D Jungle Man

D Jungle Man

แชร์

ภาพถ่ายธรรมชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชต่างๆ

16/05/2026

"พลายขุนด่าน" กลับประจำการที่เขื่อนขุนด่าน
ท่านใดไปล่องเรือเพื่อชมน้ำตกเขาช่องลม มีโอกาสสูงที่จะได้พบเห็น พลายขุนด่านหรือที่รู้จักกันในชื่อ "งางอนหูหาย" ช่วงนี้กลับไปประจำการอยู่ที่เขื่อนขุนด่านแล้วนะครับ

พลายขุนด่านหรือพลายงางอนหูหาย
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

16/05/2026

"กุนเชียง เซียงกง" ช่วงต้นปีที่ผ่านมา สงสัยจะย้ายอู่แล้วมั้งครับ ไม่ค่อยออกมาให้บริการแก่นักท่องเที่ยวเลยนะครับ 🤣🤣🤣 เหตุผลหลักๆ ที่ไม่ค่อยออกมาก็คงเพราะโตขึ้น กำลังก้าวข้ามจากวัยรุ่นสู่วัยหนุ่ม และคงเริ่ม อินโทรเวิร์ท เริ่มอยากเป็นตัวของตัวเอง มีเส้นทางวงรอบเป็นของตัวเอง ตามวิถีของช้างพลายนั่นเองครับ

กุนเชียง เซียงกง บริการรื้ออะไหล่ แต่ไม่ใส่คืนฮะ🤣🤣🤣

พลายกุนเชียง
วันที่ 7 กรกฎาคม 2568
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

15/05/2026

"เมื่อฤดูฝนมา ก็ถึงเวลากลับบ้าน"

ทำไมช้างป่าจึงหลบหน้า หายตา ไม่ค่อยออกมาให้เราเห็นในช่วงฤดูฝน นั่นก็เพราะ
1. แหล่งอาหารและน้ำมีอยู่ทุกที่ (ไม่ต้องง้อโป่งหรือแหล่งน้ำหลัก)
ในช่วงหน้าแล้ง แหล่งน้ำและพืชอาหารในป่าลึกจะแห้งขอด ช้างป่าจึงจำเป็นต้องเดินทางมายังแหล่งน้ำถาวร โป่งเทียม หรือแปลงหญ้าบริเวณชายป่าที่เราเข้าถึงได้ง่าย แต่เมื่อฝนตก น้ำมีอยู่ทั่วหัวระแหง มีแอ่งน้ำ ขุมน้ำเล็กๆ เกิดขึ้นทั่วทั้งป่าลึก ช้างสามารถกินน้ำที่ไหนก็ได้

อาหารสมบูรณ์ พืชพรรณ ใบไม้ ไผ่ และหญ้าระบัดในป่าลึกแตกรสชาติดีและมีความชุ่มชื้นสูง ช้างจึงไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงเดินออกมาบริเวณชายป่าหรือจุดท่องเที่ยวเพื่อหาอาหารอีกต่อไป

2. ช้างรักความสงบและชอบ "ป่าลึก" มากกว่า
โดยธรรมชาติแล้ว ช้างป่าชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีสิ่งรบกวนน้อยที่สุด การที่พวกมันออกมาให้เราเห็นในฤดูอื่น ส่วนใหญ่เป็นเพราะ "ความจำเป็น" บังคับเรื่องปากท้อง แต่เมื่อหน้าฝนให้ทุกอย่างที่มันต้องการในป่าลึก พวกมันก็จะเลือกหลบเข้าไปใช้ชีวิต พักผ่อน และเลี้ยงลูกหลานอยู่ตามหุบเขาหรือป่าทึบที่ห่างไกลจากมนุษย์

3. สภาพอากาศและเสียงฝนบดบังการรับรู้
ช้างเป็นสัตว์ที่พึ่งพาระบบประสาทสัมผัสทางการได้ยิน (Hearing) และการดมกลิ่น (Olfaction) สูงมากเป็นอันดับต้นๆ

เสียงฝนที่ตกกระทบใบไม้ใบหญ้าอย่างรุนแรงจะ บดบังเสียงรอบข้าง ทำให้ช้างได้ยินสิ่งผิดปกติหรืออันตรายได้ยากขึ้น

ละอองฝนและความชื้นสูงในอากาศทำให้ กลิ่นกระจายตัวได้ไม่ดี
เมื่อการรับรู้ลดลง ช้างจะรู้สึกไม่ปลอดภัยหากอยู่ในที่โล่งแจ้ง พวกมันจึงเลือกที่จะกบดานหรือหากินอยู่ในเขตป่าทึบที่หนาแน่นเพื่อใช้เป็นกำบังภัยธรรมชาติ

