Alien psyche

Alien psyche

แชร์

𝖒𝖚𝖘𝖍𝖗𝖔𝖔𝖒 𝖌𝖗𝖔𝖜𝖎𝖓𝖌 𝖆𝖓𝖉 𝖕𝖑𝖆𝖓𝖙𝖎𝖓𝖌 𝖒𝖆𝖙𝖊𝖗𝖎𝖆𝖑

22/02/2024

ในยุคก่อนพุทธกาล หรือแม้แต่ในครั้งพุทธกาลเอง บรรดาพราหมณ์ เจ้าลัทธิ รวมถึงนักบวชประเภทต่างๆ มีการแสดงปาฏิหาริย์กันเป็นเรื่องปกติ และผู้คนเป็นจำนวนไม่น้อยก็เชื่อในเรื่องอำนาจวิเศษเหนือธรรมชาติเหล่านั้น

พุทธศาสนาอุบัติขึ้นท่ามกลางความเชื่อเหล่านั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ไปเกี่ยวข้องด้วยได้ คำถามคือ แล้วอะไรคือทัศนะของพระพุทธเจ้าต่อสิ่งเหล่านั้น?

แหล่งข้อมูลที่จะใช้พิจารณาทัศนะของพระพุทธองค์ต่อเรื่องราวพวกนี้ก็คือพุทธพจน์ ดังที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มที่ 9 ทีฆนิกาย หน้า 273-276 และหน้า 339-342

โดยพระพุทธองค์ได้ทรงแบ่งปาฏิหาริย์ ที่แปลว่า การทำให้ได้ผลเห็นจริงเป็นอัศจรรย์ เป็น 3 อย่าง ดังความในพุทธพจน์ว่า

"เกวัฏฏะ ! นี่ปาฏิหาริย์สามอย่าง ที่เราได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้

3 อย่างอะไรเล่า ?

3 อย่าง คือ

1. อิทธิปาฏิหาริย์
2. อาเทสนาปาฏิหาริย์
3. อนุศาสนีปาฏิหาริย์

(1) อิทธิปาฏิหาริย์นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

การแสดงฤทธิ์ให้เห็นเป็นอัศจรรย์ คือแปลงกายจากคนเดียวเป็นหลายคน จากหลายคนเป็นคนเดียว ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา เหาะเหินเดินอากาศ เดินบนน้ำ มีหูทิพย์ตาทิพย์ที่ได้ยินและเห็นจากอีกที่หนึ่ง ฯลฯ (อีกเยอะ ยกมาแค่นี้)

(2) อาเทสนาปาฏิหาริย์นั้นเป็นอย่างไรเล่า?

การทายใจได้เป็นอัศจรรย์ คือทายจิต ทายความรู้สึกของจิต ทายความตรึก ทายความตรองของจิต

จากนั้นทรงตรัสต่อว่า เมื่อกุลบุตรได้มาเห็นอิทธิปาฏิหาริย์หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์เหล่านี้ คนที่เชื่อก็ได้แต่ประหลาดใจ อัศจรรย์ใจ ประทับใจ จากนั้นก็จะเข้าหาผู้ทำปาฏิหาริย์ เพื่อหวังความช่วยเหลือ หวังพึ่งผลดลบันดาล นอกจากไม่เกิดปัญญา ก็ยังทำให้เสียทรัพย์ หลุดหลักการพึ่งพาตนเอง ในขณะที่ฝ่ายผู้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์เองกลับได้ลาภสักการะ

ในฝ่ายกุลบุตรที่ไม่เชื่อ ก็จะมองว่านั่นเป็นวิธีการหลอกลวงที่มีกลอุบายแอบแฝง เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าด้วยวิธีการใด ผลเสียแก่ผู้ที่ไม่เชื่อก็คือความอึดอัดขัดเคือง ว่าสิ่งนั้นๆ ทำได้อย่างไร

แล้วพระพุทธเจ้ามีทัศนะอย่างไรกับอิทธิปาฏิหาริย์หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์?

พุทธพจน์ตรัสว่า

"เราเห็นโทษในการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ดังนี้แล จึงอึดอัด ขยะแขยง เกลียดชัง ต่ออิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ ด้วยเหตุที่นอกจากไม่ก่อประโยชน์ ไม่ทำให้เกิดปัญญาแล้ว ยังทำให้กุลบุตรหวังผลดลบันดาล โดยไม่ประกอบความเพียรด้วยการพึ่งตนเอง"

(3) อนุศาสนีปาฏิหาริย์ นั้นเป็นอย่างไรเล่า?

การแสดงหลักความจริงให้ผู้คนเข้าใจได้โดยอัศจรรย์ คือการสอนให้ตรึกธรรมอย่างนี้ ๆ อย่าตรึกธรรมอย่างนั้นๆ จงทำไว้ในใจอย่างนี้ๆ จงอย่าทำไว้ในใจอย่างนั้นๆ จงละสิ่งนี้ จงเข้าถึงสิ่งนี้ ๆ แล้วแลอยู่”

ทรงตรัสต่อว่า เมื่อกุลบุตรได้มาเห็นอนุศาสนีปาฏิหาริย์เหล่านี้ บุคคลย่อมอัศจรรย์ใจต่อความจริงแท้แห่งสัจธรรม เขาย่อมเกิดปัญญา คือการรู้เห็นและพิจารณาสิ่งต่างๆไปตามความเป็นจริง จากนั้นย่อมปฏิบัติตนล้อไปกับธรรม ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการพึ่งพาตนเองอยู่ด้วยความเพียร นี้แล ที่เราเรียกว่า อนุศาสนีปาฏิหาริย์ ที่บุคคลควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ตามด้วย"

