเหตุผลแล้ว ยังเป็นการไม่เป็นธรรมแก่จำเลยอีกด้วย จึงเห็นได้ว่าโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดี อันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 284 วรรคหนึ่ง กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่ศาลจะสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์นั้นได้ และถือว่าเป็นความผิดของโจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามมาตรา 284 วรรคสอง โดยให้คิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดแต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีของจำเลยตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. (เดิม)
***ข้อสังเกต การยึด คือการเอาทรัพย์ของลูกหนี้มาไว้ในความครอบครองดูแลรักษาของเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่ว่าทรัพย์นั้นจะอยู่ในความครอบครองของลูกหนี้หรือไม่ ส่วนการอายัด คือการสั่งบุคคลภายนอกมิให้โอนทรัพย์หรือชำระหนี้แก่ลูกหนี้ แต่ให้ส่งมอบแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา
ส่วนวิธีการยึดสามารถพิจารณาได้ในบทบัญญัติมาตรา 303 ในกรณีที่เป็นการยึดเอกสารและสังหาริมทรัพย์อันมีรูปร่าง เมื่อยึดแล้วอาจนำเอาเอกสารหรือทรัพย์นั้นมา และฝากไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรและแจ้งการยึดนั้นให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบ หรืออาจมอบไว้ในความอารักขาของลูกหนี้ โดยต้องกระทำให้การยึดนั้น เห็นประจักษ์ชัดแจ้ง โดยการประทับตราหรือกระทำโดยวิธีอื่นใดก็ได้ ส่วนกรณีเป็นการยึดอสังหาริมทรัพย์ สามารถพิจารณาวิธีการยึดได้ตามมาตรา 304
ในกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชี้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึด เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องทำการยึดทรัพย์นั้น หากเจ้านักงานบังคับคดีไม่ยึดทรัพย์อันจะต้องยึดภายในเวลาอันควรต้องกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง หรือโดยสมรู้เป็นใจกับลูกหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งต้องเสียหาย อาจยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีผู้นั้น ตกอยู่ในความรับผิด จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งนี้ ตามความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 283 วรรคสอง
ส่วนการยึดทรัพย์นั้น บทบัญญัติในมาตรา 284 วรรคหนึ่ง ห้ามไม่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้เกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ หากมีการยึดทรัพย์สินเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้และเกิดความเสียหายขึ้นความรับผิดอันเกิดจากการยึดและขายทรัพย์สินโดยมิชอบหรือยึดทรัพย์เกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดีนั้นจะต้องตกอยู่แต่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 284 วรรคสอง อีกทั้งเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจต้องรับผิดในส่วนของค่าธรรมเนียมการยึดแล้วไม่มีการขาย ทั้งนี้ ตามความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 295 ตรีด้วย
กรณีซื้อลอตเตอร์รี่มาก่อนสมรสแต่ถูกรางวัลในระหว่างสมรส ทำไมศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า เงินที่ถูกรางวัลเป็น #สินสมรส
ฎ.1053/2537 จำเลยใช้เงินของจำเลยซื้อสลากกินแบ่งฯก่อนสมรสกับโจทก์ สลากกินแบ่งฯออกรางวัลหลังจากที่โจทก์จำเลยสมรสกันแล้ว และถูกรางวัล เงินรางวัลที่จำเลยได้รับมาจากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลระหว่างสมรสถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 มาตรา 1474 (1)
ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1), 1472, 1474 (1)
มาตรา 1471 สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
มาตรา 1472 สินส่วนตัวนั้น ถ้าได้แลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นก็ดี ซื้อทรัพย์สินอื่นมาก็ดี หรือขายได้เป็นเงินมาก็ดี ทรัพย์สินอื่นหรือเงินที่ได้มานั้นเป็นสินส่วนตัว
สินส่วนตัวที่ถูกทำลายไปทั้งหมดหรือแต่บางส่วน แต่ได้ทรัพย์สินอื่นหรือเงินมาทดแทน ทรัพย์สินอื่นหรือเงินที่ได้มานั้นเป็นสินส่วนตัว
มาตรา 1474 สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
ประเด็นที่ 1 การที่จำเลยซื้อล็อตเตอร์รี่มาก่อนสมรสกับโจทก์ ล็อตเตอร์รี่นั้นย่อมเป็นสินส่วนตัวของจำเลยเพราะเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาก่อนสมรส ตามมาตรา 1471 (1)
ประเด็นที่ 2 การที่ลอตเตอร์รี่ถูกรางวัล จำเลยจึงนำไป #ขึ้นรางวัล ในระหว่างการสมรส ไม่ใช่กรณีที่จำเลยนำล็อตเตอร์รี่ซึ่งเป็นสินส่วนตัวไป #แลกเปลี่ยน หรือ #ขาย หรือ #ซื้อ หรือ #ถูกทำลาย จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1472
ดังนั้น #เงินที่ถูกรางวัล จึงเป็นเงินที่ได้มาระหว่างสมรสจึงเป็น #สินสมรส ตามมาตรา 1474 (1) ครับ
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยเกี่ยวกับป.พ.พ. มาตรา 1472
