Enjoy Driving
Enjoy Driving มุ่งให้ผู้เรียนสามารถขับรถอย?
ทำไมต้องเลือก Enjoy Driving
“ เรียนขับรถยนต์ที่ไหนดี ” ดูเหมือนจะเป็นคำถามยอดฮิตสำหรับผู้สนใจจะหัดขับรถยนต์พร้อมใบอนุญาตขับขี่ ... ที่นี่มีคำตอบให้ท่านค่ะ ทางเราสอนขับรถโดย ...ครูผู้ฝึกสอนมืออาชีพ มีเทคนิกการสอนขับรถอย่างถูกวิธี สอนขับออกถนนจริงตามการจราจรคับคั่ง และสอนเน้นท่าสอบใบอนุญาตขับขี่ ตอบโจทย์สําหรับนักเรียนได้เป็นอย่างดี ลองปรึกษาเราได้ค่ะ เราสอนขับแบบตัวต่อตัว เรียนขับรถกับเราแล้วสามาร
03/10/2018
4 เทคนิคดูแลรถและขับขี่หน้าฝนต้องรู้!
1. ยางและระบบเบรก สิ่งสำคัญต้องดูแลให้มั่นใจ
ยางมีอายุการใช้งานมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ควรตรวจเช็คให้แน่ใจว่าเนื้อยางยังไม่เกิดการเสื่อมสภาพ เพราะหากตัวยางมีความยึดหยุ่นน้อยลง จะส่งผลให้การเกาะถนนลดลงและเกิดการลื่นไถลได้เมื่อมีการเบรกแรงๆ นอกจากนี้ควรเช็คว่าดอกยางของเรามีความสูงไม่ต่ำกว่า 2.5 มม.เพราะหากดอกยางไม่สูงเพียงพอ ประสิทธิภาพในการรีดน้ำออกจากตัวยางจะลดลง ทำให้รถเสียการทรงตัวเมื่อวิ่งผ่านถนนที่มีน้ำเจิ่งนองได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
อีกส่วนที่ต้องดูแลเป็นพิเศษก็คือระบบเบรก ให้สังเกตเวลาเบรกรถว่าผ้าเบรกสามารถชะลอความเร็วรถได้เต็มประสิทธิภาพหรือเปล่า หรือมีท้ายรถสะบัดเป๋ไปมาตอนเบรกหรือไม่ หากพบอาการเหล่านี้แนะนำให้นำรถไปตรวจสอบอย่างละเอียด
2. ใบปัดน้ำฝนและน้ำฉีดกระจกต้องพร้อมเสมอ
การขับรถในหน้าฝนนั้นทัศนวิสัยคือสิ่งสำคัญมาก หากระบบปัดน้ำฝนไม่ดี อาจทำให้การขับขี่ลำบากจนเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ใบปัดน้ำฝนที่ดีนั้น จะต้องปัดน้ำที่ติดกระจกหน้าได้เรียบสนิทไม่เป็นลอนคลื่นและไม่มีเสียงดังขณะทำงาน นอกจากนี้เราควรตรวจสอบระบบน้ำฉีดกระจกด้วยว่าสามารถฉีดน้ำทำความสะอาดได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ซึ่งเราควรเติมน้ำให้เต็มกระปุกฉีดน้ำฝนตลอด
3. ไฟสัญญาณรอบตัวรถ ส่องสว่างอย่างเหมาะสม
เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุในช่วงหน้าฝน เราควรเช็คไฟสัญญาณต่างๆ รอบคันรถว่าสามารถทำงานได้อย่างครบถ้วนหรือไม่ด้วยนะคะ โดยเฉพาะไฟหน้า และไฟที่จำเป็นอื่นๆ อาทิ ไฟต่ำ ไฟสูง ไฟเบรก ไฟตัดหมอกหน้าและหลัง ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ทุกหลอดล้วนสำคัญต่อการขับขี่เป็นอย่างมาก หากพบว่าไฟดวงใดทำงานไม่สมบูรณ์ แนะนำให้ช่างแก้ไขโดยด่วน
