Noei1984

Noei1984

แชร์

“Winning? Is that what you think it’s about? I’m not trying to win. Because it’s decent! And above all, it’s kind!”
Peter Capaldi, 12th Doctor

I’m not doing this because I want to beat someone, or because I hate someone… I do what I do because it’s right!

Dario Amodei — Policy on the AI Exponential 11/06/2026

[์Note ไว้ก่อน เป็นโพสที่น่าสนใจ และสอดคล้องกับ Magnifica Humanitas ของ Pope Leo ที่14]

Dario Amodei (ดาริโอ อโมเดอี) ผู้บริหารของ Anthropic นำเสนอวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความจำเป็นในการปฏิรูปนโยบายสาธารณะเพื่อรับมือกับการเติบโตแบบก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ใน


เป็นมูฟที่น่าสนใจเมื่อตอนที่ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic อย่าง Chris Olah ก็เข้าเข้าร่วมงานแถลงที่วาติกัน และรายงานว่ามีแผนและความคาดว่า Amodei จะไปพบผู้นำสถาบันอิตาลี แต่ยังไม่มีข่าวยืนยันว่าการพบปะเกิดขึ้นจริงหรือไม่


แต่ไม่ว่าจะไปโรมหรือไม่ … ในโพสของ Dario ก็มีจุดที่สอดคล้องกับ Magnifica Humanitas หลายจุดอย่างน่าสนใจ


🟢 จุดที่สอดคล้องกัน

1. AI ต้องรับใช้มนุษย์ - ไม่ใช่ตรงกันข้าม

Pope Leo: เทคโนโลยีไม่ใช่ “ศัตรูของมนุษยชาติ” แต่ต้องถูกทำให้รับใช้ common good

Amodei (Machines of Loving Grace, 2024): AI สามารถกำจัดโรค ลดความยากจน ยืดอายุมนุษย์ *หาก* พัฒนาอย่างปลอดภัย

ทั้งสองฝั่งเชื่อว่า AI มีศักยภาพดี แต่ต้องชี้นำให้ถูก


2. บริษัท AI ไม่ควรตัดสินอนาคตของ AI เพียงลำพัง

Pope Leo: เรียกร้องกำกับดูแลระดับรัฐและนานาชาติ ไม่ให้อำนาจรวมศูนย์ที่ “บริษัทไม่กี่แห่ง”

Amodei: “It is somewhat awkward to say this as the CEO of an AI company, but I think the next tier of risk is actually AI companies themselves”

Olah ที่วาติกัน: “Every frontier AI lab (รวมถึง Anthropic) operates inside a set of incentives and constraints that can sometimes conflict with doing the right thing”

ทั้ง Amodei และ Olah ยอมรับตรงๆ ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
ซึ่งสอดรับกับ Pope Leo เป็นอย่างดี


3. ต้องการ oversight จากภายนอก

Pope Leo: ต้องการ third-party oversight การมีส่วนร่วมของประชาสังคม วิชาการ รัฐบาล

Amodei: เสนอ mandatory audit 4 ด้าน
(cybersecurity, bioweapons, loss of control, automated AI research)

Olah ที่วาติกัน: “We need more of the world - religious communities, civil society, scholars, governments - to do what His Holiness has done here”


4. งานของมนุษย์ต้องได้รับการปกป้อง

Pope Leo: งาน (human work) เป็น “fundamental good” - AI ต้องไม่ทำลายมัน

Olah ที่วาติกัน: “There is a real possibility that AI will displace human labor at very large scale. If that happens, supporting those displaced will be a moral imperative of historic proportions”

และฝั่ง Anthropic ก็ไม่ได้หยุดที่คำพูด — พร้อมกับ essay นี้ บริษัทออก policy roadmap 2 ฉบับ (Advanced AI Framework กับ Economic Policy Framework) โดยมีเงินหนุนกรอบรับมือ job displacement ราว $350 ล้าน


🔴 แต่ก็มีจุดที่คิดไม่เหมือนเหมือนกัน

1. AI ทางทหาร - ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดที่ดูจะมองไปคนละทาง

Pope Leo: “disarm AI” ถอดออกจากผลประโยชน์ทางทหารทั้งหมด ต่อต้าน autonomous weapons เพราะ “ลดการควบคุมของมนุษย์ ทำให้เริ่มสงครามง่ายขึ้น”

Amodei: ปฏิเสธ mass domestic surveillance และ fully autonomous weapons
และล่าสุด Anthropic ถึงขั้นห้าม Pentagon ใช้โมเดลของตนในภารกิจทางทหาร จนเกิดแรงเสียดทานกับรัฐบาล Trump
แต่ในระดับโลกทัศน์ Amodei ยังสนับสนุน “democratic entente” ให้ประชาธิปไตยใช้ AI สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

ตรรกะของ Amodei ว่า “ประชาธิปไตยต้องมี AI ที่เหนือกว่าเพื่อยับยั้งอำนาจนิยม” เป็นตรรกะเดียวกับที่สหรัฐฯ ใช้ในยุคสงครามเย็นเรื่องอาวุธนิวเคลียร์

ในขณะที่ศาสนจักรคัดค้านตรรกะนี้มาโดยตลอด

ช่องว่างในทางปฏิบัติอาจแคบลงกว่าที่คิด แต่ช่องว่างในระดับตรรกะยังอยู่ครบ


2. ความขัดแย้งภายในตัวเอง

Amodei พูดว่า AI companies ไม่ควรตัดสินอนาคต
แต่ Anthropic คือหนึ่งใน frontier labs ที่กำลัง build AGI อยู่ตอนนี้
และ essay นี้ออกมาหลังจาก Anthropic ปล่อย Claude Fable 5 เพียงวันเดียว

นักวิจารณ์บางส่วนชี้ไปไกลกว่านั้น — ว่าข้อเสนอ mandatory testing แบบนี้คือ regulatory capture กลายๆ เพราะ frontier labs ที่มี red team มีระบบป้องกัน weights อยู่แล้วอย่าง Anthropic ย่อมรับภาระกฎพวกนี้ได้ง่ายกว่าผู้เล่นรายเล็ก แถมข้อเสนอก็ยังไม่ระบุ compute threshold ชัดว่ากฎจะกัดตรงไหน

Pope Leo ไม่ได้โจมตี Anthropic โดยตรง แต่โครงสร้างที่สมณสารวิจารณ์ (“อำนาจรวมที่บริษัทไม่กี่แห่ง”) นั้น Anthropic ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้


3. การชะลอ vs. การเร่ง

Pope Leo: ต้องการให้ผู้นำโลกชะลอ AI

Amodei: ยอมรับว่า AI เร็วกว่ากระบวนการนโยบาย แต่ไม่เคยเรียกร้องให้หยุดพัฒนา
และยังเดินหน้าปล่อยโมเดลใหม่ต่อเนื่อง