4. ทัศนวิสัยของคนดูลดลงและป่าปิด
ในมุมของเราเอง การมองเห็นก็ยากขึ้นเช่นกันครับ หน้าฝนป่าจะ "ทึบ" ขึ้นอย่างรวดเร็ว (Vegetation density เพิ่มสูงขึ้นมาก) ใบไม้หนาตา หมอกฝน และเมฆครึ้ม ทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นระยะไกลลดลง ต่อให้ช้างยืนห่างจากเราไปไม่กี่สิบเมตรในดงไม้ เราก็อาจจะมองไม่เห็นพวกมันเลยด้วยซ้ำ

แม่จอมขวัญ แม่กระดังงาแและสมาชิกโขลงแม่ลำดวน
วันที่ 23 กรกฎาคม 2567
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

14/05/2026

"ทุกคน เกิดมาล้วนมีปัญหาเป็นของตัวเอง พี่งาทอง ก็เช่นกัน"
ไม่ใช่แค่คนที่เมื่ออยู่ต่างที่ ต่างบริบท บทบาทก็ย่อมเปลี่ยนไป พี่งาทอง และช้างตัวอื่นๆ เองก็เช่นกัน

พลายงาทอง กับพลายสุ
วันที่ 20 กันยายน 2566
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

Photos from D Jungle Man's post 11/05/2026

เมื่อสายฝนร่วงหล่นลงบนผืนป่าเขาใหญ่ ให้หวนคิดถึงภาพเหตุการณ์ในวันที่ 12 มิถุนายน 2566 ทุกครั้ง ภาพช้าง 3 ตัวเดินท่ามกลางสายฝน ความสัมพันธ์ พฤติกรรมที่แสดงถึงความรักความผูกพัน ของพวกเขา ซึ่งดูราวมนุษย์ผู้มีจิตใจ มีความรู้สึกลึกซึ้งไม่ต่างจากเราเลย
ภาพที่ 1 แม่ลำดวน(แม่ด้วน) กำลังกินโป่ง กม. 35 ท่ามกลางสายฝน รอแม่กระดังงา(หางยาวมีขนาย)และโอไรอ้อน ก่อนคลอดเวหา 3 วัน

ภาพที่ 2 บั้นท้ายของแม่ลำดวน กับคำตอบข้อสงสัยว่าทำไม D Jungle Man เรียก "แม่ลำดวน" แทนคำว่า "แม่ด้วน" เพราะ หางแม่ไม่ได้ด้วนอย่างที่ FC เข้าใจ แต่หางแค่สั้น และพู่หางขนหางยังอยู่ครบ แถมมีสีทองซะด้วย

ภาพที่ 3 แม่กระดังงา(หางยาวมีขนาย)กับลูกชาย พลายโอไรอ้อน เติมตามแม่ลำดวน เพื่อมาเป็นแม่รับดูแลการคลอดให้แม่ลำดวนกับน้องเวหา ในขณะที่ตัวเองก็อุ้มท้อง น้องโอเค มีอายุครรภ์ราว 14 เดือน ก่อนที่เวหาจะคลอดในวันที่ 15 มิถุนายน 2566 ก่อนจะดูแล คุ้มกันอยู่อีกหลายเดือน ก่อนจะแยกทางกลับเข้าโขลงใครโขลงมัน

แม่ลำดวน แม่กระดัง พลายโอไรอ้อน รวมถึง น้องเวหาและน้องโอไรอ้อน ที่อยู่ในท้องแม่พังทั้งคู่
วันที่ 12 มิถุนายน 2566
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

08/05/2026

"ลูกชายและพี่ชายแห่งชาติเขาใหญ่" แม่ๆ Fc ช้างเขาใหญ่เค้าตั้งให้อย่างนั้น

พลายภูผา
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

07/05/2026

"ช้างน้อย ที่ออกมาให้เราได้พบเห็นเพียงแค่ครั้งเดียว ก่อนหายไปแล้วกว่า 2 ปี" ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 มีช้างโขลงหนึ่ง ออกปรากฎตัวช่วง หลักกิโลเมตรที่ 33 ฝั่งปราจีนบุรี โขลงดังกล่าวคือ ช้างพังสมาชิกจากโขลงแม่ลำดวน (แม่ด้วน) จำนวนทั้งสิ้น 5 ตัว ประกอบไปด้วย แม่สร้อยสุวรรณา ลูกช้างน้อยเกิดใหม่(ลูกของแม่ลำพู) แม่ฟ้าใส แม่ลำพู(หูรูเล็ก) และน้องอรอุมา(ลูกของแม่ลำพู) ก่อนที่ทั้ง 5 ตัวจะเข้าไปป่า และเมื่อแม่ลำพูปรากฏตัวอีกครั้งก็ไม่ปรากฏว่ามีลูกช้างเกิดใหม่อยู่ด้วยอีกเลยจวบจนปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ใครทันและยังจำเหตุการณ์นี้ได้บ้างครับ

