Byte Smith

Byte Smith

แชร์

For beloved son

24/03/2026

🎉ชวนค่ะ กิจกรรมฟรี
ชวนครู ผู้ปกครองและผู้ที่ทำงานกับเด็ก มาร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน
สมาคมมอนเทสซอริ แห่งประเทศไทย
ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรม Networking Online
📅 วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569
⏰ เวลา 10.00 – 12.00 น.
หัวข้อ
“เด็กในชุมชนการเรียนรู้
The Child in This Learning Community”
ครั้งนี้เราจะชวนกลับมาโฟกัสที่ “เด็ก”
ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 ปัจจัยสำคัญของสภาพแวดล้อมที่ถูกจัดเตรียมในห้องเรียนมอนเทสซอรี
(1. เด็ก 2. สภาพแวดล้อม 3. ผู้ใหญ่)
✨ ภายในกิจกรรม
- ฟังการบรรยายจากครูมอนเทสซอรีอาวุโส
- ร่วมแลกเปลี่ยนในกลุ่มย่อย (Breakout Room)
แบ่งตามช่วงวัยที่สนใจ
🤍 เปิดพื้นที่ให้ครูและผู้ทำงานกับเด็ก
ได้เชื่อมโยง เรียนรู้ และมอง “เด็ก” อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
📌 ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่
https://forms.gle/X7Vcm2cBKEd8BwG66

24/03/2026

เรื่องของ "วินัย"

หากกล่าวถึงสิ่งสำคัญข้อหนึ่งในการเลี้ยงลูก คำว่า "วินัย" ย่อมเป็นคำแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง และมันก็เป็นคำแรก ๆ ที่หลายคนบอกว่า ทำได้ยากจริง ๆ ... เลี้ยงลูกยากหรือง่าย ส่วนหนึ่งก็มาจากคำว่า "วินัย" ว่าชัดเจนหรือไม่ชัดเจน ทำได้หรือทำไม่ได้

การไม่ไล่ป้อนข้าว
การดูหน้าจออย่างเหมาะสม
ไม่ดูหน้าจอบนโต๊ะอาหาร
การเข้านอนตรงเวลา ไม่ช้าเกินไป
การอาบน้ำแปรงฟัน
เล่นแล้วเก็บให้เรียบร้อย

เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของคำว่า "วินัย" (และหลายอย่างเป็น "ความรับผิดชอบ" ของลูกที่พ่อแม่ต้องปลูกฝังตั้งแต่เนิ่น ๆ) แล้วรู้หรือไม่ วินัยนี้เริ่มต้นที่ "ใคร" แล้วต้องขอความร่วมมือจาก "ใคร" แล้วถ้าไม่ให้ความร่วมมือจะเกิด "อะไร" ... นี่คือ คำถามที่ต้องถามตัวเองเสมอในฐานะพ่อแม่ ... แล้วมันอยู่ที่ใครล่ะ

คำตอบก็คือ "พ่อแม่" ล้วน ๆ

วินัย คือ การกำหนดกติกา ไม่ว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็คือ แม่ทำ พ่อทำ แล้วที่เหลือมันจะตามมาเอง เน้นย้ำว่า เราบังคับใช้มันแบบเชิงบวก ไม่ใช้ความแรง-กำลัง-ด่าทอ ...

ยกตัวอย่างเช่น การเลิกขวดนม นี่ถือเป็นวินัยอย่างหนึ่ง วิธีการเลิกนั้นแสนเรียบง่ายก็คือ "เลิก" จะค่อย ๆ เลิก หรือจะเลิกเลยก็แล้วแต่จะโปรด แต่ต้องเลิก แค่นั้น จบ ... เด็กไม่สามารถเสกขวดนมมาได้ด้วยตนเอง ร้องไห้นั้นไม่ตาย การปรับตัวกับชีวิตใหม่หลังไม่มีขวดนมแล้ว ทำได้ ... ถ้าเลิกขวดนมยังทำไม่ได้ อยู่ไม่ได้ อนาคต แฟนบอกเลิกหรือนอกใจจะอยู่ได้อย่างไร (ว่าไปโน่น) ไหนจะเรื่องหน้าจอ และอื่น ๆ ... อย่างในภาพกราฟิก ... แม่บอก เลิกดูแล้วนะลูก ๆ ๆ ๆ ๆ ลูกก็คือ หูทวนลม ไม่สน ไม่แคร์ ดูไปได้เรื่อย ๆ แบบนี้ถือว่า แม่ไม่ทำตามกฎ ก็แค่กดปิดแล้วเอาออกมา แค่นั้น เรียบง่าย อาจมีกติกาว่า ถ้าวันนี้ไม่รู้เวลา อาจจะต้องงดการดูไปก่อน กี่วันก็ว่ากัน (ดึงเข้ามาร่างกติการ่วมกันจะดีในเด็กโต) แม่ทำ แค่นั้น ถ้าแค่ไปพูดพึมพำ ที่บ้านเรียกบ่น ไม่เกิดอะไร แค่น่ารำคาญหน่อยก็เท่านั้น

พอเห็นภาพไหมครับว่า ไม่ใช่ใคร แม่ล้วน ๆ ใครทำไม่ทำไม่รู้ แม่ทำ จบเรื่อง ! ลูกไม่เก็บของ เราจับมือเก็บ เก็บไปพร้อมกัน ของมันต้องทำ แค่นั้นเลย เริ่มแค่นี้ เดี๋ยวที่เหลือตามมาเอง

