Ubondhamma

Ubondhamma

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Ubondhamma, องค์กรศาสนา, Ubon Ratchathani.

Photos from ดีเยี่ยมบางจาก's post 04/08/2025

#วันแม่

26/09/2017

ถาม
ท่านอาจารย์คับ ทราบมาว่าการดีดนิ้ว 1 ครั้ง มีรูปและนามเกิดขึ้นมากมายนัก จึงมีความสงสัยว่า การที่เราปฏิบัติธรรมนี้ ที่เราเห็นรูปนามนั้นเป็นรูปนามที่เป็นปรมัตถ์หรือเป็นรูปนามในส่วนใดคับ?

ตอบ
ความรู้สึกหนึ่งๆเป็นปรมัตถ์หนึ่งๆทั้งสิ้น แล้วก็มีการตั้งชื่อเรียกว่า โทสะ โลภะ ศรัทธา เมตตา อุเบกขาฯลฯ เหล่านี้เป็นนามปรมัตถ์ ส่วนชื่อที่ใช้เรียกเป็นสมมติบัญญัติ(ติ๊งต่างเรียก)
หรือสิ่งที่มากระทบให้เกิดความรู้สึกหนึ่งๆ เช่น สี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะก็เป็นปรมัตถ์เช่นกัน เรียกว่ารูปปรมัตถ์
ชีวิตทั้งชีวิตจึงมีแต่รูปกับนามที่เกิดดับต่อเนื่องไหลเลื่อนไปตลอดวัน ตลอดคืน ตลอดปี
ตลอดชาติ ตลอดสังสารวัฏ เชื่อหรือไม่ว่า ไม่มีคำว่าขาดตอนลงสักขณะเดียว ยกเว้นพระอรหันต์หรือพระอนาคมีที่เข้านิโรธสมาบัติ ระหว่างเข้านิโรธสมาบัติ รูปนามเหล่านี้จะขาดตอนลง จะหยุดไหล หรือถ้าเป็นพระอรหันต์นิพพานลง(สิ้นชีวิตลง)รูปนามก็ขาดตอนลงไปอย่างถาวร

รูปนามปรมัตถ์ทั้งหลายเกิดดับเร็วแต่ต่อเนื่องกันไปอย่างหาที่สุดมิได้ กิริยาต่อเนื่องนี้ เรียกว่าสันตติ(สืบต่อ)บ้าง
ปวัตติ(เป็นไป)บ้าง

ที่มนุษย์สามัญอย่างพวกเราสามารถกำหนดเห็นการเกิดดับได้ด้วยวิปัสสนานั้น ก็เป็นการเห็นการเกิดดับขณะใหญ่

กล่าวคือดีดนิ้ว 1 ครั้ง
เราจะเห็นได้แค่หัวเสียงกับท้ายเสียงว่ามีการเกิดขึ้นและหมดไปของเสียงนั้น(นับเป็น 1 ขณะใหญ่)

แต่ในระหว่างหัวเสียงไปหาท้ายเสียงนั้น จะมีการเกิดดับขณะย่อยๆต่อเนื่องกันถึงแสนโกฏขณะต่อลัดนิ้วมือ

การเกิดดับขณะย่อยแสนโกฏขณะต่อลัดนิ้วมือนี้ เป็นสิ่งที่สามัญชนเห็นไม่ได้
ต้องพระพุทธเจ้าหรือพระสารีบุตรจึงจะสามารถเห็นได้ครับ

02/09/2017

เรียนเชิญร่วมปฏิบัติธรรม
หลักสูตรอริยสัจภาวนา
ณ ยุวพุทธิกสมาคม
ซ.เพ็ชรเกษม54
บางแค
กรุงเทพ
26 _ 29 ก.ย 2560

