Chokdee

Chokdee

แชร์

Chokdee

07/10/2026

พระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิมพ์นิยม
พระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิมพ์นิยม จัดเป็นสุดยอด เบญจภาคีพระรูปหล่อ ที่มีค่านิยมสูงที่สุดในประเทศไทย จัดสร้างขึ้นในราว พ.ศ. 2451–2459 โดยทางวัดได้ว่าจ้าง "คุณยายวัน สุทัศน์ ณ อยุธยา" ช่างจากบ้านช่างหล่อ กรุงเทพฯ เป็นผู้ออกแบบและเทหล่อโบราณ มีพุทธคุณโดดเด่นทางด้าน แคล้วคลาด เมตตามหานิยม และมหาอุด
ประวัติและการจัดแบ่งพิมพ์
กระบวนการสร้างใช้การหล่อแบบ "เบ้าทุบ" โดยขึ้นหุ่นเทียนเป็นช่อ เมื่อเทหล่อเสร็จแล้วจึงตัดออกจากช่อและทุบเบ้า ทำให้ ไม่มีรอยตะเข็บข้าง ในวงการพระเครื่องสากลแบ่งแยกพิมพ์นิยมหลักๆ ออกเป็น 4 พิมพ์ตามความตื้นลึกและตำหนิพิมพ์ทรง ดังนี้
พิมพ์นิยม A: พิมพ์คมชัดที่สุด นิ้วมือและริ้วจีวรติดชัดเจน วงการให้ค่านิยมสูงสุด
พิมพ์นิยม B: พระพักตร์เริ่มตื้นขึ้นเล็กน้อย ริ้วจีวรหนาหนึก
พิมพ์นิยม C: รายละเอียดเส้นสายมีความตื้นกว่าพิมพ์ A และ B
พิมพ์นิยม D: พิมพ์มีความตื้นที่สุดเนื่องจากเป็นบล็อกท้ายๆ
จุดพิจารณาและวิธีดูพระแท้
1.ไม่มีรอยตะเข็บข้าง: เนื่องจากเป็นการหล่อช่อโบราณ ผิวข้างจะเรียบเนียน หากพบรอยประกบข้างถือว่าผิดพิมพ์
2.รอยใต้ฐาน (ก้น): บริเวณใต้ฐานต้องปรากฏ รอยแต่งตะไบ เพื่อเก็บความเรียบร้อยหลังตัดออกจากช่อ และมักมีรอยยุบตัวตามธรรมชาติของโลหะ
3.เนื้อโลหะและผิวพระ: เป็นเนื้อทองเหลืองผสมผสมขันลงหิน ผิวพระผ่านเวลาเกิน 100 ปี จะมี ประกายสุกสว่างไม่ซีดหม่น และปรากฏรูพรุนคล้ายตามด
4.ดินเบ้าและคราบสนิม: ตามซอกลึกขององค์พระจะต้องมี เม็ดดินเบ้าสีดำ (ดินไทย) ฝังอยู่ และมีคราบน้ำตาลของสนิมขุมตามธรรมชาติ

Photos from Chokdee's post 07/10/2026

พระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิมพ์นิยม
พระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิมพ์นิยม จัดเป็นสุดยอด เบญจภาคีพระรูปหล่อ ที่มีค่านิยมสูงที่สุดในประเทศไทย จัดสร้างขึ้นในราว พ.ศ. 2451–2459 โดยทางวัดได้ว่าจ้าง "คุณยายวัน สุทัศน์ ณ อยุธยา" ช่างจากบ้านช่างหล่อ กรุงเทพฯ เป็นผู้ออกแบบและเทหล่อโบราณ มีพุทธคุณโดดเด่นทางด้าน แคล้วคลาด เมตตามหานิยม และมหาอุด
ประวัติและการจัดแบ่งพิมพ์
กระบวนการสร้างใช้การหล่อแบบ "เบ้าทุบ" โดยขึ้นหุ่นเทียนเป็นช่อ เมื่อเทหล่อเสร็จแล้วจึงตัดออกจากช่อและทุบเบ้า ทำให้ ไม่มีรอยตะเข็บข้าง ในวงการพระเครื่องสากลแบ่งแยกพิมพ์นิยมหลักๆ ออกเป็น 4 พิมพ์ตามความตื้นลึกและตำหนิพิมพ์ทรง ดังนี้
พิมพ์นิยม A: พิมพ์คมชัดที่สุด นิ้วมือและริ้วจีวรติดชัดเจน วงการให้ค่านิยมสูงสุด
พิมพ์นิยม B: พระพักตร์เริ่มตื้นขึ้นเล็กน้อย ริ้วจีวรหนาหนึก
พิมพ์นิยม C: รายละเอียดเส้นสายมีความตื้นกว่าพิมพ์ A และ B
พิมพ์นิยม D: พิมพ์มีความตื้นที่สุดเนื่องจากเป็นบล็อกท้ายๆ
จุดพิจารณาและวิธีดูพระแท้
1.ไม่มีรอยตะเข็บข้าง: เนื่องจากเป็นการหล่อช่อโบราณ ผิวข้างจะเรียบเนียน หากพบรอยประกบข้างถือว่าผิดพิมพ์
2.รอยใต้ฐาน (ก้น): บริเวณใต้ฐานต้องปรากฏ รอยแต่งตะไบ เพื่อเก็บความเรียบร้อยหลังตัดออกจากช่อ และมักมีรอยยุบตัวตามธรรมชาติของโลหะ
3.เนื้อโลหะและผิวพระ: เป็นเนื้อทองเหลืองผสมผสมขันลงหิน ผิวพระผ่านเวลาเกิน 100 ปี จะมี ประกายสุกสว่างไม่ซีดหม่น และปรากฏรูพรุนคล้ายตามด
4.ดินเบ้าและคราบสนิม: ตามซอกลึกขององค์พระจะต้องมี เม็ดดินเบ้าสีดำ (ดินไทย) ฝังอยู่ และมีคราบน้ำตาลของสนิมขุมตามธรรมชาติ

