ActiveQuran
แนะนำหลักสูตรสอนพื้นฐานภาษาอาหรับ
13/06/2026
บริษัทดังใน อเมริกา ใช้Ai จีน
มาดูรายละเอียดดัน
ทุกวันนี้โมเดล AI สัญชาติจีนอย่าง “Qwen” มียอดดาวน์โหลดทะลุ 700 ล้านครั้งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุดไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขมหาศาลนี้
แต่อยู่ที่ความจริงที่ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกตะวันตกแทบไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลย
และสถานการณ์เดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นกับชื่ออย่าง “DeepSeek” Kimi GLM หรือ MiniMax
แม้ชื่อเหล่านี้อาจดูแปลกหู แต่ในความเป็นจริง นี่คือรายชื่อที่ทุกคนในวงการธุรกิจควรจะต้องรู้จัก
เพราะเครื่องมือเหล่านี้เปิดให้ใช้งานฟรี เป็นระบบโอเพนซอร์ส และที่สำคัญคือมีประสิทธิภาพเทียบเท่าโมเดลที่ราคาแพงกว่าถึง 40 เท่า…
บริษัทระดับโลกอย่าง Airbnb ขับเคลื่อนระบบบริการลูกค้าของตนเองด้วยโมเดลกลุ่มนี้
ในขณะที่ Pinterest ก็สร้างระบบแนะนำเนื้อหาเบื้องหลังด้วยโมเดลอีกตัวหนึ่ง
ข้อมูลที่น่าตกใจคือ 80% ของสตาร์ทอัพในย่าน Silicon Valley ที่ทำเกี่ยวกับ AI ล้วนสร้างผลิตภัณฑ์บนโมเดลสัญชาติจีน
หลายคนอาจตั้งคำถามในใจว่า เทคโนโลยีจากจีนจะไม่อันตรายหรือ จะเข้ามาแอบดูข้อมูลส่วนตัวของเราหรือไม่…
หรือเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกควบคุมเนื้อหาโดยรัฐบาลปักกิ่ง หรือเปล่า
คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล เพราะหากลองถาม “DeepSeek” เกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองในจีนอย่างในกรณีของจตุรัสเทียนอันเหมิน ระบบจะเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากเรามองกลับมาที่เครื่องมือฝั่งตะวันตก
ChatGPT มีการตั้งค่าเริ่มต้นในการนำบทสนทนาของผู้ใช้งานไปใช้ฝึกฝนโมเดล
Gemini นำคำสั่งของผู้ใช้ไปเชื่อมโยงกับบัญชี Gmail และข้อมูลใน YouTube
หรือแม้แต่ Claude ก็เคยปรับเปลี่ยนนโยบายความเป็นส่วนตัวเงียบๆ โดยเก็บข้อมูลผู้ใช้นานถึงห้าปี
ความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีตะวันตกคือพื้นที่ปลอดภัยที่ไร้ที่ตินั้น อาจเป็นเพียงภาพลวงตา…
กลุ่มคนที่เข้าใจอุตสาหกรรมนี้อย่างแท้จริง ทั้งวิศวกรระดับหัวกะทิและนักลงทุนกระเป๋าหนัก
พวกเขาได้เปลี่ยนเครื่องมือทำงานเบื้องหลังไปใช้เทคโนโลยีจีนอย่างเงียบๆ โดยไม่ออกข่าวประชาสัมพันธ์
เพราะพวกเขารู้ความจริงว่า เครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินมหาศาลจากจีน
ภาพนี้คล้ายคลึงกับยุคตื่นทองของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในอดีต
ต่างกันเพียงแค่บริษัท AI เหล่านี้มีกระแสเงินสดและรายได้ที่เกิดขึ้นจริง…
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการแข่งขันทางการเมืองระหว่างมหาอำนาจ
แต่มันคือเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนล้วนๆ
Andreessen Horowitz บริษัทร่วมลงทุนที่ทรงอิทธิพลที่สุดใน Silicon Valley ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญ
พวกเขาคือผู้ให้เงินทุนก้อนแรกแก่ Facebook และ Airbnb และข้อมูลของพวกเขาระบุชัดเจน
สตาร์ทอัพอเมริกันที่สร้างผลิตภัณฑ์บน AI แบบโอเพนซอร์ส กำลังใช้โมเดลของจีนถึง 80%
สหรัฐอเมริกาทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำทางเทคโนโลยี
แต่สตาร์ทอัพในประเทศกลับแอบสร้างนวัตกรรมบนเทคโนโลยีจากอีกฝั่งของโลก…