วิธีสมัครแบบง่ายๆ

_ พิมพ์ชื่อนามสกุล
และเลขบัตรประชาชน
ส่งเป็นข้อความมาที่
061_8854445

_ พิมพ์ชื่อนามสกุล
วันเดือนปีเกิดและที่อยู่
ส่งเป็นข้อความมาที่ 061_8854445

_ หรือส่งภาพถ่ายบัตรประชาชนมาที่กล่องข้อความของ 061_8854445

_ หรือส่งชื่อที่อยู่ วัน เดือน ปีเกิดมาที่แอตไลน์ dhammada555

หรือส่งภาพถ่ายบัตรประชาชนมาที่แอตไลน์ dhammada555

อย่างใดอย่างหนึ่งใน5ช่องทางนี้ ง่ายๆ

07/08/2017

เรียนเชิญ ร่วมปฏิบัติธรรม
หลักสูตร อริยสัจภาวนา
ณ ยุวพุทธิกสมาคม
ซอยเพชรเกษม 54
ถนนเพชรเกษม
บางแค
กรุงเทพ
26_29 ก.ย 60

วิธีสมัคร(แบบง่ายๆ)
พิมพ์ชื่อนามสกุล
วัน เดือน ปีเกิด
เบอร์โทรของตนเอง
แล้วส่งเป็นข้อความsmsมาที่เบอร์โทร061_ 8854445 (แล้วผมจะส่งต่อไปที่ยุวพุทธซึ่งจะง่ายมาก)

หรือสมัครผ่านเว็บไซด์ของยุวพทธิกสมาคม โดยเปิดเข้าไปดูชื่อคอร์สอริยสัจภาวนา แล้วลงชื่อเข้าสมัครคอร์สนี้

(กรุณาช่วยประชาสัมพันธ์ส่งต่อไปยังช่องทางต่างๆเท่าที่มี)

05/08/2017

ธรรมศึกษา
ครั้งที่ 67
5 ส.ค. 60

ลักขณาทิจตุกะของรส
สพฺโพ เอโส ชิวฺหาปฏิหนนลกฺขโณ รโส
รสมีการกระทบลิ้น เป็นลักษณะ

ชิวฺหาวิญฺาณสฺส วิสยภาวรโส
มีความเป็นอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ เป็นรส

ตสฺเสว โคจรปจฺจุปฏฺาโน มีความเป็นโคจรของชิวหาวิญญาณนั้นนั่นแหละ เป็นปัจจุปัฏฐาน.

จตุมหาภูต ปทฏฺฐานํ มีมหาภูตรูป ๔ เป็นเหตุใกล้
(76/538/240 มหามกุฏ)

รสารมณ์

รสารมณ์หมายถึง รูปที่เป็นอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ ได้แก่ รสรูปที่ปรากฏ เป็นรสต่าง ๆ ระหว่างรสารมณ์ กับรสรูป

รสารมณ์ หมายถึง รสรูป ซึ่งกำลังเป็นอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ จึงเรียกว่า รสารมณ์

รสรูป หมายถึงรสที่มีอยู่ในวัตถุต่าง ๆ ยังไม่ได้เป็นอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ เรียกรสนั้น ๆ ว่า รสรูป และการรู้สึกต่อรสว่า รสเปรี้ยว รสหวาน รสเค็มต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่รู้ด้วยชิวหาวิญญาณ แต่เป็นการรู้ด้วยมโนวิญญาณ จึงจัดเป็นธัมมารมณ์ คือ รู้ด้วยใจคิดนึก ถ้ารู้ด้วยชิวหาวิญญาณจะปรากฏเป็นรสเท่านั้น แล้วก็ดับไป ยัง ไม่รู้ว่าเป็นรสอะไร รสที่รู้ด้วยชิวหาวิญญาณนี้แหละ เรียกว่า รสารมณ์

รสะ คือ รสที่กระทบกับชิวหาปสาท และทำให้เกิดชิวหาวิญญาณขึ้น รสะที่มาเป็นอารมณ์ให้แก่ชิวหาวิญญาณจิตนี่แหละ ได้ชื่อว่า รสารมณ์

อนึ่งคำว่า รสะนี้ยังจำแนกได้เป็น ๔ ประการ เรียกสั้น ๆ ว่า รสะ ๔ คือ

(๑) ธมฺมรส ได้แก่ รสแห่งธรรม ซึ่งมีทั้งกุสล และอกุสล องค์ธรรมได้แก่ มัคคจิตตุปปาท ๔ โลกียกุสลจิต ๑๗ อกุสลจิต ๑๒ คือ ธรรมอันเป็นกุสลและอกุสลทั้งปวง (ยังไม่ต้องทำความเข้าใจในประเด็นนี้ วันข้างหน้าก็นำเสนอเอง)