4. ขับช้าๆ ใจเย็นและมีสติเสมอในยามที่ฝนตกหนัก
ปัจจัยสุดท้ายก็คือการขับขี่อย่างปลอดภัยนั่นเอง ในช่วงฝนตกหนักนั้นเราควรปรับระดับความเร็วให้เหมาะสม ไม่ขับจี้ท้ายรถคันหน้าจนเกินไป (ควรเว้นระยะห่างประมาณ 10-15 เมตรขึ้นไป) และไม่ควรเหยียบเบรกกะทันหันเพราะตัวรถอาจลื่นไถลได้ แนะนำให้ลดความเร็วโดยใช้เกียร์ต่ำและค่อยๆ เหยียบเบรกจะดีที่สุด
Credit : shell.co.th
---------------------------------------------------------
.wordpress.com
#รถมือสอง สุราษฎร์ธานี
ฝากซื้อฝากขายและขายฝากอสังหาริมทรัพย์ทั่วราชอาณาจักร
.wordpress.com
.wordpress.com
#บ้านสวยพารวย อสังหา น่าลงทุน
รับตกแต่งภายในรีโนเวทบ้านเก่าบ้านมือสอง , ขายที่ดินพร้อมรับสร้างบ้าน ทั่วราชอาณาจักร
รับโพสต์งาน
17/09/2018
8 เทคนิคการขับรถขึ้น-ลงเขา
ที่จะช่วยให้คุณปลอดภัยและลดภาระของรถยนต์ในการขึ้น-ลงเขา มาให้พิจารณากัน
- ควรใช้เกียร์ต่ำ ปรับเปลี่ยนเกียร์เมื่อรถเสียกำลังอย่าลากเกียร์จนหมดแรง ถ้าเป็นเกียร์ออโต้ให้ใช้เกียร์ D2 (ถ้าไม่มีใช้ L) และเมื่อพ้นทางชัน ปรับเข้าเกียร์ D อย่าลากเกียร์ต่ำ เพราะเครื่องยนต์จะมีรอบสูง ทำงานหนักจนเครื่องอาจน็อคได้
- เมื่อขับลงเขาที่ลาดชัน ให้เปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง D มา D2 ถ้ายังเอาไม่อยู่ให้เปลี่ยนมา L แต่อย่าทำขณะฝนตกทางลื่นรถจะเสียการทรงตัว ควรดูสภาพทางเป็นหลักในการพิจารณา
- หากมีคนนั่งข้างก็ให้ช่วยดูสภาพทางเมื่อแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมาให้ใช้วิธีตัดโค้ง วิธีนี้จะช่วยให้รถทรงตัวดี, เข้าโค้งได้เร็ว, รถไม่ใช้กำลังมากลูกปืนล้อไม่หนักทำงาน, ยางก็ไม่ล้มตัวมากหน้ายางจะสัมผัสผิวถนนได้มากตามไปด้วย แต่ต้องแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมาตัวอย่างเช่น เข้าโค้งขวา ก่อนเข้าโค้งให้ถอนคันเร่งลงหักพวงมาลัยไปทางซ้ายนิดหนึ่งแล้วหักพวงมาลัยมาทางขวาเพื่อทำโค้ง
- การขับรถโค้งต่อเนื่องรูปตัว S มองให้ไกลมองให้ลึกเมื่อแน่ใจว่าทางว่างไม่มีรถสวนมาให้ถอนคันเร่งลง แล้วขับเสียบตัดโค้ง ให้แนวการขับเป็นเส้นตรงที่สุด แต่การขับรถลักษณะนี้ถ้าไม่แน่ใจเส้นทางข้างหน้าหรือทัศนวิสัยไม่ดีควรขับเข้าทางโค้งธรรมดาอยู่ในทางของเราเอง
