THE PEN
❝The PEN❞ สื่อที่ทำกิจการเพื่อสังคม โดย?
05/05/2026
#มาเลเซียใกล้เปิดแลนด์บริดจ์ทางราง: แล้วแลนด์บริดจ์ไทยกำลังแข่งกับอะไร
บทความโดย รุสนันท์ เจ๊ะโซ๊ะ มหาวิทยาลัยมลายา [email protected]
เวลาพูดถึง “Land Bridge” ในช่วงที่ผ่านมาหลายคนอาจนึกถึงโครงการขนาดใหญ่ของไทย ที่กำลังถูกผลักดัน เพื่อเชื่อมฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย แต่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย แนวคิดการเชื่อมสองฝั่งทะเลของคาบสมุทร กำลังจะเกิดขึ้นจริงในอีกรูปแบบหนึ่ง ผ่านโครงการ East Coast Rail Link หรือ ECRL ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดใช้งานในปี 2027
ECRL ไม่ได้ถูกนิยามอย่างเป็นทางการว่าเป็น “Land Bridge” แบบเดียวกับที่ไทยใช้เรียกโครงการของตน แต่ ในเชิงหน้าที่ โครงการนี้ทำหน้าที่เสมือนสะพานทางบกผ่านระบบราง เชื่อมฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรมาเลเซีย ซึ่งหัน สู่ทะเลจีนใต้เข้ากับฝั่งตะวันตกที่เชื่อมกับช่องแคบมะละกาและท่าเรือหลักของประเทศ
บทความนี้เสนอว่า ECRL ควรถูกมองในฐานะ “Land Bridge ทางราง” ที่ไม่ได้มุ่งสร้างเส้นทางใหม่ เพื่อแทนที่การขนส่งทางทะเลทั้งหมด หากแต่ทำหน้าที่เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ให้กลายเป็นระบบโลจิสติกส์ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสะท้อนวิธีคิดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ต่างจากกรณีของไทย อย่างมีนัยสำคัญ
#จากแนวคิดปี2007สู่โครงการ Belt and Road และระเบียงเศรษฐกิจภายในประเทศ
แนวคิดรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออก – ตะวันตกของมาเลเซียถูกพูดถึงมาตั้งแต่ราวปี 2007 แต่ได้รับการผลัก ดันอย่างจริงจัง ในช่วงปี 2016–2017 ภายใต้รัฐบาลนาจิบ ตุนราซัค โดยมีจีนเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งด้านเงินทุนและการ ก่อสร้างผ่าน Export-Import Bank of China และ บริษัท China Communications Construction Company (CCCC)
ในบริบทระหว่างประเทศ ECRL ถูกวางอยู่ภายใต้กรอบ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีน ซึ่งมุ่งเชื่อม โยงโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายการค้าในระดับภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ในมุมของมาเลเซียโครงการนี้ไม่ได้มีความ หมายเพียงการเชื่อมต่อกับจีนหรือเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดช่องว่าง การพัฒนาระหว่างชายฝั่งตะวันตกที่มีความหนาแน่นทางเศรษฐกิจสูง กับชายฝั่งตะวันออกที่มีทรัพยากรและศักยภาพ แต่ยังขาดการเชื่อมต่อขนาดใหญ่
#สถานะปัจจุบัน: โครงการใกล้เปิดใช้จริง
ปัจจุบัน ECRL เป็นโครงการรถไฟฟ้าทางคู่ความเร็วปานกลาง ระยะทางรวม 665 กิโลเมตร เชื่อมจาก Kota Bharu รัฐกลันตัน ผ่านตรังกานู ปะหัง และเข้าสู่สลังงอร์ จนเชื่อมกับพื้นที่ Klang Valley และ Port Klang ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของมาเลเซีย รถไฟโดยสารถูกออกแบบให้วิ่งด้วยความเร็วประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถไฟสินค้าอยู่ที่ประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ข้อมูลล่าสุดจาก Malaysia Rail Link ระบุว่า โครงการมีความคืบหน้าโดยรวม 92.62% ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยช่วง Kota Bharu–Gombak มีกำหนดแล้วเสร็จปลายปี 2026 และจะเริ่มเปิดให้บริการระยะแรกในเดือนมกราคม 2027 ส่วนช่วงเชื่อมต่อไปยัง Port Klang จะตามมาในระยะถัดไป
หัวใจของ ECRL คือการเชื่อมชายฝั่งตะวันออกกับชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรมาเลเซียผ่านระบบราง ทำให้คนและสินค้าสามารถเคลื่อนจากพื้นที่ที่หันสู่ทะเลจีนใต้ ไปยังพื้นที่ที่เชื่อมกับช่องแคบมะละกาได้โดยตรง
โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงรถไฟโดยสารสายใหม่ แต่เป็นระบบขนส่งสองหน้าที่ในเส้นเดียวกัน ทั้ง passenger rail และ cargo rail โดยผูกเข้ากับท่าเรือ สนามบิน เขตอุตสาหกรรม และเมืองรองหลายแห่ง ทำให้ ECRL มีลักษณะเป็น “ระบบเชื่อมโยง” มากกว่า “เส้นทางรถไฟ” เพียงเส้นเดียว
#ไม่ใช่แค่รถไฟแต่คือระบบเศรษฐกิจ: วิธีคิดแบบ System Thinking ของมาเลเซีย
สิ่งที่ทำให้ ECRL มีความหมายมากกว่าโครงการรถไฟทั่วไป คือการออกแบบให้เชื่อมกับสาธารณูปโภคหลักของประเทศทั้งระบบ มาเลเซียไม่ได้มองรถไฟเป็นโครงการเดี่ยว ๆ แต่เห็นรางรถไฟเป็น “โครงกระดูก” ของระบบเศรษฐกิจที่ต้องทำงานร่วมกับท่าเรือ สนามบิน เขตอุตสาหกรรม เมือง แรงงาน และการเคลื่อนย้ายสินค้า
ตลอดแนวเส้นทาง ECRL เชื่อมกับท่าเรือสำคัญทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะ Port Klang ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของมาเลเซีย และ Kuantan Port ซึ่งเป็นประตูสำคัญของชายฝั่งตะวันออก
นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือใหม่หรือท่าเรือสนับสนุนในรัฐกลันตัน เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทางรางโดยตรงในอนาคต หากการเชื่อมต่อเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ ECRL จะทำให้สินค้าสามารถขนจากฝั่งหนึ่งของคาบสมุทรไปยังอีกฝั่งหนึ่งได้รวดเร็วขึ้น และเปลี่ยนโหมดการขนส่งจากรางสู่เรือได้สะดวกขึ้น
ในขณะเดียวกัน ECRL ยังเชื่อมโยงกับสนามบินและเมืองสำคัญในหลายรัฐชายฝั่งตะวันออก เช่น กลันตัน ตรังกานู และปะหัง ทำให้โครงการนี้ไม่ได้รองรับเฉพาะสินค้า แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแรงงาน การเดินทาง การท่องเที่ยว และการกระจายประชากร
หลายสถานีไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงจุดรับส่งผู้โดยสาร แต่ถูกวางบทบาทให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ ฮับกระจายสินค้า และพื้นที่พัฒนาเมืองแบบ TOD หรือ Transit-Oriented Development ตั้งแต่ต้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง รถไฟไม่ได้แค่วิ่งผ่านพื้นที่ แต่พื้นที่จะถูกพัฒนาไปพร้อมกับรถไฟ จุดแข็งสำคัญของมาเลเซียคือ โครงการนี้ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะมาเลเซียมีท่าเรือที่ใช้งานอยู่แล้ว มีเขตอุตสาหกรรม มีเมืองรอง มีโครงสร้างพื้นฐานเดิม และมีฐานเศรษฐกิจฝั่งตะวันตกที่เข้มแข็งอยู่ก่อนแล้ว ECRL จึงเป็นการเชื่อมของเดิมกับของใหม่ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
#งบประมาณหกแสนกว่าล้านบาท: มาเลเซียสร้างอะไรได้บ้าง
ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษคือ “ประสิทธิภาพของงบประมาณ” โครงการ ECRL มีมูลค่า รวมประมาณ 74,960 ล้านริงกิต หรือราวหกแสนกว่าล้านบาท แบ่งเป็นต้นทุนก่อสร้างประมาณ 50,270 ล้านริงกิต และต้นทุนพัฒนาอื่น ๆ อีกประมาณ 24,690 ล้านริงกิต
เมื่อเทียบกับขนาดโครงการ จะเห็นว่าเงินระดับหกแสนกว่าล้านบาทนี้ ไม่ได้ถูกใช้เพื่อสร้างรางรถไฟ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง ครอบคลุมงานวิศวกรรม งานระบบ สถานี ศูนย์ขนส่งสินค้า และการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานเดิมของประเทศ
• ระยะทางรถไฟ 665 กิโลเมตร ครอบคลุมรัฐกลันตัน ตรังกานู ปะหัง และสลังงอร์
• สถานีรวมประมาณ 20 สถานี แบ่งเป็นสถานีผู้โดยสาร สถานีสินค้า และสถานีที่รองรับทั้งสองระบบ
• อุโมงค์ 40 แห่ง รวมความยาวราว 69 กิโลเมตร ตามแนวเส้นทางจากกลันตันสู่สลังงอร์
• อุโมงค์ Genting Tunnel ยาว 16.39 กิโลเมตร ซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในมาเลเซีย และเป็นงาน วิศวกรรมสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโครงการ
• สะพานและทางยกระดับ (viaducts) ตามแนวเส้นทางรวมราว 127 กิโลเมตร เพื่อข้ามพื้นที่ภูเขา แม่น้ำ พื้นที่ลุ่ม และลดผลกระทบจากการตัดผ่านชุมชนบางช่วง
• การใช้เทคโนโลยีเจาะอุโมงค์ทั้งแบบ Tunnel Boring Machine (TBM) และ Drill and Blast ในพื้นที่ภูเขา
• การเชื่อมต่อกับท่าเรือ Port Klang และ Kuantan Port รวมทั้ง พื้นที่ท่าเรือและเขตอุตสาหกรรมตลอดแนว เส้นทาง
• แผนพัฒนาและเชื่อมโยงท่าเรือใหม่หรือพื้นที่ท่าเรือในรัฐกลันตัน เพื่อเสริมศักยภาพการขนส่งสินค้าทางรางใน อนาคต
• การเชื่อมโยงกับสนามบินและเมืองหลักในรัฐชายฝั่งตะวันออก เช่น กลันตัน ตรังกานู และปะหัง เพื่อรองรับ การเดินทาง การท่องเที่ยว และแรงงาน
เมื่อพิจารณาในภาพรวม งบประมาณระดับหกแสนล้านบาทของ ECRL ไม่ได้สร้างเพียง “ทางรถไฟ” แต่กำลัง สร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการที่เชื่อมราง ท่าเรือ เมือง อุตสาหกรรม และ การขนส่งสินค้า เข้าด้วยกัน ตรงนี้คือจุดเชื่อมต่อที่น่าสนใจมาก
เพราะมาเลเซียไม่ได้ใช้งบประมาณเพื่อสร้างสัญลักษณ์ของเมกะโปรเจกต์เท่านั้น แต่ใช้เพื่อ “เย็บต่อระบบ” ที่มีอยู่เดิมให้ทำงานร่วมกันได้มากขึ้น
กล่าวอีกแบบหนึ่ง ECRL คือ การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียง การเพิ่มเส้นทางคมนาคมหนึ่งเส้นทางเท่านั้น
มาเลเซียคาดหวังอะไรจาก ECRL
เป้าหมายของ ECRL ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลดเวลาเดินทาง แต่ครอบคลุมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน ประเทศ โดยเฉพาะการทำให้ชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรมลายูไม่เป็นพื้นที่ชายขอบทางเศรษฐกิจอีกต่อไป
ผลที่ มาเลเซียคาดหวังจากโครงการนี้ ได้แก่ การลดต้นทุนการขนส่งสินค้า การเพิ่มทางเลือก ให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ การกระตุ้นการลงทุนในเขตอุตสาหกรรมฝั่งตะวันออก การเพิ่มโอกาส ด้านการท่องเที่ยวในเมืองชายฝั่ง เช่น Kuala Terengganu และ Kota Bharu ตลอดจน การสร้างงานทั้งในช่วงก่อสร้างและหลังเปิดดำเนินการ
ในระยะยาว ECRL จึงอาจกลายเป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ของคาบสมุทรมลายูฝั่งตะวันออก ทำให้พื้นที่ที่เคย อยู่ห่างจากศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักของประเทศ มีโอกาสเชื่อมเข้าสู่เครือข่ายการค้า การลงทุน การจ้างงานอย่างน้อย 26,000 ตำแหน่ง และ การเดินทางที่สะดวกรวดเร็วขึ้น
#เมื่อหันกลับมามองLandBridgeของไทย
เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการ Land Bridge ของไทย ความแตกต่างสำคัญคือ โครงการไทยมีลักษณะเป็นการสร้างระบบใหม่ขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย ผ่านท่าเรือน้ำลึก ถนน รถไฟ และระบบสนับสนุนโลจิสติกส์ โดยมีมูลค่าโครงการประมาณ 1 ล้านล้านบาทหรือมากกว่านี้ สูงกว่า ECRL อย่างมีนัยสำคัญ
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โครงการไทยมีศักยภาพสูงเพราะตั้งอยู่บนแนวคิดการเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย ทะเลจีนใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิก อีกทั้งยังถูกเสนอให้เป็นทางเลือกในการลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาโดยตรง
อย่างไรก็ตาม สถานะล่าสุดของโครงการยังอยู่ในช่วงก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยรัฐบาลปัจจุบันเตรียมเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569 และอาจเริ่มกระบวนการดึงดูดนักลงทุนภายในไตรมาส 3 ของปีนี้
การผลักดันโครงการในรอบนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงทั้งสนับสนุนและคัดค้าน ฝ่ายสนับสนุนมองว่าโครงการนี้ จะช่วยยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค เพิ่มทางเลือกให้กับการขนส่งระหว่างมหาสมุทร และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ภาคใต้
ขณะที่ฝ่ายคัดค้านและภาคประชาชนในพื้นที่ยังตั้งคำถามต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การเวนคืนที่ดิน วิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง และความโปร่งใสของกระบวนการตัดสินใจ
ในขณะที่ ECRL ของมาเลเซียคือการเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้ทำงานเป็นระบบขนส่งทางราง ของไทยคือการสร้างระบบใหม่ขนาดใหญ่ขึ้นมา เพื่อแข่งขันในภูมิรัฐศาสตร์การขนส่งระดับภูมิภาค