ถ่ายเมื่อ 14 พฤษภาคม 2567
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

07/05/2026

ครบรอบ 1 ปี พี่สีกับน้องเชียง
กับคำที่นักท่องเที่ยวตะโกนบอกว่า "ช้าง 2 แม่ลูก" 🤣🤣🤣

พลายศรีหนึ่ง(สีดอหนึ่ง) กับพลายกุนเชียง
วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ( 1 ปีที่แล้ว)
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

03/05/2026

"หากแม่น้อยกำลังใกล้คลอด" ซึ่งนับวันยิ่งห่างจากแม่เปี๊ยะค่อนข้างมาก คิดแค่ว่าหากตกลูกในเดือนพฤษภาคมปีนี้ เท่ากับแม่เปี๊ยะตั้งท้องก่อนแม่น้อย กว่า 5 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก นั่นหมายความว่า พ่อ ของน้องโอดี้ กับช้างน้อยในครรภ์ของแม่น้อย มีความเป็นไปได้สูงว่า อาจเป็นคนละตัวคนละพ่อ และก็หมายความว่า นอกจาก โขลงตรอ. ที่ไม่ค่อยจะรวมกับใครไม่พอ แถมยังมีช่วงเวลาที่ ทั้ง 2 แม่ แยกกันใช้ชีวิตบางเวลาด้วย โดยส่วนใหญ่การตกมันของช้างตัวผู้ หากได้รับการยินยอมจากโขลงที่พร้อมผสมพันธุ์ โดยแม่แปรกและแม่ๆ ในโขลงพิจราณาแล้วว่าไม่ใช่ญาติ เลือดไม่ชิด และมีแม่พังพร้อมที่จะสานสัมพัน ส่วนใหญ่พ่อพลายก็จะผสมพันธุ์กับแม่พังหลายๆ ตัวในวันหรือห้วงเวลาใกล้กันที่ตกมัน ดังนั้น แม่พังที่ตั้งท้องในเวลาไล่เลี่ย และตกลูกในเวลาไล่เลี่ยกัน และไม่ห่างกันมากนัก มากสุดก็ไม่เกิน 2 เดือน (ระยะตั้งครรภ์ของช้าง 20-22 เดือน) ตัวอย่างเช่น โขลงแม่ลำดวน โดยมีแม่พังตกลูกเวลาไล่เลี่ยกัน ถึง 3 ตัว คือ แม่ลำไพคลอดน้องใบเฟิร์น แม่ลำพู(หูรูเล็ก) คลอดน้องที่หายไปตัวที่ 1และ แม่ลำเพย(ขนตายาว) คลอดน้องที่หายไปตัวที่ 2 ..ดังนั้น กรณีของแม่น้อยและแม่เปี๊ยะจึงน่าสนใจอย่างมากครับ

แม่น้อยสโรชากับโอมากาเสะ
วันที่ 5 เมษายน 2568
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

30/04/2026

"ไม่มีอะไรเหมือนเดิมตลอดไป"
"แค่อาจใช้เวลาเปลี่ยนแปลงมากน้อย เร็วช้าต่างกัน"

พลายโอริโอ้เดินข้างๆ แม่เปี๊ยะในขณะนั้นตั้งท้องน้องโอดี๊(น้องกระทิง) ถึง 19 เดือน ก่อนจะตกลูก(คลอด) ในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2568

พลายโอริโอ้กับแม่เปี๊ยะ
วันที่ 21 กันยายน 2568
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

29/04/2026

"เมื่อบ้านหลังใหญ่ไม่อาจตอบโจทย์อีกต่อไป"

การที่ช้างและสัตว์ป่าหลายชนิดออกหากินนอกเขตอุทยานมากขึ้น และดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมานับหลาย 10 ปี นั่นหมายความว่า
"ช้างและสัตว์กำลังจะบอกอะไรกับเรา"

"ป่าเขาใหญ่" และป่าเขตร้อนหลายแห่งในไทยหลายแห่ง แม้ว่ามองจากภาพถ่ายดาวเทียมป่าจะยังดูเขียว (Greenness) แต่ในเชิงคุณภาพหรือ "ความสมบูรณ์เชิงโครงสร้าง" นั้นกำลังเผชิญวิกฤตที่ซ่อนอยู่ครับ