- สามารถเพิ่มระยะเบรกด้วยการเลี้ยวรถไปไหล่ทางหรือมีพื้นที่ว่าง เพื่อเพิ่มระยะเบรก
- ขับรถบนภูเขาที่มีทางคดเคี้ยวไปมาเป็นเวลานาน ๆ เมื่อถึงทางตรงลงยาว ก็ควรแตะเบรกควบคุมความเร็วไว้ตลอดห้ามปล่อยรถไหลเองเด็ดขาด หากไปแตะเบรกทีเดียวก่อนถึงโค้งอาจมีเศษหินเศษดินบริเวณนั้นบวกกับความเร็วของรถจนควบคุมไม่อยู่
- การขับในทัศนวิสัยไม่ดีทางโค้งแคบที่มีสันเขาบังสายตาควรเข้าโค้งแบบธรรมดาต้องบีบแตรส่งสัญญาณทุกครั้งก่อนจะเข้าโค้งเพื่อป้องกันรถที่วิ่งสวนมา เนื่องจากรถเจ้าถิ่นจะขับโค้งรถตัดเลนเป็นประจำ
- ทางลูกรังหรือทางที่มีหินลอยถือได้ว่าเป็นทางปราบเซียน หากไม่คุ้นเคยกับเส้นทางมาก่อนก็ไม่ควรขับรถด้วยความเร็วสูง
Credit : car.kapook.com
--------------------------------------------------------------------
.wordpress.com
#รถมือสอง สุราษฏร์ธานี
01/09/2018
รู้ไหม๊ ! ใบขับขี่หมดอายุ ต้องต่ออายุภายในกี่วัน
ใบขับขี่ หรือ "ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์" เป็นบัตรที่ผู้ขับขี่รถยนต์ทุกคนจะต้องพกติดตัวไว้ทุกครั้งเมื่อขับขี่รถยนต์ ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 (มาตรา 64) หากฝ่าฝืน มีโทษดังนี้
- ผู้ขับรถยนต์โดยไม่มีใบขับขี่ ผู้นั้นต้องโทษจำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- กรณีที่ผู้ขับขี่ขับรถยนต์ ในขณะที่ใบขับขี่ของตนเองหมดอายุ (มาตรา 65) จะต้องโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ใบขับขี่หมดอายุไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้วนะครับ แล้วเราจะต้องต่ออายุใบขับขี่เมื่อไหร่กันล่ะ จำได้ง่ายๆ เลยครับ
1. ผู้ขับขี่สามารถต่ออายุใบขับขี่ก่อนหมดอายุได้ล่วงหน้า 3 เดือน หรือภายใน 1 ปีหลังจากหมดอายุไปแล้วครับ
2. หากใบขับขี่หมดอายุไปแล้วเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ผู้ขับขี่จะต้องสอบข้อเขียนใหม่กันเลยทีเดียว โดยการสอบข้อเขียน ข้อสอบมีอยู่ 50 ข้อ ผู้ขับขี่จะต้องตอบให้ถูก 45 ข้อจาก 50 ข้อ ถึงจะผ่านครับ
3. กรณีที่เกิน 3 ปี ผู้ขับขี่ต้องสอบข้อเขียน และสอบภาคปฏิบัติทั้ง 3 ท่าใหม่ เช่นเดียวกับผู้ที่ขอรับใบขับขี่เป็นครั้งแรก
ท่าที่ 1 จอดรถตรงจุด
ท่าที่ 2 ถอยรถเข้าซอง (หักพวงมาลัยได้ไม่เกิน 7 ครั้ง)
ท่าที่ 3 ทางเทียบขนานทางเท้า
ที่สำคัญอย่าลืมเตรียมใบรับรองแพทย์ไปด้วยนะครับ!