3. กรอบโลกทัศน์ต่างกันพื้นฐาน

Amodei มองในกรอบ empiricist: AI จะแก้ปัญหาวัตถุได้ภายใน 5–10 ปี
Pope Leo วัด progress รวมมิติฝ่ายจิตวิญญาณและชุมชน ไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพ


Amodei คิดแบบ นักยุทธศาสตร์
โลกมีผู้เล่นแข่งขันกัน ต้องให้ฝ่ายที่ดีกว่าชนะ

Pope Leo คิดแบบ นักเทววิทยาสังคม
โลกเป็นชุมชนมนุษย์หนึ่งเดียว เทคโนโลยีต้องรับใช้ทุกคน
ไม่ใช่ทำให้บางคนชนะและบางคนแพ้

ทั้งสองกรอบยังไม่มีจุดกึ่งกลางทางความคิด เพราะเริ่มต้นจากภาพโลกที่ต่างกันตั้งแต่พื้นฐาน


Amodei ถามว่า “มนุษย์จะมีชีวิตที่ดีขึ้นไหม?”
Pope Leo ถามว่า “มนุษย์จะยังเป็นมนุษย์อยู่ไหม?”
และทั้งสองคำถามนั้นไม่มีคำตอบเดียวกัน

-----

นอกจากประเด็นเหมือนต่างจากความเห็นของ Pope

ในตัวบทความเองก็มีข้อเสนอและเหตุผลหลายอย่างที่น่าสนใจ

Amodei เสนอแนวทางออกกฎหมาย

1. Mandatory testing ก่อนปล่อยโมเดล
(FAA model องค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา เป็นหน่วยงานรัฐบาลกลางที่ทำหน้าที่กำกับดูแล ควบคุม และบริหารจัดการกิจการการบินพลเรือนทั้งหมดของประเทศ รวมถึงน่านฟ้าสากล เพื่อรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการบิน)

โมเดล AI ต้องผ่าน third-party audit ใน 4 ด้าน คือ

- cybersecurity
- bioweapons
- loss of control
- automated AI R&D

เหตุผล
ความเสี่ยงปรากฏชัดแล้วหลัง Claude Mythos Preview ของ Anthropic เองไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไป


2. รัฐมีอำนาจ block การปล่อยโมเดล

รัฐต้องจำกัดขอบเขตเฉพาะ 4 ด้านนั้น และต้องมี safeguard
ป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจหรือเอื้อพวกพ้อง


3. แต่ก่อนใช้ Transparency ก็พอ แต่ตอนนี้ต้องมาออกกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาจาก AI แล้ว

จาก Collingridge dilemma ที่ทุกคนประสบเองตอนนี้เลยก็คือ
ผลกระทบของเทคโนโลยีมักไม่ชัดเจนจนกว่าจะสายเกินไปจะจัดการ

และในปี 2023-2024 แม้ Anthropic เชื่อว่า AI จะใหญ่โตมหาศาล
แต่ยังไม่รู้ว่าความเสี่ยงจะมาในรูปแบบไหนกันแน่

ตอนแรกฝั่ง AI Optimistic อาจจะบอกว่า
“อย่ารีบออกกฎหมาย มันขัดขวางนวัตกรรม”
ซึ่งถ้ามองว่า การออกกฎเร็วเกินไปก่อนรู้รูปร่างของความเสี่ยง
กฎที่ได้จะพลาดเป้า 95% จะไร้ประโยชน์
มันก็เป็นจริงอย่างที่ว่า

แต่ตอนนี้ แม้แต่ Dario Amodei ที่เป็นผู้บริหารของ Anthropic เองก็ออกมาบอกแล้วว่าออกกฎหมายเถอะ ความเสี่ยงชัดพอแล้ว

“However, now the risks are clearly here.
It is time to go beyond transparency to more serious and binding regulation of AI.”

สภาพการออกกฎหมายตอนนี้เลยเป็น
รู้ว่าอันตราย → แต่ยังไม่ออกกฎ → เพราะกลัวกฎพลาดเป้า
→ จนความเสี่ยงชัดพอ → จึงเปลี่ยนจุดยืน (→ แต่ยังจำกัดขอบเขต)


4. ปฏิรูป FDA/EMA ให้เร็วขึ้น - ไม่ใช่เข้มขึ้น

Amodei ใช้ Treebeard เปรียบกระบวนการนโยบายตั้งแต่ต้น Blog
(แหมะ นี่มันยุคทองของติ่งลอร์ดแท้)
โดยเปรียบเทียบระบบที่ความน่ากลัว คือ
Treebeard เหมือนระบบกฎหมาย/ราชการ ที่ช้าอยู่แล้ว
กำลังจะต้องตัดสินใจเรื่อง FDA ที่มี AI ยื่น drug candidates เข้ามาเร็วกว่าเดิมหลายเท่า

เหมือนตอนอุรุคไฮถางป่ารอบไอเซนการ์ดเร็วขึ้น แต่ Treebeard ยังประชุมสภา Ents กับเมอรี่กับปิ๊ปปิ้นไม่จบเลยพ่อคุณ
จนกว่าเมอรี่กับปิ๊ปปิ้นต้องแอบพา Treebeard เดินไปเห็นป่าที่ถูกทำลายด้วยตาตัวเอง เมื่อนั้นอ่ะ ถึงจะบุกไอเซนการ์ดได้ซักที

“Treebeard and his forest are waking up.”


Amodei กำลังบอกว่าปัญหาไม่ใช่ว่าเหล่า AI ประชาสัมพันธ์/ทำการตลาดดีไม่พอ คนเลยต่อต้าน AI
แต่ความกังวลของคนมีเหตุผลจริงๆ

Amodei เชื่อว่าหน้าที่ของเขาในฐานะผู้นำด้าน AI คือ
“การพูดอย่างโปร่งใสเกี่ยวกับความเสี่ยงเหล่านี้” ต่อไป
และความกังวลของสาธารณชนที่เกิดขึ้นจากความโปร่งใสนี้คือกลไกความรับผิดชอบทางประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น


Edit:
- หา Bullet Points และ Map ความคิดด้วย Claude + Obsidian
- อ่านแบบ Skim คร่าวๆเอง + เรียบเรียงเนื้อหาและเขียนเอง
- ฟังย่อยเนื้อหาด้วย NotrbookLM ทวนความเข้าใจเราหน่อย
- ตรวจสอบความถูกต้องอีกทีด้วย Fable 5 (เพิ่งมาก็ลองใช้เลย)

Dario Amodei — Policy on the AI Exponential Policy on the AI ExponentialJune 2026In one of the side plots to The Lord of the Rings, two of the Hobbits attempt to rouse Treebeard—a wise but ponderous sentient tree—to defend his forest from an army that is cutting it down. The problem is that Treebeard operates at a very different speed tha...