21/02/2024

"ศรัทธา" ในพุทธศาสนา คือความโน้มไป คือโน้มไปสู่ปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โน้มไปสู่สัทธรรมที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว แล้วพระองค์ทรงเข้าไปค้นพบ จากนั้นนำมาเปิดเผย นำมาบอก นำมาแสดง แล้วทำให้มันง่ายเข้า คือความเป็นเช่นนั้นตามธรรมดาของสรรพสิ่ง ความที่สรรพสิ่งต้องดำเนินไปตามความเป็นธรรมดานั้น และความที่สรรพสิ่งจะไม่ดำเนินไปโดยประการอื่นจากความเป็นเช่นนั้น ได้แก่ความจริงที่สรรพสิ่งต้องแปรเปลี่ยน ไม่อยู่คงที่คงตัว ต้องดำเนินไปตามเหตุตามปัจจัย ดำรงอยู่ตามเหตุตามปัจจัยเพียงชั่วคราว แล้วก็เสื่อมสลายดับไป ซึ่งปัญญาตรัสรู้เหล่านี้ เป็นสัมมาทิฏฐิ คือการตั้งความเห็นไว้ถูกต้องตามความเป็นจริง ตามกฏธรรมชาติซึ่งเป็นเหตุเป็นผล เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กัน

ศรัทธาในพุทธศาสนาจึงไม่ใช่ความเชื่อ ที่ถือตามๆกันมา แล้วเชื่อสืบๆกันไป แต่ต้องผ่านการพิจารณาไตร่ตรองด้วยปัญญาให้รอบคอบเสียก่อน ดังที่พระพุทธองค์ตรัสสอนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคม ในแคว้นโกศล เมื่อถูกถามว่า ชาวกาลามะควรจะเชื่อใคร ในท่ามกลางการเข้ามาเผยแพร่ความเชื่อมากมายในเมืองนี้ จากเจ้าสำนักและเจ้าลัทธินับไม่ถ้วน

พระพุทธองค์ตรัสสอนชาวกาลามะ ดังปรากฏใน "กาลามสูตร" ความว่า

อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะฟังตามๆกันมา

เพียงเพราะถือปฏิบัติกันสืบๆมา

เพียงเพราะข่าวเล่าลือ

เพียงเพราะการอ่านตำราหรือคัมภีร์

เพียงเพราะการให้เหตุผลแบบตรรกะ

เพียงเพราะการอนุมานเอาตามอาการที่ปรากฏ

เพียงเพราะเห็นว่าเข้ากันได้ตรงตามทฤษฎีหรือความคิดเห็นของตน

เพียงเพราะเห็นว่ามีรูปลักษณะน่าเชื่อถือ

และเพียงเพราะถือว่าสมณะหรือนักบวชผู้นี้เป็นครู หรือศาสดาของเรา

แต่จงเชื่อ หลังจากได้ใช้ปัญญาของตน พิจารณาโดยรอบคอบแล้ว และเห็นว่าคำสอนเหล่านั้น ถ้าน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติแล้ว จะไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน อีกทั้งนักปราชญ์และบัณฑิตไม่ติเตียน ก็จงทำสิ่งนั้น แต่หากน้อมนำมาปฏิบัติแล้วตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน นักปราชญ์และบัณฑิตติเตียน ก็จงอย่าได้ทำสิ่งนั้นเลย

ศรัทธาที่ถูกต้องเป็นสื่อนำไปสู่การพัฒนาปัญญา แบ่งออกเป็น 4 ประการ คือ

1. ความเชื่อมั่นในศักยภาพในการเข้าถึงอิสรภาพที่แท้จริงของมนุษย์ (ตถาคตโพธิสัทธา)

2. ความเชื่อมั่นในกฎการกระทำ (กัมมสัทธา)

3. ความเชื่อมั่นในผลของการกระทำ (วิปากสัทธา)

4. ความเชื่อมั่นว่ามนุษย์ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำและผลของการกระทำนั้น (กัมมัสสกตาสัทธา)

"ปัญญา" หมายถึง การรู้ตามความเป็นจริง หรือความหยั่งรู้เหตุผล ปัญญาที่ถูกต้องในกระบวนการพัฒนามีลักษณะ 3 ประการ คือ

1. ความรู้จักเหตุแห่งความเสื่อมและโทษของความเสื่อม (อปายโกศล)

2. ความรู้จักเหตุแห่งความเจริญและประโยชน์ของความเจริญ (อายโกศล)

3. ความรู้จักวิธีการละเหตุแห่งความเสื่อมและวิธีการสร้างเหตุแห่งความเจริญ (อุปายโกศล)

05/10/2023

( )....................

PIRATE OF THE CARRIBIAN : AT WORLD'S END

"โลกเราเคยกว่าใหญ่กว่านี้ ว่ามั้ย"

"โลกเราก็ใหญ่เท่าเดิม แค่น่าอยู่น้อยลง"

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ บุคคลสาธารณะ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บุคคลสาธารณะ ใน Phuket?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Phuket
83000