(๒) อตฺถรส ได้แก่ รสแห่งอรรถธรรม คือ ธรรมที่เป็นผลของกุสล และ อกุสลทั้งปวง องค์ธรรมได้แก่ ผลจิตตุปปาท ๔ โลกียวิบากจิต ๓๒ คือ ธรรม อันเป็นผลของกุสลและอกุสลทั้งหมด

(๓) วิมุตฺติรส ได้แก่ รสแห่งความหลุดพ้น คือ พระนิพพาน

(๔) อายตนรส ได้แก่ รสแห่งการกระทบกันระหว่างรสรูปกับชิวหาวิญญาณ องค์ธรรมได้แก่ รสารมณ์ เมื่อประมวลแล้วทั้งหมดมี ๖ รส คือ อมฺพิล เปรี้ยว, มธุร หวาน, โลณิก เค็ม, กฏุก เผ็ด, ติตฺต ขม, และ กสาว ฝาด

นวองคุลี
ธรรมธีระ ธรรมพิสุทธิ์

04/08/2017

ธรรมศึกษา
ครั้งที่ 66
4 ส.ค. 60

ปทุมปุปผสูตร
ว่าด้วยภิกษุขโมยกลิ่นปทุม
คนฺธตฺเถโน (ขโมยกลิ่น)

สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล สมัยนั้นแล ภิกษุนั้นกลับจากบิณฑบาตภายหลังเวลาฉัน ลงสู่สระโบกขรณีแล้วสูดดมดอกปทุม. [๗๙๖] ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ประโยชน์แก่ภิกษุนั้น หวังจะให้เธอสลด จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะเธอด้วยคาถาว่า ท่านสูดดมดอกไม้ที่เกิดในน้ำซึ่งใครๆไม่ได้ให้แล้ว นี้เป็นองค์อันหนึ่งแห่งความเป็นขโมย ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นผู้ขโมยกลิ่น.

อธิบาย : นิยามของคำว่าภิกษุในพระพุทธศาสนานั้น หมายถึงผู้ที่ดำเนินชีวิตอย่างไม่ว่างเว้นสติ
(เจริญสติเป็นปกติในชีวิตประจำวัน)
เมื่อภิกษุรูปนี้ เพลิดเพลินในรมณียสถาน คือแมกไม้และสระบัวสวยงาม(เหมือนพวกเราเพลิดเพลิน เวลาไปเที่ยวอุทยานที่มีสระบัวรื่นรมย์) เมื่อเผลอสติเพลิดเพลินอยู่นั้นเทวดาสัมมาทิฏฐิอันอยู่ในที่นั้นก็เอ็นดูกล่าวเตือนสติ ด้วยแกล้งกล่าวว่าท่านขโมยกลิ่น)

ภิกษุกล่าวว่า เราไม่ได้นำไป เราไม่ได้หัก เราดมดอกไม้ที่เกิดในน้ำห่าง ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะเรียกว่าเป็นผู้ขโมยกลิ่นด้วยเหตุดังรือ ส่วนบุคคลที่ขุดเหง้าบัว หักดอกบัวบุณฑริก เป็นผู้มีการงานอันเกลื่อนกล่น อย่างนี้ไฉนท่านจึงไม่เรียกเขาว่าเป็นขโมย. เทวดากล่าวว่า บุรุษผู้มีบาปหนา แปดเปื้อนด้วยราคาทิกิเลสเกินเหตุ เราไม่พูดถึงคนนั้น

แต่เราควรจะกล่าวกะท่าน บาปประมาณเท่าปลายขนทราย ย่อมปรากฏประดุจเท่าก้อนเมฆในนภากาศแก่บุรุษผู้ไม่มีกิเลส ดังว่าเนิน ผู้มักแสวงหาไตรสิกขาอันสะอาดเป็นนิจ. [๗๙๙] ภิกษุกล่าวว่า ดูก่อนเทวดา ท่านรู้จักเราแน่ละ และท่านเอ็นดูเรา ดูก่อนเทวดา ท่านเห็นธรรมเช่นนี้ในกาลใด ท่านพึงกล่าวอีก [ในกาลนั้น] เถิด.