ความแตกต่างนี้อาจทำให้ทั้งสองโครงการไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องเส้นทาง แต่แข่งขันกันด้วยความพร้อมของระบบ เศรษฐกิจรองรับ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน การยอมรับของสังคม และเวลาที่ใช้ในการทำให้โครงการเกิดขึ้นจริง
#หากเปรียบเทียบในฐานะคู่แข่ง: ไม่ใช่ใครใหญ่กว่า แต่อยู่ที่ใครใช้งานได้ก่อน
หากมองสองโครงการในฐานะคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ จะเห็นความแตกต่างอย่างน้อย 3 มิติ
1. เวลา: มาเลเซียกำลังเข้าสู่ช่วงเปิดใช้งานจริง ขณะที่ไทยยังอยู่ในขั้นนโยบายและการตัดสินใจลงทุน
2. ความพร้อมของระบบ: มาเลเซียมีท่าเรือ เมือง อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานเดิมรองรับอยู่แล้ว ส่วน ไทยต้องสร้างระบบจำนวนมากขึ้นมาใหม่
3. ความเชื่อมั่น: โครงการที่ใกล้เสร็จย่อมให้ความแน่นอนเชิงปฏิบัติมากกว่าโครงการที่ยังอยู่ในขั้นเสนอ และ รอการลงทุน
กล่าวอีกแบบหนึ่ง ECRL อาจไม่ได้เป็น Land Bridge ที่ใหญ่ที่สุดในเชิงกายภาพ แต่เป็น Land Bridge ที่ “ใช้ งานได้จริงก่อน” ส่วนของไทยอาจมีภาพฝันทางยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่า แต่ยังต้องพิสูจน์ว่า ภาพฝันนั้นสามารถแปลง เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีเหตุผลรองรับได้จริงหรือไม่
เมื่อเปรียบเทียบงบประมาณ ยิ่งเห็นคำถามสำคัญชัดขึ้น ECRL ใช้งบประมาณราวหกแสนล้านบาทเพื่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานทางราง 665 กิโลเมตร พร้อมอุโมงค์ สถานี ระบบสินค้า การเชื่อมท่าเรือ และการพัฒนาเมืองตาม แนวเส้นทาง
ขณะที่ Land Bridge ไทยมีมูลค่าโครงการสูงกว่ามาก คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะสร้างได้หรือไม่ แต่ ต้องถามต่อว่า เงินลงทุนขนาดใหญ่นั้นจะสร้าง “ระบบเศรษฐกิจที่ใช้งานได้จริง” ได้มากเพียงใด
#บทสรุป: จากโครงสร้างพื้นฐานสู่เศรษฐกิจจริง
กรณีของ ECRL ชี้ให้เห็นว่า Land Bridge ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบของโครงการขนาดใหญ่เพียงแบบเดียว แต่สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านการออกแบบระบบโลจิสติกส์ ที่เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานเดิมเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ในขณะเดียวกัน โครงการ Land Bridge ของไทยสะท้อนความพยายามในการยกระดับบทบาทของประเทศใน ระบบ เศรษฐกิจโลก ซึ่งมีศักยภาพสูงแต่ต้องอาศัยการออกแบบเชิงระบบที่รอบคอบ ไม่ใช่เพียงการสร้างท่าเรือ ถนน หรือ รางรถไฟแยกส่วนกัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “โครงการใดใหญ่กว่า” หรือ “ใครมีแผนสวยกว่า” แต่คือ “โครงการใดสามารถเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานให้กลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใช้งานได้จริง” ได้ก่อนกัน
ในเกมนี้ เวลา ความพร้อม และความสามารถในการเชื่อมระบบอาจสำคัญกว่าขนาดของโครงการ เมื่อ ECRL เปิดใช้งานจริงในปี 2027 มาเลเซียจะไม่ได้มีแค่รถไฟสายใหม่ แต่จะมีระบบโลจิสติกส์ใหม่ให้ทดสอบในสนามจริง
ส่วนไทยกำลังจะต้องตอบคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า Land Bridge จะเป็น “ประตูเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ” หรือเป็นเพียง “ประตูงบประมาณขนาดใหญ่” ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะพาไทยไปถึงจุดใด
#ตารางเปรียบเทียบโดยย่อ: ECRL มาเลเซีย กับ Land Bridge ไทย
สถานะ
ีย - ก่อสร้างคืบหน้ามากกว่า 90% และเตรียมเปิดใช้ในปี 2027
- ยังอยู่ในขั้นผลักดันนโยบาย การศึกษา และการขออนุมัติ/หานักลงทุน
แนวคิดหลัก
ีย - เชื่อมชายฝั่งตะวันออกกับตะวันตกผ่านระบบราง
- เชื่อมอันดามันกับอ่าวไทยผ่านท่าเรือ ถนน ราง และระบบโลจิสติกส์
ฐานเดิม
ีย - มีท่าเรือ เมือง และอุตสาหกรรมเดิมรองรับ
- ต้องสร้างระบบใหม่ขนาดใหญ่หลายส่วน
งบประมาณ
ีย - ประมาณ 74,960 ล้านริงกิตหรือราวหกแสนล้านบาท
- สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ประมาณ ระดับล้านล้านบาท
โจทย์สำคัญ
ีย - พิสูจน์ปริมาณผู้โดยสารและสินค้า หลังเปิดใช้จริง - พิสูจน์ความคุ้มค่า ผลกระทบ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
แหล่งข้อมูลประกอบ
• ECRL Malaysia official project information https://ecrl.com.my/
• ความคืบหน้าโครงการ
https://www.youtube.com/watch?v=fIgUot3Xk4M
https://www.youtube.com/watch?v=3paAchUsgYc
https://www.youtube.com/watch?v=tnqrqjOnzKE
25/04/2026
"มหกรรมเยียวยาชุมชน"
นโยบายเยียวยาชุมชนจากปากตัวแทนพรรคการเมือง
เวทีแห่งการเรียนรู้และแบ่งปันเพื่ออนาคตที่ดีกว่า
เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมงาน “มหกรรมเยียวยาชุมชน” เวทีสาธารณะระดับภูมิภาคเพื่อทบทวนบทเรียนการทำงานเยียวยา และผนึกกำลังระดมทุนสนับสนุนเยาวชนและเด็กกำพร้าในพื้นที่
กำหนดการ: วันที่ 25-26 เมษายน 2569
สถานที่: ณ ลานพิกุล มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
กิจกรรมหลักภายในงาน:
ภาคเวทีเสวนา: การวิพากษ์และเสนอแนะนโยบายการเยียวยา โดยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และตัวแทนจากพรรคการเมือง
กิจกรรมภาคสนาม (Clinic Service): บริการให้คำปรึกษาฟรี ทั้งด้านกฎหมาย, การเยียวยา, สิทธิมนุษยธรรม และด้านศาสนา/วัฒนธรรม โดยผู้เชี่ยวชาญ
กิจกรรมระดมทุน "Hidangan Kasih": เพื่อสมทบทุนซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารบ้านพักเด็กกำพร้า ภายใต้มูลนิธิซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมและสร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนเรา
#มหกรรมเยียวยาชุมชน #นโยบายสาธารณะ #มูลนิธิซันตารา #มนร #นราธิวาส
#เยียวยาชุมชน #ให้เพื่อสังคม
18/03/2026
“AIC ตะอาวุน” สมาคมใหม่ของ กก.อิสลาม 15 จังหวัด