แม่ทำ ... ถ้าอีกคนไม่ทำ หลายเรื่อง ผลของการกระทำ (หลายคนเรียกว่า "ผลกรรม" จะตามมาเอง ซึ่งหลายเรื่องการที่แม่ไม่ทำ ผลกรรมก็จะตามมาเช่นกันและอาจใหญ่กว่า)

เริ่มที่เรา พ่อปรับ แม่เปลี่ยน ลูกจึงเปลี่ยน แสนเรียบง่าย แต่บางทีทำไม่ง่าย ก็แค่กัดฟันทำไปก่อน

เท่านั้นเอง

ทิ้งท้าย หนังสือเล่มใหม่ของพ่อหมอ "SUPER HEALTHY เลี้ยงลูกให้แข็งแรงแบบซูเปอร์" สั่งซื้อได้ที่
https://tamjaimorbooks.page365.net/products/81325224
พิเศษในช่วงเปิดตัว 280 บาทจาก 330 บาท

#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ
____________________

คลาส The Art of Parenting by หมอโอ๋ หมอวิน

1. คลาส SMART BRAIN 101 | พัฒนาการสมวัย 0-6 ปี สมองดีสร้างได้ ไม่เครียด
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
https://mommymonsterth.page365.net/products/81312841

2. Empowering Self & Resilience ครั้งที่ 2
สร้างตัวตนภายในที่แข็งแรง ให้ล้มได้ลุกเป็น
วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569
https://mommymonsterth.page365.net/products/81013230

3. เลี้ยงลูกวัยรุ่น (Teen Parenting)
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
https://mommymonsterth.page365.net/products/81302997

เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทัก INBOX เพจนี้ หรือที่
http://m.me/108772654958559

สมัครคลาสเรียนด้วยด้วยตนเองที่
https://mommymonsterth.page365.net/
_________________

สั่งหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเด็กและการเลี้ยงลูกของหมอวินทั้ง 5 เล่ม
รวมถึง นิทานชุด ‘เด็กชายช่างสงสัย’ ได้ที่

อินบอกซ์ http://m.me/tamjaimorbooks
และ https://tamjaimorbooks.page365.net/

S. SUPERHEALTHY เลี้ยงลูกให้แข็งแรงแบบซูเปอร์ [NEW 2569] ***

A. เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก ฉบับปรับปรุง
(ปลูกฝังพฤติกรรมการกินที่ดี แก้ปัญหากินยาก)
B. อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน (การเลี้ยงลูกเชิงบวก)
C. The Parent's Guide to The First Year
เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่
D. สู่วิถีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ฉบับชีวิตจริง
Survival Guide to Breastfeeding
E. นิทานชุด มิน เด็กชายช่างสงสัย (3 เล่ม - เสียงอะไรน่ะ, แปรงฟัน แปรงฟัน, ก็ผมไม่อยากนอนนี่นา)

24/03/2026

‘ม่อน’ เด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่ง พ่อแม่พามาพบแพทย์ด้วยเรื่องความเครียด


ม่อนเป็นเด็กเรียนเก่งมาตั้งแต่เล็ก และสามารถชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศได้ แต่สุดท้ายเขาต้องกลับประเทศไทยก่อนกำหนด เพราะมีปัญหาในการปรับตัวและเข้ากับเพื่อนไม่ได้

ที่ผ่านมา ชีวิตของม่อนมีแต่เรื่องเรียน เขาไม่มีเพื่อนสนิท เพราะมัวแต่เคร่งเครียดกับการแข่งขันทางการเรียนอยู่ตลอดเวลา


“ผมเคยคิดว่า ไม่มีเพื่อนก็ได้ เพราะเวลากลับบ้านก็มีพ่อแม่ที่รักผม โดยเฉพาะเวลาที่ผมทำคะแนนได้ดี พ่อแม่จะดีใจมาก

ผมคิดแต่ว่าจะเรียนให้ได้ที่ 1 เด็กดีก็ต้องเรียนเก่ง พ่อแม่ผมบอกอย่างนั้นตั้งแต่จำความได้

ถ้าเรียนเก่ง เราก็จะชนะทุกคน โตขึ้นก็จะมีงานดีๆ มีเงินมากๆ แล้วก็มีความสุข

ผมไม่เคยต้องทำอะไรเอง แม่บอกว่าให้ตั้งใจเรียน ไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น”


ม่อนไม่เคยต้องทำงานบ้านหรือช่วยพ่อแม่ทำอะไรเลย แม้กระทั่งเรื่องส่วนตัวที่ควรรับผิดชอบเอง เช่น ถอดถุงเท้าแล้วเอาไปใส่ตะกร้า เขาก็ไม่เคยต้องเสียเวลาทำ เพราะมีคนทำให้ทั้งหมด

จนเมื่อถึงวันที่ต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ ต้องใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนในหอพัก ไม่มีพ่อแม่คอยดูแลหรือทำทุกอย่างให้เหมือนที่ผ่านมา ม่อนจึงไปไม่เป็น

เมื่อจำเป็นต้องดูแลตัวเอง ต้องอยู่ร่วมกับเพื่อน ต้องช่วยงานส่วนรวม หรือจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เขาจึงติดขัดไปหมด

ความเครียดจากการปรับตัวค่อยๆ สะสม โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเข้าสังคมกับเพื่อนๆ ที่นั่น

