My Freedom is Wealth
ถ่ายทอดประสบการณ์ในการสร้างอิสระภ?
19/02/2023
ขอบคุณเพจ RiA Academy
หลักการดูว่าผลตอบแทนมัน " Reasonable return " ไหมแบบง่าย ๆ
🔰 ความเดิม เมื่อไหร่จะเรียกว่า " การลงทุน "
1. Protect the principle (ปกป้องเงินต้น)
2. Seek to reasonable return (หาผลตอบแทนที่คุ้มกับความเสี่ยง)
📌 แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าผลตอบแทนมันคุ้มกับความเสี่ยง ผมอยากจะให้ลองดูที่รูปง่าย ๆ
ปล. ขออนุญาติเป็นรูปวาด (ออกมาอ่านหนังสือแต่อยากลงโพส 😂)
📌 แต่ละเส้น คือ
1. Ideal fair price - fair value ราคาที่เราคิดว่ามันเหมาะสม
2. Buy price - ราคาที่เราจะเข้าไปซื้อ
3. 0 - คือ ถ้ามันไม่เป็นแบบที่เราคิด หรือถ้ามันแย่กว่าที่เราคิดมาก ๆ ราคามันจะไปถึงที่เท่าไหร่ (เอาแบบ worst case)
✅ ส่วนต่างระหว่าง ideal fair price กับ Buy price คือ " MOS (margin of safety) "
✅ ส่วนต่างระหว่าง Buy price กับ 0 คือ " down side risk "
✨✨ถ้าเราเอา " MOS / Down side risk "✨✨
📌 การแปลผล
10 เท่า แปลว่าถ้าเราลงทุนครั้งนี้ถ้าเราเสีย เราเสียแค่ 1 ส่วนแต่เราจะได้กลับมา 10 ส่วน
📌 ยิ่งจำนวนเท่ามาก ยิ่งมีความสมเหตุสมผล(คุ้มค่ากับความเสี่ยง) แต่ค่าเท่าไหร่เป็น Cut off แล้วแต่การรับความเสี่ยง และประสบการณ์แต่ละคนเลยครับ 💕
31/01/2023
incomes...
เพิ่มตระกร้าหลายใบ ฉบับทำงานคนเดียว
สรุป "แหล่งรายได้" ใน 1 คน รายได้จะมาจากทางไหนได้บ้าง
ในยุคนี้ การมีรายได้จากแหล่งเดียวคงไม่พอสำหรับบางคน หากคุณมีเป้าหมายคือต้องการที่จะเพิ่มรายได้ของตัวเองให้มากขึ้น ต้องมีการหารายได้จากหลาย ๆ ทาง
1. Earned Income
ซึ่งเป็นรายได้ที่คุณได้มาจากการทำงานประจำของคุณ
นั่นก็คือค่าจ้าง หรือเงินเดือนนั่นเอง ถ้าเงินเดือนของคุณมีจำนวนที่เหมาะสมครอบคลุมค่าใช้จ่ายและเหลือเก็บก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าผลเป็นเรื่องตรงกันข้ามล่ะก็
การมีรายได้จากแหล่งนี้เพียงแหล่งเดียวอาจกลายเป็นกับดักที่ให้คุณติดอยู่ใน Comfort Zone และเป็นอุปสรรคในการพัฒนาตัวคุณไปสู่จุดมุ่งหมายทางการเงินที่คุณต้องการได้
และที่สำคัญการที่คุณมีรายได้จากการทำงานเพียงแหล่งเดียว
เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น บริษัทเกิดปัญหาหรือเลิกจ้าง ก็จะทำให้แหล่งรายได้ของคุณหายไปในพริบตา!
2. Profit Income (รายได้จากกำไร)
รายได้จากแหล่งนี้ถือว่าเป็นรายได้เสริมต้น ๆ ที่หลายคนรู้จักเลยก็ได้ เพราะมันคือรายได้จากกำไรที่มาจากการค้าขายสินค้านั่นเอง
การขายของออนไลน์นั้นถือเป็นอะไรที่เป็นนิยมในยุคนี้ และเป็นรายได้เสริมของมนุษย์เงินเดือนหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นการไปรับสินค้ามาและขายไป
หรือแม้กระทั่งการผลิตสินค้าเอง เช่น ทำขนม ทำอาหารขาย โดยผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์
3. Interest Income (รายได้ที่มาจากดอกเบี้ย)
เป็นรายได้ที่อาจเรียกได้ว่าแนวๆ Passive Income เลยก็ว่าได้ เป็นรายได้ที่เกิดจากการได้รับดอกเบี้ย เช่น ดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร
ซึ่งคุณอาจได้รายได้จากแหล่งนี้โดยการต่อยอดจากแหล่งรายได้สองแหล่งข้างต้น โดยควรศึกษารายละเอียดการออมเงินกับสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ รวมถึงควรศึกษาอัตราดอกเบี้ยของแต่ละสถาบันการเงินด้วย
4. Dividend income (รายได้จากเงินปันผล)
เป็นรายได้จากการเล่นหุ้นหรือการซื้อกองทุนรวมต่างๆ ซึ่งการลงทุนในแหล่งรายได้ชนิดนี้มีความเสี่ยงซึ่งคุณต้องรับให้ได้
นอกจากคุณต้องใช้หลักเงินต่อเงินแล้ว คุณต้องคอยศึกษาทิศทางของเศรษฐกิจที่มีความผันผวนด้วย แหล่งรายได้นี้มีเงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความรู้ ความรอบคอบประกอบด้วย
5. Rental Income (รายได้จากการนำทรัพย์สินออกให้เช่า)
เป็นได้รายได้จากการนำทรัพย์สินออกให้เช่านั่นเอง ไม่ว่าจะอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่นิยมไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือคอนโดมิเนียม
ซึ่งบางทีเราอาจคิดว่าการที่จะมีแหล่งรายได้ทางนี้อาจเป็นอะไรที่ไกลเกินเอื้อมอยู่เหมือนกันเพราะเราต้องมีทรัพย์สินในมือออกให้เช่าก่อน ซึ่งถ้าลองปรับมุมมองและศึกษาตลาดใหม่ๆดู คุณอาจไม่ต้องถึงขั้นซื้อคอนโดหรือซื้อบ้านมาปล่อยให้เช่าก็ได้
เพราะในตอนนี้ก็มีธุรกิจให้เช่า ‘บอร์ดเกม’ เครื่องเล่น VR หรือเช่า Nintendo Switch มาให้เห็นในตลาดบ้างแล้ว
6. Capital Gains (รายได้จากส่วนต่างของทรัพย์สินที่นำไปขายต่อ)
รายได้จากแหล่งนี้คือรายได้จากการที่คุณนำทรัพย์สินที่ซื้อมาแล้วนำไปขายต่อ เช่น ซื้อคอนโดมิเนียมมาในราคา 2,000,000 บาท และนำมาตกแต่งใหม่ และนำไปขายต่อในราคา 3,000,000 บาท เราก็จะได้ส่วนต่างคือ 1,000,000 บาทนั่นเอง
กระบวนการฟังดูเหมือนง่ายแต่เอาเข้าจริงก็มีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่เยอะเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจในตอนนั้น หรือทำเลที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่คุณมือจะน่าสนใจพอหรือไม่
อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่มีสินค้าประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถนำมาต่อยอดสร้างรายได้ประเภทนี้ได้ สินค้าประเภท ‘ของสะสม’ เช่น การ์ดยูกิโอ การ์ดโปเกม่อน ที่เราเคยเล่นกันสมัยเด็ก ๆ ถ้าคุณเป็นสาวกยูกิโอ ลองเข้าไปเช็คราคาในเว็บ yugiohprices.com จะเห็นราคาของการ์ดที่เพิ่มขึ้น