10/06/2026

[บันทึกครบเดือนทำเวปประเด็น AI ]

ทำ Web มาครบ 1 เดือน ขอโอกาสบันทึกการทำงานไว้ซักหน่อย
https://sites.google.com/view/aiviolationthailandv0120260509/home
(แนะนำดูในคอม ไม่แนะนำให้ดูในมือถืออย่างยิ่ง ... 😅)

สิ่งที่งอกมาสดๆร้อนๆ คือหน้า 2 "ความสัมพันธ์ Case & กฎหมาย" อยู่มุมขวาบนของหน้า ไปจิ้มดูได้

--------------------------------------------------

เวปนี้เกิดมาจาก .... เรามีข้อมูลพวกนี้อยู่ใน Zotero มาเป็นปีๆ
ทั้งข่าว ... links ... กฎหมาย ... screenshots ... เก็นเคส Artist vs AI ต่างๆที่ใช้ทั้งงานสอนและงานของตัวเอง

ทิ้งมันกองๆ อยู่ใน folder ... ใน Zotero (App เก็บงานวิจัย เคยใช้ตอนทำวิจัย+ป.โท ของดี ไปลอง https://www.zotero.org )

ของทั้งหมดที่มี ก็ไม่มีใครเห็นนอกจากเรา
แล้วเมื่อเดือนที่แล้ว ... เมื่อต้องไปสภา ต้องเดินหน้าให้ประเด็นที่เราอยากผลักดันมันเดินหน้า มันก็ถึงจุดที่นั่งดูของที่มีแล้วรู้สึกว่า..
"ถ้าไม่ทำออกมาให้คนเห็น มันก็แค่ข้อมูลที่ตายอยู่ในเครื่องเรา"..

เลยตัดสินใจทำเว็บ
โดยที่ความรู้ HTML และ CSS มีอยู่แบบลางเลือน และความรู้ python อีกนิดหน่อย
เขียน Code พอได้ ใช้ ฐานข้อมูลพอเแ็น
(ใช้ Google Script + Site พอเป็นอยู่เพราะทำ WebApp เชคงานให้ นศ https://inskru.com/idea/-Ok-7kgASre-6CkMT7TB )..
เอาละ ลองดู มี Claude อยู่ด้วย มาลองกันซักตั้ง

ก็เอา AI สู้กับปัญหาจาก AI ไปซะเลย
เราว่า...ต้องมีคนถามว่า "ทำไมไม่มีทีม/คนอื่นช่วยล่ะ"
ก็ทำ Google Form ไว้ให้คนมาช่วยกรอกข้อมูลนะ
https://forms.gle/szfLGfRUAFM6tKsy9
(มาถามได้ว่ามีคนตอบกี่คน บอกเลยว่าหลักหน่วย 5555)

ก็นะ ... คนในสายสร้างสรรค์ไม่ค่อยว่างกันหรอก
ทุกคนก็กำลังดิ้นรนอยู่กับชีวิตตัวเองเหมือนกัน
เราไม่อยากไปรบกวนใคร
แล้วก็เลยถามตัวเองว่า
"นอกจาก AI แล้ว เรายังมีอะไรเป็นเครื่องมืออีก?"
คำตอบตรงๆ คือ "ไม่มี"
ตังไม่มี คนอาสาทำให้ไม่มี
ที่มีคือฐานข้อมูลเราและพอมีความรู้อยู่บ้าง ...
ก็เลย ... เอาวะ Vibe Code ก็ต้องทำละ
เนี่ย ทำไปก็กุมขมับไป (ไมเกรน และ Bell's palsy พาลจะกำเริบ)

เราทำโปรเจกต์ที่พูดถึง "สิทธิคนสายสร้างสรรค์ที่มีผลกระทบจาก AI"
โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างเวปนำเสนอปัญหา
เออ เยี่ยม ...
เป็นคนสายวาด ที่ Vibe Code ได้นิกหน่อยมาอีก 1 skills
(ทำอะไรห่างไกลจากการวาดไปทุกที่)
แต่อีกใจ ... เราไม่คิดว่านั่นคือการขัดแย้งกันขนาดนั้น
เพราะเราไม่ได้กลัว AI
เราแค่ไม่อยากให้มันมา "แทนที่" โดยที่ไม่ถามความยินยอมใคร
ต่างกันนะ ระหว่าง
"ใช้ AI เป็นเครื่องมือ"
กับ
"ถูกแทนที่โดย AI"
แล้วเอาจริง ด้วยความที่ใช้สกิลตัวเองเท่าที่มี
เดือนที่ผ่านมามันก็เลยไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้น 555
เริ่มจากทำ Dashboard คดีไทยก่อน
พิมพ์บอก Claude ว่า "เพิ่มเคสนี้" ทีละอัน
แก้ bug ที่ stats bar นับเคสผิด
(ตัวเลขขึ้น 79 แทนที่จะเป็น 92)
ไล่แก้จน 1 ตีก็มี ... ตั้งฉันก็ไม่ได้จากโปรเจคนี้ แต่จ่ายค่า Token ไปแล้วอีกต่างหาก ... .โว้ย😅
แล้วก็ขยาย ขยาย ขยาย
จากเคสไทย → เคสต่างประเทศ
จากคดีความ → Policy Index กฎหมาย 73 รายการทั่วโลก
จาก list → Relationship Map แสดงความเชื่อมโยง
ตอนนี้มันกลายเป็น
92 เคส · 73 กฎหมาย รวมเป็น 161 เคสและ กม ที่มีของใหม่ + ของเดิมใน Zotero

และงอกมาล่าสุด ... Obsidian Vault ที่เชื่อมกับ Claude เพื่อลด Token
(ผ่านมาเดือนนึงเพิ่งจะฉลาดทำ Vault)
Learning Curve สูงชันดังยอดภูชี้ฟ้าไปเร้ย
และสิ่งที่เรียนรู้จาก 1 เดือนที่ผ่านมาคือ ...
AI มันทำงานได้ ถ้า "เรา" เป็นคนที่ "รู้ว่าอยากได้อะไร"
เราไม่ได้ปล่อยให้มัน "คิดแทน"
แต่ใช้มัน "จัดการข้อมูล" ที่เราเก็บมาเองทั้งหมด
ทุก case มาจากข่าวที่เราอ่าน
ทุก law มาจากที่เราค้น

Claude แค่ช่วย format ช่วย link ช่วยจำสิ่งที่เราจำไม่ได้
และใช้เป็นตัวอย่างเคส Human-in-the-Loop แบบที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ ในสไลด์ Keynote ของ tech conference
เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่า
"สู้กับ AI ด้วยการใช้ AI"
ก็ประมาณนั้นแหละ
ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยกับทุกอย่างที่มันทำ (หรือที่ AI Bro อวย)
แต่ถ้าเครื่องมือมันอยู่ในมือ มนุษย์
มนุษย์ ก็ควรจะรู้จักใช้มัน
ก่อนที่จะโดนใครก็ไม่รู้จะใช้มันมากลบเสียงเรา
จะว่าไป มาเขียนไว้เนี่ยไม่ใช่ว่าจะเลิกทำนะ
คงทำไปเรื่อยๆ
ยังไม่เสร็จนะ ... และไม่คิดว่าจะมีวันเสร็จ จนกว่าจะมี กม ในประเทศไทย