สุดท้าย เด็กมีอาการเครียดมาก ขาดสมาธิ และผลการเรียนก็ตกลง


การศึกษาไทยในยุคนี้ เด็กๆ เรียนหนักกันมาก การบ้านก็เยอะ รายงานทั้งกลุ่มและเดี่ยวก็มีมากมาย การสอบก็ถี่

ทำให้เด็กยุคนี้มีความเครียดกับการเรียนสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ


พ่อแม่บางคนจึงถามหมอว่า

“คุณหมอ ยุคนี้เด็กๆ เรียนหนักมาก แม่เห็นลูกแล้วสงสาร เลยให้เขาเรียนอย่างเดียว ไม่ต้องทำอะไรเลย แบบนี้พอไหม”


การเรียนและคะแนนสอบอาจเป็นเรื่องสำคัญ คะแนนที่ดีอาจช่วยให้เราไปถึงเป้าหมาย มีโอกาสได้เรียนต่อหรือมีอาชีพที่ตั้งใจ

แต่ในความเป็นจริง

“การใช้ชีวิต” ต้องอาศัยคุณสมบัติอีกมากมายที่จำเป็น

และหลายอย่าง ไม่ได้มีสอนในห้องเรียน


นอกจากม่อนแล้ว ยังมีเด็กอีกหลายคนที่เรียนอย่างเดียว แต่กลับไม่มีความสุข เพราะขาดทักษะชีวิต

ดังนั้น หมอคิดว่า “การเรียน” กับ “การใช้ชีวิต” ต้องเติบโตไปด้วยกัน


เด็กที่เรียนอย่างเดียว โดยไม่เคยได้รับการปลูกฝังคุณสมบัติด้านอื่นๆ เลย

เมื่อโตขึ้นและถึงเวลาที่ต้องจัดการอะไรด้วยตัวเอง เรื่องธรรมดาๆ สำหรับคนอื่น อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา เพราะเคยชินกับการมีคนทำให้มาตลอด


ยิ่งเมื่ออยู่ในสังคมที่แข่งขันสูง และการประสบความสำเร็จทางการเรียนกลายเป็นเป้าหมายหลัก

สิ่งที่อาจตามมาได้คือ การคิดถึงแต่ตัวเองมากขึ้น ความมีน้ำใจต่อคนรอบข้างลดลง อยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่เป็น และชีวิตขาดการเชื่อมโยงกับผู้คนรอบตัว


ความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นนั้น ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากตำราเรียนเพียงอย่างเดียว

แต่ต้องเกิดจากการ “ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น“ ผ่านปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริง ไม่เพียงกับพ่อแม่ แต่รวมถึงเพื่อนและผู้คนในสังคมเดียวกัน

เพราะชีวิตของคนเราไม่ได้มีแค่การเรียน

โดยเฉพาะการปลูกฝังทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต เพื่อเมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาจะดูแลตัวเองได้
พึ่งพาตัวเองได้

เพราะพ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเขาไปตลอดชีวิต


ทุกอย่างต้องมี “สมดุล” การทำอะไรสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง มักไม่เป็นผลดีต่อคนคนนั้น

เรื่องการเรียนและเรื่องการใช้ชีวิตก็เช่นเดียวกัน


เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่พาลูกไปได้ไกลในชีวิต
อาจไม่ใช่แค่ความเก่ง แต่คือความสามารถในการปรับตัวและใช้ชีวิต


หมายเหตุ: เรื่องของม่อน เป็นเรื่องสมมติที่หมอดัดแปลงจากกรณีที่เกิดขึ้นจริง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อบุคคลที่สาม

#หมอมินบานเย็น

24/03/2026

𝑻𝒉𝒆 𝑪𝒂𝒎𝒑 𝒊𝒔 𝑩𝒂𝒄𝒌! ✨
ซัมเมอร์แคมป์ที่หลายครอบครัวรอคอยกลับมาอีกครั้ง!
🌟 Kalasin Montessori Summer Camp 2026
3 Weeks Discovery Camp

ซัมเมอร์นี้ให้ลูกได้ เรียนรู้โลกจริง ผ่านการเล่น การคิด และการลงมือทำ
ตามแนวคิดของ Maria Montessori
ที่เชื่อว่า เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านประสบการณ์จริง

ที่ Kalasin Montessori School
เด็ก ๆ จะได้สัมผัส Active Learning ที่สนุก ตื่นเต้น และเต็มไปด้วยการค้นพบตัวเอง 🌿✨

🌍 𝑮𝒍𝒐𝒃𝒂𝒍 𝑳𝒆𝒂𝒓𝒏𝒊𝒏𝒈 𝑬𝒙𝒑𝒆𝒓𝒊𝒆𝒏𝒄𝒆
เรียนรู้กับ Foreign Teachers จาก
🇺🇸 America • 🇵🇭 Philippines • 🇱🇰 Sri Lanka 🇹🇭Thai
ครูที่มีประสบการณ์จัดแคมป์มากกว่า 4 ปี
เด็ก ๆ จะได้ฝึก ภาษาอังกฤษแบบธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมจริง
ไม่ใช่แค่การท่องจำ แต่เป็นการ สื่อสารจริงในชีวิตประจำวัน

🎨 𝑭𝒖𝒏 & 𝑨𝒄𝒕𝒊𝒗𝒆 𝑪𝒂𝒎𝒑 𝑨𝒄𝒕𝒊𝒗𝒊𝒕𝒊𝒆𝒔
กิจกรรมหลากหลายที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ
🍳 Cooking
🎨 Arts & Creativity
🧬 STEM Exploration
⚽ Sports & Movement
🎭 Drama & Music