7. Royalty Income (รายได้จากความรู้ความสามารถ)
รายได้ชนิดนี้ฟังเผิน ๆ ดูเหมือนรายได้จากการนำทรัพย์สินออกให้เช่า แต่ไม่ใช่เลย
เพราะมันคือรายได้ที่ได้มาจากความรู้ความสามารถของคุณที่สร้างสรรค์ผลงานออกมา โดยเราเรียกว่า ‘ทรัพย์สินทางปัญญา’ นั่นเอง
ไม่ว่าจะเป็นการที่คุณขายลิขสิทธิ์ในงานเขียน ขายลิขสิทธิ์ในการออกแบบโลโก้ หรือขายแฟรนไชส์ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เรานี้ล้วนกลั่นออกมาจากหนึ่งสมองและสองมือของคุณเอง
มันคือค่าไอเดียที่ไม่ต้องใช้ตัวเงินลงทุนมากมายในบางครั้ง แต่สิ่งที่ต้องลงทุนอย่างมากนั่นก็คือลงทุนไอเดีย แรงกายแรงใจในการสร้างทรัพย์สินตัวนี้ออกมาทำเงินนั่นเอง!
เห็นไหมว่ามีรายได้จากหลายช่องทางให้คุณได้ทำเงินขึ้นอยู่กับว่าคุณถนัดและเลือกที่จะพัฒนาช่องทางให้เกิดรายได้เพิ่มเติมขึ้นอย่างไรนั่นเอง
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH
สังคมคนทำธุรกิจขนาดใหญ่
มาร่วมเติบโต ไปกับผู้ร่วมเดินทางอีกกว่า 1 ล้านคน ทั้ง เจ้าของธุรกิจ, SME, ขายของออนไลน์, Startup, Entrepreneur และนักลงทุน ด้วยเป้าหมายเดียวกัน "ไปให้ถึง100ล้าน"
#ไปให้ถึง100ล้าน
29/01/2023
“Economic Moat” แนวคิดป้อมปราการธุรกิจ ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ /โดย ลงทุนแมน
ความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจ ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ธุรกิจนั้นเติบโต และประสบความสำเร็จ
ซึ่ง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” นักลงทุนชื่อดังของโลก ได้กล่าวถึงความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจว่า ต้องดูกันที่ธุรกิจมี “Economic Moat” หรือ “คูเมืองทางเศรษฐกิจ” แข็งแกร่งหรือไม่
แล้ว Economic Moat คืออะไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
StockRadars Day 2023 ติดเรดาร์การลงทุน หาหุ้นสร้างโอกาสในวิกฤต รับฟังวิธีคิด ประสบการณ์จริงจากนักลงทุนตัวจริงระดับประเทศ ซื้อบัตรได้ที่ https://shop.radarspoint.com/?item=SREV0010200&pbid=REF_LTMContent
╚═══════════╝
Economic Moat เปรียบเหมือนปราการที่เป็นคูน้ำล้อมรอบปราสาท ทำหน้าที่ป้องกันปราสาท จากการบุกรุกของศัตรู เหมือนกับสิ่งที่ปกป้องธุรกิจจากคู่แข่ง ให้เข้ามาแข่งขันด้วยยาก
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราลองมาดูตัวอย่างของ Economic Moat ของธุรกิจกันว่ามีอะไรบ้าง
1. ความได้เปรียบด้านต้นทุน (Cost Advantage)
ธุรกิจที่มีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่ง เกิดมาจากหลายปัจจัย อย่างเช่น
- มีอำนาจต่อรองกับซัปพลายเออร์
- มีธุรกิจอยู่ในต้นน้ำและปลายน้ำของอุตสาหกรรม
- มีประสิทธิภาพในการผลิตที่เหนือกว่าคู่แข่ง
ซึ่งหากมีความได้เปรียบเรื่องต้นทุน ก็จะทำให้ธุรกิจมีอัตรากำไรสูงกว่าคู่แข่ง หรือหากมีสงครามราคาในอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ธุรกิจก็ยังมีความได้เปรียบ โดยสามารถลดราคาลงมาสู้กับคู่แข่งได้อีกด้วย
2. ความได้เปรียบด้านขนาด (Size Advantage)
ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่จะมีความได้เปรียบ ด้านการประหยัดต่อขนาด หรือ Economies of Scale หมายความว่า เมื่อธุรกิจผลิตสินค้าหรือบริการได้มากขึ้น ก็จะทำให้ต้นทุนต่อหน่วย ต่ำกว่าคู่แข่ง
สมมติว่า ถ้าเราทำธุรกิจร้านสะดวกซื้อ และมีงบค่าโฆษณาต่อปี 10,000,000 บาท
หากร้านสะดวกซื้อมีจำนวน 100 สาขา หมายความว่า ค่าโฆษณาต่อสาขาจะเท่ากับ 100,000 บาท
แต่ถ้าร้านสะดวกซื้อมีจำนวน 1,000 สาขา หมายความว่า ค่าโฆษณาต่อสาขาจะเท่ากับ 10,000 บาทเท่านั้นเอง
3. ความได้เปรียบด้านสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Advantage)
หลายครั้งความได้เปรียบทางธุรกิจก็อาจมาจากสินทรัพย์ไม่มีตัวตน อย่างเช่น
- สิทธิบัตร และใบอนุญาตต่าง ๆ
- ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ของลูกค้า
- ความสามารถของผู้บริหารและพนักงาน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็คงต้องนึกถึง Louis Vuitton ที่มีการสร้างการรับรู้ในแบรนด์ได้อย่างยอดเยี่ยม จนเป็นแบรนด์หรูแบรนด์แรก ๆ ที่ผู้บริโภคนึกถึง
4. ต้นทุนของผู้บริโภคในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าและบริการอื่นมีสูง (High Switching Costs)
การที่ผู้บริโภคมีต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าหรือบริการของคู่แข่งสูง ทำให้ผู้บริโภคไม่อยากเปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่น ซึ่งอาจเกิดจาก
- รู้สึกว่าการดำเนินการยุ่งยาก
- ไม่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมที่คุ้นเคยอยู่แล้ว
ตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชันสื่อสารและโซเชียลมีเดียอย่าง เฟซบุ๊ก และไลน์ ที่มีคนจำนวนมากใช้งาน จนเกิดเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “Network Effect” จนทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ ไม่เปลี่ยนไปใช้แอปพลิเคชันอื่น ๆ
หรืออย่างกรณีของ Microsoft Office ก็ถือว่ามี Switching Cost ที่สูง เพราะคนส่วนมากมักใช้โปรแกรมนี้ในการทำงาน
ดังนั้น การที่จะย้ายไปใช้โปรแกรมอื่น ก็อาจทำให้ประสบกับความยุ่งยากในการทำงานเช่นกัน
สุดท้ายแล้ว หากเรากำลังมองหาธุรกิจที่จะลงทุน ก็ควรตรวจสอบว่า ธุรกิจนั้นมี Economic Moat เป็นอย่างไรบ้าง
ซึ่งหากธุรกิจนั้นไม่มี Economic Moat ก็คงยากที่จะอยู่รอดได้ในระยะยาว..