06/10/2026

พระกริ่งพรหมมุนี สมเด็จพระสังฆราช(แพ) วัดสุทัศน์
พระกริ่งพรหมมุนี ถือเป็นพระกริ่งสายวัดสุทัศนเทพวรารามอันเป็นสุดยอดตำนานพระเครื่องของสยาม จัดสร้างโดยสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2455 - พ.ศ. 2465 (บางบันทึกระบุถึงปี พ.ศ. 2466) ขณะที่พระองค์ทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นราชาคณะที่ "พระพรหมมุนี" ถือเป็นหนึ่งในพระกริ่งยุคต้นที่มีค่านิยมสูงมากในวงการพระเครื่องและหาชมได้ยากยิ่ง
ข้อมูลสำคัญและประวัติการจัดสร้าง
ปฐมเหตุการสร้าง: มีที่มาจากตำราโบราณเพื่อนำไปทำน้ำพระพุทธมนต์รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ดังเช่นกรณีที่ทรงทำน้ำมนต์รักษาอหิวาตกโรคให้แก่สมเด็จพระวันรัต (แดง) จนหายเป็นปกติ
การจำแนกหมวดพิมพ์: พระกริ่งในยุคนี้แยกออกเป็น 2 หมวดหลัก คือ
พิมพ์เขมรน้อย (พิมพ์เล็ก): ถอดแบบและดัดแปลงย่อส่วนมาจาก "พระกริ่งบาเก็ง" ของกัมพูชา โดยมีนายช่างเริน แห่งบ้านช่างหล่อ เป็นผู้เทหล่อ
พิมพ์กริ่งใหญ่: ใช้แม่พิมพ์พระกริ่งใหญ่ที่ทรงยืมมาจากพระยาศุภกรบรรณสาร (นุ่ม วสุธาร)
รุ่นเด่นในยุคนี้ (พ.ศ. 2459): มีรุ่นสำคัญคือ "รุ่นถวายสำรับ" หรือรุ่นฉลองพระชนมายุครบ 5 รอบ (60 พรรษา) จัดสร้างขึ้นเพียง 61 องค์ เพื่อประทานให้แก่ศิษย์ที่ร่วมจัดสำรับถวายพระเถระในวาระนั้น
เนื้อโลหะและกระแสวรรณะ: โลหะหลักเป็นเนื้อนวโลหะสายวัดสุทัศน์แท้ ๆ เนื้อในจะมีกระแสสีนากสุกอมขาว เมื่อทิ้งไว้จนเนื้อกลับจะกลายเป็นดำสนิทดั่งนิล ส่วนรุ่นปี พ.ศ. 2460 ที่พระยาศุภกรสร้างจะใช้ชนวนพระพุทธชินราช วัดเบญจมบพิตร วรรณะจึงออกกระแสเหลือง
พุทธคุณ: โดดเด่นอย่างยิ่งในด้านการทำน้ำมนต์ขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ เมตตา มหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย และความเจริญรุ่งเรือง

พระกริ่งพรหมมุนีทุกองค์จะผ่านพิธีเทหล่อและแต่งองค์พระอย่างประณีตโดยช่างแต่งยุคเก่า เช่น อาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร (อ.หนู) ทำให้มีความงดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีมูลค่าการสะสมอยู่ในหลักหลายๆล้านบาท

Photos from Chokdee's post 06/10/2026

พระกริ่งพรหมมุนี สมเด็จพระสังฆราช(แพ) วัดสุทัศน์ https://www.youtube.com/watch?v=2WWZcx6USdk&list=PLIaiyKpzk9CLDGY1ZNZtR2FLkB_QVP-Gk&index=6
พระกริ่งพรหมมุนี ถือเป็นพระกริ่งสายวัดสุทัศนเทพวรารามอันเป็นสุดยอดตำนานพระเครื่องของสยาม จัดสร้างโดยสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2455 - พ.ศ. 2465 (บางบันทึกระบุถึงปี พ.ศ. 2466) ขณะที่พระองค์ทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นราชาคณะที่ "พระพรหมมุนี" ถือเป็นหนึ่งในพระกริ่งยุคต้นที่มีค่านิยมสูงมากในวงการพระเครื่องและหาชมได้ยากยิ่ง
ข้อมูลสำคัญและประวัติการจัดสร้าง
ปฐมเหตุการสร้าง: มีที่มาจากตำราโบราณเพื่อนำไปทำน้ำพระพุทธมนต์รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ดังเช่นกรณีที่ทรงทำน้ำมนต์รักษาอหิวาตกโรคให้แก่สมเด็จพระวันรัต (แดง) จนหายเป็นปกติ
การจำแนกหมวดพิมพ์: พระกริ่งในยุคนี้แยกออกเป็น 2 หมวดหลัก คือ
พิมพ์เขมรน้อย (พิมพ์เล็ก): ถอดแบบและดัดแปลงย่อส่วนมาจาก "พระกริ่งบาเก็ง" ของกัมพูชา โดยมีนายช่างเริน แห่งบ้านช่างหล่อ เป็นผู้เทหล่อ
พิมพ์กริ่งใหญ่: ใช้แม่พิมพ์พระกริ่งใหญ่ที่ทรงยืมมาจากพระยาศุภกรบรรณสาร (นุ่ม วสุธาร)
รุ่นเด่นในยุคนี้ (พ.ศ. 2459): มีรุ่นสำคัญคือ "รุ่นถวายสำรับ" หรือรุ่นฉลองพระชนมายุครบ 5 รอบ (60 พรรษา) จัดสร้างขึ้นเพียง 61 องค์ เพื่อประทานให้แก่ศิษย์ที่ร่วมจัดสำรับถวายพระเถระในวาระนั้น
เนื้อโลหะและกระแสวรรณะ: โลหะหลักเป็นเนื้อนวโลหะสายวัดสุทัศน์แท้ ๆ เนื้อในจะมีกระแสสีนากสุกอมขาว เมื่อทิ้งไว้จนเนื้อกลับจะกลายเป็นดำสนิทดั่งนิล ส่วนรุ่นปี พ.ศ. 2460 ที่พระยาศุภกรสร้างจะใช้ชนวนพระพุทธชินราช วัดเบญจมบพิตร วรรณะจึงออกกระแสเหลือง
พุทธคุณ: โดดเด่นอย่างยิ่งในด้านการทำน้ำมนต์ขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ เมตตา มหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย และความเจริญรุ่งเรือง