พร้อมภารกิจสนุก Stamp Mission
ที่ช่วยให้เด็ก ๆ กล้าคิด กล้าลอง และกล้าค้นพบศักยภาพของตัวเอง

✨ 𝑾𝒆𝒆𝒌𝒍𝒚 𝑨𝒅𝒗𝒆𝒏𝒕𝒖𝒓𝒆
🌎 Week 1 – World Explorer
เปิดโลกการเดินทางและวัฒนธรรมรอบโลก
🌿 Week 2 – Nature Quest
เรียนรู้ธรรมชาติ การเอาตัวรอด และ Teamwork
⏳ Week 3 – Time Traveler
ผจญภัยจากอดีตสู่อนาคต
🦕 ไดโนเสาร์ 🚀 อวกาศ และโลกเทคโนโลยี

🎭 𝑭𝒂𝒎𝒊𝒍𝒚 𝑫𝒂𝒚 𝑭𝒊𝒏𝒂𝒍𝒆
วันสุดท้ายของแคมป์
เด็ก ๆ จะได้แสดง Musical Show
ให้ผู้ปกครองได้เห็น

✨ ความกล้า
✨ ความสุข
✨ และการเติบโตของลูก

ช่วงเวลาที่หลายครอบครัว ประทับใจที่สุดของซัมเมอร์

📅 𝑪𝒂𝒎𝒑 𝑫𝒂𝒕𝒆
เริ่ม 20 เมษายน 2569 ถึง 8 พฤษภาคม 2569
เวลา 09.00 – 15.00 น.

🔥 𝑬𝒂𝒓𝒍𝒚 𝑩𝒊𝒓𝒅 𝑷𝒓𝒐𝒎𝒐𝒕𝒊𝒐𝒏
สมัครครบ 3 Weeks
💰 เพียง 12,500 บาท
(ราคาปกติ 14,000 บาท)
แพ็กเกจอื่น
• 2 Weeks — 8,500 บาท
• 1 Week — 4,700 บาท

⏰ โปรโมชั่นถึง 20 มีนาคม 2569 เท่านั้น

⚠️ จำนวนที่นั่งจำกัดในแต่ละสัปดาห์

🌟 𝑾𝒉𝒚 𝑷𝒂𝒓𝒆𝒏𝒕𝒔 𝑳𝒐𝒗𝒆 𝑻𝒉𝒊𝒔 𝑪𝒂𝒎𝒑
✔ ลูกได้ฝึกภาษาอังกฤษกับครูต่างชาติ
✔ กิจกรรม Active Learning สนุกและมีคุณค่า
✔ เด็กได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม
✔ สร้างความมั่นใจและความกล้าแสดงออก
✔ ประสบการณ์ซัมเมอร์ที่เด็ก ๆ จะไม่มีวันลืม
📞 สอบถาม / สำรองที่นั่ง
082-579-5642

📩 ผู้ปกครองสามารถ ลงทะเบียนใต้โพสต์นี้ได้เลย

✨ ถ้าคุณกำลังมองหา Summer Camp ที่ไม่ใช่แค่ฝากลูก แต่คือการเติบโตของลูก
Kalasin Montessori Summer Camp คือคำตอบของซัมเมอร์นี้ 🌿







#เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ 🌿

27/02/2026

หมอได้ดูการแข่งขันฟิเกอร์สเก็ตหญิงเดี่ยวในโอลิมปิกฤดูหนาวปีนี้ และรู้สึกประทับใจ Alysa Liu - อลิซา หลิว นักกีฬาฟิเกอร์ชาวอเมริกันวัย 20 ปี ที่สามารถคว้าเหรียญทองมาได้

สิ่งที่ประทับใจไม่ใช่เพียงผลการแข่งขัน แต่คือรอยยิ้มของเธอในขณะที่โลดแล่นอยู่บนลานน้ำแข็ง

อลิซาแสดงการแข่งขันด้วยท่าทางที่ดูสนุก สบาย ไม่กดดัน เหมือนกำลังเล่นมากกว่ากำลังแข่งขัน รอยยิ้มนั้นทำให้เรารู้สึกได้ถึงความสุขของเธอที่มาจากภายในจริงๆ


เธอเป็นนักกีฬาที่มีพรสวรรค์สูงมาก คว้าแชมป์ระดับประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตั้งแต่อายุเพียง 13 ปี และสามารถทำท่ายากอย่างทริปเปิลเอ็กเซลได้ตั้งแต่อายุยังน้อย อลิซาจึงเติบโตมาพร้อมความคาดหวังสูงจากครอบครัวและสังคมรอบข้าง ว่าเธอจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

แต่เส้นทางของเธอไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ความคาดหวังที่มากมาย ความกดดัน และอาการบาดเจ็บ ทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เธอเล่นฟิเกอร์สเก็ตเพราะ “ต้องเล่น” หรือเพราะ “อยากเล่น” กันแน่ และเธอยังมีความสุขกับสิ่งนี้อยู่หรือไม่


ในปี 2022 อลิซาจึงตัดสินใจหยุดการแข่งขัน เพื่อใช้เวลาทบทวนชีวิต ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เรียนขับรถ ท่องเที่ยว หรือปีนเขา เพราะชีวิตที่ผ่านมาของเธอแทบมีเพียงฟิเกอร์สเก็ตเท่านั้น