╔═══════════╗
🔥โค้งสุดท้ายก่อนงาน "StockRadars Day 2023 ติดเรดาร์การลงทุน หาหุ้นสร้างโอกาสในวิกฤต"
🚩 เตรียมตัวให้พร้อม และมาร่วมค้นหาคำตอบพร้อมคว้าโอกาสในการลงทุนไปด้วยกัน รับฟังวิธีคิด ประสบการณ์จริงจากนักลงทุนตัวจริงระดับประเทศ
📌 วันเสาร์ที่ 4 ก.พ. 2023
โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย สยามพารากอน
ลงทะเบียนรับบัตรที่นั่ง 10.00 น. เป็นต้นไป
งานเริ่ม 13.00 - 17.00 น.
ด่วน! บัตรมีจำนวนจำกัด > https://shop.radarspoint.com/?item=SREV0010200&pbid=REF_LTMContent
╚═══════════╝
References
-https://www.investopedia.com/ask/answers/05/economicmoat.asp
-https://www.morningstar.com/invglossary/economic_moat.aspx
-https://www.wallstreetprep.com/knowledge/economic-moat/
27/12/2022
08/12/2022
ขอบคุณมากครับ
เครดิต : เพจ Thai Finlit
📍สรุปสิ่งที่ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร บรรยายในหลักสูตรอบรมการลงทุนเน้นคุณค่ารุ่นที่ 18 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2565
🧐 เรื่องหลักๆ ที่ ดร. กล่าวคือ
1. เรื่องยีนมนุษย์ที่มีโอกาสทำให้เกิด Megatrend
2. การเลือกอุตสากรรมในการลงทุน และวิธีการหาผู้ชนะ
3. เสาหลักที่ต้องศึกษาเพื่อการลงทุน
📍- ดร. เล่าว่าเรื่องที่ ดร.กำลังสนใจอ่านตอนนี้คือ "ประวัติศาสตร์ ยีนมนุษย์ และสังคม" ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนจะถามว่าศึกษาไปทำไม ดร. มองว่าทุกเรื่องเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับคน และจริงๆ มันเป็นเรื่องเดียวกันหมด อะไรจะเกิด เราต้องอธิบายได้ว่าเป็นเพราะอะไร ถ้าอธิบายได้ เราก็จะเข้าใจการลงทุนในหุ้น
- ดร. เชื่อว่าถ้าเราเข้าใจเรื่องยีนมนุษย์ เราจะเข้าใจเรื่อง “จิตวิทยาการลงทุน” และยีนมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้สถานการณ์ต่างๆ จะเปลี่ยน
ยกตัวอย่าง คนเจอเสือก็ต้องตกใจ วิ่งทันที ถ้ามัวแต่คิดมากเกินไปว่าจะเอาชนะเสืออย่างไร ก็มีโอกาสเสียชีวิต เหมือนเวลาหุ้นตกหรือมีวิกฤต คนก็จะไม่ทันคิด และต้องเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณก่อน หลายครั้งอย่าทำตามยีน คนอื่น panic เราอย่าไป panic ให้ทำตรงกันข้ามกับยีน ซึ่งเป็นคนส่วนน้อย แล้วเราจะได้ไม่เหมือนคนอื่น
📍การเลือกอุตสาหกรรมที่ลงทุน คือ เลือกอุตสาหกรรมที่ ”เพิ่มโอกาสในการเอาตัวรอด” ของมนุษย์ได้ เพราะมีโอกาสทำให้เกิด megatrend
ยกตัวอย่างธุรกิจเช่น รถไฟ ประโยชน์คือช่วยเพิ่มโอกาสการเดินทาง/สื่อสาร ลองสังเกตดูเวลามีเรื่องการสื่อสารรุ่นใหม่ๆ มา มี Megatrend มาตลอด
(เปรียบกับเรื่องยีน มนุษย์จะเอาตัวรอดได้ดีจากการรวมกลุ่ม พลังหมู่ การเข้าสังคม มนุษย์ที่ไม่ชอบเข้าสังคมจะตายหายจากไป ดังนั้น ยีนที่หลงเหลืออยู่ต่อๆ มาคือยีนที่เก่งการสื่อสาร ยีนต้องการเพื่อน ยีนที่ต้องการการยอมรับ)
แล้วในเมื่อ ยีนเหมือนกันหมด สิ่งที่ทำให้เราเกิดความแตกต่างคืออะไร?