ตอนนี้น่ะ ...
ยังมีเคสใหม่มาทุกอาทิตย์
กฎหมายหลายประเทศยังรออัปเดต
Google Form ก็ยังเปิดรับอยู่
ถ้าใครอยากมาช่วยกรอกข้อมูล ขอบคุณล่วงหน้าเลยล่ะค่ะ
ก็บันทึกครบ 1 เดือน
อย่างเดียวที่อยากจะบอกก็คือ เออ มันออกมาจาก Zotero มาเป็นอะไรบางอย่างที่จับต้องได้ละนะ

ป่ะ ไปกันต่อ ไปถึงไหนก็ไม่รู้ แต่ไปกัน 😆

05/06/2026

ในยุคที่ AI สร้างภาพ วาดการ์ตูน หรือเลียนแบบน้ำเสียงพากย์ได้ในไม่กี่วินาที
หลายคนบอกว่าน่าทึ่ง แต่สำหรับคนทำงานสร้างสรรค์มันไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลยละเนอะ

เพราะสไตล์หรือลายเส้นที่ถูกนำไปเทรน AI มันไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง
มันคือชั่วโมงฝึกฝน ประสบการณ์ และตัวตนของคนๆหนึ่ง
แต่ถูกดึงไปใช้โดยที่เจ้าของไม่รู้ ไม่ยินยอม และไม่ได้อะไรเลย....

ตอนนี้เริ่มมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาโดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกามาฝาก

----------------------------------

🇺🇸 สหรัฐฯ มี CREATOR Act — แต่อ่านดีๆ ก่อน มันแคบกว่าที่สื่อรายงาน

ร่างกฎหมายนี้เสนอโดย Rep. Beth Van Duyne เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026

✨ สร้าง "สิทธิใหม่" ที่แยกจากลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าโดยเฉพาะ
ผู้ร่างเรียกว่า

✨ "Style Right"

ในแบบที่ใกล้เคียง

✅ "Right of Publicity"

มากกว่า Copyright

✅ สิ่งที่คุ้มครองคือ "Stylistic Impersonation"
ซึ่งต้องครบสองเงื่อนไขพร้อมกัน คือ
AI ต้องถูก ตั้งใจ ออกแบบหรือสั่งงานให้เลียนแบบศิลปินคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ
ผลลัพธ์ต้องทำให้คนเข้าใจผิดหรือกระทบตลาดของศิลปินคนนั้นด้วย (มาตรา 10(11))
❌ สิ่งที่ ไม่ คุ้มครองก็ชัดเจนไม่แพ้กัน
Anime, Watercolor, Impressionism, Manga หรือแนวศิลปะทั่วไปไม่อยู่ในขอบเขตนี้ (มาตรา 2(b)(2))
เพราะผู้ร่างตั้งใจปิดประตูไม่ให้ใครผูกขาด "แนวทางศิลปะ" ได้
และที่แคบกว่านั้นอีกคือกฎหมายนี้คุ้มครองเฉพาะ งานภาพนิ่ง เท่านั้น
✅ ภาพวาด ภาพถ่าย กราฟิก (มาตรา 10(12))

❌วีดีโอ เสียง หรืองานสร้างสรรค์ประเภทอื่นไม่อยู่ในร่างนี้เลย
ส่วน Midjourney หรือ ChatGPT Image? น่าจะรอด.... แหละ

เพราะกฎหมายแยกชัดระหว่าง
"AI ที่ทำได้"
กับ
"AI ที่ถูกสร้างมาเพื่อทำสิ่งนั้น"

และตัวบทไปไกลถึงขั้นว่า ต้องโฆษณาด้วยว่าทำได้ ขาดข้อใดข้อหนึ่งก็ยังไม่ผิด
พูดง่ายๆ คือ

ถ้าคุณพิมพ์ "in the style of [ชื่อศิลปินA]" ใน Midjourney แล้วภาพออกมาคล้าย [ชื่อศิลปินA] ความผิดตกที่คุณ ไม่ใช่ Midjourney
เพราะ Midjourney ไม่ได้ตั้งใจสร้างระบบมาเพื่อ clone ศิลปินคนนั้น และไม่ได้โฆษณาว่า "เราทำแบบนั้นได้"
แต่ถ้าวันนึงมีบริษัทไหนออก AI มาโดยโฆษณาตรงๆ ว่า "สั่งสไตล์ศิลปินคนไหนก็ได้" — อันนั้นแหละที่ร่างนี้กำลังเล็งอยู่


✨ แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง .... ถ้าดูจากมุมนิติปรัชญา มันน่า "สนใจ" กว่าที่เห็นตอนแรกมากอยู่
ร่างนี้กำลังสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีในระบบกฎหมาย Anglo-American มาก่อน

✨ คือสิทธิที่ผูกกับ "ตัวตนทางศิลปะ" ไม่ใช่ "งานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง"
ซึ่งมันเข้าใกล้ Droit Moral ของฝรั่งเศสมากกว่า Copyright อเมริกันดั้งเดิม

แต่ก็ไม่ใช่ Droit Moral ตรงๆ เพราะยังโอนสิทธิ์ได้และมีอายุจำกัด
จุดที่น่าสนใจคือมันกำลังบอกว่า
✨ สไตล์ = ส่วนหนึ่งของตัวตนศิลปิน = มีสิทธิ์คุ้มครองได้ในตัวเอง
โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่า "งานชิ้นไหน" ถูกก็อปไป
ซึ่งถ้าศาลยอมรับแนวนี้ มันจะเป็นบรรทัดฐานใหม่จริงๆ
ไม่ใช่แค่ในสหรัฐ แต่จะกระทบการตีความทรัพย์สินทางปัญญายุค AI ทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย


🤔 ส่วนที่ยังเข้าข้างนายทุน AI อยู่ก็ชัด....

การที่มาตรา 7(b)
ปิดประตูไม่ให้ใช้
"ภาพออกมาคล้าย = ต้องเอาข้อมูลไปเทรน"
ไปเป็นข้อสรุปได้เลยว่างานศิลปินโดนเอาไปเป็นฐานข้อมูลและถือว่าละเมิดศิลปิน

มันลดภาระพิสูจน์ฝั่ง AI อย่างมีนัยสำคัญต่อ บ. AI
และทำให้คดีเรื่อง Training Data ยากขึ้นมาก
สรุปง่ายๆ คือร่าง CREATOR act นี้ฉลาดพอที่จะไม่ต่อต้าน AI โดยตรง
แต่ก็ *สร้างหลักคิดใหม่* ที่ถ้าขยายต่อในอนาคต
อาจทรงพลังกว่าที่เห็นตอนนี้มากอยู่

----------------------------------

กฎหมาย CREATOR act นี้ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อขวาง AI
แต่พยายามตอบคำถามว่า

"ถ้า AI ใช้งานของคุณแล้วได้ประโยชน์ คุณควรได้อะไรบ้าง?"