ประเด็นเรื่องดินและสารอาหารที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่า สามารถวิเคราะห์ตามหลักการวิจัยได้ดังนี้ครับ:

1. วงจรสารอาหารที่หยุดชะงัก (Nutrient Cycling Disruption)
ในป่าธรรมชาติ สารอาหารควรจะหมุนเวียนจากดินสู่พืช และจากพืชกลับลงสู่ดินผ่านการเน่าเปื่อยหรือมูลสัตว์ แต่ปัจจุบันพบว่า:

การชะล้างพังทลาย: เมื่อโครงสร้างป่าเปลี่ยนไป หรือเกิดสภาวะอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ฝนที่ตกหนักจะชะล้างหน้าดินที่มีแร่ธาตุออกไปเร็วขึ้น

ดินขาดความสามารถในการอุ้มน้ำ: เมื่ออินทรียวัตถุในดินลดลง ดินจะจับตัวเป็นก้อนแข็ง (Soil Compaction) ทำให้น้ำฝนไม่ซึมลงสู่ใต้ดิน แต่ไหลบ่าไปตามผิวหน้า (Runoff) ส่งผลให้พืชขาดน้ำในหน้าแล้งแม้ปริมาณฝนรวมจะปกติ

2. "ความหิวโหยที่มองไม่เห็น" (Hidden Hunger)
งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า พืชในป่าที่เติบโตในดินที่เสื่อมโทรมจะมี "ความหนาแน่นของสารอาหาร (Nutrient Density)" ลดลง:

พืชอาจจะมีใบเขียว แต่มีโซเดียม แคลเซียม หรือฟอสฟอรัสต่ำลง

เมื่อพืชซึ่งเป็นฐานของห่วงโซ่อาหารไม่มีคุณภาพ สัตว์กินพืชขนาดใหญ่เช่น ช้างป่า หรือกวาง จึงต้องกินในปริมาณที่มากขึ้น หรือต้องดิ้นรนออกไปหาแร่ธาตุทดลองจากภายนอก (เช่น เกลือหรือปุ๋ยในพื้นที่เกษตร) เพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหายไปในป่าลึก

Shutterstock
3. ผลกระทบลูกโซ่ (Cascade Effects)
เมื่อสัตว์ป่าขาดสารอาหาร สิ่งที่จะตามมาตามที่นักวิจัยพบคือ:

พฤติกรรมการหากินเปลี่ยน: สัตว์จะออกจากใจกลางป่า (Core Zone) มายังขอบป่ามากขึ้น เพราะพืชบริเวณขอบป่ามักได้รับแสงและแร่ธาตุจากการรบกวนของมนุษย์มากกว่า

สุขภาพและความต้านทานโรค: สัตว์ป่าอาจมีร่างกายที่อ่อนแอลง ส่งผลต่ออัตราการสืบพันธุ์และการรอดชีวิตของลูกสัตว์

ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง: พืชบางชนิดที่ไม่ทนต่อดินเสื่อมโทรมจะค่อยๆ ตายไป และถูกแทนที่ด้วยพืชเบิกนำ (Pioneer species) ที่โตเร็วแต่ให้คุณค่าทางอาหารต่ำ

4. กรณีศึกษา "โป่ง" ในเขาใหญ่
ความเสื่อมโทรมของดินเห็นได้ชัดจากการที่ "โป่งธรรมชาติ" หลายแห่งเริ่มร้าง หรือมีแร่ธาตุจางลง จนเจ้าหน้าที่ต้องมีการทำ "โป่งเทียม" เพื่อเสริมแร่ธาตุที่จำเป็น (เช่น โซเดียม แคลเซียม) ให้กับสัตว์ป่า นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าระบบนิเวศดั้งเดิมเริ่มไม่สามารถเลี้ยงดูสัตว์ป่าได้อย่างสมบูรณ์ด้วยตัวมันเอง

ขอบคุณข้อมูล : สถาบัน GISTDA

ดังนั้น การแก้ไขที่ปลายเหตุด้วยการพลักดันให้ช้างกลับเข้าไปในป่าเพียงอย่างเดียวแน่นอนคงไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่ต้องเร่งหาวิธีจัดการแก้ไขให้ผืนป่ากลับมาเป็นบ้านหลังใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์และน่าอยู่อย่างยั่งยืนให้เร็วที่สุดครับ...

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการถ่ายภาพ ใน Nakhon Ratchasima?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่


60/2 หมู่ 6 ต. พญาเย็น อ. ปากช่อง
Nakhon Ratchasima
30320