คำตอบคือ “รายได้” เพราะเป็นตัวบอกว่าคุณสามารถใช้บริการอะไร สินค้าอะไร ท่องเที่ยวไปไหนมาไหนได้หรือไม่ หรือซื้อของแพงได้มั้ย และรายได้ก็มีความสามารถในการเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่าง รายได้เพิ่มเร็ว ก็มีการใช้ผลิตภัณฑ์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นต้นตอในการเกิด Megatrend นั่นก็คือ อุตสาหกรรมที่โตต่อเนื่อง/ยาวนาน/ราคาไม่แพง/sustain ถ้าเจอธุรกิจไหนเป็นแบบนี้ ก็เป็น superstock
เมื่อก่อนเราอาจเห็นว่าหุ้นโรงพยาบาล หุ้นห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือมีราคาแพง เมื่อคนมีรายได้เพิ่ม โรงพยาบาลก็ต้องมีเพิ่ม คนก็ต้องใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะเป็นสิ่งจำเป็น
ดร.ซื้อหุ้นโรงพยาบาลเอกชนในเวียดนาม ซึ่งเวียดนามโตเร็วมาก ถึงตอนนี้ตกมา ก็กำลังจะซื้อเพิ่ม
ทั้งนี้ การเป็น megatrend ไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไป เพราะมันต้องมี super หรือผู้ชนะ เมื่อมีผู้ชนะก็ต้องมีผู้แพ้ (เปรียบกับเรื่องยีน คนเราก็แข่งกันมาตั้งแต่ยังเป็น s***m โอกาสชนะก็มีเพียงหนึ่งเดียว)
📍วิธีการหาผู้ชนะ
ทุกครั้งที่วิเคราะห์ ต้องคิดถึงการวิเคราะห์การแข่งขันเสมอ
1. คู่แข่งเป็นใคร เป็นอย่างไร
2. ธุรกิจนี้อยู่ใน industry อะไร โตมาอย่างไร ต้องอธิบาย Foundation ได้
3. ผู้ชนะจะเป็นคนที่มีความได้เปรียบ ได้เปรียบอย่างไร
อะไรคือปัจจัยสำคัญในการต่อสู้ในธุรกิจ ถ้ามีปัจจัยในการต้อสู้ที่ดีกว่า (และถ้าไม่เกิดอะไร) มีโอกาสชนะสูงกว่า
ดร.บอกว่าชีวิต ดร. แพ้มาตลอดจนมาเข้าตลาดหุ้น เมื่อก่อนมี 3 ปัจจัยในการต่อสู้ในตลาดหุ้นของ ดร. คือ “สมอง อารมณ์ วินัย” เหมือนคนส่วนใหญ่
แต่ตอนนี้ต้องมีอีกปัจจัย คือ ต้องเป็นเบอร์หนึ่ง เราต้องเป็นคนรู้เกมส์ก่อน
📍เสาหลักที่ต้องศึกษาเพื่อการลงทุน
🔸เสาหลักแรก: ทฤษฎีการเงินและการลงทุน และ Behavior Finance พฤติกรรมมีส่วนในการลงทุน
ดร. กล่าวถึง Efficient Market Hypothesis คือเป็นทฤษฎีที่เชื่อว่าตลาดมีประสิทธิภาพสูง ราคาเหมาะสมของหุ้นทุกตัวคือราคาตลาด จึงไม่มีใครสามารถซื้อหุ้นถูกแล้วขายแพงได้ หรือมีก็มีแต่ระยะสั้นๆเท่านั้น หรือชนะบางครั้ง แพ้บางครั้งเท่านั้น แม้จะมีข้อมูลภายในก็ไม่สามารถชนะตลาดได้ ตลาดคือคนที่เก่งที่สุด ซึ่ง contradict กับเรื่องทั่วไปว่าถ้าทำดี เรียนรู้มากก็ชนะ เหมือนหมอผ่าตัด ยิ่งทำยิ่งเก่ง
ทั้งนี้ คนที่นักวิชาการยอมรับว่าเอาชนะตลาดได้จริงโดยคิดรวมความเสี่ยงแล้วคือ Warren Buffett ถือยาวววววววว ไม่ขาย ไม่ต้องถือจำนวนหุ้นมาก และเสริมว่าถ้าเราต้องแข่งกับพวกผู้บริหารกองทุนเก่งๆ เราจะชนะอย่างไร
นักเก็งกำไรที่ ดร.พูดถึงคือ Cathie Wood และ Jessy Livermore เผื่อใครอยากไปหาอ่านเพิ่มเติม
ประเทศที่เจริญแล้ว ผลตอบแทนประมาณ 10% ถือว่าสุดยอด ในไทยประมาณปี 2555-ปัจจุบัน ผลตอบแทนประมาณ 5-8% โดยการคิดผลตอบแทนต้องคิดผลตอบแทนแบบทบต้นด้วย และพึงระลึกว่า High Rick, High Return
🔸เสาหลักที่สอง: ประวัติศาสตร์
การศึกษาประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจอเมริกาเป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นประเทศที่มีข้อมูลข่าวสารพร้อม การศึกษาประวัติศาสตร์จะบอกได้ว่าประเทศมี development มาอย่างไรในแต่ละช่วง ทุกช่วงมีขึ้นมีลง มีช่วงดี มีช่วงร้าย บางช่วงหุ้น growth ดี บางช่วงหุ้น value ดี หุ้นบางตัวนิ่งมา 10 ปี พอผ่านไปอีกยุคถึงจะขึ้น รวมทั้งมีปัจจัยอะไรที่ประเทศจะสู้กับโลกได้ เช่น หากดูประเทศเวียดนาม ดูค่าแรง คุณภาพของคน การศึกษา ฯลฯ
🔸เสาหลักที่สาม: จิตวิทยา
เราต้องเข้าใจ ไม่งั้นเราจะเป็นเหยื่อหรือเราจะเสียหาย ให้ลองศึกษาจิตวิทยาของคนหมู่มาก
🔸เสาหลักที่สี่: การเข้าใจธุรกิจ+บริษัท+การแข่งขัน
ไม่ว่าจะเป็น Marketing / Finance / Operation / Competitive Advantage ใครมียิ่งยั่งยืน ไม่ใช่มีแค่ช่วงใดช่วงหนึ่ง แบบดีเฉพาะช่วงโควิด หรือ ทำไมคนถึงติด brand นี้ / Competitors มีใครบ้าง อะไรคือปัจจัยในการต่อสู้ธุรกิจนี้ เช่น
Walmart เป็นบริษัทใหญ่ มี economy of scale
บริษัทกลุ่ม Digital มี networking effect แบบ Line ที่คนไทยเล่นทั้งประเทศ
การเทรนคนเพื่อเข้ามา ”ทำ” ธุรกิจ จะแตกต่างจากการเทรนคนเพื่อ “ดูหรือเลือก” ธุรกิจ ต้องแยกกัน