ท้ายที่สุด เธอค้นพบว่าเธอยังรักการเล่นสเก็ตอยู่จริงๆ และเลือกกลับมาสู่ลานน้ำแข็งอีกครั้ง จนมาถึงความสำเร็จในวันนี้


การหยุดพักครั้งนั้นไม่ได้ทำให้ชีวิตของเธอถอยหลัง แต่กลับทำให้เธอกลับมาอย่างเข้าใจตัวเองและโลกมากขึ้น พร้อมกับความกดดันที่ลดลง

อลิซาไม่ได้กลับมาเพื่อพิสูจน์อะไรกับใคร แต่กลับมาเพราะเธอเลือกมันด้วยตัวเอง รอยยิ้มบนลานน้ำแข็งวันนี้จึงดูเป็นธรรมชาติ และเต็มไปด้วยความสบายใจ


บางครั้งชีวิตไม่ได้จำเป็นต้องเดินให้เร็วที่สุด หรือไปให้ถึงก่อนใคร

แต่อยู่ที่การรู้จังหวะของตัวเองว่าเมื่อไรควรเดินต่อ และเมื่อไรควรหยุดพักเพื่อทบทวน เยียวยา และฟังเสียงหัวใจให้ชัดขึ้น

สำหรับพ่อแม่ของเด็กและวัยรุ่นทุกคน แม้วันนี้ลูกอาจยังมีประสบการณ์ไม่มาก แต่ในที่สุดเขาจะมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง บางช่วงเวลาเขาอาจต้องการแรงสนับสนุน บางช่วงเวลาเขาอาจต้องการพื้นที่ให้ได้ลองผิดลองถูก

สิ่งที่เด็กๆ ต้องการที่สุด อาจไม่ใช่การผลักดันให้ไปถึงเส้นชัยเร็วที่สุด แต่คือการมีใครสักคนยืนอยู่ข้างๆ อย่างเข้าใจ


ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เหรียญทองที่คล้องคอ แต่คือความรู้สึกภายในใจ ที่บอกว่า “นี่คือชีวิตที่ฉันเลือกเอง และฉันมีคนที่เข้าใจอยู่ข้างๆ”

#หมอมินบานเย็น

13/02/2026

การมี #ลูกชาย
ไม่ใช่แค่การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่ง
แต่....คือการได้รู้จัก
หัวใจของผู้ชายคนหนึ่ง
ตั้งแต่วันแรกที่เขายังอ่อนโยนที่สุด

เขาอาจไม่พูดความรู้สึกเก่ง
ไม่ถ่ายทอดเป็นคำสวยงาม
แต่เขาแสดงความรัก
ผ่านการ อยู่ข้างๆ
ผ่านการ ลงมือทำ
และผ่านความเงียบที่มั่นคง

ลูกชาย คือ
เพื่อนร่วมทางที่ซื่อสัตย์
ในแบบที่ไม่ต้องสัญญา
แต่ไม่เคยหายไป

เขาคือคนที่พาฉันออกเดิน
ไปเผชิญ การผจญภัย
และเรียนรู้ ความฝัน
ด้วยหัวใจที่กล้าลอง กล้าล้ม
และลุกขึ้นใหม่เสมอ

เขาเป็น #คู่หู
ในการสำรวจโลกภายนอก
และค่อยๆ สอนฉัน
ให้เข้าใจโลกภายในของเขา

ลูกชายมาพร้อม
พลัง ความกล้า และความมุ่งมั่น
ที่บางวันอาจดื้อเงียบ
แต่ไม่เคยว่างเปล่า

เขาคือของขวัญล้ำค่า
ที่มาในรูปของ
เสียงหัวเราะดังๆ
รองเท้าเปื้อนดิน
และหัวใจที่พร้อมปกป้อง
แม้ยังไม่รู้วิธีใช้คำพูด

ไม่ว่าจะเป็นวันชนะหรือวันแพ้
วันที่โลกใจดี
หรือวันที่ชีวิตหนักเกินไป
#เขาจะเป็นทิศทาง
ไม่ใช่เพราะนำหน้า
แต่เพราะไม่ปล่อยให้ฉันเดินลำพัง

เขาอาจไม่ขอคำปรึกษา
แต่จะฟังเมื่อฉันพูด
และจำ…โดยไม่ต้องบอก

#ลูกชาย คือ
“พ ร ที่ เ ติ บ โ ต”
ในหัวใจของฉัน
พร้อมความรักที่ไม่ต้องพิสูจน์
และไม่เคยมีเงื่อนไข