Van Duyne, B. (2026, May 26). Creative Rights Ensuring Artists' Technique and Originality are Reserved Act (CREATOR Act), H.R. ___, 119th Cong., 2d Sess.https://vanduyne.house.gov/_cache/files/f/6/f6e6ce85-a9d8-4514-b26b-af882e092358/8BFB865C0CB241F919D328E676FB9D8789261836D754A696D0086D8C308CDFAC.creator-act.pdf

Edit แบบแปลไทยคร่าวๆ เพื่อการศึกษาเท่านั้นอนากได้คำจริงอ่าน PDF ด้านบน 19 หน้าเอง
https://docs.google.com/document/d/1TfylwR0eqpvWCdGDD9qu5MlwaccHjDohOAdgj-r1e1g/edit?usp=sharing

Photos from Noei1984's post 04/06/2026

เพิ่งว่างไปอับเดทเวป + ข้อมูลจากแบบสอบถามค่า
https://forms.gle/TLkEJBQs3R3jVxy6A
ยังซับมิทมาได้เรื่อยๆนะคะ หรือจะเชคจากหน้าเวปก่อนก็ได้ว่ามีเคสของเราบบันทึกไว้รึยัง

https://sites.google.com/view/aiviolationthailandv0120260509/home

รายการอับเดทวันนี้ ... ขอบคุณ Claude Cowork + Chrome Extention กับความไวในการแก้และอับเดทข้อมูลอย่างไวว่องมาณที่นี้

ที่อับเดทมีอะไรบ้างมาดูกัน

🛎️Thailand AI Rights Observatory
เพิ่มจาก session นี้ ~45 เคส จากแหล่ง

Google Form (TH-31 ถึง TH-35, TH-37) — ผู้เสียหายแจ้งโดยตรง
X/Twitter — TH-03, TH-15, TH-40, TH-43, INT-30 (Billlie/Gobelins) ฯลฯ
Facebook — TH-38 (Amarin/พระ), TH-39 (สสส./ดารา), TH-41, TH-42, INT-22 (จีน micro-drama)
สื่อหลัก — NPR, Fortune, Anime News Network, Japan Times, Al Jazeera, Jiji (คดี Kenjiro Tsuda, Zhou China, Starbucks Korea ฯลฯ)
WebSearch — South Africa AI policy scandal, YouTube AI slop, arXiv ban, Billlie

🌟Global AI Policy Index
เพิ่ม 16 รายการ จากแหล่ง

Vatican.va — Magnifica Humanitas (Pope Leo XIV)
house.gov — CREATOR Act (สหรัฐฯ)
MCM Comic Con — AI Policy (UK)
TechCrunch/Nature — arXiv AI Slop Ban
Fortune/NPR — Hangzhou Court Ruling (จีน)
Jiji/KAI-YOU — 法務省AI声・肖像権検討会 (ญี่ปุ่น)
Facebook พรรคประชาชน — 2 entries (แถลงข่าว + อภิปรายสภา)
ETDA/รัฐสภาไทย — 7 entries จาก PDF folder (TAIG, NSTDA Ethics, AI Sandbox, กมธ. AI ฯลฯ)

**
ข้อมูลที่ปรากฏบน Dashboard เป็นการรวบรวมจากแหล่งข่าวสาธารณะและเหตุการณ์ที่มีผู้แจ้งเข้ามาตามข้อเท็จจริง
ผู้จัดทำมิได้มีเจตนาใส่ร้ายบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะและการศึกษาเท่านั้น
**

26/05/2026

แทนที่จะเอาเวลาช่วงเช้าไปทำงานค้าง มาเขียนบ่นอีกแล้ว ว้อย 55555
จากการนั่งอ่านและสรุปใน NotebookLM เรื่องสมณสาส์นเวียนของสมเด็จพระสันตะปาปา (อันนี้น่าสนใจ เดี๋ยวกลับมาเขียน)
ก็เลยไปหาข้อมูลเพิ่ม + ลองแย้งดูว่ามีขั้วความคิดตรงข้ามอะไรที่น่าสนใจ
นั่งไล่หาคำตอบอยู่นาน จนเจอคำว่า

"Effective Accelerationism"

แนวคิดฮอทใน Silicon Valley ตอนนี้เลย
ที่เชื่อว่าการเร่งเทคโนโลยีคือสิ่งดีในตัวเอง ไม่ต้องมีเงื่อนไข
และเอาจริงๆมันสะเทือนมาถึงวัฒนธรรมองค์กรไทยแล้ว ในแบบที่บิดเบี้ยวกว่าเดิมด้วย
บางทีที่เราเถียงกันไม่จบ ไม่ใช่เพราะข้อมูลไม่พอ
แต่เพราะสองฝ่ายกำลังใช้ระบบตรรกะที่ฐานรากไม่มีวันเจอกันตรงกลางได้เลย
ฝั่งนึงยึด "มนุษยนิยม"
ที่มองว่ากระบวนการและหยาดเหงื่อของคนทำมันมีศักดิ์ศรีและคุณค่าในตัวเอง
ส่วนอีกฝั่งยึด "Effective Accelerationism"
ที่มองว่าความเร็วและผลลัพธ์คือพระเจ้า ความเสียหายหรืออันตรายใดใดที่เกิดขึ้นระหว่างทางคือค่าใช้จ่ายที่ยอมรับได้
พอกรอบคิดพวกลูกพี่ใหญ่ใน Silicon Valley มันสั่นสะเทือนมาถึงห้อง HR หรือห้องทำงานในไทย
มันเลยแปลงร่างกลายเป็นความตลกร้ายที่ว่า
"งานที่ AI ทำ = ล้ำสมัย, งานที่คนนั่งหลังขดหลังแข็งทำเอง = ล้าหลัง"
โดยที่ไม่มีใครตั้งคำถามเลยว่าผลลัพธ์มันดีขึ้นจริงไหม?
หรือเราแค่กำลังบูชาอัลกอริทึม (Algorithm Fetishism)
จนลืมคุณค่าของมนุษย์ไปแล้ว
ทำไมคนเราถึงโกรธ AI วาดรูป แต่เฉย ๆ กับ AI เขียนโค้ด?
แล้วทำไมคดีละเมิดลิขสิทธิ์ฝั่งอเมริกาถึงน่าจับตามองกว่าที่คิด?
บ่นยาวละ... ใครสายลึก ชอบเสพตรรกะดีเบตปรัชญาคลาสสิก
ผสมดราม่าออฟฟิศไทยปี 2026 ไปตามอ่านตัวเต็มแบบมี Reference อ้างอิง ได้ที่ Medium เลย

https://noei1984.medium.com/ความย้อนแย้งของจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์-การยอมรับอัลกอริทึมและการต่อต้านงานทัศนศิลป์-8fbf6e094523