เทวดากล่าวว่า เราไม่ได้อาศัยท่านเป็นอยู่เลย และ เราไม่ได้มีความเจริญเพราะท่าน ดูก่อนภิกษุ ท่านพึงไปสุคติได้ด้วยกรรมที่ท่านพึงรู้. ลำดับนั้นแล ภิกษุนั้นเป็นผู้อันเทวดานั้นให้สลดถึงซึ่งความสังเวชแล้วแล. (25/795- 800/380-381 มหามกุฏ)

บาทพระคาถาว่า เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ความว่า ความประพฤติด้วยอำนาจอกุศลธรรม มีปาณาติบาตเป็นต้นนี้ ชื่อว่า อามคันธะ กลิ่นดิบ คือ เป็นกลิ่นทีมีพิษ เป็นกลิ่นดุจซากศพ. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะไม่เป็นที่พอใจ เพราะคลุกเคล้าด้วยของไม่สะอาด คือ กิเลส เพราะเป็นของที่สัปบุรุษทั้งหลายเกลียด และเพราะนำมาซึ่งความเป็นกลิ่นที่เหม็นอย่างยิ่ง. สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดซึ่งมีกิเลสอันบังเกิดขึ้นแล้วด้วยกลิ่นดิบทั้งหลายเหล่าใด สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีกลิ่นเหม็นอย่างยิ่งกว่ากลิ่นดิบทั้งหลายเหล่านั้น แม้ร่างที่ตายแล้วของคนที่หมดกิเลสทั้งหลาย ก็ยังไม่จัดว่ามีกลิ่นเหม็น เพราะฉะนั้น กลิ่นนี้ (คือการฆ่าสัตว์เป็นต้น ) จึงเป็น กลิ่นดิบ ส่วนเนื้อและโภชนะที่ผู้บริโภคไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน และไม่ได้รังเกียจ (คือไม่สงสัยว่าเขาฆ่าเพื่อตน) จัดเป็นสิ่งหาโทษมิได้ เพราะฉะนั้น เนื้อและโภชนะจึงไม่ใช่กลิ่นดิบเลย. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงวิสัชนากลิ่นดิบโดยนัยหนึ่ง ด้วยเทศนาที่เป็นธรรมาธิษฐานอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพราะเหตุที่สัตว์เหล่านั้น ๆ ประกอบด้วยกลิ่นดิบทั้งหลายเหล่านั้น ๆ สัตว์ผู้หนึ่งเท่านั้น จะประกอบด้วยกลิ่นดิบทุกอย่างก็หามิได้ และกลิ่นดิบทุกอย่าง จะประกอบกับสัตว์ผู้เดียวเท่านั้น ก็หามิได้ ฉะนั้นเมื่อจะทรงประกาศกลิ่นดิบเหล่านั้น ๆ แก่สัตว์เหล่านั้น เมื่อจะทรงวิสัชนากลิ่นดิบด้วยเทศนาที่เป็นบุคคลาธิษฐานก่อนโดยนัยว่า ชนทั้งหลายเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมแล้วในกามทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น จึงได้ทรงภาษิต พระคาถา ๒ พระคาถา. (47/315/97 มหามกุฏ)