โดย หลักฐานประกอบคำขอ มีดังนี้
1. ใบขับขี่เดิม หรือใบแทน
2. บัตรประชาชนฉบับจริง พร้อมสำเนา
เมื่อหลักฐานพร้อมเราก็ลุยกันเลยครับ ขั้นตอนการดำเนินการ มีดังนี้
1. ตรวจสอบเอกสาร และออกคำขอ
2. ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
- ทดสอบการมองเห็นสี ที่จำเป็นในการขับรถ ซึ่งก็คือ การมองเห็น สีเขียว เหลือง แดง
- ทดสอบสายตาทางลึก โดย ผู้ขับขี่จะต้องปรับแท่งแนวตั้งให้ขนานกันได้มากที่สุด
- ทดสอบสายตาทางกว้าง ผู้ขับขี่จะต้องสามารถบอกสีที่มุมตา โดยล็อกหน้าตรงได้อย่างถูกต้อง
- ทดสอบปฎิกิริยาเท้า (ความสามารถในการใช้เบรคเท้า)
3. เข้ารับการอบรมกฎจราจร 1 ชั่วโมง
4. ผู้ขับขี่ชำระค่าธรรมเนียมจำนวน 605 บาท
ค่าใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ 500 บาท
ค่าถ่ายรูปและพิมพ์บัตร 100 บาท
ค่าคำร้อง 5 บาท
พร้อมถ่ายรูปพิมพ์ใบขับขี่ และรับใบขับขี่
Credit : tipinsure.com
-------------------------------------------------------------------
.wordpress.com
#รถมือสอง สุราษฎร์ธานี
ฝากซื้อฝากขายและขายฝากอสังหาริมทรัพย์ทั่วราชอาณาจักร
.wordpress.com
.wordpress.com
#บ้านสวยพารวย อสังหา น่าลงทุน
รับตกแต่งภายในรีโนเวทบ้านเก่าบ้านมือสอง , ขายที่ดินพร้อมรับสร้างบ้าน ทั่วราชอาณาจักร
รับโพสต์งาน
28/08/2018
เตรียมตัวสอบใบขับขี่ 2561
คุณสมบัติของผู้ที่จะสอบใบขับขี่ 2561
- อายุ 18 ปีบริบูรณ์ - สำหรับรถยนต์
- อายุ 15 ปีบริบูรณ์ - สำหรับรถจักรยานยนต์ (จะได้ไม่เกิน 110 ซี.ซี.) และเมื่อ 18 ปีบริบูรณ์ จะไม่จำกัด ซี.ซี.
- ไม่มีความบกพร่องทางสายตา (ตาบอด, ตาบอดสี) หากพิการด้านอื่นขอรับคำปรึกษากับเจ้าหน้าที่ขนส่งได้
เอกสารที่ใช้ในการขอสอบใบขับขี่
- บัตรประชาชนตัวจริง
- สำเนาบัตรประชาชน 1 ชุด
- ใบรับรองแพทย์ (อายุไม่เกิน 1 เดือน)
- ใบรับรองการอบรม (กรณีผู้ทำการอบรมนอกกรมการขนส่งทางบกได้ด้วยเช่นกัน)
Credit : car.kapook.com
--------------------------------------------------------------------
.wordpress.com
ฝากซื้อฝากขายและขายฝากอสังหาริมทรัพย์ทั่วราชอาณาจักร
.wordpress.com
.wordpress.com
#บ้านสวยพารวย รับตกแต่งภายในรีโนเวทบ้านเก่าบ้านมือสอง
รับสร้างบ้าน
รับโพสต์งาน
#ขายรถบ้านรถเต้นท์มือสองสุราษฎร์ธานี
07/04/2018
ข้อสอบใบขับขี่ 2561 พร้อมเฉลย หมวดรูปภาพจราจร
ข้อสอบใบขับขี่ 2561 พร้อมเฉลย หมวดรูปภาพจราจร 1. 10 หมวด รูปภาพจราจร ข้อสอบชุดนี้เป็นหมวดรูปภาพจราจร จะถูกสุ่มจากระบบมาจำนวนหนึ่งในข้อสอบทั้งหมด 50 ข้อ ถ้.....