ผลักดันระบบสวัสดิการมุสลิม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
วานนี้ (17 มีนาคม 2569) สมาคมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 15 จังหวัดภาคใต้ หรือ AIC ตะอาวุน เปิดรับสมัครสมาชิกสมาคมฯ ภายในงาน รอมฎอนสัมพันธ์ 2569 กิจกรรมละศีลอดผู้นำศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ "รอมฏอนสัมพันธ์ ปี 2569 (ฮิจเราะห์ศักราช 1447)" ณ ห้องประชุมใหญ่ มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา ถนนลพบุรีราเมศวร์ ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีผู้สนใจสมัครจำนวนมากเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
สำหรับ สมาคมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 15 จังหวัดภาคใต้ (Islamic Committee Association in 15 Southern Provinces of Thailand) ใช้ชื่อยอว่า “AIC ตะอาวุน” ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ มีนายศักดิ์กรียา บิลแสละ” ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา/ประธานสมาพันธ์คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 15 จังหวัดภาคใต้ เป็นนายกสมาคมฯ คนแรก
โดยสมาคมพัฒนามาจาก “สมาพันธ์คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 15 จังหวัดภาคใต้” ที่ก่อตั้งโดยอดีตจุฬาราชมนตรี อาศิส พิทักษ์คุมพล และได้ทำงานช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมมาต่อเนื่องกว่า 30 ปี เพื่อดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิต การพัฒนาสังคม และส่งเสริมการศึกษาของพี่น้องไทยมุสลิม ตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงไปจนถึง จ.นราธิวาส
ที่ผ่านมา สมาพันธ์ฯ ดำเนินงานอย่างเข้มแข็งภายใต้ความร่วมมือของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดต่าง ๆ แต่ก็พบปัญหาและอุปสรรคมากมาย เนื่องจากไม่ได้เป็นนิติบุคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเหตุผลหลักของการจดทะเบียนเป็นสมาคมขึ้นมา
AIC ตะอาวุน ดำเนินการภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ด้านศาสนา ด้านการศึกษา ด้านสังคมและวัฒนธรรม และ ด้านเศรษฐกิจฮาลาลตามหลักชารีอะห์
สำหรับวัตถุประสงค์หลัก ๆ ของสมาคม ได้แก่
1. การยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดระบบสวัสดิการแก่พี่น้องชาวไทยมุสลิม และบุคลากรทางศาสนาที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน
2. ส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับผู้นำทางศาสนา ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรมุสลิม องค์กรต่างศาสนิก และองค์กรอื่นๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ
3. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การบริหารจัดการและบริการสาธารณะของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และ
4. ผลักนโยบาย กฎหมายหรือระเบียบต่างๆ ที่มีผลหรือเกี่ยวข้องกับพี่น้องชาวไทยมุสลิม
เปิดกว้างรับทุกคน ทุกศาสนา ร่วมสร้างสังคมดีงาม
อย่างไรก็ตาม ในการผลักดันระบบสวัสดิการและการขับเคลื่อนงานต่างๆ นั้น ทางสมาคมจำเป็นต้องเปิดรับสมัครสมาชิกของสมาคมด้วย จึงจัดโครงการสมัครสมาชิกสร้างเครือข่ายสมาชิก A.I.C. Member ขึ้นมา ซึ่งเปิดกว้างสำหรับทุกคน ทุกศาสนา ทุกอาชีพ ที่ต้องการร่วมสร้างสังคมที่ดีงาม
สมาชิกจะได้รับสวัสดิการตามระบบตะกาฟุล รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายธุรกิจฮาลาล การอบรม สัมมนา กองทุนช่วยเหลือ และความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ค่าสมาชิกปีละ 380 บาท
28/02/2026
สภาประชาสังคมชายแดนใต้ ขอให้รัฐบาลชุดใหม่ ประกาศการสร้างสันติภาพเป็น "วาระแห่งชาติ" (National Agenda) เร่งตั้งคณะพูดคุยฯ ทันทีภายใน 3 เดือน และเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเจตจำนงของประชาชน กว่า 19 ล้านเสียง
#สภาประชาสังคมชายแดนใต้ นำโดยนางสาวลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ได้อ่านประกาศเจตนารมณ์ ในงานสมัชชาสันติภาพชายแดนใต้ปาตานี ครั้งที่ 5 : Pa(t)tani Peace Assembly 2026 ในโอกาสครบรอบการพูดคุยสันติภาพปีที่ 13 วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ร้าน Chaba Roti & Coffee ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี
โดยสภาประชาสังคมชายแดนใต้และภาคีเครือข่ายได้ย้ำถึงคุณค่าของ #เดือนรอมฏอนอันประเสริฐ ในฐานะช่วงเวลาแห่งศรัทธา ความเมตตา และสันติภาพ โดยขอเรียกร้องให้
1) ขอให้ทุกฝ่าย ปฏิเสธและยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบที่นำไปสู่การสูญเสียชีวิตและการบาดเจ็บในทุกกลุ่ม
2) ขอให้มีหลักประกันความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวันในช่วงเดือนรอมฏอนและทุกโอกาสในวันสำคัญทุกศาสนา
3) ขอให้คู่ขัดแย้งทั้งรัฐบาลและขบวนการ บี.อาร์.เอ็น. ยึดแนวทางสันติวิธี มีความอดทนอดกลั้นในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้/ปาตานี
ทั้งนี้ ในประเด็นสันติภาพอย่างยั่งยืนได้ขอเรียกร้อง
1) ขอให้รัฐบาลชุดใหม่ บรรจุเรื่อง #การสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลและประกาศให้เป็น " #วาระแห่งชาติ" (National Agenda) พร้อมเร่งรัดการจัดตั้ง 'คณะพูดคุยเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้' ทันทีภายใน 3 เดือนหลังจากจัดตั้งรัฐบาลใหม่
2) ขอให้รัฐบาลและรัฐสภา ดำเนินการและเดินหน้ากระบวนการ #แก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามเจตจำนงของประชาชน กว่า 19 ล้านเสียง ที่ออกเสียงประชามติ "เห็นชอบ" ให้มีรัฐธธรรมนูญฉบับใหม่
ประกาศ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
การทดสอบของผู้ศรัทธา
ทุกการกระทำผิด มีการลงโทษ
ทุกบททดสอบ มีการตอบแทน
แต่ต้องอดทน
24/11/2025
น้ำท่วม ถนนสายไหนผ่านไปได้บ้าง
อัพเดตเส้นทางคมนาคม
ข้อมูล 24 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 น.