23/05/2026

นอนไปรอบ สมองเรียงตัวมาใหม่ เด้งขึ้นมาเขียนบ่นยามดึก 555
เริ่มจากไปถกในโพสของคุณนิ้วกลมมา
https://www.facebook.com/photo?fbid=10165267045924579&set=pb.637784578.-2207520000
เวลาได้ถกกับคนที่ Tech Optimism ก็ดีนะ
เราได้เห็นมุมมองของคนที่ไม่ได้ใช้สกิลด้านศิลปะ
แต่กล้าเคลมการใช้ AI แทนคนจบทางนี้ตรงๆ
มันก็เลยมาจบที่คำถามที่ว่า
เรายังเหลือ "สิทธิที่จะใช้ #ทักษะศิลปะ ทำมาหาเลี้ยงชีพ" อยู่ไหม?
มันชวนตั้งคำถามนะว่าเรายังมี
"ความเป็นมนุษย์ในการสร้างสรรค์"
และสิทธิในการอยู่รอดในระบบเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะในยุค AI
และโดยเฉพาะในประเทศไทยนี้ไหม
(เราเคยเขียนบทความเรื่องวงจรลดคุณค่า Digital Artist ในประเทศไทยอยู่
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1281408773986751&id=100063529212109&mibextid=wwXIfr&rdid=SLjbyVjnOx8248X0 # )
ถ้าลองแกะปมปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบนิเวศแรงงานตอนนี้ออกมาดู
ก็พอจะเห็น 4 ประเด็นที่ซ่อนอยู่หลัง "ภาพฝันของโลก AI"
ที่จะมาเป็นอวสานแรงงานในสารพัดบทความ
(และแน่นอนในมุมของ AI Bro เอ้ย AI Optimism)
1. ประเด็นบันไดขั้นแรกของ Entry-Level ที่ถูกตัดตอน
มามองความจริงกันก่อนว่า
"งานศิลปะหรืองานสร้างสรรค์ทุกประเภท ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด"
ทุกคนต้องมี "พื้นที่ฝึกฝน" เริ่มต้นจากศูนย์
ไต่เต้าจากงานศึกษาพื้นฐานของศิลปะ จนเสพงานมากขึ้น ไปพร้อมๆกับสนิทกับร่างกายมากขึ้น จนพัฒนา Skills และรสนิยมเฉพาะตัว
(เผื่อใครสงสัยว่าสนิทกับร่างกายยังไง
ไปส่องได้ในแบบฝึกหัดฝึกกล้ามเนื้อมือ
https://inskru.com/idea/-NrASYqzvgMSYaqa2Pod/ )
แต่ทุกวันนี้ นายทุนเลือกที่จะตัดกระบวนการนี้ออกแล้วยัด AI เข้ามาแทนที่
การที่ผู้ประกอบการนำ Generative AI มาแทนที่แรงงานในระดับเริ่มต้น เท่ากับการจำกัดและปฏิเสธโอกาสในการเริ่มต้นอาชีพของคนรุ่นใหม่โดยปริยาย
จะอ้างว่าเป็นแค่กลไกตลาดเสรีเฉยๆ คงฟังไม่ขึ้น
ถ้าเรามองตามกติกาสากลอย่าง ICESCR ข้อ 6 (United Nations, 1966)
หรือแม้แต่ รัฐธรรมนูญไทย มาตรา 40 ที่ระบุว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ" (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560, มาตรา 40)
ต่างก็รับรองว่ามนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกและประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงชีพ
การที่ระบบนิเวศแรงงานยอมให้ AI มายึดพื้นที่เริ่มต้นอาชีพไปหมด
เท่ากับเรากำลังดับอนาคตคนรุ่นใหม่ ไม่ให้มีโอกาสเติบโตไปเป็นผู้เชี่ยวชาญในอนาคต
2. ประเด็นวิกฤตจริยธรรมเอาผลงานของศิลปินทั่วโลกไปเทรน เพื่อกลับมาแย่งงานสายศิลปะและงานสร้างสรรค์
สิ่งย้อนแย้งและเจ็บปวดที่สุดของ Generative AI คือ
ทักษะที่มันใช้ มันไม่ได้เสกขึ้นมาจากความว่างเปล่า
แต่มันไปสูบข้อมูล (Data Scraping) จากผลงานศิลปะที่มนุษย์ใช้เวลาทั้งชีวิตบ่มเพาะขึ้นมา
โดยที่เจ้าของผลงานไม่เคยให้ความยินยอม ไม่ได้ตังค์สักบาท แถมไม่ได้เครดิตด้วยซ้ำ
นี่คือภาวะที่ศิลปินกำลังโดน "อดีตของตัวเอง" ย้อนกลับมาทำลายอนาคต
จนกระทั่งในระดับสากลต้องลุกขึ้นมาออกกฎหมายอย่าง EU AI Act
เพื่อบังคับให้ผู้พัฒนา AI ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ใช้เทรนและเคารพกฎหมายลิขสิทธิ์ (European Parliament & Council of the European Union, 2024; European Commission, 2025)
กฎหมายนี้เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า สังคมโลกเริ่มยอมรับแล้วว่า
การเอาผลงานศิลปินมาเทรน AI โดยไม่รับผิดชอบ
คือการชุบมือเปิบเชิงจริยธรรมที่ยอมรับไม่ได้
3. วิกฤตงูกินหาง (Model Collapse) เมื่องานฝีมือมนุษย์ถูกมองเป็นแค่ต้นทุนที่ต้องตัด
ทุนนิยมกระแสหลักมักมองทักษะศิลปะเป็นแค่
"Production Cost" หรือต้นทุนการผลิตที่ต้องลดให้ถูกที่สุด
แต่การคัดมนุษย์ออกจากระบบกำลังทำให้เทคโนโลยีเจอทางตันที่เรียกว่า Model Collapse
อธิบายง่ายๆ คือ
พอไม่มีศิลปินมนุษย์คอยสร้างงานใหม่ๆ
ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตก็จะมีแต่ชิ้นงานที่เจนจาก AI
และพอ AI รุ่นถัดไปเอาข้อมูลพวกนี้ไปเรียนรู้ซ้ำๆ
ผลลัพธ์ที่ได้จะเริ่มเพี้ยน คุณภาพจะดิ่งลง และเสื่อมถอย
จนกลายเป็นขยะทางข้อมูลในที่สุด (Shumailov et al., 2024)
"ทักษะฝีมือ" ของมนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ AI เหมือนกัน
การที่ต้องมีฝีมือมนุษย์อยู่ในกระบวนการทำงาน หรือ Human-in-the-Loop
ก็อาจมองได้ว่าเป็น "สารอาหารหลัก" ของ AI
ที่คอยหล่อเลี้ยงให้ระบบนิเวศข้อมูลมีความหลากหลายมากพอ
ที่ AI จะไม่กินตัวเองจนพังไปทั้งระบบ
4. เลิกผลักภาระให้ปัจเจกในโลกที่โคตรไม่มั่นคง
เวลาแรงงานศิลปินเดือดร้อน วาทกรรมยอดฮิตที่มักโดนตอกกลับมาคือ
"คุณก็ต้องสร้างอัตลักษณ์สิ"
หรือ
"ก็ไปเปิดสตูดิโอเล็กๆ เป็นนายตัวเองไปเลย"
คำพูดพวกนี้ละเลยความจริงว่า
"ภาวะความไม่มั่นคงขั้นสุดของแรงงานสร้างสรรค์"
ในระบบซึ่งเต็มไปด้วยการขาดสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมตามมาตรฐานสากล
ตามรายงานของ ILO (2021) ก็ชัดว่า
การผลักคนทำงานเข้าสู่โลกอิสระหรือแพลตฟอร์มโดยไม่มีตาข่ายรองรับทางสังคม
มีแต่จะยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำและลดอำนาจต่อรอง
เพราะความจริงคือไม่ใช่ทุกคนที่มีต้นทุนชีวิตเท่ากัน
และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ขับเคลื่อนได้ด้วยฐานแรงงานที่กว้าง (Mass Labor)