อุปนิสงฆบุปผชาดก ว่าด้วยคนดีไม่ควรทำชั่ว แม้นิดหน่อย [๙๔๔] ดูก่อนท่านผู้เป็นกับด้วยเรา ท่านดมดอกไม้ที่เกิดในน้ำ คือดอกบัวที่เขาไม่ได้ ให้นี้ใด การดมนี้นั้นเป็นองค์หนึ่งของการขโมย ท่านเป็นผู้ขโมยกลิ่น. [๙๔๕] เราไม่ลัก เราไม่เด็ดดอกบัว แต่เรายืนดมอยู่ไกล ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉนหนอ จึงกล่าวหาว่าเป็นผู้ขโมยกลิ่น ? [๙๔๖] ชายคนนี้ใด ขุดเหง้าบัว เด็ดดอกบุณฑริก ชายคนนี้นั้น ผู้มีการงานเลอะเทอะ อย่างนี้ เหตุไรจึงไม่มีใครว่า ? [๙๔๗] ชายผู้มีกรรมบาปดาดดื่นแล้ว เปรอะเปื้อนบาปเหมือนผ้าอ้อม ข้าพเจ้าจึงไม่มีคำพูดอะไรในเรื่องนั้น และข้าพเจ้าควรเพื่อจะว่ากล่าวเขาได้[๙๔๘] สำหรับคนผู้ไม่มีกิเลสดุจเนิน มีปกติแสวงหาความสะอาดเป็นนิจ บาปประมาณเท่า ปลายขนทราย จะปรากฏแก่เขา ประมาณเท่ากลีบเมฆทีเดียว. [๙๔๙] ข้าแต่ท่านผู้ควรบูชายักษ์ ท่านรู้จักข้าพเจ้าแน่นอน และท่านอนุเคราะห์ข้าพเจ้า ข้าแต่ท่านผู้ควรบูชายักษ์ ท่านจงตำหนิอีก เมื่อท่านเห็นโทษชนิดนี้ของเรา. [๙๕๐] ข้าพเจ้าไม่ได้อาศัยสิ่งนั้นเลี้ยงชีพเลย ทั้งเราไม่ได้เป็นลูกจ้างท่าน ข้าแต่ภิกษุ ตัวท่านเอง ควรรู้กรรมที่เป็นเหตุให้ไปสู่สุคติ. (59/ 944-950/180 มหามกุฏ)

อธิบาย : คำว่า ยักษ์ เป็นชื่อของเทวดา ทีมีร่างใหญ่ ซึ่งไม่ได้ดุร้ายกินคนเหมือนอย่างที่ภาพยนต์ทำให้ดูเป็นเช่นนั้น แค่เป็นเทวดาในตระกูลที่มีร่างใหญ่ยักษ์เท่านั้น
ยักษ์บางตนเป็นโสดาบันอริยะด้วยซ้ำ
เช่น พระเจ้าพิมพิสาร(ท่านเป็นโสดาอริยะ)สิ้นพระชนม์แล้วไปเกิดเป็นยักษ์ ชื่อ ชนวสัภภะยักษ์ มีร่างใหญ่เท่ากับ 3 มณฑล
คำว่าท่านผู้ควรบูชายักษ์ เป็นสำนวนว่า
ท่านผู้เป็นเผ่าพันธ์ของเทวดาอันควรบูชา

นวองคุลี
ธรรมธีระ ธรรมพิสุทธิ์

03/08/2017

ธรรมศึกษา
ครั้งที่ 65
3 ส.ค 60

ภิกษุบางพวกได้พูดพาดพิงถึงท่านพระอานนท์ อย่างนี้ว่า ในหมู่ภิกษุนี้ มีภิกษุรูปหนึ่งเที่ยวโชยกลิ่นคาวอยู่. พระ อานนท์เถระได้ยินคำนั้นแล้ว ถึงความสังเวชว่า ภิกษุรูปอื่นที่ชื่อว่าเที่ยว โชยกลิ่นคาว ไม่มีในหมู่ภิกษุนี้ ภิกษุเหล่านี้คงพูดหมายถึงเราเป็นแน่