พระกริ่งพรหมมุนีทุกองค์จะผ่านพิธีเทหล่อและแต่งองค์พระอย่างประณีตโดยช่างแต่งยุคเก่า เช่น อาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร (อ.หนู) ทำให้มีความงดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีมูลค่าการสะสมอยู่ในหลักหลายๆล้านบาท

05/10/2026

พระกริ่งพรหมมุนี สมเด็จพระสังฆราช(แพ) วัดสุทัศน์
พระกริ่งพรหมมุนี จัดเป็นหนึ่งในสุดยอด เบญจภาคีพระกริ่ง และเป็นพระกริ่งรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดรุ่นหนึ่งของ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) วัดสุทัศนเทพวราราม โดยทรงสร้างขึ้นในขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ “พระพรหมมุนี” ระหว่างปี พ.ศ.2455 – 2465 มีคติต้นตำรามาจากพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าในนิกายมหายาน ซึ่งโดดเด่นอย่างยิ่งในด้าน การขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ ทำน้ำพระพุทธมนต์ และอำนวยความเจริญรุ่งเรือง

1. วาระการสร้างที่สำคัญ
1.1 รุ่นถวายสำรับ (พ.ศ.2459): ถือเป็นรุ่นที่สร้างชื่อเสียงและเสาะหากันมากที่สุด ทรงสร้างขึ้นจำนวน 61 องค์ เนื่องในวาระฉลองพระชนมายุครบ 5 รอบ (60 ปี) เพื่อประทานแก่บรรดาศิษย์ที่มาช่วยจัดสำรับถวายพระเถระ
1.2 การถอดพิมพ์: พระองค์ทรงยืมองค์ "พระกริ่งใหญ่" (พระกริ่งจีนโบราณ) จากพระยาศุภกรบรรณสาร (นุ่ม) มาใช้เป็นแม่พิมพ์ในการถอดแบบ

2. เอกลักษณ์ทางพุทธศิลป์และเนื้อหา
2.1 การหล่อแบบ "กริ่งในตัว": เป็นกรรมวิธีโบราณโดยบรรจุเม็ดกริ่งไว้ภายในองค์พระขณะเทหล่อ ไม่ใช่การเจาะก้นแล้วอุดรูด้วยแผ่นโลหะทีหลัง
2.2 เนื้อนวโลหะสูตรเฉพาะ: เนื้อในองค์พระจะมีกระแสสีนากสุกอมขาว เมื่อสรงน้ำอาคมหรือสัมผัสอากาศไปนานวัน ผิวพระจะค่อย ๆ กลับดำสนิทดั่งนิลอย่างงดงาม (ยกเว้นบางบล็อกในปี 2460 ที่ผสมชนวนพระพุทธชินราช ผิวจึงจะออกกระแสเหลือง)
2.3 การตบแต่งอย่างประณีต: เกือบทุกองค์ได้รับการแต่งอย่างวิจิตรโดยช่างแต่งพระยุคเก่า โดยเฉพาะฝีมือของ อาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร (อาจารย์หนู) ที่ทำให้นามของพระกริ่งรุ่นนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน พระกริ่งพรหมมุนีสภาพสวยเดิมและแท้ตามมาตรฐานสากล ถือเป็นวัตถุมงคลระดับตำนานที่หาได้ยากยิ่ง และมีมูลค่าการเปลี่ยนมือในวงการพระเครื่องสูงถึง หลักหลายๆล้าน

Photos from Chokdee's post 05/10/2026

พระกริ่งพรหมมุนี สมเด็จพระสังฆราช(แพ) วัดสุทัศน์ https://www.youtube.com/watch?v=wgUtA56eEIM&list=PLIaiyKpzk9CLDGY1ZNZtR2FLkB_QVP-Gk&index=2
พระกริ่งพรหมมุนี จัดเป็นหนึ่งในสุดยอด เบญจภาคีพระกริ่ง และเป็นพระกริ่งรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดรุ่นหนึ่งของ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) วัดสุทัศนเทพวราราม โดยทรงสร้างขึ้นในขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ “พระพรหมมุนี” ระหว่างปี พ.ศ.2455 – 2465 มีคติต้นตำรามาจากพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าในนิกายมหายาน ซึ่งโดดเด่นอย่างยิ่งในด้าน การขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ ทำน้ำพระพุทธมนต์ และอำนวยความเจริญรุ่งเรือง

1. วาระการสร้างที่สำคัญ
1.1 รุ่นถวายสำรับ (พ.ศ.2459): ถือเป็นรุ่นที่สร้างชื่อเสียงและเสาะหากันมากที่สุด ทรงสร้างขึ้นจำนวน 61 องค์ เนื่องในวาระฉลองพระชนมายุครบ 5 รอบ (60 ปี) เพื่อประทานแก่บรรดาศิษย์ที่มาช่วยจัดสำรับถวายพระเถระ
1.2 การถอดพิมพ์: พระองค์ทรงยืมองค์ "พระกริ่งใหญ่" (พระกริ่งจีนโบราณ) จากพระยาศุภกรบรรณสาร (นุ่ม) มาใช้เป็นแม่พิมพ์ในการถอดแบบ

2. เอกลักษณ์ทางพุทธศิลป์และเนื้อหา
2.1 การหล่อแบบ "กริ่งในตัว": เป็นกรรมวิธีโบราณโดยบรรจุเม็ดกริ่งไว้ภายในองค์พระขณะเทหล่อ ไม่ใช่การเจาะก้นแล้วอุดรูด้วยแผ่นโลหะทีหลัง
2.2 เนื้อนวโลหะสูตรเฉพาะ: เนื้อในองค์พระจะมีกระแสสีนากสุกอมขาว เมื่อสรงน้ำอาคมหรือสัมผัสอากาศไปนานวัน ผิวพระจะค่อย ๆ กลับดำสนิทดั่งนิลอย่างงดงาม (ยกเว้นบางบล็อกในปี 2460 ที่ผสมชนวนพระพุทธชินราช ผิวจึงจะออกกระแสเหลือง)
2.3 การตบแต่งอย่างประณีต: เกือบทุกองค์ได้รับการแต่งอย่างวิจิตรโดยช่างแต่งพระยุคเก่า โดยเฉพาะฝีมือของ อาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร (อาจารย์หนู) ที่ทำให้นามของพระกริ่งรุ่นนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน พระกริ่งพรหมมุนีสภาพสวยเดิมและแท้ตามมาตรฐานสากล ถือเป็นวัตถุมงคลระดับตำนานที่หาได้ยากยิ่ง และมีมูลค่าการเปลี่ยนมือในวงการพระเครื่องสูงถึง หลักหลายๆล้าน