ฎ.3786/2546 ที่ดินที่จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมกับพี่ชายจำเลย เป็นทรัพย์สินที่มีมาก่อนที่จำเลยจะจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ อันถือเป็นสินส่วนตัวของจำเลย และมีการนำไปแลกเปลี่ยนกับที่ดินพิพาท 2 แปลง ทรัพย์สินที่ได้มาใหม่จึงย่อมเป็นสินส่วนตัวของจำเลย เพราะเป็นการได้ที่ดินมาแทนทรัพย์เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง
ฎ.3832/2540 ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 172 เดิมมีชื่อ ส.ภริยาเป็นเจ้าของ ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 173 มีชื่อ บ.สามีเป็นเจ้าของ ส.และ บ.ต่างนำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวไปขายฝากไว้กับ อ.มีกำหนด 5 ปี แล้วไม่ไถ่ถอน
ต่อมา บ. (สามี) ได้ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวจาก อ. ซึ่งขณะนั้น บ.และ ส.เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย
เงินที่นำไปซื้อที่ดินเป็นเงินจากการขายสวนของ บ.ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่าง บ.และ ส. ค่ะ
กระทำเกินกว่ากรณีแห่งการที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกัน
ฎีกา 501/2555
👉👉มีดของกลางมีขนาดใหญ่พอที่จะทำอันตรายแก่ชีวิตได้การที่จำเลยใช้มีดของกลางแทงผู้ตายมีบาด แผลถึง 3 แผล แสดงว่าจำเลยแทงไปหลายครั้ง และลักษณะบาดแผลที่ทะลุแขนไปอีกด้านหนึ่งแสดง ให้เห็นว่าเป็นการแทงโดยมุ่งประสงค์ต่อชีวิต ฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่ามิใช่เพียงเจตนาทำร้ายร่าง กายเท่านั้นเมื่อการกระทำของจำเลยเกิดจากการที่ถูกผู้ตายใช้ไม้เท้าตีร่างกายก่อนซึ่งเป็นภยันตรายที่ละเมิด ต่อกฎหมายและใกล้จะถึงโดยจำเลยมิได้มีส่วนในการ ก่อ ให้เกิดภยันตรายเช่นว่านั้นขึ้นจำเลยจึงมีเหตุป้องกัน สิทธิของตนให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย แต่การที่จำเลยใช้มีดของกลางแทงผู้ตายไปโดยแรงหลายๆครั้ง ทั้งๆที่ผู้ตายมีสภาพร่างกายพิการเดินไม่สะดวกและมีเพียงไม้เท้าที่ใช้ค้ำยันร่างกายเป็นอาวุธเท่านั้น จึงเป็นการกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการที่จำต้อง กระทำเพื่อป้องกันจำเลยมีความผิดตามมาตรา288ประกอบ 69
#ข้องใจปัญหาเกี่ยวกับกฎหมาย
#ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกฎหมาย
#โค้ชชิ่งวิชากฎหมาย
#วางแผนการเรียนสาขาวิชานิติศาสตร์
#ความรู้ทางกฎหมาย
#อยากเรียนจบกฎหมายภายใน3ปี
id dao212224
กรณีผู้ค้ำประกันตายก่อนลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด ทายาทของผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้หรือไม่
1.ทายาทของผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด เพราะยังไม่มีหนี้ของผู้ค้ำประกันเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตาย
ฎ.21413/2556 โจทก์กับบริษัท ด. ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดย ด. ผูกพันยอมรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและตามสัญญาจำนองที่มีอยู่เดิม ต่อมา ด. ถึงแก่ความตาย ไม่ปรากฏว่าบริษัท ด. ตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จึงยังไม่มีสิทธิเรียกให้กองมรดกของ ด. และจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของ ด. ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองประกันหนี้ของบริษัทดังกล่าวชำระหนี้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 กรณียังไม่ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงไม่สามารถใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ในการฟ้องบังคับให้กองมรดกของ ด. รวมทั้งจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของ ด. ให้รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวได้
2.ทายาทของผู้ค้ำประกันต้องรับผิด เพราะการตายของผู้ค้ำประกันมิใช่เหตุที่ทำให้สัญญาค้ำประกันระงับสิ้นไป หน้าที่และความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท
ฎ.1268/2555 เมื่อ พ. ทำส.ค้ำประกัน (โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม) การชำระหนี้เงินกู้ของจล.1 ซึ่งเป็นหนี้อันสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. ม. 681 ว.หนึ่ง แม้ขณะที่ พ. ถึงแก่ความตาย จล.1 ผู้กู้ยังไม่ผิดสัญญาหรือผิดนัดก็ตาม ส.ค้ำประกันก็หาได้ระงับไปเพราะความตายของพ. ไม่ สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆตามส.ค้ำประกันที่ พ. ทำกับโจทก์จึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. ม.1599 ว.หนึ่ง และม.1600
ขอบคุณความรู้จาก อ.เป้ อ.ตูน ค่ะ
แอทมินจะทยอยอัพข้อกฎหมายวันละบทความนะค่ะ
แบบฟอร์มร้องเรียน คปภ.ค่ะ เอาไว้ใช้ในกรณีที่เราไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันต่างๆนะค่ะ
http://www.oic.or.th/th/OIC/OiC_request.php
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Ubon Ratchathani
34000
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 17:00 |
| อังคาร | 09:00 - 17:00 |
| พุธ | 09:00 - 17:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 17:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 17:00 |