ไม่ใช่ด้วยซุปเปอร์สตาร์แค่ไม่กี่คน
การตั้งคำถามเรื่องสิทธิ จึงเป็นการเบรกแนวคิดที่บีบให้ปัจเจกต้องแบกรับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างไว้คนเดียว
เปลี่ยนอุดมคติให้เป็นนโยบาย - ต่างประเทศเขาทำกันยังไง?
เพื่อไม่ให้เรื่องนี้เป็นแค่บ่นลอยๆ ในอากาศ
มีหลายประเทศและองค์กรที่เขาขยับตัวทำมาตรการให้เห็นจริงแล้วอยู่นะ
เราทำเว็ปไว้ไปส่องได้นะ เลื่อนลงมาล่างๆหน่อยจะมี
"ฐานข้อมูลกฎหมายและแนวปฏิบัติ AI ทั่วโลก"
(52 รายการ) Update 18 05 2026
https://sites.google.com/view/aiviolationthailandv0120260509/home
ที่ต่างประเทศ แรงงานสร้างสรรค์รวมตัวกันสู้จนได้ข้อตกลง
ดูอย่างการประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ของ SAG-AFTRA (2023) ในฮอลลีวูด
ที่สู้จนชนะเงื่อนไข "ความยินยอมและค่าตอบแทนในการสร้างร่างทดแทนดิจิทัล (Digital Replicas)"
นี่คือบทเรียนว่า
แรงงานต้องร่วมมือกันกดดันให้กลุ่มทุนเคารพมนุษย์ในห่วงโซ่การผลิต
และไม่ใช่แค่การสู้ในมุมของแรงงานอย่างเดียว
รัฐเองก็ต้องอุดหนุนคนรุ่นใหม่ด้วย
ในประเทศที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์โตแบบยั่งยืน รัฐบาลจะไม่อยู่เฉย
อย่าง เกาหลีใต้
มีงบสนับสนุนและมาตรการช่วยเหลือเงินทุนให้นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ (Emerging Creators) ได้ลืมตาอ้าปากได้
(Ministry of Culture, Sports and Tourism, 2024)
หรือ ญี่ปุ่น
ที่ควักงบสนับสนุนสมาคม JAniCA เพื่อฝึกอบรมนักแอนิเมเตอร์หน้าใหม่ผ่านการทำงานจริง
การที่รัฐมาร่วมรับผิดชอบแรงงานเด็กจบใหม่ไม่ให้หลุดไปจากระบบ
จึงเป็นหน้าที่ของโครงสร้างรัฐ
ไม่ใช่ปล่อยให้ First Jobber ดิ้นรนไปตามยถากรรม
ว่าแต่บ่นมาตั้งนาน ... สรุปแล้วเรา "มีสิทธิ" ไหม?
ก็ขอตอบคือ
"มีสิ มีสิทธิ์อย่างเต็มที่และชอบธรรมที่สุด
ที่จะใช้ความสามารถทางศิลปะในการประกอบอาชีพ"
เหตุผลเพราะทักษะสร้างสรรค์ของมนุษย์ไม่ได้มีไว้เพื่อผลิตสินค้าป้อนตลาดทุนอย่างเดียว หรือ กลายเป็นฐานข้อมูลให้ AI ศึกษา Reverse Engineering จากผลงานเราไปอย่างเดียว
แต่นี่คือ
"สิทธิพื้นฐานในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ตามหลักสากล"
หรืออย่างน้อย ถ้าจะมองในมุมมองของการ Compromise อยู่กับ AI ให้ได้ก็คือ
"ผลงานของมนุษย์" คือ "สารอาหาร" ให้กับระบบเทคโนโลยี
ไม่ให้มันพังทลายลงจากภาวะ Model Collapse
การเรียกร้องและคุ้มครองสิทธินี้
โดยผ่านนโยบายควบคุม Training Data,
การสร้างเงื่อนไขความยินยอม
และการอุดหนุนนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่
การรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐต้องเข้ามาช่วย
เรื่องนี้เลยไม่ใช่แค่อาการ 'ศิลปินงอแงต่อต้านเทคโนโลยี' อย่างที่ถูกตีตรา
ที่สำคัญคือ เราต้องเดินไปข้างหน้าโดยที่ไม่ทิ้ง "ความเป็นมนุษย์" ไว้ข้างหลัง
References
Agency for Cultural Affairs, Government of Japan. (2024). Japan Creator Support Fund: About the program. Japan Arts Council. https://creator.ntj.jac.go.jp/en/about
European Commission. (2025, July 24). Explanatory notice and template for the public summary of training content for general-purpose AI models... https://ec.europa.eu/newsroom/dae/redirection/document/118480
European Parliament & Council of the European Union. (2024). Regulation (EU) 2024/1689... (Artificial Intelligence Act). Official Journal of the European Union. https://ai-act-service-desk.ec.europa.eu/en/ai-act/article-53
International Labour Organization. (2021). The role of digital platforms in the world of work. World Employment and Social Outlook 2021. https://www.ilo.org/global/research/global-reports/weso/2021/WCMS_771749/lang--en/index.htm
Japanese Animation Creators Association. (2010–2020). Young Animator Training Project (Anime Mirai / Anime Tamago). Agency for Cultural Affairs.
Ministry of Culture, Sports and Tourism, Republic of Korea. (2024, January). 2024 cultural policy priorities: Cultural arts pass and youth creative support. https://mcst.go.kr/english/policy/pressView.jsp?pSeq=347
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560, มาตรา 40 (เสรีภาพในการประกอบอาชีพ). สถาบันนิติธรรมาลัย. https://www.drthawip.com/constitution/006
SAG-AFTRA. (2023). 2023 TV/Theatrical contracts: Artificial intelligence FAQ. Screen Actors Guild–American Federation of Television and Radio Artists. https://www.sagaftra.org/contracts-industry-resources/contracts/2023-tvtheatrical-contracts
Shumailov, I., Shumaylov, Z., Zhao, Y., Gal, Y., Papernot, N., & Anderson, R. (2024). AI models collapse when trained on recursively generated data. Nature, 631(8022), 755–759. https://doi.org/10.1038/s41586-024-07566-y
United Nations. (1966). International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights, Article 6. https://www.ohchr.org/en/instruments-mechanisms/instruments/international-covenant-economic-social-and-cultural-rights
บทความนี้ใช้ Claude และ Gemini ช่วย link ฐานข้อมูลกฎหมายที่เก็บไว้กับเนื้อหา ช่วยเรื่องความจำสั้น + เราไม่ใช่นักกฎหมายได้เยอะเลย