07/04/2018
ข้อสอบใบขับขี่ 2561 พร้อมเฉลย หมวดรูปภาพจราจร
หลักสูตรสำหรับผู้ไม่มีพื้นฐาน เกียร์ออร์โต้ และ เกียร์ธรรมดา 10 ชั่วโมง 3500 15 ชั่วโมง 4500 หลักสูตรสำหรับผู้มีพื้นฐานแล้ว เกียร์ออร์โต้ และ เกียร์ธรรมดา 3 ชั่วโมง 2000 5 ชั่วโมง 2500
สนใจโทรสอบถามเพิ่มเติม 096-829-9326
https://enjoydrivingsite.wordpress.com/
ข้อสอบใบขับขี่ 2561 พร้อมเฉลย หมวดรูปภาพจราจร 1. 10 หมวด รูปภาพจราจร ข้อสอบชุดนี้เป็นหมวดรูปภาพจราจร จะถูกสุ่มจากระบบมาจำนวนหนึ่งในข้อสอบทั้งหมด 50 ข้อ ถ้.....
35 วิธีดูแลรถให้มีอายุการใช้งานยืนยาวนานขึ้น
รถดี ๆ ที่เราใช้เวลาเก็บเงินตั้งนานกว่าจะซื้อมาเนี่ย บางคนรักยิ่งกว่าแฟนซะอีกนะ ดังนั้นถ้าเกิดใช้ได้ไม่นานก็พัง คงน่าเสียดายแย่เลยใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นก่อนที่รถของคุณจะเสียทั้ง ๆ ที่ยังใช้ได้ไม่เท่าไหร่ ก็ลองมาดูแลรถด้วยวิธีเหล่านี้กันดูเถอะ
1. ในช่วงรันอิน ขณะที่ขับรถไปได้ 1,600 กิโลเมตรแรก จำกัดความเร็วให้อยู่ต่ำกว่า 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเอาไว้ หรือความเร็วตามที่แนะนำสำหรับรถแต่ละรุ่น
2. หลีกเลี่ยงสิ่งของกระทบถูกรถ เพราะแม้แต่ลูกบอลพลาสติกเบา ๆ กระทบก็ทำให้เกิดรอยขนแมวได้
3. อย่าเร่งเครื่องเวลาสตาร์ททันที โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศข้างนอกหนาวเย็น ทางที่ดีควรเร่งความเร็วหลังผ่านไปประมาณสัก 10 - 20 นาที
4. พักเครื่องยนต์ด้วยการเลื่อนเกียร์ว่างให้อยู่ในตำแหน่งไฟสีแดง ไม่อย่างนั้นแม้จะไม่ได้ขับรถ ตัวเครื่องก็จะยังคงทำงานอยู่
5. พยายามไม่ขับรถเร็วจนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนหรือเย็นจัด
6. หลีกเลี่ยงการหยุดรถกะทันหันที่จะทำให้ล้อสึกอย่างรวดเร็ว
7. เวลาหมุนพวงมาลัย ไม่ควรหักไปทิศทางใดจนสุด
8. หากรถติดอยู่ในพวกหลุมโคลนขนาดใหญ่จนเอาขึ้นมาลำบาก ควรเรียกช่างมาช่วยยกแทนที่จะพยายามเร่งเครื่องให้หลุดออกมา
9. การพ่วงของอื่น ๆ ไว้กับกุญแจรถด้วย จะทำให้กุญแจรถหนักขึ้น บวกกับเวลาที่ขับ แรงสั่นสะเทือนก็จะยิ่งทำให้ช่องที่เสียบกุญแจรถรับภาระหนักขึ้นอีก จนชิ้นส่วนภายในสึกหรอได้ เพราะฉะนั้นเลือกเอาเครื่องประดับเล็ก ๆ ชิ้นเบา ๆ มาใช้ก็พอแล้ว
10. หมั่นสังเกตหรือถ้าจะให้ดีก็ควรจดเอาไว้ด้วยว่าวัน ๆ น้ำมันของคุณหมดไปเท่าไหร่ และวันนี้ขับไปเป็นระยะทางเท่าไหร่ ถ้าน้ำมันหดหายจนผิดสังเกต จะได้ตามช่างมาดูสิ่งผิดปกติได้ทัน
11. อย่าทิ้งรถไว้เฉย ๆ นานเกินไปจนเครื่องยนต์สึกกร่อนเสียหาย โดยเฉพาะแบตเตอรี่ที่ต้องถูกดึงไฟมาใช้อยู่เรื่อย ๆ แม้จะไม่ใช้ เพราะฉะนั้นคุณจึงควรสตาร์ทรถวอร์มเครื่องบ้าง
12. ใช้ขาตั้งยกรถเป็นตัวค้ำเวลาจอด รถจะได้ไม่ต้องรับน้ำหนักมากเกินไป