อัพเดตเส้นทางในพื้นที่ ยะลา
ยะลา – เบตง มีน้ำท่วมเส้นทาง หลายจุดขาขึ้นเบตง เส้นทางมายะลา ใช้การได้
ยะลา - ท่าสาป - ยะหา #แยกท่าสาปถึงแยกเตาปูนน้ำท่วมเส้นทาง รถเล็กไม่สามารถผ่านได้
ยะลา - ทางลัดลำใหม่ #น้ำท่วมเส้นทางช่วงบ้านท่าวัง ไม่สามารถผ่านได้
เส้นทางเรือนจำยะลา #รถเล็กไม่แนะนำ ระดับน้ำเพิ่มขึ้นรวดเร็ว
ลำใหม่ – นาประดู่ #เทศบาลลำใหม่ น้ำท่วมเส้นทาง ไม่สามารถสัญจรได้
ยะลา - 418 #ทุ่งยามู พื้นที่ตาเซะ ไม่สามารถผ่านได้
ยะลา - ทางลัดทุ่งยามู - ลำใหม่ #รถเล็กไม่สามารถผ่านได้
ยะลา – เขาตูม #ยังสามารถสัญจรได้
ยะลา - โกตา - รามัน - จะกว๊ะ – ยีลาแป #เส้นทางโกตา มีน้ำแรงไม่สามารถสัญจรได้ เขายีลาแปมีหินบนเส้นทาง
พื้นที่ปัตตานี
ถนนสาย 43 เขตรอยต่อเทพา - แยกดอนยาง มีน้ำท่วมสูงบริเวณไหล่ทาง สามารถสัญจรผ่านได้ แต่ควรใช้ความระมัดระวัง
ถนนสาย 43 แยกดอนยาง - วงเวียนมะพร้าวต้นเดียว สามารถสัญจรผ่านได้
ถนนสาย 43 วงเวียนมะพร้าวต้นเดียว - แยกบ้านดี สามารถสัญจรผ่านได้ มีน้ำท่วมบางจุด ควรใช้ความระมัดระวัง
ถนนสาย 42 แยกดอนยาง - เมืองปัตตานี (ผ่านตุยง) สามารถสัญจรผ่านได้
ถนนสาย 42 แยกดอนยาง - พื้นที่นาประดู๋ มีน้ำท่วมบริเวรไหล่ทางควรใช้ความระมัดระวัง
**บริเวณแยกนาเกตุ - ชคต.นาเกตุ มีน้ำท่วมถนนค่อนข้างสูง รถเล็กไม่สามารถผ่านได้
ถนนสาย 42 เมืองปัตตานี - รอยต่อนราธิวาส มีน้ำท่วมผิวถนนหลายจุด สามารถสัญจรผ่านได้ แต่ควรใช้ความระมัดระวัง
ถนนสาย 418 วงเวียนมะพร้าวต้นเดียว - พื้นที่ยะลา ไม่สามารถสัญจรผ่านได้บริเวณคลองทรายใน - ท่าสาป
แจ้งเส้นทางหลักที่จะเดินทางมา อ.โคกโพธิ์
1.เส้นทางลำไพล โคกโพธิ์ ถึงแยกนาเกตุ รถเล็กงดเดินทางผ่าน
2.เส้นทางจากแยกนาเกตุถึงบ่อทองรถเล็กงดเดินทาง
3.เส้นทางแยกนาเกตุถึงนาประดู่รถเล็กงดเดินทาง
4.เส้นทางบางโกระท่าเรือถึงแยกป้อมทางหลวงบ่อทองรถเล็กงดเดินทาง
ติดต่อสอบถามเส้นทาง 073431200 และ 073431937
ข้อมูล 24 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 น.