27/09/2026

พระหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ เนื้อว่าน พ.ศ.2497 พิมพ์ใหญ่A ห้วขีด-ไหล่จุด https://www.youtube.com/watch?v=09L1m1XmhRM&list=PLIaiyKpzk9CIw9qrQ3SwkLijqyVo9aWvr
เป็นหนึ่งในพิมพ์ยอดนิยมและเป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่งของพระเครื่องชุดเนื้อว่านรุ่นแรก ซึ่งจัดสร้างโดยพระอาจารย์ทิม แห่ง วัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี
จุดตำหนิและลักษณะสำคัญของพิมพ์ใหญ่ A (หัวขีด-ไหล่จุด)
1. พิมพ์หัวขีด (หูขีด) บริเวณข้างศีรษะหรือใบหูด้านซ้ายขององค์พระ จะปรากฏเส้นขีดนูนวิ่งเฉียงเชื่อมต่อขึ้นไปหาขอบซุ้มอย่างชัดเจน
2. พิมพ์ไหล่จุด มีจุดเนื้อนูนเล็ก ๆ ปรากฏอยู่ที่บริเวณหัวไหล่ขวาขององค์พระ (ซ้ายมือของเราเมื่อส่องกล้อง)
3. เนื้อหามวลสาร: ประกอบด้วยว่าน 108 ชนิดผสมกับ ดินกากยายักษ์ ทำให้เนื้อพระมีโซนสีดำอมเทาหรือน้ำตาลเข้ม ผิวพรรณมักมีคราบไขว่านและคราบความเก่าแห้งเซตตัวตามธรรมชาติ รวมถึงมีมวลสารแร่สีขาวอมเหลืองหรือเม็ดแร่กระจายอยู่ทั่วไป

ด้านหน้า
1. ลักษณะใบหน้าและศีรษะ: เค้าโครงหน้ามีความอวบอิ่ม คมลึก บริเวณหูหรือข้างศีรษะด้านซ้ายขององค์พระ (ขวามือเรา) จะมีเส้นนูนขีดวิ่งเฉียงขึ้นไปชนขอบซุ้ม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ "หัวขีด" หรือ "หูขีด"
2. จุดสังเกตบริเวณหัวไหล่: ที่หัวไหล่ขวาขององค์พระ (ซ้ายมือเรา) จะปรากฏเม็ดเนื้อนูนเล็ก ๆ หรือ "ไหล่จุด" อย่างชัดเจน
3. มวลสารเนื้อว่านและแร่: ด้านหน้าของพระรุ่นแรกปี 2497 จะต้องปรากฏคราบไคล ความแห้ง หดตัวตามธรรมชาติของเนื้อว่าน ผสมผสานกับเม็ดแร่กากยายักษ์และผงมวลสารสีขาวหม่นที่กระจายอยู่บนผิว

ด้านหลัง
1. รอยพับหดตัวและลอนอูม: ผิวด้านหลังของพระรุ่นนี้มักจะอูมน้อย ๆ นูนตรงกลางและสโลปลงขอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติ พื้นผิวจะไม่เรียบตึงเรียบกริบ แต่จะปรากฏรอยย่น รอยแยก รอยหดตัว หรือรูพรุนเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไปอันเกิดจากการแห้งตัวของน้ำและยางว่านตลอดกาลเวลากว่า 70 ปี
2. การกระจายตัวของมวลสาร: ปรากฏมวลสารแร่สีขาวอมเหลือง เม็ดผงสีเทาหม่น และเม็ดแร่ระยิบระยับฝังจมแน่นอยู่ในเนื้ออย่างสม่ำเสมอสลับกับดินกากยายักษ์สีเทาดำเข้ม
3. คราบไขและฝ้าธรรมชาติ: ผิวพรรณมีคราบไขว่าน ฝ้าขาวนวลนวล และคราบไคลความเก่าปกคลุมอยู่บางส่วน สลับกับโซนสีผิวที่ซีดเข้มไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของพระเนื้อว่านแบบโบราณที่ยากจะเลียนแบบได้

ด้านข้างซ้าย
1. ความหนาและมิติองค์พระ: พระเนื้อว่านปี 2497 พิมพ์ใหญ่ส่วนมากจะมีความหนาพอสมควร ด้านข้างจะเห็นสันขอบซุ้มพับปลิ้น หรือมีรอยแต่งขอบแผ่วเบาที่เกิดจากการถอดออกจากแม่พิมพ์พิมพ์ด้วยมือ
2. รอยแยกเนื้อและการเซตตัว: เนื่องจากเป็นพระเนื้อว่านผสมดินกากยายักษ์ ผ่านกาลเวลามากว่า 70 ปี ด้านข้างจึงมักปรากฏรอยปริ รอยแยก หรือรอยหดตัวเบา ๆ ตามธรรมชาติของเนื้อว่านที่แห้งตัวลง ไม่เรียบตึงจนเกินไป
3. คราบไขและเนื้อหา: ผิวด้านข้างจะปรากฏคราบไขว่านสีขาวหม่น หรือฝ้าขาวนวลเกาะอยู่ตามซอกมุม รวมถึงเห็นเศษเม็ดแร่มวลสารฝังอยู่ในเนื้อสีดำอมเทาอย่างเป็นธรรมชาติ

ด้านข้างขวา
1. ความลาดเอียงและทรวดทรง: ด้านข้างฝั่งนี้จะเห็นมิติระนาบหน้าพระอย่างชัดเจน โดยเฉพาะส่วนพระพักตร์ (ใบหน้า) และพระอุระ (หน้าอก) ที่นูนเด่นขึ้นมาจากพื้นผนังซุ้มตามธรรมชาติของพิมพ์ใหญ่ A
2. ธรรมชาติการถอดพิมพ์: บริเวณขอบซุ้มด้านข้างจะปรากฏรอยปริ รอยพับเนื้อเบา ๆ หรือรอยมนที่เกิดจากการใช้นิ้วมือกดเนื้อว่านลงสู่แม่พิมพ์ และการงัดหรือถอดองค์พระออกจากพิมพ์จากด้านล่างขึ้นบน
3. คราบไขและความเก่า: บนผิวฝั่งนี้มีคราบไขว่านขาวนวลเกาะอยู่บาง ๆ สลับกับผิวเนื้อว่านแก่มวลสารดินกากยายักษ์สีเทาดำที่มีความแห้ง ผิวไม่ตึงเปรี้ยะ และปรากฏรูพรุนเล็ก ๆ ที่เกิดจากการหดตัวของมวลสารตามกาลเวลา