การดูหรือเลือกธุรกิจเราต้องมีข้อมูลเยอะ และต้องหมั่นศึกษา
ในตลาดมีทั้งผู้เล่นเก่าและใหม่ เมื่อผู้เล่นใหม่เข้ามาก็ต้องมีพลังมากกว่าผู้เล่นเก่าสองเท่าถึงจะชนะ
เวลาที่ใครพูดอะไรว่าจะทำสิ่งต่างๆ จะชิงตลาด…ต้องรู้จักฟังหูไว้หู อย่าไปเชื่อ story ที่คนอื่นพยายาม convince ดูว่าใครโม้
หุ้นขึ้นตาม Demand and Supply แต่ในระยะยาว “ตามตัวเลขและข้อเท็จจริง” และให้วิเคราะห์จากอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น ยีน
ให้เราเข้าใจการทำงานของบริษัทจริงๆ มีความรู้และเข้าใจในเรื่องนั้นๆอย่างรู้จริง มีเหตุผลที่ถูกต้อง
ถ้าศึกษา “เสาหลัก” เหล่านี้นี้ดี เราจะปลอดภัยขึ้น และ ดร. คิดว่าจะดีในระยะยาว
โดยเพจ Thai Finlit
🙏แอดขอสรุปตามความเข้าใจของแอดนะคะ ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้
😍 แอดดีใจมากที่ได้มีโอกาสเจอ ดร. ตัวเป็นๆ และอยากเก็บสิ่งที่ได้เรียนรู้นี้ไว้เป็นที่ระลึก และแบ่งปันสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากกูรูที่เคารพค่า
🙏ขอบคุณโครงการดีๆจาก สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) มากๆ และแนะนำมากๆค่า แต่ต้องใช้โชคในการสมัครเพราะเต็มความไวระดับวินาที ✌️
#ดรนิเวศน์ #นักลงทุน #ยีนมนุษย์ #การลงทุน #หุ้น #เวียดนาม
26/11/2022
18/09/2022
✅วางเป้าหมายเพื่ออนาคต
✅ลงมือทำ
✅รักษาทัศนคติให้มั่นคงต่อเป้าหมาย
“สร้างพอร์ตปันผลเดือนละ 20,000 เริ่มต้นยังไง”
สำหรับนักลงทุนที่อยากสร้าง Passive Income ในรูปแบบของ “เงินปันผล” การเริ่มต้นลงทุนเสียแต่วันนี้เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่เราทำไม่ใช่เพื่อวันนี้วันพรุ่งนี้ แต่เพื่ออีกหลายปีข้างหน้า ยามที่เราอาจจะหมดแรกงทำงาน และอยากอยู่อย่างสบาย ๆ ไม่เดือดร้อน
สำหรับคนที่อยากมีเงินปันผลมากินมาใช้ บางคนอาจตั้งเป้าหมายใหญ่ เช่น มีปันผลปีละล้าน แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ที่เป็นชนชั้นกลาง รายได้อาจไม่มากนัก การนึกถึงความเป็นไปได้จริงอาจสำคัญกว่า ... สำหรับการตั้งเป้าหมายเช่น มีปันผลเดือนละ 20,000 บาท หรือปีละ 240,000 บาท น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้จริงสำหรับคนหลาย ๆ คน แต่จะทำได้อย่างไรนั้น ไปติดตามกันครับ
ประการแรก ... “เราต้องตั้งเป้าลดหนี้สิน และเก็บเงินให้ได้เสียก่อน”
ก่อนที่เราจะคิดลงทุน สำหรับคนที่อาจมีหนี้สินอยู่ ควรตั้งเป้าในการเคลียร์หนี้สินเสียก่อน และหลังจากนั้นเราจึงเริ่มต้นเก็บเงิน โดยอาจจะเก็บเล็กผสมน้อย มีมากก็เก็บมาก มีน้อยก็เก็บน้อย ไม่ต้องกังวลมากจนกลายเป็นความเครียด หรือทำให้ชีวิตไม่มีความสุขนะครับ
สำหรับผมแล้ว “เงินต้น” เป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ “ความสุข” หากเรามุ่งมั่นจนเครียดไม่มีความสุข ก็อาจไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด แต่สำหรับคนที่มุ่งมั่นจริงจัง คิดว่าจะอดออมวันนี้เพื่อสบายวันหน้า ทำแล้วมีความสุขยั่งยืน แบบนี้ก็ไม่ว่ากันครับ
ประการที่สอง ... “ลองคำนวณดูว่าเงินปันผลเท่านี้ ต้องมีขนาดพอร์ตเท่าไหร่”
หากเราคิดจะมีเงินปันผลเดือนละ 20,000 บาท เท่ากับปีละ 240,000 บาท ถ้าพอร์ตของเราปันผล 10% เราต้องมีพอร์ตราว 2.4 ล้านบาท ถ้าพอร์ตเราปันผลให้ 5% เราต้องมีพอร์ตราว 4.8 ล้านบาท
หลายคนอาจคิดว่า ... ทำไมจำนวนเงินมันมากขนาดนั้น แต่สิ่งที่เราต้องมีเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ก็คือ ต้องเริ่มต้นด้วยการเก็บเงิน และนำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่คาดหวัง ผมลองจำลองแนวทางการเก็บเงิน และผลตอบแทนจากการลงทุนดังต่อไปนี้
คลิ๊กเพื่อชมภาพประกอบ http://www.topofliving.com/12738.html
จากตารางเราจะเห็นว่า ... หากเราต้องการมีเงินปันผล 20,000 บาทต่อเดือน ถ้าเราใช้สูตร เก็บเงินเดือนละ 30,000 บาท สร้างผลตอบแทน 20% ต่อปี โดยเราไม่ได้เติมเงินเข้าไปเลย จะใช้เวลาราว 11 ปี จึงจะเห็นผลของการ “ทบต้น” นั่นคือ เราจะได้เงินปันผล 20,000 บาทต่อเดือน หากเราได้เงินปันผลจากพอร์ตนี้ 10% ต่อปี
ลองเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ ด้วยการเติมเงินเก็บเข้าไปทุกปี ผลจะเป็นอย่างไร ?