13. จอดรถในที่ร่ม เพื่อไม่ให้รถร้อน หรือจะเลือกใช้รถเป็นสีที่คายความร้อนเช่นสีสว่างเป็นมันเงาดูก็ได้
14. ทำความสะอาดแผงหน้าปัดด้วยผ้าชุบน้ำพอหมาด และหมั่นดูดฝุ่นในรถเสมอ
15. เคลือบเบาะหนังเพื่อให้รถดูเหมือนใหม่อยู่เสมอ
16. แก้ปัญหาไฟท้ายมีร่องรอยด้วยการเอาเทปซึ่งขายในร้านอุปกรณ์สำหรับรถมาติด ก่อนที่น้ำจากฝนจะรั่วซึมเข้ามาติดอยู่ภายใน
17. ต่อให้เป็นรถที่ทนทานขนาดไหนก็ไม่ควรบรรทุกของหนักเกินไป ไม่ว่าจะเป็นที่ท้ายรถหรือมัดไว้บนหลังคาก็ตาม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วควรจุไม่เกิน 90 กิโลกรัม
18. มองหาผ้ามาคลุมรถทุกครั้งตอนที่เก็บในโรงรถเพื่อรักษาสีให้ดูใหม่นาน ๆ
19. สำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้รถบรรทุกของไปด้วย ควรใช้ผ้าหนา ๆ ปูสักชั้นก่อนใส่ของลงไปด้วย จะได้ไม่ขูดขีดโดนรถจนเป็นรอย
20. เคลือบแว็กซ์อีกชั้นเพื่อถนอมสีรถให้ติดทนนานยิ่งขึ้น รวมทั้งกันรอยขูดขีดด้วย
21. ตอนที่เติมลมยางรถ ลองสังเกตดูสิว่ามีความชื้นออกมาจากตัวปั๊มลมด้วยรึเปล่า ถ้ามีก็หยุดซะ เพราะหากมีความชื้นเข้าไปฝังตัวด้านในจะทำให้ล้อเสียหายได้
22. เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดล้อที่เหมาะสม และพยายามขยันใช้เป็นประจำ เพราะล้อต้องเจอสิ่งสกปรกบ่อยกว่าส่วนอื่น ๆ
23. หยอดน้ำมันหล่อลื่นลงน๊อตล้อเพื่อกันความฝืดเคือง ให้เครื่องทำงานได้สะดวกมากขึ้น
24. ระบบเบรกป้องกันล้อล็อกนั้นค่อนข้างไม่ถูกกับความชื้นเป็นพิเศษ มันจึงควรถูกเช็ดทำความสะอาดให้แห้ง และควนตรวจเช็คอย่างน้อยทุก ๆ 3 ปี
25. เปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อย ๆ คราบตกตะกอนจะได้ไม่ฝังอยู่ภายใน
26. คุณต้องทำความสะอาดฝาถังน้ำมันบางเช่นกัน เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกอุดตันอยู่ภายใน
27. ตรวจเช็คแบตเตอรี่เป็นประจำ ถ้ามีรอยแตกร้าวควรเปลี่ยนทันที และควรทำความสะอาดด้วย
28. เปลี่ยนหัวเทียนเมื่อคุณขับรถไปได้ 48,000 - 64,000 กิโลเมตร
29. ใช้น้ำสะอาดเติมลงหม้อน้ำรถยนต์เท่านั้น เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกเข้าไปสะสม โดยผสมน้ำยาหล่อเย็นและน้ำเปล่าในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง
30. ปูผ้าขนหนูไว้บนเบาะก่อนเอาที่นั่งเด็กมาวางทับ เพื่อกันรอยขีดข่วน
31. กระปุกเก็บน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ต้องมีน้ำมันอยู่ในระดับพอดี และฝาปิดสนิทก่อนสตาร์ทเครื่องด้วย ไม่อย่างนั้นหากเจอความร้อนหลังเครื่องทำงานเข้าไป อาจยิ่งเพิ่มความดันจนทำให้น้ำมันล้นออกมาได้
32. ควรเปลี่ยนสายพานราวลิ้นตามระยะเวลาที่แนะนำในคู่มือ
33. หมั่นตรวจน้ำกลั่นแบตเตอรี่ไม่ให้อยู่ต่ำกว่าระดับที่ควร
34. ถอดก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาเช็ดทำความสะอาดบ้าง