ตลอดเวลา…และตลอดไป 🤍

Akira And Mom

26/01/2026

🌱 "เด็กที่มี Self-esteem ที่ดี" 🌳
เขาอาจจะไม่ได้กล้าแสดงออก
ในรูปแบบพูดเก่ง ความสามารถล้น
หรือ ต้องขึ้นเวทีใหญ่เพื่อพิสูจน์ตัวเอง
แต่คือเด็กที่รับรู้คุณค่าภายในตัวเอง
และยืนหยัดปกป้องคุณค่าในตัวเองได้
เพราะเขาเชื่อมั่นและมีความมั่นใจในตัวเอง
ที่สำคัญเขาจะไม่ทำลายความมั่นใจของผู้อื่น
🌱"คุณค่าภายใน" 🌻
ต้องเริ่มต้นสร้างตั้งแต่แรกเกิด
พ่อแม่มอบความรักให้และพัฒนาไปสู่
วัยที่เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้
ตัวเขาทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองตามวัย
ต่อมาเด็กสามารถรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง
และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้
สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การมีคุณค่าต่อตัวเองและผู้อื่น
ความภาคภูมิใจจึงเกิดขึ้น
💪🏻 "ร่างกายทำได้ จิตใจมั่นคง" ❤️
ถ้ามีใครมาบอกเด็กที่มี Self-esteem ที่ดีว่า
"ตัวเขาแย่" หรือ "ไม่ได้เรื่อง"
แม้จะรู้สึกเสียใจและโกรธ
แต่เขาจะไม่หวั่นไหวกับคำเหล่านั้น
เพราะเขารู้ว่าตัวเองมีดีอย่างไร
แม้จะไม่ดีที่สุด แต่เขาภูมิใจในสิ่งนั้น
แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ยอมรับคำวิจารณ์
หรือ จะหยุดพัฒนาตัวเอง
เด็กที่มี Self-esteem ที่ดี
จะพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่
และพร้อมเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง
เขาจึงพัฒนาตัวเองและเติบโตต่อไป
"เด็กที่มี Self-esteem จึงรักตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็น
และสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นต่อไปได้"
***
"Self-esteem" ต้องสร้างตั้งแต่วัยเยาว์
ไปทีละขั้น เหมือนการขึ้นบันได 🪜
เริ่มตั้งแต่...
❤️ บันไดขั้นที่ 1 "พ่อแม่มีอยู่จริง"
เพราะพ่อแม่ที่มีอยู่จริง
คอยตอบสนองในวัยแรกเกิด
ในช่วงที่ลูกยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
อุ้ม กอด บอกรัก อ่านนิทาน เล่นกับลูก
การมีเวลาคุณภาพให้กับลูกจะรับรู้ได้ถึงความรัก
เมื่อรับรู้ว่าตนเองเป็นที่รัก
ลูกรับรู้ได้ว่าตนเองก็มีอยู่จริงสำหรับพ่อแม่
และตนเองมีคุณค่าและเป็นที่รัก
ความรักจากพ่อแม่สร้างฐานที่แข็งแรงทางใจให้กับลูกได้
***
❤️ บันไดขั้นที่ 2 "สอนลูกช่วยเหลือตัวเองตามวัย (Self-care)"
เมื่อเด็กเริ่มเดิน
เริ่มสื่อสาร
เริ่มเอาของกินเข้าปากได้
ความมั่นใจในตนเองเริ่ม ณ ตอนนั้น
พ่อแม่ที่ให้ลูกได้ทำอะไรตามวัยของเขา
เช่น
-กินข้าวเอง
-อาบน้ำเอง
-แต่งตัวเอง
-ใส่รองเท้าเอง
-เก็บของเล่นเอง
และอื่นๆ
เด็กจะรับรู้ ร่างกายของตัวเอง
ร่างกายเป็นของเขา
และร่างกายเขาสามารถทำอะไรได้
เด็กจึงรับรู้ความสามารถของตัวเอง
ซึ่งนำไปสู่การมีความมั่นใจในตัวเอง
เมื่อไปโรงเรียน หรือ ไปที่ไหนๆ
เขาจะสามารถทำสิ่งต่างๆ
ด้วยร่างกายของเขา
ด้วยตัวเขาเองได้
❌ ในทางกลับกัน...
ถ้าพ่อแม่ช่วยเหลือเขาทุกอย่าง
ไม่ให้เด็กทำอะไรเองเลย
เด็กจะรับรู้ว่า "ฉันต้องพึ่งพาพ่อแม่
เมื่อฉันไม่มีพ่อแม่
ฉันไม่มั่นใจที่ทำด้วยตัวเอง"
ตัวอย่างเด็กที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามวัย
⦿ เด็กจะไม่กล้าทำสิ่งใหม่
เพราะกลัวที่จะลงมือทำเอง
⦿ เด็กจะไม่กล้าถาม
เพราะปกติจะมีคนรู้ใจ ตอบสนอง ทำให้ทันที
ความมั่นใจของเด็กๆ ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
ก็จะถดถอย เพราะในขณะที่เพื่อนๆ ของเขาทำได้
แต่ตัวเขาเองทำไม่ได้ ต้องรอให้ผู้ใหญ่มาช่วย
นอกจากนี้เด็กบางคนไม่สื่อสารได้ตามวัย
- พูดบอกความต้องการ
- พูดบอกปฏิเสธไม่ได้
เขาจะใช้อารมณ์ ร้องไห้ อาละวาด
หรือบางคนก็จะนิ่ง เงียบ ไม่กล้าทำอะไรเลย
ตัวอย่างเด็กที่สื่อสารไม่ได้
⦿ เพื่อนให้ทำอะไรจะยอมทำ แม้จะไม่ชอบ
เพราะไม่รู้ว่าจะปฏิเสธยังไง
⦿ เพื่อนเอาของของเขาไปเขากลับไม่กล้ายืนหยัดปกป้องของของเขา
⦿ เมื่อต้องการความช่วยเหลือ
ก็ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ
ดังนั้นในบันไดขั้นที่ 2 สำคัญมากๆ
เด็กหลายคนไม่อยากไปโรงเรียน
เพราะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
และไม่กล้ายืนหยัดปกป้องตัวเอง
ยิ่งให้เด็กพูดด้วยตัวเอง
เขายิ่งกล้าพูดเพื่อตัวเองเมื่อจำเป็น
ยิ่งช่วยเหลือตัวเองได้มาก
ร่างกายยิ่งได้ใช้งาน ก็ยิ่งแข็งแรง
จิตใจยิ่งต้องอดทนต่อความท้าทาย
ก็ยิ่งมั่นคงและแข็งแกร่ง
***
❤️ บันไดขั้นที่ 3 "สอนให้ลูกเคารพกติกาส่วนรวม"
ก่อนเด็กจะเข้าสู่รั้วโรงเรียนหรือสังคมภายนอก
ที่บ้านควรมีกติกาภายในบ้าน
ได้แก่ กฎ 3 ข้อ
1. ไม่ทำร้ายตัวเอง รวมถึงไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน
2. ไม่ทำร้ายผู้อื่น รวมถึงไม่พูดจาทำร้ายกัน
3. ไม่ทำลายข้าวของ เล่นแล้วเก็บ ดูแลของของตัวเอง
ทุกคนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน
แม้แต่พ่อแม่ คุณครู เพื่อนๆ และตัวเขา
เพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะควบคุมตัวเอง
และทำตามกติกาในที่ต่างๆ
"ตารางเวลา"
ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เด็กปรับตัวกับสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น
และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามั่นใจเวลาทำอะไร