คลิ๊กชมภาพประกอบ http://www.topofliving.com/12738.html
(ตารางแสดงการเติบโตของพอร์ต)
หากเราลองเปลี่ยนเงื่อนไข ด้วยการเติมเงินเข้าไปใหม่ เช่น เราต้องการเก็บเงินเดือนละ 30,000 บาท เพราะเราต้องการพอร์ตปันผลให้เราได้เร็วเท่าที่จะทำได้ เท่ากับเราต้องเก็บเงินลงทุนเพิ่มปีละ 360,000 บาท และพอร์ตของเราทำผลตอบแทนได้ 20% ต่อปี เราจะเห็นว่าภายใน 5 ปี เงินปันผลของเราจะทะลุ 2 หมื่นบาทตามเป้าหมาย ถ้าพอร์ตลงทุนของเราสร้างเงินปันผลให้เรา 10% ต่อปี โดยขนาดพอร์ตของเราจะเติบโตราว 3.1 ล้านบาท ถือว่าไม่เลวเลย
ข้อสรุป และข้อคิดก็คือ ... แนวเส้นทางการสร้างพอร์ตที่นำเสนอนั้นมันดูเรียบง่าย แต่เรื่องจริง ๆ ก็คือ หากเราลงทุนจะต้องพบกับ “ความผันผวน” ระหว่างทาง และพอร์ตจำลองนี้ทำขึ้นแบบมองโลกในแง่ดี คือ ทำผลตอบแทนได้ 20% ต่อปี และมีเงินปันผล 10% ต่อปี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินที่จะทำได้ ... หวังว่าคงจะได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักสะสมหุ้นได้บ้าง การลงทุนโดยมีแนวทางที่วางไว้จะทำให้เรามีแรงกำลังขับเคลื่อนให้เป้าหมายบรรลุ ผมเป็นกำลังใจให้ทุกท่านเสมอครับ #นายแว่นลงทุน
06/07/2022
เงินสด อาหารของเงินเฟ้อ
มีทางเดียว ย้ายเงินสด ไปอยู่ที่มีผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินเฟ้อ ไม่งั้น เงินสด จะด้อยค่าไปทุกๆปีด้วย เงินเฟ้อ ตัวร้ายของเงินในกระเป๋า ที่ไม่มีตัวตน
01/07/2022
# # ตรวจสุขภาพพอร์ต เป้าหมายปันผล 1 ล้านบาทต่อปี # #
จบปีที่3 ของการลงทุนของผมเอง
ผมได้เริ่มลงทุน โดยตั้งเป้าหมาย...
"ปั้นพอร์ตปันผลต่อปี 1 ล้านบาทต่อปี เป็นเวลา20ปี"
ผมได้เริ่มลงทุนตั้งแต่ 1 กรกฏาคม 2562 ดังนั้น การลงข้อมูลจริงเพื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมายของตัวเองที่ได้วางไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ว่าสามารถทำได้หรือไม่ เติบโตจากเป้ามายเท่าไหร่ มีอะไรที่ผิดพลาดที่จะต้องเรียนรู้ ปรับปรุง มาดูกันเลย...
เริ่มปีการลงทุนของผมในวันที่ 1 กค. ของทุกๆปี...
#ปันผล เป็นอย่างไรบ้าง...
💚 ปันผลปีที่1 (1 กค.2562 - 30 มิย. 2563)>เป้าหมาย +15.10%
💚 ปันผลปีที่2 (1 กค.2563 - 30 มิย. 2564) >เป้าหมาย +49.80%
💚 ปันผลปีที่3 (1 กค.2564 - 30 มิย. 2565) >เป้าหมาย +47.96%
#มูลค่าพอร์ต เป็นอย่างไรบ้าง...
💚มูลค่าพอร์ตเติบโตจากเป้าหมายปีที่1 +6.02%
💚มูลค่าพอร์ตเติบโตจากเป้าหมายปีที่2 +49.45%
💚มูลค่าพอร์ตเติบโตจากเป้าหมายปีที่3 +21.08%
ปล. ทั้งหมดเป็นกรณีศึกษา ของพอร์ตจริงผมที่ได้ลงมือทำจริง ตั้งเป้าหมาย และคอยติดตาม ปรับปรุง ให้คุณได้ศึกษาว่า การลงทุนที่มีระบบ มีความรู้ในการปั้นพอร์ตอย่างถูกวิธี และสามารถเป็นไปได้จริง แต่ผมเพิ่งผ่านไป แค่ 3ปี ยังเหลืออีก 17 ปี การลงทุนคือการลงทุนระยะยาว ติดตามกันต่อไป จะมาอัตเดตในเพจนี้
สนใจเปิดพอร์ตหุ้น ,กองทุนรวม, private fund ของหลักทรัพย์บัวหลวง ผมจะเป็นผู้แนะนำการลงทุนให้กับคุณ
ติดต่อสอบถามได้นะครับ รหัส IBAI00062
เพิ่มเพื่อนแอดไลน์>> https://lin.ee/jpfLonl
#ปั้นพอร์ตปันผล
#ตรวจสุขภาพพอร์ต
25/06/2022
รู้จัก “Magic Formula” สูตรคัดหุ้นเวียดนามของ ดร.นิเวศน์ /โดย ลงทุนแมน
รู้หรือไม่ว่าในช่วงที่ ดร.นิเวศน์ เริ่มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม
เขาได้ใช้สูตรในการคัดกรองหุ้นที่ชื่อว่า Magic Formula ด้วย
โดย “Magic Formula” เป็นหนึ่งในวิธีการคัดเลือกหุ้นที่เรียบง่าย แต่สร้างผลตอบแทนอย่างมหัศจรรย์
ถูกคิดค้นโดยผู้จัดการกองทุน Gotham Asset Management, LLC
คุณ Joel Greenblatt ใช้กลยุทธ์ที่ว่านี้ สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วงปี 1988 ถึงปี 2009 มากถึง 23.8% ต่อปี หรือเกินกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาอย่าง S&P 500 ที่ 9.6% ต่อปี ชนิดที่ว่าขาดลอยเลยทีเดียว
แล้ว Magic Formula คืออะไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
Magic Formula เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการลงทุนแบบเน้นคุณค่า โดยจะเป็นการคัดหุ้นที่มีประสิทธิภาพในการทำธุรกิจสูงในราคาถูก ผ่านการดูสองอัตราส่วนทางการเงินง่าย ๆ
ตัวแรก ก็คือ “Return on Capital” คือ อัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินลงทุน
ซึ่งเป็นตัวสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