ใต้ฐาน
1. รูเสียบไม้ (ก้านไม้ไผ่): ปรากฏรูสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวดิ่งลึกเข้าไปในเนื้อพระค่อนข้างชัดเจน เกิดจากการใช้ก้านไม้ไผ่เหลี่ยมปลายแหลมเสียบจากใต้ฐานขึ้นไปดันองค์พระออกจากแม่พิมพ์ รูนี้จึงมักเป็นสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมเหลี่ยม ไม่เป็นรูกลมบล็อกเป๊ะ
2. ธรรมชาติของรูเนื้อว่าน: ขอบรูจะมีความมน เก่า แห้ง และหดตัวตามธรรมชาติ ไม่มีความคมหรือรอยเจาะด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ บางองค์อาจมีเศษเนื้อว่านปลิ้นพับเข้าไปตามแรงดันไม้
3. มวลสารและก้นครก: ผิวก้นใต้ฐานจะมีความแห้งจัด ปรากฏคราบไขว่านขาวนวล และเม็ดแร่มวลสารกระจายตัวสม่ำเสมอสลับกับดินกากยายักษ์สีดำเทา

สรุปภาพรวมลักษณะทางกายภาพ
1.พุทธลักษณะด้านหน้า (พิมพ์ทรงและจุดตำหนิ)
1.1 พิมพ์ทรง: ใบหน้ากลมโต มีมิติความลึกชัดเจน หน้าอกอวบอิ่มล่ำสัน วงแขนทอดขัดสมาธิอย่างเป็นธรรมชาติ เม็ดบัวสองชั้นคมลึกเป็นระเบียบตามสไตล์พิมพ์ใหญ่ A
1.2 จุดตำหนิประจำพิมพ์
1.2.1 หัวขีด (หูขีด): ปรากฏเส้นขีดนูนวิ่งเฉียงจากข้างศีรษะหรือใบหูด้านซ้ายขององค์พระขึ้นไปชนขอบซุ้ม
1.2.2 ไหล่จุด: มีจุดเนื้อนูนเล็ก ๆ ปรากฏอยู่ที่บริเวณหัวไหล่ขวาขององค์พระอย่างชัดเจน

2. ลักษณะด้านหลัง
2.1 ความแห้งและการเซตตัว: พื้นผิวมีความแห้ง ผิวไม่ตึงเรียบ ปรากฏรอยย่น รอยหดตัว และรูพรุนขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งเกิดจากการระเหยของน้ำและยางว่านตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี
2.2 คราบไขว่าน: มีคราบไขว่านสีขาวหม่นหรือฝ้าขาวเกาะอยู่บนพื้นผิวสลับกับสีของเนื้อดินกากยายักษ์อย่างเป็นธรรมชาติ

3. ลักษณะด้านข้าง (ซ้ายและขวา)
3.1 มิติความหนา: องค์พระมีความหนาได้สัดส่วนตามลักษณะพิมพ์ใหญ่ ขอบข้างลาดเอียงมนจากการใช้นิ้วมือกดเนื้อว่านลงสู่แม่พิมพ์
3.2 ธรรมชาติขอบพระ: ปรากฏรอยปริ รอยพับเนื้อเบา ๆ และคราบไขว่านตามซอกมุม ผิวไม่เรียบตึงจนเกินไป

4. ใต้ฐาน (ก้น)
4.1 รอยรูเสียบไม้: ปรากฏรูสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวดิ่งลึกเข้าไปในเนื้อพระค่อนข้างชัดเจน ขอบรูมีความเก่า หดตัว และมน ไม่คมกริบ ซึ่งเกิดจากการใช้ก้านไม้ไผ่เหลี่ยมปลายแหลมเสียบเพื่อดันองค์พระออกจากแม่พิมพ์ด้านล่าง

27/09/2026

พระหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ เนื้อว่าน พ.ศ.2497 พิมพ์ใหญ่A ห้วขีด-ไหล่จุด
เป็นหนึ่งในพิมพ์ยอดนิยมและเป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่งของพระเครื่องชุดเนื้อว่านรุ่นแรก ซึ่งจัดสร้างโดยพระอาจารย์ทิม แห่ง วัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี
จุดตำหนิและลักษณะสำคัญของพิมพ์ใหญ่ A (หัวขีด-ไหล่จุด)
1. พิมพ์หัวขีด (หูขีด) บริเวณข้างศีรษะหรือใบหูด้านซ้ายขององค์พระ จะปรากฏเส้นขีดนูนวิ่งเฉียงเชื่อมต่อขึ้นไปหาขอบซุ้มอย่างชัดเจน
2. พิมพ์ไหล่จุด มีจุดเนื้อนูนเล็ก ๆ ปรากฏอยู่ที่บริเวณหัวไหล่ขวาขององค์พระ (ซ้ายมือของเราเมื่อส่องกล้อง)
3. เนื้อหามวลสาร: ประกอบด้วยว่าน 108 ชนิดผสมกับ ดินกากยายักษ์ ทำให้เนื้อพระมีโซนสีดำอมเทาหรือน้ำตาลเข้ม ผิวพรรณมักมีคราบไขว่านและคราบความเก่าแห้งเซตตัวตามธรรมชาติ รวมถึงมีมวลสารแร่สีขาวอมเหลืองหรือเม็ดแร่กระจายอยู่ทั่วไป