เปรียบเทียบง่ายๆ ระหว่างเด็กที่รู้ตารางเวลา
เขาจะคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
และเรียงลำดับสิ่งที่ต้องทำได้ดีกว่าเด็กที่ไม่รู้ว่า
ตัวเองต้องทำอะไร เวลาไหน ที่ไหน อย่างไร
เด็กที่ทำตามกติกาได้จะยอมรับกติกา และเคารพผู้อื่น
ที่สำคัญเขาจะไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบตัวเอง
เพราะเขารู้ว่ากติกาที่ดีควรเป็นอย่างไร
***
❤️ บันไดขั้นที่ 4 "สอนลูกให้ทำงานบ้านหรือทำงานส่วนรวม"
เมื่อลูกดูแลตัวเองได้ดีแล้ว
เขาควรเรียนรู้ที่จะดูแลส่วนกลาง
ผ่านการทำงานบ้านตามวัยหรือช่วยเหลือผู้อื่นตามพละกำลังที่เขามี
เพราะนอกจากเป็นการทำให้ตัวเขาเองได้รับผิดชอบต่อส่วนรวมแล้ว
เขายังได้มองเห็นคุณค่าในตัวเอง
และผู้อื่นมองเห็นคุณค่าในตัวเขานั่นเอง
การได้รับคำชื่นชมอาจจะเป็นผลพลอยได้
แต่เด็กได้เรียนรู้ว่าเขาได้ลงมือทำ
เพื่อสร้างการยอมรับให้กับตนเองอย่างแท้จริง
เด็กเล็กๆ เวลาเขาได้มาช่วยเราทำงานบ้าน งานครัว งานของที่บ้าน
เขาจะเกิดความภาคภูมิใจ และพูดถึงสิ่งที่เขาได้ทำให้คนอื่นฟัง
"เราไม่ควรเรียกร้องให้คนอื่นมายอมรับเรา
เราควรสร้างคุณค่าในตัวเราเองจนเป็นที่ยอมรับต่างหาก
และแม้นว่าสิ่งที่เราทำจะไม่มีใครเห็น
ขอเราจงภาคภูมิใจในสิ่งที่เราทำ
ความสุขใจนั้นจะเกิดกับตัวเราเอง ไม่ใช่ผู้ใด"
***
❤️ บันไดขั้นที่ 5 คือ "ให้ลูกลงมือทำ โดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาด"
พ่อแม่ต้องบอกลูกเสมอว่า
"แค่ลูกลงมือทำ ลูกก็พัฒนาไปหนึ่งก้าวแล้ว
แม้ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร
ไม่สำคัญเท่ากับวันนี้ลูกได้ลงมือทำหรือยัง"
เด็กที่รับรู้ว่า พ่อแม่ให้ความสำคัญกับความตั้งใจมากกว่าผลลัพธ์
จะทำสิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่ และไม่กลัวผิดพลาด
แม้แรกๆ อาจจะมีกลัวบ้าง
แต่เมื่อลงมือทำบ่อยๆ เขาจะเเข็งแกร่งขึ้น
"ผู้ที่ไม่เคยผิดพลาดคือผู้ที่ไม่เคยลงมือทำอะไรเลยต่างหาก"
***
❤️ บันไดขั้นที่ 6 "สอนให้ลูกมองเห็นและชื่นชมผู้อื่น"
เป็นขั้นที่พ่อแม่อาจจะคาดไม่ถึงว่า
"การให้ลูกชื่นชมผู้อื่น"
จะช่วยให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเองได้อย่างไร
คำตอบคือการสอนให้ลูกมองออกไป
และเห็นคุณค่าของผู้อื่น
ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะมองย้อนกลับมาที่ตนเองเช่นกันว่า
"ตัวเขามีสิ่งนั้นหรือไม่?
ถ้าเขามีเช่นเดียวกับคนที่เขาชื่นชม
เขาก็จะมองเห็นคุณค่าในตัวเองเช่นกัน"
ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มองเห็นคนอื่นนอกจากตัวเอง
เป็นพัฒนาการอีกขั้นของชีวิตมนุษย์เลยก็ว่าได้
เพราะเด็กเล็กเป็นวัยที่มองเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) ของทุกๆ อย่าง
การที่เขามองเห็นผู้อื่น
เขาจะมองเห็นตัวเองชัดขึ้นด้วยเช่นกัน
1. ก่อนจะมองเห็นผู้อื่น มองเห็นตัวเองก่อน
ดังนั้นก่อนชื่นชมคนอื่นเป็น
ต้องเรียนรู้การชมตัวเองให้เป็นด้วย
คำถามที่ชวนเด็กๆ ทบทวนตัวเองก่อนจบวัน
"วันนี้ฉันทำอะไรบ้าง"
"มีอะไรที่ฉันชอบในตัวเอง"
"มีอะไรที่ฉันชอบในวันนี้"
"มีอะไรที่ฉันเสียดายที่ไม่ได้ทำ"
เมื่อชื่นชมตัวเองแล้ว
ชวนเด็กๆ มองผู้อื่นให้ชัดขึ้น
2. มองเห็นผู้อื่น ผ่านการทักทาย
- เราสวัสดีกัน เพื่อมองเห็นกัน
เด็กมองเห็นคนอื่น คนอื่นมองเห็นเขา
- เราขอบคุณกัน เพื่อรับรู้สิ่งที่อีกฝ่ายทำ
เด็กรู้สึกขอบคุณที่อีกฝ่ายทำให้เขา
- เราขอโทษกัน เพื่อแสดงความเสียใจ
และเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่ออีกฝ่าย
3. ชื่นชมกัน
เมื่อเด็กลด egocentrics ลงได้
เขาจะชื่นชมผู้อื่นได้จากใจ
ซึ่งการฝึกข้อที่ 1-2
จะนำมาสู่ข้อนี้ได้ง่ายขึ้น
-ชมภายนอก
ชอบที่เธอยิ้ม
ชอบเสื้อของเธอ
ชอบผมของเธอ
เพื่อนำมาสู่...
-ชมภายใน
ชอบที่เธอใจดี
ชอบที่เธอตั้งใจ
ขอบคุณที่พยายาม
***
❤️ บันไดขั้นที่ 7 "สอนลูกว่าอย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว"
แม้ในวันนี้ลูกจะเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองแล้ว
แต่เขาควรตระหนักอยู่เสมอว่า
"ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ"
"ทุกคนแตกต่างกัน"
"ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง"
เราไม่ควรดูถูกใคร
เพราะเราต่างทำในสิ่งที่เราทำได้
ทุกหน้าที่บนโลกล้วนสำคัญ
.
ตัวเราเองควรอ่อนน้อม
เปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ
เราเติบโตในทุกวัน
เราพัฒนาได้ไม่สิ้นสุด
ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ
**********
🌱⏳
บันไดขั้นที่ 1 จะนำไปสู่ขั้นอื่นๆ
และการข้ามขั้น อาจจะทำให้ขั้นสูงๆ
ไม่เกิดขึ้น หรือ ไม่มั่นคงได้
"ไม่มีทางลัดสำหรับการสร้างคุณค่าภายในตัวเอง
เพราะคุณค่าเหล่านั้นต้องผ่านการลงมือทำด้วยตัวเอง
และทำสม่ำเสมอ ประสบการณ์ที่มากพอจะบ่มเพาะคุณค่าให้งอกงาม"
ดังนั้นประสบการณ์แรกในชีวิตของมนุษย์ทุกคน
ต้องการ "พ่อแม่ที่มีอยู่จริง"
เพื่อรับรู้ว่า "ตัวเองมีอยู่จริง"
ความรักที่ปลูกในตัวลูกจะเบ่งบานไปตลอดชีวิตของเขา
สุดท้ายในวันนี้ที่ลูกยังไม่มีความมั่นใจในตัวเอง
สิ่งที่พ่อแม่ทำได้คือเราเชื่อมั่นในตัวเขาก่อน
และพาเขาขึ้นบันไดไปทีละขั้น ทีละขั้น...
จนวันหนึ่งเขาสามารถก้าวต่อไปด้วยตัวเขาเอง
🌳⌛
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