แทนด้วยสูตร EBIT / (Working Capital + Fixed Assets) โดยที่
- EBIT หรือ Earnings Before Interest and Taxes คือ กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี
- Working Capital คือ เงินทุนหมุนเวียนที่บริษัทใช้ดำเนินธุรกิจ เช่น ลูกหนี้การค้า เจ้าหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ เป็นต้น คำนวณแบบง่าย ๆ โดยนำสินทรัพย์หมุนเวียน - หนี้สินหมุนเวียน
- Fixed Assets คือ สินทรัพย์ถาวร หรืออาคาร ที่ดิน เครื่องจักร และอุปกรณ์
สรุปง่าย ๆ ก็คือ Return on Capital จะทำให้เราเห็นภาพว่าเงินที่เราลงทุนไปนั้น
ให้ผลตอบแทนกลับมามากหรือน้อยขนาดไหน ซึ่งเราสามารถนำไปตีความได้ว่า
ถ้า ROC มีค่ามาก แปลว่า บริษัทมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจสูง
ถ้า ROC มีค่าน้อย แปลว่า บริษัทมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจต่ำ
อีกตัวหนึ่งก็คือ “EBIT/EV Multiple” คือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อมูลค่ากิจการ ซึ่งเป็นตัวสะท้อนความถูกแพงของกิจการ หาได้จาก EBIT / Enterprise Value โดย
- EBIT คือ กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี
- Enterprise Value คือ มูลค่ากิจการ หาได้จากการนำมูลค่าตลาดของบริษัท + หนี้สินรวม
ถ้า EBIT/EV Multiple มีค่าน้อย แปลว่า มูลค่ากิจการถูก
ถ้า EBIT/EV Multiple มีค่ามาก แปลว่า มูลค่ากิจการสูง
หลังจากนั้น เราก็ต้องนำหุ้นมาจัดอันดับ เริ่มจาก
- จัดอันดับหุ้นที่มีค่า Return on Capital สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ไล่ไปจนถึงต่ำที่สุด
เพื่อไล่อันดับกิจการที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจสูง
- จัดอันดับหุ้นที่มีค่า EBIT/EV Multiple ต่ำที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ไล่ไปจนถึงสูงที่สุด
เพื่อไล่อันดับกิจการที่มีมูลค่ากิจการถูก
หลังจากนั้น เราก็นำอันดับหุ้น Return on Capital มาบวกกับอันดับหุ้น EBIT/EV Multiple
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น
หุ้น A มีค่า Return on Capital อยู่ในอันดับที่ 20
หุ้น A มีค่า EBIT/EV Multiple อยู่ในอันดับที่ 10
โดยหุ้น A จะมีอันดับรวม คือ 20 + 10 เท่ากับ 30
ขั้นตอนสุดท้าย นำผลรวมของอันดับมาจัดเรียง เพื่อเลือกหุ้นที่จะลงทุนเข้ามาในพอร์ต
โดยมีการเลือกลงทุนสัดส่วนเท่ากันในหุ้น 20-30 อันดับแรก
โดยเราจะเริ่มลงทุนในต้นปี และถือจนถึงปลายปี
หลังจากนั้นปรับพอร์ตการลงทุน และใช้เกณฑ์ Magic Formula แบบเดิม ทำซ้ำในปีต่อไปเรื่อย ๆ
ทั้งนี้ Magic Formula ก็อาจจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น กำหนดให้มูลค่าของบริษัทต้องสูงกว่า 3,500 ล้านบาทเท่านั้น หรือตัดหุ้นในอุตสาหกรรมกลุ่มการเงิน และกลุ่มสาธารณูปโภคออกไป
อย่างในกรณีของ ดร.นิเวศน์ ที่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ ก็พบข้อจำกัดจากการใช้กลยุทธ์ Magic Formula เมื่อนำไปประกอบการลงทุนจริงในตลาดเวียดนาม
โดยการจะใช้กลยุทธ์ Magic Formula ให้ได้ผลดีนั้น จะต้องมีการปรับพอร์ตเป็นระยะ ตามอันดับที่เปลี่ยนไป แต่หุ้นบางตัวก็มีสภาพคล่องต่ำ อาจทำให้ไม่สามารถขายออกได้ตามต้องการ
คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้านำ Magic Formula มาใช้กับตลาดหุ้นไทย ผลตอบแทนจะเป็นอย่างไร ?
ในช่วงเวลาปี 2009 ถึงปี 2018 Magic Formula สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยกว่า 25% ต่อปี สามารถเอาชนะผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หากเราจะนำ Magic Formula ไปใช้งาน เราก็ควรระวังเหมือนกัน ว่าผลลัพธ์และผลตอบแทนที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าเราจะได้ผลตอบแทนชนะตลาดแบบนี้ตลอดไปในอนาคต
แต่อย่างน้อยด้วยหลักการจัดอันดับหุ้นที่ดูจากพื้นฐานของกิจการเป็นหลัก
ทั้งการดูผลตอบแทนจากการลงทุน และการประเมินมูลค่ากิจการว่าถูกหรือแพง
ก็น่าจะเป็นอีกไอเดียหนึ่ง ที่เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
ว่าหุ้นตัวไหน กิจการอะไร เหมาะสมกับกลยุทธ์การลงทุนของเรา..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
-https://www.investopedia.com/terms/m/magic-formula-investing.asp #:~:text=The%20magic%20formula%20is%20a,or%20instinct%20cloud%20their%20judgment.