ด้านหน้า
1. ลักษณะใบหน้าและศีรษะ: เค้าโครงหน้ามีความอวบอิ่ม คมลึก บริเวณหูหรือข้างศีรษะด้านซ้ายขององค์พระ (ขวามือเรา) จะมีเส้นนูนขีดวิ่งเฉียงขึ้นไปชนขอบซุ้ม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ "หัวขีด" หรือ "หูขีด"
2. จุดสังเกตบริเวณหัวไหล่: ที่หัวไหล่ขวาขององค์พระ (ซ้ายมือเรา) จะปรากฏเม็ดเนื้อนูนเล็ก ๆ หรือ "ไหล่จุด" อย่างชัดเจน
3. มวลสารเนื้อว่านและแร่: ด้านหน้าของพระรุ่นแรกปี 2497 จะต้องปรากฏคราบไคล ความแห้ง หดตัวตามธรรมชาติของเนื้อว่าน ผสมผสานกับเม็ดแร่กากยายักษ์และผงมวลสารสีขาวหม่นที่กระจายอยู่บนผิว

ด้านหลัง
1. รอยพับหดตัวและลอนอูม: ผิวด้านหลังของพระรุ่นนี้มักจะอูมน้อย ๆ นูนตรงกลางและสโลปลงขอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติ พื้นผิวจะไม่เรียบตึงเรียบกริบ แต่จะปรากฏรอยย่น รอยแยก รอยหดตัว หรือรูพรุนเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไปอันเกิดจากการแห้งตัวของน้ำและยางว่านตลอดกาลเวลากว่า 70 ปี
2. การกระจายตัวของมวลสาร: ปรากฏมวลสารแร่สีขาวอมเหลือง เม็ดผงสีเทาหม่น และเม็ดแร่ระยิบระยับฝังจมแน่นอยู่ในเนื้ออย่างสม่ำเสมอสลับกับดินกากยายักษ์สีเทาดำเข้ม
3. คราบไขและฝ้าธรรมชาติ: ผิวพรรณมีคราบไขว่าน ฝ้าขาวนวลนวล และคราบไคลความเก่าปกคลุมอยู่บางส่วน สลับกับโซนสีผิวที่ซีดเข้มไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของพระเนื้อว่านแบบโบราณที่ยากจะเลียนแบบได้

ด้านข้างซ้าย
1. ความหนาและมิติองค์พระ: พระเนื้อว่านปี 2497 พิมพ์ใหญ่ส่วนมากจะมีความหนาพอสมควร ด้านข้างจะเห็นสันขอบซุ้มพับปลิ้น หรือมีรอยแต่งขอบแผ่วเบาที่เกิดจากการถอดออกจากแม่พิมพ์พิมพ์ด้วยมือ
2. รอยแยกเนื้อและการเซตตัว: เนื่องจากเป็นพระเนื้อว่านผสมดินกากยายักษ์ ผ่านกาลเวลามากว่า 70 ปี ด้านข้างจึงมักปรากฏรอยปริ รอยแยก หรือรอยหดตัวเบา ๆ ตามธรรมชาติของเนื้อว่านที่แห้งตัวลง ไม่เรียบตึงจนเกินไป
3. คราบไขและเนื้อหา: ผิวด้านข้างจะปรากฏคราบไขว่านสีขาวหม่น หรือฝ้าขาวนวลเกาะอยู่ตามซอกมุม รวมถึงเห็นเศษเม็ดแร่มวลสารฝังอยู่ในเนื้อสีดำอมเทาอย่างเป็นธรรมชาติ

ด้านข้างขวา
1. ความลาดเอียงและทรวดทรง: ด้านข้างฝั่งนี้จะเห็นมิติระนาบหน้าพระอย่างชัดเจน โดยเฉพาะส่วนพระพักตร์ (ใบหน้า) และพระอุระ (หน้าอก) ที่นูนเด่นขึ้นมาจากพื้นผนังซุ้มตามธรรมชาติของพิมพ์ใหญ่ A
2. ธรรมชาติการถอดพิมพ์: บริเวณขอบซุ้มด้านข้างจะปรากฏรอยปริ รอยพับเนื้อเบา ๆ หรือรอยมนที่เกิดจากการใช้นิ้วมือกดเนื้อว่านลงสู่แม่พิมพ์ และการงัดหรือถอดองค์พระออกจากพิมพ์จากด้านล่างขึ้นบน
3. คราบไขและความเก่า: บนผิวฝั่งนี้มีคราบไขว่านขาวนวลเกาะอยู่บาง ๆ สลับกับผิวเนื้อว่านแก่มวลสารดินกากยายักษ์สีเทาดำที่มีความแห้ง ผิวไม่ตึงเปรี้ยะ และปรากฏรูพรุนเล็ก ๆ ที่เกิดจากการหดตัวของมวลสารตามกาลเวลา

ใต้ฐาน
1. รูเสียบไม้ (ก้านไม้ไผ่): ปรากฏรูสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวดิ่งลึกเข้าไปในเนื้อพระค่อนข้างชัดเจน เกิดจากการใช้ก้านไม้ไผ่เหลี่ยมปลายแหลมเสียบจากใต้ฐานขึ้นไปดันองค์พระออกจากแม่พิมพ์ รูนี้จึงมักเป็นสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมเหลี่ยม ไม่เป็นรูกลมบล็อกเป๊ะ
2. ธรรมชาติของรูเนื้อว่าน: ขอบรูจะมีความมน เก่า แห้ง และหดตัวตามธรรมชาติ ไม่มีความคมหรือรอยเจาะด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ บางองค์อาจมีเศษเนื้อว่านปลิ้นพับเข้าไปตามแรงดันไม้
3. มวลสารและก้นครก: ผิวก้นใต้ฐานจะมีความแห้งจัด ปรากฏคราบไขว่านขาวนวล และเม็ดแร่มวลสารกระจายตัวสม่ำเสมอสลับกับดินกากยายักษ์สีดำเทา

สรุปภาพรวมลักษณะทางกายภาพ
1.พุทธลักษณะด้านหน้า (พิมพ์ทรงและจุดตำหนิ)
1.1 พิมพ์ทรง: ใบหน้ากลมโต มีมิติความลึกชัดเจน หน้าอกอวบอิ่มล่ำสัน วงแขนทอดขัดสมาธิอย่างเป็นธรรมชาติ เม็ดบัวสองชั้นคมลึกเป็นระเบียบตามสไตล์พิมพ์ใหญ่ A
1.2 จุดตำหนิประจำพิมพ์
1.2.1 หัวขีด (หูขีด): ปรากฏเส้นขีดนูนวิ่งเฉียงจากข้างศีรษะหรือใบหูด้านซ้ายขององค์พระขึ้นไปชนขอบซุ้ม
1.2.2 ไหล่จุด: มีจุดเนื้อนูนเล็ก ๆ ปรากฏอยู่ที่บริเวณหัวไหล่ขวาขององค์พระอย่างชัดเจน