อธิบาย : พระภิกษุที่พูดนั้นท่านเป็นพระอรหันต์ องค์หนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ 499 องค์ อันถูกคัดเลือกไว้เพื่อการทำสังคายนา แต่มติที่ประชุมสงฆ์ระบุว่า การประชุมสังคายนานั้น จะต้องมีพระอานนท์ร่วมด้วย เพราะเป็นผู้ที่ทรงจำข้อมูลพุทธพจน์ไว้ได้มากที่สุด
แต่ยังมีมติอีกข้อหนึ่งว่า ผู้ใดต่ำกว่าอรหันต์ห้ามเข้าที่ประชุม เลยคณะสงฆ์องค์อรหันต์ 499 องค์ต้องรอพระอานนท์เพียงท่านเดียว (เพราะเป็นแค่โสดาบัน) จึงพระอรหันต์องค์นั้นบ้าง
องคนี้บ้างกล่าวเป็นอุบายเตือนให้พระอานนท์เร่งทำความเพียร เช่น
พระวัชชีบุตรเถระได้ภาษิตคาถานี้ (เตือนพระอานนท์) ไว้ อย่างนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ ผู้โคตมโคตร ท่านจงเข้าไปสู่ ชัฎแห่งโคนไม้ จงหน่วงพระนิพพานไว้ในหทัย(นับตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป ย่อมตามดู ตามเห็น ตามระลึกรู้นิพพานเนืองๆในชีวิตประจำวันและในคราวนั่งสมาธิก็จะหน่วงนิพพานเป็นอารมณ์กรรมฐานจนเข้าผลสมาบัติได้ นี้คือนิยามของคำว่าอริยะ ที่เรียกว่าตกกระแสนิพพานแล้ว ไม่เหมือนวิปัสสนาของปุถุชนที่มีแต่รูปนามไตรลักษณ์เป็นอารมณ์) แล้ว จงเพ่งฌาน(อัปนาชวนะมีนิพพานเป็นอารมณ์ไม่ใช่ฌานแบบฤาษีที่มีบัญญัติเป็นอารมณ์) และอย่าประมาท การใส่ใจถึงประชุมชน จักทำประโยชน์อะไรให้แก่ท่านได้.50/236/535
(คือตอนนั้นพระอานนท์มัวแต่สาลวนอยู่กับการต้อนรับกษัตริย์มหาศาล พรหามณ์มหาศาล คฤหบดีมหาศาลและประชาชนทั้วปวงที่มาเคารพพระศพพระพุทธเจ้าปลอบโยนชนทั้งหลายด้วยธรรมมิกถาต้อนรับภิกษุทั้งหลายที่มาจากทุกสารทิศ วุ่นอยู่ด้วยกิจนี้ เลยพระอรหันต์หลายองค์เตือนพระอานนท์เพื่อให้นึกถึงกิจที่สำคัญกว่า)

ภิกษุบางพวกกล่าวกะพระอานนท์นั้นว่า ดูก่อนท่านอานนท์ การประชุม ทำสังคายนาจักมีในวันพรุ่งนี้ แต่ท่านยังเป็นพระเสขะ ยังมีกิจที่จะต้องทำ ด้วยเหตุนั้นท่านไม่ควรเข้าประชุม ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด.

ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์คิดว่า พรุ่งนี้เป็นวันประชุมทำสังคายนา การที่เรายังเป็นพระเสขะอยู่ จะเข้าประชุมด้วยนั้น ไม่สมควรแก่เราเลย แล้วให้เวลาล่วงไปด้วยกายคตาสติกรรมฐาน ตลอดราตรีเป็นส่วน มากทีเดียว

ในเวลาใกล้รุ่งของราตรีก็ลงจากที่จงกรมเข้าวิหาร เอนกายลง หมายจะนอน. เท้าทั้งสองพ้นจากพื้นแล้ว แต่ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน ในระหว่างนี้จิตพ้นจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน. พระ อานนท์เถระนี้ให้เวลาล่วงไปในภายนอก ด้วยการจงกรม เมื่อไม่อาจให้ คุณวิเศษเกิดขึ้นได้ ก็คิดว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะเราไว้มิใช่หรือ ว่า ดูก่อนอานนท์ เธอได้สร้างบุญไว้แล้ว จงหมั่นบำเพ็ญเพียรเถิด ไม่ ช้าก็จะเป็นพระอรหันต์ดังนี้ ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ตรัสผิด พลาด แต่เราปรารภความเพียรมากเกินไป ฉะนั้น จิตของเราจึงฟุ้งซ่าน ทีนี้เราจะประกอบความเพียรพอดี ๆ คิดดังนี้แล้ว ลงจากที่จงกรม ยืน ในที่ล้างเท้า ล้างเท้า เข้าวิหาร นั่งบนเตียงคิดว่า จักพักผ่อนสักหน่อย แล้วเอนกายบนเตียง เท้าทั้งสองพ้นจากพื้น ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน ในระหว่างนี้จิตพ้นจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน.

ความเป็น พระอรหันต์ของพระอานนทเถระ เว้นจากอิริยาบถ ๔ ฉะนั้น เมื่อมีการ กล่าวถามกันขึ้นว่า ในศาสนานี้ ภิกษุที่ไม่นอน ไม่นั่ง ไม่ยืน ไม่เดิน จงกรม แต่ได้บรรลุพระอรหัต คือภิกษุรูปไหน ควรตอบว่า คือ พระ อานนทเถระ. ครั้งนั้น ในวันที่ ๒ จากวันที่พระอานนท์บรรลุพระอรหัต คือ วันแรม ๕ ค่ำ พวกภิกษุชั้นพระเถระฉันเสร็จแล้ว เก็บบาตรและจีวร แล้วประชุมกันในธรรมสภา.

สมัยนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เป็นพระ อรหันต์ได้ไปสู่ที่ประชุม. ท่านไปอย่างไร. ท่านพระอานนท์มีความยินดี ว่า บัดนี้เราเป็นผู้สมควรเข้าท่ามกลางที่ประชุมแล้ว ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง มีลักษณะเหมือนลูกตาลสุกที่หล่นจากขั้ว มีลักษณะเหมือน ทับทิมที่วางไว้บนผ้ากัมพลสีเหลือง มีลักษณะเหมือนดวงจันทร์เพ็ญที่ลอย เด่นในท้องนภากาศอันปราศจากเมฆ และมีลักษณะเหมือนดอกปทุมมี เกสรและกลีบแดงเรื่อกำลังแย้มด้วยต้องแสงอาทิตย์อ่อน ๆ คล้ายจะบอก เรื่องที่คนบรรลุพระอรหัตด้วยปากอันประเสริฐบริสุทธิ์ผุดผ่องมีรัศมีและมี สิริ ได้ไปสู่ที่ประชุมสงฆ์.

ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะพอเห็นพระ อานนท์ดังนั้น ได้มีความรู้สึกว่า ท่านผู้เจริญ พระอานนท์บรรลุพระ อรหัตแล้ว งามจริง ๆ ถ้าพระศาสดายังดำรงพระชนม์อยู่ พระองค์ก็จะ พึงประทานสาธุการแก่พระอานนท์ในวันนี้แน่แท้ บัดนี้เราจะให้สาธุการ ซึ่งพระศาสดาควรประทานแก่พระอานนท์นั้น ดังนี้แล้ว ได้ให้สาธุการ ๓ ครั้ง 11/90/81- 83

03/08/2017

ถาม
ท่านอาจารย์คับ มีผู้กล่าวว่าให้รู้สักแต่ว่ารู้ แล้วก็ละให้ไวๆ ก็จะเหมือนกับที่ท่านอาจารย์บอกให้เจอวิตกก็ละวิตก เพราะเมื่อรู้ปุ๊บก็จะมีวิตกอยู่ทันที แล้วก็รีบละ เพื่อไม่ให้เกิดสังขารปรุงแต่งต่อ อันก่อให้เกิดภพชาติไม่สิ้นสุด
ผมเข้าใจถูกไหมคับ มีส่วนไหนไม่ถูกต้อง รบกวนท่านอาจารย์ชี้แนะด้วยคับผม

ตอบ
ใช่ครับ
แต่ต่างกันตรงที่อริยะทั้งหลายละวิตกเพราะคมฉลาดและระอาเห็นโทษภัยอย่างสุดซึ้งของวิตก ส่วนปุถุชนละเพราะจ้องละ ตามคำอาจารย์สอน พอวันไหนเผลอๆก็แอบชื่นชมยินดีกับกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก
อีกเรื่อยๆ
แม้อริยะขั้นต้นๆก็ยังแอบยินดีบางเวลา
พระอนาคามีและพระอรหันต์จึงพ้นจาก
กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตกได้อย่างแท้จริงครับ

02/08/2017

ธรรมะศึกษา
ครั้งที่ 64
2 ส.ค. 60

การใช้กลิ่นเปรียบเทียบความดีความชั่วในคัมภีร์

กลิ่นดอกไม้ไม่ฟุ้งทวนลม จันทน์หรือกฤษณา และมะลิซ้อน ก็ไม่ฟุ้งทวนลม แต่กลิ่นสัตบุรุษย่อมฟุ้งทวนลม กลิ่นสัตบุรุษย่อมฟุ้งไปได้ทุกทิศ จันทน์ก็ดี กฤษณาก็ดี อุบลก็ดี มะลิก็ดี กลิ่นคือศีล ยอดเยี่ยมกว่าบรรดาคันธชาตเหล่านั้น กลิ่นกฤษณาและจันทน์นี้มีประมาณน้อย