สำนักงานทางหลวงที่18 รายงานน้ำท่วมในระหว่างวันที่ 20-24 พ.ย. 68 ประจำวันที่ 24 พ.ย. 68 ณ เวลา 06.00 น. ตามรายงานแนบ
สรุปได้ดังนี้ ภัยพิบัติ ทั้งหมด 129 จุด
จุดน้ำท่วม/น้ำกัดเซาะทั้งหมด 124 จุด
คอสะพานชำรุด 34 จุด
เสาไฟฟ้าล้ม 1 จุด
การจราจรผ่านได้ 112 จุด
การจราจรผ่านไม่ได้ 17 จุด
ยุติ 53 จุด
ไม่ยุติ 76 จุด
จำนวน 32 สายทาง
ขท.สงขลาที่ 1
- น้ำท่วม 34 จุด
- ผ่านได้ 32 จุด
- ผ่านไม่ได้ 2 จุด
- ยุติ 25 จุด
ขท.ยะลา
-น้ำท่วม 17 จุด
-คอสะพานชำรุด 2 จุด
-ผ่านได้ 17 จุด
-ผ่านไม่ได้ 2 จุด
-ยุติ 3 จุด
ชม.ปัตตานี
-น้ำท่วม 28 จุด
-คอสะพานชำรุด 1 จุด
-เสาไฟฟ้าล้ม 1 จุด
-ผ่านได้ 28 จุด
-ผ่านไม่ได้ 2 จุด
-ยุติ 11 จุด
ขท.นราธิวาส
-น้ำท่วม 16 จุด
- ผ่านได้ 14 จุด
- ผ่านไม่ได้ 2 จุด
- ยุติ 4 จุด
ขท.สตูล
- น้ำท่วม 18 จุด
- ผ่านได้ 14 จุด
- ผ่านไม่ได้ 4 จุด
- ยุติ 6 จุด
ขท.สงขลาที่ 2
- น้ำท่วม 11 จุด
-คอสะพานชำรุด 1 จุด
- ผ่านได้ 7 จุด
- ผ่านไม่ได้ 5 จุด
- ยุติ 4 จุด
12/11/2025
ปัญหายาเสพติด กับความเปราะบางของเยาวชน และความยืดหยุ่นของชุมชนชายแดนใต้
กอจ. - INSANI - มูลนิธิอุลามาอปัตตานีฯ เผยผลวิจัยเสนอ 3 ข้อให้ทุกฝ่ายร่วมแก้ปัญหา
วันนี้ (12 พฤศจิกายน 2568) สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ร่วมกับมูลนิธิยุมอียะห์ อุลามาอจังหวัดปัตตานีดารุสสลาม และสถาบันวิจัยและพัฒนามนุษย์ปัตตานี ( INSANI )
ได้รายงานผลการศึกษาปัญหายาเสพติด ความเปราะบางของเยาวชน และความยืดหยุ่นของชุมชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โดยมี ดร.แวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี เป็นประธาน นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำศาสนา ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วม ที่ ห้องประชุมวิทยาลัยอิหม่าม สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี
คำแถลงผลวิจัยปัญหาการใช้ยาเสพติด ความเปราะบางของเยาวชนและความเข้มแข็งของสังคมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี มูลนิธิจุมิยะฮฺอุลามาอุฟาฎอนีดารุสสลาม และสถาบัน INSANIในฐานะหน่วยงานผู้ดำเนินการศึกษาและวิจัยเรื่องนี้
พบว่า ปัญหายาเสพติดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่เชื่อมโยงกับความยากจน ความรุนแรงในครอบครัวและการหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งทำให้เยาวชนของเราตกอยู่ในห้วงภัยร้ายของยาเสพติดอย่างน่าเป็นห่วง
"สิ่งที่เราเสียใจที่สุดคือ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมายาวนานเปิดช่องให้เกิดการแพร่ระบาดของสารเสพติดหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นน้ำต้มพืชกระท่อม กัญชา เฮโรอีน และยาบ้าจะต้องสูญเสียเยาวชนอีกกี่รุ่น? เราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปแนวทางจากต้น น้ำถึงปลายน้ำโดยเร่งด่วน" นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี กล่าว
ปัจจุบัน ปัญหาการใช้ยาเสพติดในพื้นที่สามจังหวัดไม่อาจควบคุมได้รากเหง้าของปัญหานี้คือการทุจริตในหมู่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงและผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งผู้นำชุมชนบางรายไม่ได้แสดงต้นแบบที่ดีต่อเยาวชนสถานการณ์นี้ได้ทวีความรุนแรงจนถึงขั้นเรื้อรังแม้ว่าปัญหายาเสพติดจะก่อให้เกิดความเสียหายรอบด้านแต่ยังคงมี ความริเริ่มของชุมชท้อง ถิ่น ที่ประสบความสำเร็จ เช่น ศูนย์บำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาโดยชุมชน
"อัลฮัมดุลิลละฮฺ ศูนย์บำบัดฟื้นฟูโดยชุมชนได้สร้างแสงแห่งความหวังรัฐบาลควรเปิดหูเปิดตาและให้การสนับสนุนต่อโครงการของประชาชนเพราะวิธีการของรัฐที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เกิดผลสำเร็จ" มะหะหมัด อาหะมะ ประธานสถาบัน INSANI กล่าว
ดังนั้น เราขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนทุกระดับเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้
1. รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพียงพอแก่ศูนย์บำบัดที่ดำเนินงานโดยชุมชนเนื่องจากเป็นรูปแบบที่ได้รับความเชื่อถือและมีประสิทธิภาพมากกว่ารวมทั้ง การจัดตั้งศูนย์บำบัดเฉพาะสำหรับผู้ติดยาที่เป็นผู้หญิง
2. ดำเนินแคมเปญสร้างความตระหนักรู้และการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อเปิดพื้นที่อภิปรายเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับปัญหายาเสพติดรวมทั้งการจัดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในการปฏิรูประบบนโยบายของรัฐ
3.จัดตั้งองค์กรร่วมด้านการป้องกันยาเสพติดที่นำโดยชุมชนและทำงานร่วมกับรัฐบาลกลาง เพื่อออกแบบกรอบการปฏิรูปนโยบายให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
11/11/2025
เรียนถึงเพื่อนๆ และศิษย์เก่าทุกท่าน
ขอความกรุณา/เมตตาช่วยกันขอดุอาให้ อาจารย์ ดร.นูรุดดีน สารีมิง / บาบอดิง ปอเนาะ ตาแปด,ชึ่งเป็นอดีต อาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี และผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนจริยศาสน์อิสลาม, ขณะนี้กำลังป่วยหนักและกำลังได้รับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสงขลา
( ชั่น4 แผนกศัลยกรรมกระดูกชาย ห้อง1)
ทางแพทย์ได้วินิจฉัยตรวจพบว่าเป็น โรคมะเร็งร้ายระยะสุดท้าย
จึงแจ้งมาให้เพื่อนๆได้รับทราบและขอความกรุณา/เมตตาจากเพื่ิอนๆร่วมกันขอดุอาให้,
อาจารย์ ดร.นูรุดดีน สารีมิง /บาบอดิง ปอเนาะ ตาแปด
ให้ท่านมีกำลังใจที่เข้มแข็งในการต่อสู้กับโรคร้ายและ ขอให้ท่านได้รับการดูแล/รักษาอย่างดีที่สุด พร้อมกับผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างราบรื่น
ขอขอบคุณทุกท่านที่ขอดุอาให้ท่านและให้กำลังใจกับครอบครัวของท่าน
#อาจารย์นูรุดดีสารีมิง #โรงเรียนจริยศาสตร์ 'a #ส่งกำลังใจ #ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี
25/08/2025
อึ้ง ! คนชายแดนใต้สูญเงิน 700 กว่าล้านจากแก๊ง Call Center
โลกต้องเผชิญความเสี่ยงจากข่าวลวง/บิดเบือนยาวไปอีก 10 ปี?