2. ลักษณะด้านหลัง
2.1 ความแห้งและการเซตตัว: พื้นผิวมีความแห้ง ผิวไม่ตึงเรียบ ปรากฏรอยย่น รอยหดตัว และรูพรุนขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งเกิดจากการระเหยของน้ำและยางว่านตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี
2.2 คราบไขว่าน: มีคราบไขว่านสีขาวหม่นหรือฝ้าขาวเกาะอยู่บนพื้นผิวสลับกับสีของเนื้อดินกากยายักษ์อย่างเป็นธรรมชาติ

3. ลักษณะด้านข้าง (ซ้ายและขวา)
3.1 มิติความหนา: องค์พระมีความหนาได้สัดส่วนตามลักษณะพิมพ์ใหญ่ ขอบข้างลาดเอียงมนจากการใช้นิ้วมือกดเนื้อว่านลงสู่แม่พิมพ์
3.2 ธรรมชาติขอบพระ: ปรากฏรอยปริ รอยพับเนื้อเบา ๆ และคราบไขว่านตามซอกมุม ผิวไม่เรียบตึงจนเกินไป

4. ใต้ฐาน (ก้น)
4.1 รอยรูเสียบไม้: ปรากฏรูสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวดิ่งลึกเข้าไปในเนื้อพระค่อนข้างชัดเจน ขอบรูมีความเก่า หดตัว และมน ไม่คมกริบ ซึ่งเกิดจากการใช้ก้านไม้ไผ่เหลี่ยมปลายแหลมเสียบเพื่อดันองค์พระออกจากแม่พิมพ์ด้านล่าง

Photos from Chokdee's post 27/09/2026

พระหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ เนื้อว่าน พ.ศ.2497 พิมพ์ใหญ่A ห้วขีด-ไหล่จุด
เป็นหนึ่งในพิมพ์ยอดนิยมและเป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่งของพระเครื่องชุดเนื้อว่านรุ่นแรก ซึ่งจัดสร้างโดยพระอาจารย์ทิม แห่ง วัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี
จุดตำหนิและลักษณะสำคัญของพิมพ์ใหญ่ A (หัวขีด-ไหล่จุด)
1. พิมพ์หัวขีด (หูขีด) บริเวณข้างศีรษะหรือใบหูด้านซ้ายขององค์พระ จะปรากฏเส้นขีดนูนวิ่งเฉียงเชื่อมต่อขึ้นไปหาขอบซุ้มอย่างชัดเจน
2. พิมพ์ไหล่จุด มีจุดเนื้อนูนเล็ก ๆ ปรากฏอยู่ที่บริเวณหัวไหล่ขวาขององค์พระ (ซ้ายมือของเราเมื่อส่องกล้อง)
3. เนื้อหามวลสาร: ประกอบด้วยว่าน 108 ชนิดผสมกับ ดินกากยายักษ์ ทำให้เนื้อพระมีโซนสีดำอมเทาหรือน้ำตาลเข้ม ผิวพรรณมักมีคราบไขว่านและคราบความเก่าแห้งเซตตัวตามธรรมชาติ รวมถึงมีมวลสารแร่สีขาวอมเหลืองหรือเม็ดแร่กระจายอยู่ทั่วไป

ด้านหน้า
1. ลักษณะใบหน้าและศีรษะ: เค้าโครงหน้ามีความอวบอิ่ม คมลึก บริเวณหูหรือข้างศีรษะด้านซ้ายขององค์พระ (ขวามือเรา) จะมีเส้นนูนขีดวิ่งเฉียงขึ้นไปชนขอบซุ้ม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ "หัวขีด" หรือ "หูขีด"
2. จุดสังเกตบริเวณหัวไหล่: ที่หัวไหล่ขวาขององค์พระ (ซ้ายมือเรา) จะปรากฏเม็ดเนื้อนูนเล็ก ๆ หรือ "ไหล่จุด" อย่างชัดเจน
3. มวลสารเนื้อว่านและแร่: ด้านหน้าของพระรุ่นแรกปี 2497 จะต้องปรากฏคราบไคล ความแห้ง หดตัวตามธรรมชาติของเนื้อว่าน ผสมผสานกับเม็ดแร่กากยายักษ์และผงมวลสารสีขาวหม่นที่กระจายอยู่บนผิว

ด้านหลัง
1. รอยพับหดตัวและลอนอูม: ผิวด้านหลังของพระรุ่นนี้มักจะอูมน้อย ๆ นูนตรงกลางและสโลปลงขอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติ พื้นผิวจะไม่เรียบตึงเรียบกริบ แต่จะปรากฏรอยย่น รอยแยก รอยหดตัว หรือรูพรุนเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไปอันเกิดจากการแห้งตัวของน้ำและยางว่านตลอดกาลเวลากว่า 70 ปี
2. การกระจายตัวของมวลสาร: ปรากฏมวลสารแร่สีขาวอมเหลือง เม็ดผงสีเทาหม่น และเม็ดแร่ระยิบระยับฝังจมแน่นอยู่ในเนื้ออย่างสม่ำเสมอสลับกับดินกากยายักษ์สีเทาดำเข้ม
3. คราบไขและฝ้าธรรมชาติ: ผิวพรรณมีคราบไขว่าน ฝ้าขาวนวลนวล และคราบไคลความเก่าปกคลุมอยู่บางส่วน สลับกับโซนสีผิวที่ซีดเข้มไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของพระเนื้อว่านแบบโบราณที่ยากจะเลียนแบบได้