ส่วนกลิ่นของผู้มีศีล เป็นกลิ่นสูงสุด ฟุ้งไปในทวยเทพทั้งหลาย มารย่อมไม่พบทางของท่านเหล่านั้น ผู้มีศีลสมบูรณ์มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้ชอบ ภิกษุเป็นพระผู้มีปัญญา ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ยังจิตและปัญญาให้เจริญอยู่ ผู้มีความเพียรมีปัญญารักษาตนนั้นพึงสางชัฏนี้ได้ ดังนี้ (11/90/166 มหามกุฏ)

ข้าพระองค์ขอทูลถามความข้อนี้กะพระองค์ว่า กลิ่นดิบของพระองค์มีประการ อย่างไร.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า การฆ่าสัตว์ การทุบตี การตัด การจองจำ การลัก การพูดเท็จ การกระทำ ด้วยความหวัง การหลอกลวง การเรียนคัมภีร์ที่ไร้ประโยชน์ และการคบหาภรรยาผู้อื่น นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย.

ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ยินดีในรสทั้งหลาย เจือปนด้วยของไม่สะอาด มีความเห็นว่าทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล มีการงานไม่เสมอ บุคคลพึงแนะนำได้โดยยาก นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่า กลิ่นดิบเลย.

ชนเหล่าใดผู้เศร้าหมอง หยาบช้า หน้าไหว้หลังหลอก ประทุษร้ายมิตร ไม่มีความกรุณา มีมานะจัด มีปกติไม่ให้ และไม่ให้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ นี้ชื่อว่า กลิ่นดิบ
(47/315/81 มหามกุฏ)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนกลิ่นสตรีเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กลิ่นสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่. (32/4/2 มหามกุฏ)

นวองคุลี
ธรรมธีระ ธรรมพิสุทธิ์

Photos from Ubondhamma's post 17/09/2016

ปลายฝนต้นหนาวพบกันอีกครั้งที่จ.มุกดาหาร

17/08/2016

ถาม (จากหมอเเทียนL A )
ผมเห็นว่า พระอรหันตมีไม่ได้แก่เทวดา เทพ หรือพรหม แต่เห็นด้วยกับความเห็นที่ว่า สอุปาทิเสสนิพพานคือนิพพานที่ยีงมีขันธ์ห้าอยู่
ตอบ
สมัยหนึ่ง ณ เวภฬิคะนิคม มีบุรุษหนุ่มนามว่า ฆฏิการะ เป็นนายช่างปั้นหม้อ
เป็นเพื่อนกับพระพุทธเจ้าของเราสมัยที่ยังเป็นโพธิสัตว์ นามว่าโชติปาละ(เป็นลูกเศรษฐี) วันหนึ่งทั้งสองท่านนี้ไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอดีต พระนามว่ากัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อฟังธรรมจบ ฆฏิการะบรรลุอนาคามี โพธิสัตว์ของเราไม่บรรลุแต่ขอบวชเป็นภิกษุ
ฆฏิการะไปเกิดเป็นพรหมและบรรลุอรหันต์ในพรหมโลก

พวกพระอริยะขั้นต่ำ ตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดามากมาย บรรลุอรหันต์ในเทวภูมิก็มี เลื่อนชั้นไป บรรลุพระอรหันในพรหมภูมิก็มี

ตราบใดที่ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ในภูมิมนุษย์ เป็นอริยะขั้นต่ำก็ตาม เป็นผู้เจริญสติปัฏฐานก็ตาม ก็มีโอกาสไปบรรลุพระอรหันต์ ในเทวโลกและพรหมโลกด้วยกันทั้งสิ้น

บทความโดย ท่านอาจารย์ธรรมธีระ ธรรมะพิสุทธิ์

31/05/2016

โปรดระวัง!! ปกติทั้งทางเจ้าภาพและอาจารย์ทั้งสองท่านไม่เคยเรี่ยไรเงิน มีแต่รับเงินทำบุญตามศรัทธาคะ เพราะฉะนั้นถ้ามีใครโทรแจ้งหรือขอให้ช่วยค่าใช้จ่ายในคอร์ส จะเป็นมิจฉาชีพได้นะคะ ขอบพระคุณที่ช่วยแชร์ข่าวสารคะ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง เทวโลก ใน Ubon Ratchathani?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Ubon Ratchathani
34160