31/12/2025

ถึง : ลูกคนแรกของฉัน

ฉันเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับความเป็นแม่จากเขา
เราต่อสู้ดิ้นรนมาด้วยกัน
เราค่อยๆ จัดการทีละขั้นตอน
เขาปูทางทุกอย่างให้ฉัน
แนะนำให้ฉันรู้จัก กับ คำว่า " ครั้งแรก "

ฉันกอดเขาไว้....ในขณะที่ร้องไห้ไปด้วยกัน
ในค่ำคืนที่เขาร้องไห้ไม่หยุด

#หลังคลอด
ฉันได้พบกับความเหนื่อยล้า.... ที่ฉันไม่เคยรู้จัก
เขาช่วยให้ฉันค้นพบ.... ความเข้มแข็งของตัวเอง

เขา คือ คนที่ทำให้ฉันผ่านมันมาได้

ตอนนี้เขาโตขึ้นมากแล้ว และ
ฉันคิดถึงวันเวลาอันเงียบสงบที่เราเคย
ใช้เวลาร่วมกัน

ฉันรู้สึกขอบคุณเขามาก ที่สุด
ที่ทำให้ฉันได้ #เป็นแม่ ครั้งแรก 🤍

Akira And Mom

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านขายเสื้อผ้า ใน Khon Kaen?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Khon Kaen
40000