ด้านข้างซ้าย
1. ความหนาและมิติองค์พระ: พระเนื้อว่านปี 2497 พิมพ์ใหญ่ส่วนมากจะมีความหนาพอสมควร ด้านข้างจะเห็นสันขอบซุ้มพับปลิ้น หรือมีรอยแต่งขอบแผ่วเบาที่เกิดจากการถอดออกจากแม่พิมพ์พิมพ์ด้วยมือ
2. รอยแยกเนื้อและการเซตตัว: เนื่องจากเป็นพระเนื้อว่านผสมดินกากยายักษ์ ผ่านกาลเวลามากว่า 70 ปี ด้านข้างจึงมักปรากฏรอยปริ รอยแยก หรือรอยหดตัวเบา ๆ ตามธรรมชาติของเนื้อว่านที่แห้งตัวลง ไม่เรียบตึงจนเกินไป
3. คราบไขและเนื้อหา: ผิวด้านข้างจะปรากฏคราบไขว่านสีขาวหม่น หรือฝ้าขาวนวลเกาะอยู่ตามซอกมุม รวมถึงเห็นเศษเม็ดแร่มวลสารฝังอยู่ในเนื้อสีดำอมเทาอย่างเป็นธรรมชาติ

ด้านข้างขวา
1. ความลาดเอียงและทรวดทรง: ด้านข้างฝั่งนี้จะเห็นมิติระนาบหน้าพระอย่างชัดเจน โดยเฉพาะส่วนพระพักตร์ (ใบหน้า) และพระอุระ (หน้าอก) ที่นูนเด่นขึ้นมาจากพื้นผนังซุ้มตามธรรมชาติของพิมพ์ใหญ่ A
2. ธรรมชาติการถอดพิมพ์: บริเวณขอบซุ้มด้านข้างจะปรากฏรอยปริ รอยพับเนื้อเบา ๆ หรือรอยมนที่เกิดจากการใช้นิ้วมือกดเนื้อว่านลงสู่แม่พิมพ์ และการงัดหรือถอดองค์พระออกจากพิมพ์จากด้านล่างขึ้นบน
3. คราบไขและความเก่า: บนผิวฝั่งนี้มีคราบไขว่านขาวนวลเกาะอยู่บาง ๆ สลับกับผิวเนื้อว่านแก่มวลสารดินกากยายักษ์สีเทาดำที่มีความแห้ง ผิวไม่ตึงเปรี้ยะ และปรากฏรูพรุนเล็ก ๆ ที่เกิดจากการหดตัวของมวลสารตามกาลเวลา

ใต้ฐาน
1. รูเสียบไม้ (ก้านไม้ไผ่): ปรากฏรูสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวดิ่งลึกเข้าไปในเนื้อพระค่อนข้างชัดเจน เกิดจากการใช้ก้านไม้ไผ่เหลี่ยมปลายแหลมเสียบจากใต้ฐานขึ้นไปดันองค์พระออกจากแม่พิมพ์ รูนี้จึงมักเป็นสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมเหลี่ยม ไม่เป็นรูกลมบล็อกเป๊ะ
2. ธรรมชาติของรูเนื้อว่าน: ขอบรูจะมีความมน เก่า แห้ง และหดตัวตามธรรมชาติ ไม่มีความคมหรือรอยเจาะด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ บางองค์อาจมีเศษเนื้อว่านปลิ้นพับเข้าไปตามแรงดันไม้
3. มวลสารและก้นครก: ผิวก้นใต้ฐานจะมีความแห้งจัด ปรากฏคราบไขว่านขาวนวล และเม็ดแร่มวลสารกระจายตัวสม่ำเสมอสลับกับดินกากยายักษ์สีดำเทา

สรุปภาพรวมลักษณะทางกายภาพ
1.พุทธลักษณะด้านหน้า (พิมพ์ทรงและจุดตำหนิ)
1.1 พิมพ์ทรง: ใบหน้ากลมโต มีมิติความลึกชัดเจน หน้าอกอวบอิ่มล่ำสัน วงแขนทอดขัดสมาธิอย่างเป็นธรรมชาติ เม็ดบัวสองชั้นคมลึกเป็นระเบียบตามสไตล์พิมพ์ใหญ่ A
1.2 จุดตำหนิประจำพิมพ์
1.2.1 หัวขีด (หูขีด): ปรากฏเส้นขีดนูนวิ่งเฉียงจากข้างศีรษะหรือใบหูด้านซ้ายขององค์พระขึ้นไปชนขอบซุ้ม
1.2.2 ไหล่จุด: มีจุดเนื้อนูนเล็ก ๆ ปรากฏอยู่ที่บริเวณหัวไหล่ขวาขององค์พระอย่างชัดเจน

2. ลักษณะด้านหลัง
2.1 ความแห้งและการเซตตัว: พื้นผิวมีความแห้ง ผิวไม่ตึงเรียบ ปรากฏรอยย่น รอยหดตัว และรูพรุนขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งเกิดจากการระเหยของน้ำและยางว่านตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี
2.2 คราบไขว่าน: มีคราบไขว่านสีขาวหม่นหรือฝ้าขาวเกาะอยู่บนพื้นผิวสลับกับสีของเนื้อดินกากยายักษ์อย่างเป็นธรรมชาติ

3. ลักษณะด้านข้าง (ซ้ายและขวา)
3.1 มิติความหนา: องค์พระมีความหนาได้สัดส่วนตามลักษณะพิมพ์ใหญ่ ขอบข้างลาดเอียงมนจากการใช้นิ้วมือกดเนื้อว่านลงสู่แม่พิมพ์
3.2 ธรรมชาติขอบพระ: ปรากฏรอยปริ รอยพับเนื้อเบา ๆ และคราบไขว่านตามซอกมุม ผิวไม่เรียบตึงจนเกินไป

4. ใต้ฐาน (ก้น)
4.1 รอยรูเสียบไม้: ปรากฏรูสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวดิ่งลึกเข้าไปในเนื้อพระค่อนข้างชัดเจน ขอบรูมีความเก่า หดตัว และมน ไม่คมกริบ ซึ่งเกิดจากการใช้ก้านไม้ไผ่เหลี่ยมปลายแหลมเสียบเพื่อดันองค์พระออกจากแม่พิมพ์ด้านล่าง

ต้องการให้ธุรกิจของคุณขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในหมวด บริษัทสื่อ ที่ Mae Mo หรือไม่?
คลิกที่นี่เพื่อรับประกาศแบบสปอนเซอร์ของคุณ

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่

Mae Mo
52220

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Chokdee โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

สมัครรับข่าวสาร

เราจะแจ้งให้คุณทราบเมื่อมีความเคลื่อนไหวใน Mae Mo