มูลนิธิ ดิจิทัลเพื่อสันติภาพ เผยข้อมูลสถิติน่าตกใจ คือ คนชายแดนใต้สูญเงิน 700 กว่าล้าน จากภัยทางออนไลน์ ปัตตานีหนักสุด มากถึง 5,521 คดี ตามด้วยยะลาและนราธิวาส มี 5 รูปแบบการหลอกลวงออนไลน์ที่คนชายแดนใต้ตกเป็นเหยื่อ และแนวโน้มสูงขึ้น เตือนสตรี ผู้สูงอายุให้ระวังมากๆ แต่ทุกคนมีสิทธิตกเป็นเหยื่อได้หากไม่รู้เท่าทันสื่อดิจิทัล เพราะมีสารพัดรูปแบบความท้าทายบนโลกไซเบอร์ในชายแดนใต้เสนอขอให้ขยายนโยบายสันติภาพครอบคลุมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ขณะที่ World Economic Forum ชี้ว่า โลกที่ต้องอยู่กับความเสี่ยงเหล่านี้ยาวไปอีก 10 ปี?
“ความไม่สงบ” ไม่ใช่ภัยร้ายรุนแรงในชายแดนใต้อย่างเดียวที่ประชาชนต้องเผชิญในขณะนี้ เพราะปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์กลายเป็นเรื่องหนักหน้าสาหัสไปแล้วเช่นเดียวกัน
เพราะจากการเก็บข้อมูลของมูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ (Digital4Peace Foundation) พบข้อมูลที่น่าตกใจ คือในช่วง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2565 ถึงเดือนมิถุนายน 2568 มีคดีอาชญากรรมออนไลน์ที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) มากถึง 12,546 คดี สร้างความเสียหายรวมประมาณ 705 ล้านบาท (เฉลี่ยคดีละ 56,193 บาท)
ปัตตานีหนักสุด มากถึง 5,521 คดี สูญไป 200 กว่าล้าน
ข้อมูลสถิติเหล่านี้มูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ (Digital4Peace Foundation) โดยนายมะรูฟ เจะบือราเฮง ได้รวบรวมไว้ในรายงานเรื่อง ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ : สถานการณ์ ความท้าทาย และข้อเสนอเชิงนโยบาย
โดย จ.ปัตตานีมีจำนวนคดีและความเสียหายสูงสุด 5,521 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 259.58 ล้านบาท ตามมาด้วย จ.ยะลา 4,070 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 224.33 ล้านบาท และ จ.นราธิวาส 2,955 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 221.07 ล้านบาท
แม้สัดส่วนคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์ในชายแดนใต้คิดได้เพียง 7.78% ของทั้งประเทศ และมีสัดส่วนมูลค่าความเสียหายแค่ 5.20% ของทั้งประเทศ แต่มูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีก็อยู่ในระดับสูง
5 #รูปแบบการหลอกลวงออนไลน์ที่คนชายแดนใต้ตกเป็นเหยื่อ
โดยมี 5 รูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยที่สุด คือ 1) หลอกลวงซื้อขายสินค้า/บริการ 2)หลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ 3) หลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 4) หลอกให้กู้เงินแบบฉ้อโกง และ 5) ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้โอนเงิน
จากข้อมูลคดีดังกล่าว เมื่อแยกย่อยของแต่ละจังหวัด จะพบว่า
#ปัตตานี
- คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการสูงถึง 1,989 คดี มูลค่าความเสียหาย 21.05 ล้านบาท
- หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 690 คดี มูลค่าความเสียหาย 63.48 ล้านบาท และ
- การหลอกลวงออนไลน์ทางด้านการเงิน 399 คดี มูลค่าความเสียหาย 32.41 ล้านบาท
#ยะลา
- คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการฯ 1,623 คดี มูลค่าความเสียหาย 15.91 ล้านบาท
- หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 524 คดี มูลค่าความเสียหาย 52.02 ล้านบาท และ
- หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่น ๆ 292 คดี มูลค่าความเสียหาย 24.90 ล้านบาท
#นราธิวาส
- คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการฯ 1,114 คดี มูลค่าความเสียหาย 12.13 ล้านบาท
- หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 392 คดี มูลค่าความเสียหาย 38.27 ล้านบาท และ
- หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ 194 คดี มูลค่าความเสียหาย 14.73 ล้านบาท
#แนวโน้มสูงขึ้น ต้นต่อจากแหล่งสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน
มูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ ระบุว่า อาชญากรรมออนไลน์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีรูปแบบคล้ายกับภาพรวมของประเทศ ซึ่งคนไทยตกอยู่ในสภาวะวิกฤตทางไซเบอร์นี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 70% ในช่วงปี 2565 - 2567 และสูญเงินไปมากถึง 7.95 หมื่นล้านบาทจากการฉ้อโกงออนไลน์ เฉลี่ย 77 ล้านบาทต่อวัน
โดยมี 5 คดีออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดในระดับประเทศ คือ 1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ 56% 2)หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ 15% 3) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 11% 4) หลอกลวงให้กู้เงินอันมีลักษณะฉ้อโกง กรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ 7% และ 5) ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน 6%
ขณะที่ Whoscall ระบุว่า ปี 2567 จำนวนสายมิจฉาชีพทางโทรศัพท์และข้อความ SMS หลอกลวงในไทย พุ่ง 168 ล้านครั้ง สูงสุดในรอบ 5 ปี กลวิธีหลอกลวงใน SMS ทีพบอย่างแพร่หลาย ได้แก่ การชักชวนเล่นพนัน การปลอมเป็นบริษัทขนส่งพัสดุ การแอบอ้างเป็นธนาคาร สถาบันการเงิน องค์กร และหน่วยงานรัฐ
โดยการหลอกลวงเหล่านนี้มาจากแหล่งสแกมเมอร์ที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านแถบชายแดนที่รายล้อมประเทศไทย ทั้งเมียนมาร์ ลาว และ กัมพูชา (ข้อมูลนี้สอดคล้องกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ยืนยันว่ากัมพูชากลายเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์)
#ทุกคนตกเป็นเหยื่อได้หากไม่รู้เท่าทันสื่อดิจิทัล เตือนสตรี ผู้สูงอายุให้ระวัง
จากการวิเคราะห์ของมูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ พบว่า กลุ่มเปราะบางหลักๆ ที่ตกเป็นเหยื่อ ได้แก่
1. สตรีวัยทำงาน ซึ่งตกเป็นเหยื่อสูงสุด
2. สตรีผู้สูงอายุ (ผู้สูงอายุ 75.3% เคยถูกหลอกลวงออนไลน์)
3. ผู้สูงอายุในหมู่บ้านที่ห่างไกล (เพราะขาดทักษะการรู้ทันดิจิทัล)
4. ผู้ที่มีรายได้น้อยทำให้ตั้งใจหารายได้
5. เด็ก และเยาวชน ขาดความรู้เท่าทันสื่อ
6. ยังมีบุคคลทั่วไปที่ตกเป็นเหยื่อแต่ก็ไม่กล้าร้องเรียน
อย่างไรก็ตาม มูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ เตือนว่า ทุกคนสามารถตกเป็นเหยื่อได้หากขาดทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล เชื่อข่าวปลอม ขาดทักษะทางด้านเทคโนโลยี และไม่กล้าร้องเรียน