นี่ก็เป็นตัวอย่างของ Human-in-the-Loop ที่ใช้ได้จริง โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือ โดยไม่สูญเสียเสียงตัวเอง

20/05/2026

📊 อัปเดต 48 ชม. หลังเปิดรับแจ้งเคส #รวมเคสปัญหาAIกับงานสร้างสรรค์
ขออภัยที่มาอับดึกๆ เพิ่งทำงานเสร็จค่ะ ฮือ
ขอบคุณทุกคนที่แชร์และส่งต่อให้วงการชาวคนทำงานสร้างสรรค์นะคะ ❤️
ภายใน 48 ชั่วโมง มีเคสแจ้งเข้ามาแล้ว 5 เคส
(ทั้งหมดเป็นกรณีละเมิดงานภาพ — ตรงกับที่คาดว่าปัญหานี้หนักที่สุดในสายวาด)
กรอกเข้ามาได้อีกน้า กรอกเข้ามาได้อีกเยอะๆเลยค่ะ เหตุการณ์ก่าใหม่ ก็แจ้งเข้ามาได้นะคะ
——————————————
🤔 คนทำฟอร์มกำลังทำการบ้านค่ะว่า ที่ยังไม่ได้แจ้ง เพราะ...?

⏱ กลัวฟอร์มยาว
→ กรอกใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที

🔗 ไม่มีลิงก์ข่าว
→ ถ้าเป็นเหตุการณ์ส่วนตัว ส่งหลักฐานภาพส่วนตัวได้เลย
→ มีช่อง upload ในฟอร์ม

🔒 กลัวข้อมูลหลุด
→ Anonymous ได้ ไม่มีการเปิดเผยชื่อบนเว็บสาธารณะ
→ อีเมลที่ให้ไว้จะไม่ถูกเผยแพร่ในทุกกรณี
——————————————

📋 หลังแจ้งแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น?

เคสที่มี public link → ผ่านการ review โดยผู้จัดทำ
เคสส่วนตัว → ผ่านการ review โดยผู้จัดทำ

ใช้เวลา 14-20 วัน ก่อนขึ้นเว็บ
(ทำคนเดียว ขอเวลาตรวจสอบ+อับเวปหน่อยนะคะ แอ่ก)

เช็คว่าเคสของคุณซ้ำกับที่แจ้งไปแล้วหรือเปล่า ได้ที่:
🔗 https://sites.google.com/view/ai-vio-thailand-form/home
*ไม่เห็นชื่อผู้แจ้ง ไม่เห็นรายละเอียด
เห็นแค่ประเภทที่แจ้งเข้ามา
ช่วงเวลาที่เกิดเรื่อง
และ Link สาธารณะ (ที่ไม่ใช่การดับโหลดข้อมูลและ Google Drive)

แจ้งเคส (Anonymous):
🔗 https://forms.gle/fXeKei6pu6B1s5N46

ดูเว็บหลักและฐานข้อมูล:
🔗 https://sites.google.com/view/aiviolationthailandv0120260509/home

รวมกัน 1 เคส = 1 เสียงที่ช่วยขับเคลื่อนค่ะ ฮึบๆ

📊 อัปเดต 48 ชม. หลังเปิดรับแจ้งเคส #รวมเคสปัญหาAIกับงานสร้างสรรค์

ขอบคุณทุกคนที่แชร์และส่งต่อให้วงการชาวคนทำงานสร้างสรรค์นะคะ ❤️

ภายใน 48 ชั่วโมง มีเคสแจ้งเข้ามาแล้ว 5 เคส
(ทั้งหมดเป็นกรณีละเมิดงานภาพ — ตรงกับที่คาดว่าปัญหานี้หนักที่สุดในสายวาด)

กรอกเข้ามาได้อีกน้า กรอกเข้ามาได้อีกเยอะๆเลยค่ะ เหตุการณ์ก่าใหม่ ก็แจ้งเข้ามาได้นะคะ

——————————————
🤔 คนทำฟอร์มกำลังทำการบ้านค่ะว่า ที่ยังไม่ได้แจ้ง เพราะ...?

⏱ กลัวฟอร์มยาว
→ กรอกใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที

🔗 ไม่มีลิงก์ข่าว
→ ถ้าเป็นเหตุการณ์ส่วนตัว ส่งหลักฐานภาพส่วนตัวได้เลย
→ มีช่อง upload ในฟอร์ม

🔒 กลัวข้อมูลหลุด
→ Anonymous ได้ ไม่มีการเปิดเผยชื่อบนเว็บสาธารณะ
→ อีเมลที่ให้ไว้จะไม่ถูกเผยแพร่ในทุกกรณี
——————————————

📋 หลังแจ้งแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น?

เคสที่มี public link → ผ่านการ review โดยผู้จัดทำ
เคสส่วนตัว → ผ่านการ review โดยผู้จัดทำ

ใช้เวลา 14-20 วัน ก่อนขึ้นเว็บ
(ทำคนเดียว ขอเวลาตรวจสอบ+อับเวปหน่อยนะคะ แอ่ก)

เช็คว่าเคสของคุณซ้ำกับที่แจ้งไปแล้วหรือเปล่า ได้ที่:
🔗 https://sites.google.com/view/ai-vio-thailand-form/home
*ไม่เห็นชื่อผู้แจ้ง ไม่เห็นรายละเอียด
เห็นแค่ประเภทที่แจ้งเข้ามา
ช่วงเวลาที่เกิดเรื่อง
และ Link สาธารณะ (ที่ไม่ใช่การดับโหลดข้อมูลและ Google Drive)

แจ้งเคส (Anonymous):
🔗 https://forms.gle/fXeKei6pu6B1s5N46

ดูเว็บหลักและฐานข้อมูล:
🔗 https://sites.google.com/view/aiviolationthailandv0120260509/home

รวมกัน 1 เคส = 1 เสียงที่ช่วยขับเคลื่อนค่ะ ฮึบๆ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ บุคคลสาธารณะ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บุคคลสาธารณะ ใน Rangsit?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Rangsit