35. ตรวจเช็ควาล์ว PCV หรือ Positive Crankcase Ventilation และเปลี่ยนหลังขับรถไปเป็นระยะทาง 48,000 กิโลเมตร
นอกจากที่แนะนำมานี้ ก็ควรเอารถไปตรวจเช็คที่ศูนย์เป็นประจำด้วยนะครับ หากเกิดสิ่งผิดปกติอะไรขึ้นมา จะได้ให้มืออาชีพช่วยแก้ไขได้ทันยังไงล่ะ
ที่มา car.kapook.com
สนใจกรุณาโทรสอบถามที่ 096-829-9326
19/12/2017
คำแนะนำการใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ อย่างถูกวิธี
ข้อควรปฏิบัติในการใช้รถเกียร์ออโต้
หลังทำความรู้จักกับตำแหน่งเกียร์แล้วยังมีเกร็ดน่ารู้ต่างๆ ในการขับรถเกียร์อัตโนมัติให้ปลอดภัยอีกไม่ว่าจะเป็น…
ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ควรตรวจสอบให้เกียร์อยู่ในตำแหน่ง P และสตาร์ทเครื่องยนต์ในขณะที่เกียร์อยู่ในตำแหน่ง P เท่านั้น เพราะหากคันเกียร์คร่อมอยู่ในตำแหน่ง P – R แรงสั่นสะเทือนจากการสตาร์ทเครื่องยนต์ อาจทำให้เกียร์ดีดไปเข้าเกียร์ R ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
ในการขับรถลงทางลาดชัน ต้องใช้เกียร์ตำแหน่ง “D3” แต่กรณีที่ทางลงนั้นชันมาก ๆ ให้เลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง “2” เพื่อใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก (Engine Brake) ในขณะเดียวกันคุณควรเหยียบเบรกไปด้วย หรืออาจใช้เบรกมือ เพื่อช่วยในการหยุดรถที่ดียิ่งขึ้น
ห้ามใช้เกียร์ “N” หรือ “D4” ในการขับรถลงทางชันมากๆ เพราะกำลังเครื่องยนต์ไม่พอ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
การจอดรถแล้วไม่ดับเครื่องยนต์ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น จอดรถเพื่อไปลงเปิดประตูบ้านหรือไปซื้อของริมถนน ไม่ควรใช้ตำแหน่ง N แต่ควรใช้ตำแหน่ง P และใส่เบรคมือทุกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้รถพุ่งไปข้างหน้า
หากต้องการเปลี่ยนเกียร์ไปตำแหน่งอื่น เช่น จากตำแหน่ง N ไป D หรือ R ต้องทำในขณะที่รถยนต์จอดสนิท และควรเหยียบเบรกป้องกันกันรถเคลื่อน
หากหยุดในชั่วแค่ 2-3 นาที ก็ควรอยู่ที่ตำแหน่ง D โดยแตะเบรกแทน แต่หากหยุดนานเกินกว่านี้ค่อยเปลี่ยนเป็น N และต้องการป้องกันรถไหลก็ใส่เบรคเบรกมือด้วย
เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุกๆ 6 เดือนหรือปีละ 2 ครั้ง จะช่วยยืดอายุการทำงานของระบบเกียร์ได้เพราะสภาพอากาศที่ร้อนจัดและการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ทำให้รถยนต์ต้องวิ่งๆ หยุดๆ แรงดันน้ำมันสูง-ต่ำไม่คงที่ในระบบเกียร์สูงจากอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูง
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ เพจ Enjoy Driving เสมอมาค่ะ 😊😍😉
Enjoy Driving Enjoy Driving มุ่งให้ผู้เรียนสามารถขับรถอย?