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างแนบเนียน ซ่อนอยู่ในตารางคำนวณต้นทุนที่ไม่มีวันได้ขึ้นหน้าหนึ่งของสื่อ
ตอนที่ Airbnb ย้ายระบบไปใช้ “Qwen” ไม่มีการจัดงานแถลงข่าวใหญ่โต
มีเพียงคำกล่าวสั้นๆ ของซีอีโอที่บอกว่ามัน ดี เร็ว และถูก
เมื่อ Pinterest สร้างระบบแนะนำเนื้อหาขึ้นมาใหม่ด้วยโมเดลจีน
ผลลัพธ์คือมีความแม่นยำขึ้น 30% และมีต้นทุนถูกลงถึง 90%
เครื่องมือช่วยเขียนโค้ดยอดนิยมอย่าง Cursor ก็เจอกับสถานการณ์ที่น่าอึดอัด…
เมื่อผู้ใช้งานเข้าไปชำแหละซอร์สโค้ดจนพบว่า engine เบื้องหลังไม่ใช่ของอเมริกา
แต่เป็นเทคโนโลยีชื่อ Kimi K 2.5 ที่พัฒนาโดยสตาร์ทอัพในปักกิ่ง
เรื่องนี้บีบให้ผู้ร่วมก่อตั้งต้องออกมายอมรับว่า ผลิตภัณฑ์เรือธงของพวกเขาถูกสร้างบนเทคโนโลยีจีนจริง
แม้แต่อดีตผู้บริหารระดับสูงของ OpenAI อย่าง Mira Murati ก็ยังตัดสินใจลาออก
เธอระดมทุนมหาศาลเพื่อเปิดห้องปฏิบัติการของตนเอง
และผลิตภัณฑ์แรกที่ปล่อยออกมา คือเครื่องมือที่ช่วยให้นักพัฒนาปรับแต่งโมเดล “Qwen” ได้ดีขึ้น…
มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Stanford ยังต้องออกรายงานยอมรับว่า สหรัฐอเมริกากำลังสูญเสียความได้เปรียบ
ช่องว่างด้านประสิทธิภาพระหว่างโมเดลที่ดีที่สุดของสหรัฐอเมริกาและจีน ห่างกันเพียงแค่ 2.7% เท่านั้น
แต่รายงานนี้วัดเพียงแค่ประสิทธิภาพเชิงเทคนิค โดยไม่ได้นำตัวแปรด้านความคุ้มค่ามาคำนวณ
เมื่อมีของสองสิ่งที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน แต่อีกสิ่งหนึ่งราคาถูกกว่าถึง 40 เท่า…
หากเจาะลึกถึงเรื่องต้นทุน เราจะเห็นตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
การใช้งานโมเดลผ่านระบบ API ฝั่งตะวันตก มีค่าใช้จ่ายประมาณ 2.50 ถึง 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งล้านโทเค็น
แต่สำหรับ “DeepSeek” รุ่นประหยัด พวกเขาคิดค่าบริการเพียง 0.28 ดอลลาร์เท่านั้น
นี่ไม่ใช่แค่โปรโมชันส่วนลด แต่มันคือโครงสร้างทางเศรษฐศาสตร์แบบใหม่
ต้นทุนที่ถูกลงอย่างมหาศาลนี้ เกิดจากการปรับเปลี่ยนปรัชญาทางวิศวกรรมแบบถอนรากถอนโคน…
ย้อนกลับไปตอนที่สหรัฐอเมริกาสั่งห้ามจีนซื้อชิปประมวลผลระดับสูงจาก Nvidia
หลายคนฟันธงว่าห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีของจีนจะต้องหยุดชะงัก
แต่เมื่อ “DeepSeek” ไม่สามารถเข้าถึงฮาร์ดแวร์ระดับท็อปได้ พวกเขาจึงรื้อโครงสร้างซอฟต์แวร์ใหม่ทั้งหมด
พวกเขาแบ่งสัดส่วนโมเดลออกเป็นกลุ่มก้อนผู้เชี่ยวชาญขนาดเล็กจำนวน 256 คลัสเตอร์
เมื่อมีคำถามเข้ามา จะมีคลัสเตอร์เพียงแค่ 8 ชุดเท่านั้นที่ถูกปลุกขึ้นมาทำงาน
เทคนิคนี้ช่วยบีบอัดหน่วยความจำที่ต้องใช้ประมวลผลลงได้มากกว่า 90%…
เมื่อความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีถูกปลดล็อกด้วยต้นทุนที่ต่ำลง กระแสเงินทุนจึงไหลบ่าเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย
ศูนย์กลางทางการเงินอย่างฮ่องกงกำลังเผชิญกับความคึกคักสูงสุดในรอบหลายปี
บริษัทอย่าง Zhipu AI สตาร์ทอัพจากปักกิ่ง เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงด้วยความร้อนแรง
หุ้นของพวกเขาถูกจองซื้อล้นหลามและราคาพุ่งขึ้นกว่า 524% ในเวลาไม่ถึงสองเดือน
บริษัทอย่าง MiniMax ก็สร้างปรากฏการณ์เดียวกัน จนมีมูลค่าตลาดแซงหน้าแพลตฟอร์มค้นหาอย่าง Baidu ไปชั่วขณะ…
ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงระดมทุนได้สูงถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก แซงหน้าทุกตลาดบนโลกใบนี้
ในขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นของจีนกำลังเร่งอัดฉีดเงินอุดหนุนให้กับธุรกิจรูปแบบใหม่
แนวคิดนี้ถูกเรียกว่า “บริษัทตัวคนเดียว (One Person Business)” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้โมเดลโอเพนซอร์สสร้างธุรกิจ
ประสิทธิภาพเหล่านี้สะท้อนชัดเจนในอุตสาหกรรมละครสั้นของจีน
ปัจจุบันพวกเขาสามารถผลิตคอนเทนต์ใหม่ได้สูงถึง 470 เรื่องในทุกๆ วัน…
เครื่องมืออันทรงพลังช่วยลดต้นทุนการผลิตจาก 150,000 ดอลลาร์ เหลือเพียง 15,000 ดอลลาร์
นี่คือภาพสะท้อนของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในระดับอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
จุดเปลี่ยนของเทคโนโลยีทุกยุคสมัย มักเกิดในรอยต่อระหว่างสิ่งที่มีราคาแพงและสิ่งที่เป็นระบบเปิด
ผู้ชนะอาจไม่ใช่คนที่คิดค้นเทคโนโลยีเป็นคนแรก
แต่เป็นกลุ่มคนที่รู้วิธีนำมันมาประยุกต์ใช้และผนวกเข้ากับอุตสาหกรรมอื่น…
บริษัทอย่าง Manus AI เข้าใจเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ
พวกเขาพัฒนาระบบ AI และจดทะเบียนบริษัทในสิงคโปร์
วางตำแหน่งแบรนด์กึ่งกลางระหว่างเทคโนโลยีจีนและตลาดโลก
จนสุดท้ายถูก Meta เข้าซื้อกิจการไปด้วยมูลค่าสูงถึงสองพันล้านดอลลาร์
พวกเขาไม่ได้คิดค้นตัวต้นแบบ แต่ฉลาดพอที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ต่อยอดจากของฟรี…
แน่นอนว่าการใช้งานเทคโนโลยีข้ามพรมแดนย่อมมีความเสี่ยงซ่อนอยู่
ทั้งเรื่องความคลุมเครือด้านกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
บริษัทที่รอบคอบจึงใช้วิธีบริหารความเสี่ยงด้วยการแบ่งแยกประเภทงาน
งานที่ต้องการควบคุมต้นทุนขั้นสูง พวกเขาเลือกใช้เทคโนโลยีจากจีน
ส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับความละเอียดอ่อนทางกฎหมาย จะยังคงใช้เทคโนโลยีฝั่งตะวันตก…
ในขณะที่โลกกำลังถูกแบ่งเป็นสองขั้วเทคโนโลยี ยุโรปกลับดูเหมือนจะเป็นเพียงผู้ชม
สหภาพยุโรปผลิตนักวิจัยต่อหัวได้มากกว่าทั้งอเมริกาและจีน
แต่กฎหมายควบคุมเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นประเด็นด้านจริยธรรมมากจนเกินไป กลับกลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่สร้างความล่าช้า
แม้แต่ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีในยุโรปยังยอมรับว่า พวกเขากำลังทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยุ่งยาก
ประเด็นสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด ไม่ได้อยู่ที่การชี้ขาดว่าใครคือผู้ชนะอย่างเบ็ดเสร็จ
แต่อยู่ที่การตระหนักรู้ว่า บนโลกใบนี้มีทางเลือกใหม่เกิดขึ้นแล้ว
ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงและมาพร้อมกับต้นทุนที่จับต้องได้
ซึ่งสุดท้ายคำถามก็คือ คุณจะเตรียมตัวนำมันไปต่อยอดเพื่อสร้างความได้เปรียบในอนาคตได้อย่างไร
References : [bloomberg,scmp,techcrunch,reuters,cnbc]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ีน #ปัญญาประดิษฐ์ #เทคโนโลยีAI #โอเพนซอร์ส #สตาร์ทอัพ #ธุรกิจเทคโนโลยี #สงครามเทคโนโลยี #ลงทุนหุ้นเทค #นวัตกรรมใหม่ #ข่าวเทคโนโลยี #เรื่องไอที
ช่องสอนเรื่องธาตุ ในตารางธาตุ มีประโยชน์มากๆ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เว็บไซต์
ที่อยู่
บริษัท เบสิกคิว จำกัด เลขที่ 44 ซอย 31(อักษรลักษณ์2) ถนนสุขุมวิท ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองฯ
Samut Prakan
10270