#สารพัดรูปแบบความท้าทายบนโลกไซเบอร์ในชายแดนใต้
นอกจากคดีและความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว มูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ ยังได้ระบุถึงความท้าทายบนโลกไซเบอร์ในชายแดนใต้ด้วยว่า สามารถแยกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
1. Misinformation (ข้อมูลเท็จ) ได้แก่ การเสียดสี/ล้อเลียน ข้อมูลที่มีการเชื่อมโยงผิด และ ชี้นําให้เกิดการเข้าใจผิด ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยเจตนาหรือไม่เจตนา
2. Disinformation (ข้อมูลบิดเบือน) ได้แก่ เนื้อหาที่แต่งขึ้นมาใหม่ มีการดัดแปลงเนื้อหา นำเสนอแบบผิดบริบท หรือการแอบอ้าง
3. Mulinformation (ข้อมูลแฝงเจตนาร้าย) ได้แก่ การละเมิดความเป็นส่วนตัว การคุกคาม การใช้คําพูดที่สร้างความเกลียดชัง และข้อมูลที่ขัดต่อจรรยาบรรณ
ทั้ง 3 ประเภทนี้ เรียกรวมๆ ว่า “ #ความผิดปกติของข้อมูลขาวสาร” หรือ Information Disorder ที่เป็นเสมือนสารตั้งต้นที่นำไปสู่การ “ #การคุกคามทางไซเบอร์” (Cyberthreats) ซึ่งมีรูปแบบที่หลากหลายมาก หรือรุนแรงไปถึงขั้น “ #อาชญากรรมทางไซเบอร์” (Cybercrime) ที่เป็นการทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น แชร์ลูกโซ่ การสะกดรอยตามทางไซเบอร์ (Cyberstalking) การแฉ/ปล่อยข้อมูลส่วนตัว (Doxing) การล่อลวงออนไลน์ (Online Grooming) การคุกคามทางเพศออนไลน์ (Online Sexual Harassment) หลอกเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การใช้ AI ตัดต่อรูปในทางที่ผิด การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดรัฐธรรมนูญ การพนันออนไลน์ แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ SMS หลอกลวง หลอกลงทุน หลอกให้รักแล้วโกงเงิน คําพูดสร้างความเกลียดที่เกี่ยวกับเพศ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม มูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ ไม่ได้กล่าวถึงปฏิบัติข่าวสาร หรือ ไอโอ (IO : Information Operations) ที่เป็นการใช้ข้อมูลโจมตีฝ่ายตรงข้ามในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในขณะนี้แต่อย่างใด
#ขอให้ขยายนโยบายสันติภาพ ครอบคลุมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
มูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ ยังได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญสำหรับการป้องกันและแก้ปัญหานี้ คือ การยกระดับปัญหานี้ให้เป็นวาระด้านความมั่นคง จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจแบบบูรณาการทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคประชาสังคม เร่งรัดกระบวนการอายัดบัญชีม้า สร้างเครือข่ายภูมิคุ้มกันดิจิทัลในระดับชุมชนผ่านการให้ความรู้และจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษา
นอกจากนี้ ควรให้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารและความปลอดภัยไซเบอร์ในชายแดนใต้มากขึ้น
แต่ข้อเสนอที่สำคัญ คือการขยายนโยบายสันติภาพชายแดนใต้ ให้ครอบคลุมถึงความมั่นคงปลอดภัยแบบใหม่ด้วย คือความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (ที่มา https://www.facebook.com/digital4peace)
#ภัยออนไลน์ โลกที่ต้องอยู่กับความเสี่ยงนี้ยาวไปอีก 10 ปี?
ไม่ใช่แค่ชายแดนใต้ หรือ ประเทศไทยเท่านั้น แต่ภัยออนไลน์ยังเป็นปัญหาระดับโลกด้วย โดยในรายงานความเสี่ยงโลกฉบับที่ 20 (Global Risks Report 2025) ที่จัดทำโดย World Economic Forum เผยให้เห็นความเสี่ยงของโลกจากข้อมูลออนไลน์ โดยรวบรวมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 900 คนทั่วโลก ในกรอบเวลา 1 ปี, 2 ปี และ 10 ปี
ผลปรากฏว่า โลกมีความเสี่ยงจากข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือน (Misinformation and disinformation) เป็นอันดับ 1 โยเฉพาะในกรอบเวลา 2 ปี จากความเสี่ยงโลก 33 ประการ และเป็นความเสี่ยงอันดับที่ 5 ในกรอบเวลา 10 ปี
โดย 4 อันดับแรก คือ 1)เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme weather events) 2) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ (Biodiversity loss and ecosystem collapse) 3) การเปลี่ยนแปลงสำคัญของระบบโลกธรรมชาติ (Critical change to Earth systems) และ 4 )การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ (Natural resources shortages)
นอกจากข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือน (Misinformation and disinformation) แล้ว ผลกระทบด้านลบจากเทคโนโลยี AI (Adverse outcomes of AI technologies), การจารกรรมทางไซเบอร์และสงครามไซเบอร์ (Cyber espionage and warfare), อันตรายบนโลกออนไลน์ (Online harms) และ ผลกระทบด้านลบจากเทคโนโลยีล้ำสมัย (Adverse outcomes of frontier technologies) ถูกนับรวมอยู่ในความเสี่ยงของโลก 33 ประการด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงภัยร้ายทางไซเบอร์ ที่เราไม่อาจมองข้ามไปได้
รายงานฉบับนี้ ระบุว่า ในปี 2027 “ข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือน (Misinformation and disinformation)” ยังคงเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันเป็นปีที่สอง
การแพร่กระจายของเนื้อหาที่เป็นเท็จหรือบิดเบือนนี้กำลังทำให้โลกที่ขัดแย้งอยู่แล้วยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกในหลายมิติ โดยเฉพาะในทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น เป็นกลไกสำคัญที่ต่างชาติใช้เพื่อแทรกแซงการเลือกเลือกตั้ง สร้างความระแวงสงสัยให้สาธารณชนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง หรือใช้ทำลายชื่อเสียงของสินค้าและบริการจากประเทศอื่น เป็นต้น
(ที่มา https://reports.weforum.org/docs/WEF_Global_Risks_Report_2025.pdf)
ดังนั้น ในท่ามกลางปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรงจากปัญหาความไม่สงบของประชาชนคนชายแดนใต้ จะต้องทำอย่างไรให้ปลอดภัยจากการหลอกลวงทางออนไลน์ รวมถึงการใช้ข้อมูลข่าวสารเท็จและบิดเบือน ที่สำคัญคือการไม่ขยายความขัดแย้งด้วย ติดตามได้ในตอนต่อไป
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
300/109 ถ. หนองจิก ม. 4 ต. รูสะมิแล อ. เมือง จ. ปัตตานี
Pattani
94000