-https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JFAC/article/view/243929/166280
-https://www.netnethunter.com/joel-greenblatt-original-magic-formula/
-https://www.gothamfunds.com/principals.aspx
25/06/2022
Makro - ผู้นำค้าส่ง
Lotus - พื้นที่ให้เช่า Land Asset
ขอบคุณ ลงทุนแมน
ถอดแนวคิดของ Makro สู่การเป็นผู้นำค้าส่งค้าปลีกในภูมิภาคเอเชีย
Makro x ลงทุนแมน
คนไทยรู้จัก Makro สาขาแรกคือ ย่านลาดพร้าว เมื่อปี พ.ศ. 2532 หรือ 33 ปีที่แล้ว
จนปัจจุบัน Makro มี 148 สาขาในประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลาย
ตั้งแต่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ร้านโชห่วย จนไปถึงกลุ่มโฮเรก้า หรือก็คือธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่และผู้ให้บริการจัดเลี้ยง รวมถึงลูกค้าทั่วไป
เบื้องหลังที่ทำให้ Makro เติบโตอย่างแข็งแกร่งมาโดยตลอด
ก็มาจากโมเดลธุรกิจค้าส่งแบบ B2B ที่เน้นความหลากหลายของสินค้า และราคาค้าส่งที่ย่อมเยา
เพื่อให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจได้อย่างมีกำไร มีทีมงานสาขาที่สร้างความคุ้นเคยและความสัมพันธ์อันดี
กับร้านโชห่วย, คนค้าขายทั่วไป, จนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ซื้อสินค้าของ Makro เพื่อไปประกอบธุรกิจ
พูดง่าย ๆ คือ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
Makro เติบโตไปพร้อม ๆ กับผู้ประกอบการและลูกค้าที่มาใช้บริการนั่นเอง
ทำให้ในสมรภูมิห้างค้าส่งค้าปลีก Makro ยืนหนึ่งในเมืองไทยมาอย่างยาวนาน
ส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุดก็คือ Makro ตั้งเป้าหมายใหญ่ท้าทายประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ
ที่มีมาตลอด 33 ปี เมื่อต้องการขึ้นเป็นผู้นำค้าส่งค้าปลีกในภูมิภาคเอเชีย
ที่น่าสนใจคือ เป้าหมายอันยิ่งใหญ่นี้ ไม่ใช่ Makro จะได้รับประโยชน์แค่ฝ่ายเดียว
แต่ยังมุ่งนำพา SME และเกษตรกรไทย ให้เติบโตไปด้วยกัน และได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วย
Makro จะทำให้ภาพความสำเร็จนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ลงทุนแมน จะวิเคราะห์ให้ฟัง
3 เดือนแรกของปี 2565 Makro มียอดขาย 106,268 ล้านบาท เติบโต 93.7%
ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,050 ล้านบาท เติบโต 18.3% หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
เหตุผลหลักคือ ผลพวงจากการควบรวมกิจการกับโลตัส ซึ่งทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นและรายได้จากพื้นที่เช่าของโลตัส รวมถึงรายได้ที่เติบโตจากธุรกิจค้าส่งของแม็คโครที่เกิดจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร หลังจากการระบาดของโควิด 19 ที่มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อย ๆ
แต่หากขาดวิธีคิดในเชิงกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์องค์กรในการเติบโตพร้อมกับการตอบโจทย์ลูกค้า
ความแข็งแกร่งที่มีอยู่นั้น ก็จะไม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้
ตรงนี้เองที่เป็นเหมือนการบ้านข้อใหญ่ที่ Makro ต้องคิดเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำค้าส่งค้าปลีกในภูมิภาคเอเชีย จนตกผลึกเป็นการเดินหน้าและพัฒนาในมิติต่าง ๆ พร้อมกับเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 60,000 ล้านบาท ใน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2568
การขยายสาขาทั้งภายในและต่างประเทศ
Makro ประกาศว่า ต่อจากนี้จะเดินหน้าขยายสาขาทั้งแม็คโคร และ โลตัส ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น
อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโต และสำหรับการขยายตัวในต่างประเทศ
ปัจจุบัน Makro มีสาขาในต่างประเทศรวม 7 สาขา
ได้แก่ กัมพูชา 2 สาขา, เมียนมา 1 สาขา, อินเดีย 3 สาขา และ จีน 1 สาขา
แผนล่าสุดก็คือ หลังสถานการณ์ โควิด 19 คลี่คลายลง Makro จะเริ่มขยายสาขาในต่างประเทศ
โดยเน้นไปที่ภูมิภาคอาเซียนเป็นหลัก พร้อมกับนำเทคโนโลยีล้ำ ๆ เข้ามาใช้
เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้แก่ลูกค้า
ตอบโจทย์ธุรกิจในยุคดิจิทัล ด้วยรูปแบบการขาย Omni Channel ที่เชื่อมออนไลน์ ออฟไลน์อย่างสมบูรณ์แบบ
รู้หรือไม่ว่า นอกจากช่องทางสาขาที่เติบโตแล้วนั้น ยอดขายออนไลน์ของ Makro ก็เติบโตเร็วเกินคาด
โดยข้อมูลล่าสุด ปี 2564 ที่ผ่านมา แม็คโครมีสัดส่วนยอดขายผ่านช่องทาง Omni Channel ถึง 12% จากยอดขายทั้งหมด ซึ่งเติบโตจากปีก่อน ที่มีสัดส่วนเพียง 7.5%
เหตุผลมาจากการระบาดของโควิด 19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ที่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของลูกค้ามาสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น
โดย Makro เองก็ได้พัฒนาช่องทางหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น MakroClick
รวมถึง maknet B2B Marketplace หรือตลาดค้าส่งออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการแบบ End to End Solution
แน่นอนว่าต่อจากนี้ Makro ก็จะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ในช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เพื่อให้ลูกค้ามีช่องทาง ในการซื้อสินค้าได้สะดวกและง่ายขึ้น
พร้อมทั้งเชื่อมต่อระบบนิเวศน์ในสาขาให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สร้าง “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” เพื่อสนับสนุน SME และเกษตรกรไทย
ปัจจุบัน Makro ให้การสนับสนุน SME และเกษตรไทยกว่า 20,000 ราย
ผ่านโครงการแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของ Makro ที่จะพาเอสเอ็มอีไทย
เติบโตไปเป็น ผู้ผลิตที่แข็งแกร่ง พร้อมกับ การเติบโตของแม็คโครขึ้นสู่ ผู้นำธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในภูมิภาค
นอกจากจะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว Makro ยังเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้า
ที่นำพาสินค้าของผู้ประกอบการไทยไปถึงมือผู้บริโภคในภูมิภาค
ช่วยสร้างแบรนด์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล
โดย ปัจจุบัน Makro ส่งออกสินค้า SME สู่สาขาต่างประเทศไปแล้วกว่า 300 รายการ
จึงทำให้ “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” เป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าจับตามองเพราะนอกจากจะเป็นโครงการที่ทำให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศแล้ว
ยังเป็นหมัดเด็ดของแม็คโครในการสร้างความนิยมให้สินค้าไทยเป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้า
เข้ามาในสาขา ต่างประเทศ นับว่าเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์และ win win ด้วยกันทุกฝ่าย
คงพอมองเห็นแล้วว่า เส้นทางที่ Makro จะขึ้นมาเป็นผู้นำค้าส่งค้าปลีกในภูมิภาคเอเชียนั้น มีวิธีไหนบ้าง
และหากทำสำเร็จคนที่ได้รับผลประโยชน์คงไม่ใช่แค่ Makro เพียงฝ่ายเดียว
ที่สำคัญ ผู้ผลิต SME และเกษตรกรไทย จะมีโอกาสสร้างรายได้และเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
เป็นการสะท้อนถึงอุดมการณ์การทำธุรกิจของ Makro นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท
ที่ไม่ว่าโลกธุรกิจ และเทคโนโลยีจะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ Makro ต้องการเติบโตไปพร้อม ๆ กับพันธมิตร และลูกค้านั่นเอง..
References
-คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2565
-https://positioningmag.com/1365379
-https://www.prachachat.net/finance/news-778688
-https://www.siammakro.co.th
-ข่าวประชาสัมพันธ์ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เว็บไซต์
ที่อยู่
999/206 ลากูน่าวิลล์2 หมู่ 3 ซอย. 1 ต. ตลาด อ. เมือง
Nakhon Ratchasima