16/12/2017
ข้อควรปฏิบัติในการใช้รถเกียร์ออโต้
หลังทำความรู้จักกับตำแหน่งเกียร์แล้วยังมีเกร็ดน่ารู้ต่างๆ ในการขับรถเกียร์อัตโนมัติให้ปลอดภัยอีกไม่ว่าจะเป็น…
ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ควรตรวจสอบให้เกียร์อยู่ในตำแหน่ง P และสตาร์ทเครื่องยนต์ในขณะที่เกียร์อยู่ในตำแหน่ง P เท่านั้น เพราะหากคันเกียร์คร่อมอยู่ในตำแหน่ง P – R แรงสั่นสะเทือนจากการสตาร์ทเครื่องยนต์ อาจทำให้เกียร์ดีดไปเข้าเกียร์ R ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
ในการขับรถลงทางลาดชัน ต้องใช้เกียร์ตำแหน่ง “D3” แต่กรณีที่ทางลงนั้นชันมาก ๆ ให้เลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง “2” เพื่อใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก (Engine Brake) ในขณะเดียวกันคุณควรเหยียบเบรกไปด้วย หรืออาจใช้เบรกมือ เพื่อช่วยในการหยุดรถที่ดียิ่งขึ้น
ห้ามใช้เกียร์ “N” หรือ “D4” ในการขับรถลงทางชันมากๆ เพราะกำลังเครื่องยนต์ไม่พอ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
การจอดรถแล้วไม่ดับเครื่องยนต์ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น จอดรถเพื่อไปลงเปิดประตูบ้านหรือไปซื้อของริมถนน ไม่ควรใช้ตำแหน่ง N แต่ควรใช้ตำแหน่ง P และใส่เบรคมือทุกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้รถพุ่งไปข้างหน้า
หากต้องการเปลี่ยนเกียร์ไปตำแหน่งอื่น เช่น จากตำแหน่ง N ไป D หรือ R ต้องทำในขณะที่รถยนต์จอดสนิท และควรเหยียบเบรกป้องกันกันรถเคลื่อน
หากหยุดในชั่วแค่ 2-3 นาที ก็ควรอยู่ที่ตำแหน่ง D โดยแตะเบรกแทน แต่หากหยุดนานเกินกว่านี้ค่อยเปลี่ยนเป็น N และต้องการป้องกันรถไหลก็ใส่เบรคเบรกมือด้วย
เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุกๆ 6 เดือนหรือปีละ 2 ครั้ง จะช่วยยืดอายุการทำงานของระบบเกียร์ได้เพราะสภาพอากาศที่ร้อนจัดและการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ทำให้รถยนต์ต้องวิ่งๆ หยุดๆ แรงดันน้ำมันสูง-ต่ำไม่คงที่ในระบบเกียร์สูงจากอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูง
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เบอร์โทรศัพท์
ที่อยู่
164/739 Pimolnradch , Bangbuathong
Non Buri
11110
เวลาทำการ
| จันทร์ | 08:00 - 18:00 |
| อังคาร | 08:00 - 18:00 |
| พุธ | 08:00 - 18:00 |
| พฤหัสบดี | 08:00 - 18:00 |
| ศุกร์ | 08:00 - 18:00 |
| เสาร์ | 08:00 - 17:00 |
| อาทิตย์ | 08:00 - 18:00 |