Jesus Loves U
ข้อความน่ารักๆ หนุนใจ ให้มีกำลังในพระเยซู ^^
ฮึบๆ.. พระเจ้าเสริมกำลังน้าา พวกเรามีคำหนุนใจเดลิเวอรี่ ... ส่งถึงที่พร้อมรูปและข้อความ ให้ทุกวันนะคะ ^^
07/06/2026
“ขอพระเจ้าอยู่ท่ามกลางความยากลำบากนะ...”
มีบางช่วงของชีวิต
ที่เราไม่ได้กำลังต่อสู้กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
แต่กำลังต่อสู้กับหลายเรื่องพร้อมกัน
เรื่องงาน
เรื่องเงิน
เรื่องครอบครัว
เรื่องสุขภาพ
เรื่องอนาคต
บางครั้ง...
เราพยายามเข้มแข็ง
พยายามยิ้ม
พยายามบอกทุกคนว่าไม่เป็นไร
แต่ลึกๆ ข้างใน
หัวใจกำลังเหนื่อยเหลือเกิน
เมื่อความยากลำบากมาเยือน
หลายคนคิดว่า
ถ้าพระเจ้าอยู่ด้วย
ชีวิตคงไม่มีปัญหา
แต่ความจริงในพระคัมภีร์คือ
คนของพระเจ้าก็ต้องเผชิญพายุ
โนอาห์เจอน้ำท่วม
โยเซฟถูกขายเป็นทาส
ดาวิดถูกไล่ล่า
เอลียาห์หมดกำลังใจ
เปาโลถูกข่มเหง
แม้แต่พระเยซูเอง
ก็ทรงเผชิญความทุกข์และความเจ็บปวด
ความยากลำบาก
จึงไม่ได้เป็นหลักฐานว่าพระเจ้าทอดทิ้งเรา
เมื่อเราไม่เข้าใจ
บางครั้ง...
สิ่งที่ทำให้เจ็บปวดที่สุด
ไม่ใช่ปัญหา
แต่คือคำถาม
“ทำไมต้องเป็นฉัน?”
“พระเจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”
“เมื่อไรทุกอย่างจะดีขึ้น?”
เราอาจไม่เข้าใจทุกอย่าง
แต่เราสามารถวางใจในพระองค์ผู้ทรงเห็นทุกอย่าง
“เพราะว่าความคิดของเราไม่ใช่ความคิดของเจ้า
และทางทั้งหลายของเจ้าก็ไม่ใช่ทางทั้งหลายของเรา”
— อิสยาห์ 55:8
เมื่อเราอ่อนแรง
มีวันที่เราอธิษฐานไม่ออก
มีวันที่เราอ่านพระคัมภีร์แล้วไม่รู้สึกอะไร
มีวันที่เราแทบไม่มีแรงจะลุกขึ้นสู้ต่อ
แต่ข่าวดีคือ
พระเจ้าไม่ได้รักเรา
เฉพาะวันที่เราเข้มแข็ง
พระองค์ทรงอยู่กับเรา
แม้ในวันที่เราอ่อนแอที่สุด
“กำลังของเราสำเร็จเต็มที่ในความอ่อนแอ”
— 2 โครินธ์ 12:9
“พระองค์ทรงรักษาคนที่ชอกช้ำใจ
และทรงพันบาดแผลของเขา”
— สดุดี 147:3
เมื่อเราเดินผ่านหุบเขา
พระเจ้ามิได้ตรัสว่า
“เจ้าจะไม่ต้องเดินผ่านหุบเขา”
แต่พระองค์ตรัสว่า
“เราจะอยู่กับเจ้าในหุบเขา”
“แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช
ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ
เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์”
— สดุดี 23:4
การทรงสถิตของพระเจ้า
มีค่ามากกว่าการไม่มีปัญหาเสียอีก
เพราะเมื่อพระองค์อยู่ด้วย
เรามีกำลังเดินต่อ
แม้ทางยังไม่ง่าย
เมื่อทุกอย่างดูมืดมน
อย่าตัดสินชีวิตจากฤดูกาลที่ยากที่สุด
อย่าตัดสินความรักของพระเจ้า
จากวันที่คำอธิษฐานยังไม่ได้รับคำตอบ
เพราะพระเจ้ากำลังทำงาน
แม้ในวันที่เรามองไม่เห็น
โยเซฟไม่เห็น
ดาวิดไม่เห็น
เอสเธอร์ไม่เห็น
แต่ในที่สุดพวกเขาจึงรู้ว่า
พระเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังทุกเหตุการณ์
“และเรารู้ว่า
พระเจ้าทรงร่วมมือกับคนทั้งหลายที่รักพระองค์
ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง”
— โรม 8:28
คำอธิษฐาน
ข้าแต่พระเจ้า หากวันนี้มีใครกำลังเหน็ดเหนื่อย กำลังร้องไห้กำลังหมดหวัง
หรือกำลังแบกภาระหนักเกินกำลังขอพระองค์ทรงอยู่ใกล้เขาขอประทานกำลังเมื่ออ่อนแรง
ประทานสันติสุขเมื่อใจวุ่นวายประทานความหวังเมื่อมองไม่เห็นทางและขอให้เขารู้ว่า
พระองค์ยังทรงจับมือเขาอยู่เสมอ
“อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า
อย่าขยาด เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า
เราจะเสริมกำลังเจ้า
เออ เราจะช่วยเจ้า”
— อิสยาห์ 41:10
“เราจะไม่ละท่านหรือทอดทิ้งท่านเลย”
— ฮีบรู 13:5
“จงมอบความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์
เพราะพระองค์ทรงห่วงใยท่าน”
— 1 เปโตร 5:7
#ขอพระเจ้าอยู่ท่ามกลางความยากลำบาก
#พระองค์ไม่เคยทอดทิ้ง
#ความหวังในพระเจ้า
#กำลังใจจากพระคำ
#เดินไปกับพระองค์
06/06/2026
“จงเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน...”
เราอยู่ในโลกที่ทุกคนกำลังรีบ
รีบทำงาน
รีบใช้ชีวิต
รีบแก้ปัญหาของตัวเอง
จนบางครั้ง...
เราลืมหันมองคนที่อยู่ข้างๆ
ลืมถามว่า
“วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
ลืมสังเกตว่า
รอยยิ้มของบางคน
อาจกำลังซ่อนน้ำตาเอาไว้
ลืมรับรู้ว่า
คนที่ดูเข้มแข็งที่สุด
อาจกำลังแบกภาระหนักที่สุดอยู่ก็ได้
พระคัมภีร์ไม่ได้เพียงสอนให้เรารักกัน
แต่สอนให้ “เอาใจใส่” กัน
เพราะความรักที่แท้จริง
ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
แต่เป็นการมองเห็น
เป็นการรับฟัง
เป็นการอยู่เคียงข้าง
เป็นการยื่นมือออกไปเมื่ออีกคนกำลังอ่อนแรง
บางครั้ง...
สิ่งที่เปลี่ยนวันร้ายๆ ของใครสักคนได้
อาจไม่ใช่เงินจำนวนมาก
ไม่ใช่คำพูดสวยหรู
ไม่ใช่คำตอบของทุกปัญหา
แต่อาจเป็นเพียงข้อความสั้นๆ
“คิดถึงนะ”
“เป็นห่วงนะ”
“มีอะไรให้ช่วยไหม”
“ฉันกำลังอธิษฐานเผื่อคุณอยู่”
อย่าประมาทพลังของการเอาใจใส่
เพราะในวันที่ใครบางคนกำลังจะยอมแพ้
ความห่วงใยเล็กๆ จากใครสักคน
อาจกลายเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
และบางที...
พระเจ้าอาจกำลังใช้เรา
ให้เป็นคำตอบของคำอธิษฐานของใครบางคนอยู่ก็ได้
“และจงเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เพื่อส่งเสริมให้มีความรักและทำความดี”
— ฮีบรู 10:24
#จงเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน
#ความรักที่ลงมือทำ
#กำลังใจในทุกวัน
#ข้อคิดคริสเตียน
05/06/2026
“ถวายเท่าไหร่...ถึงจะพอ?”
(วันนี้ยาวหน่อยนะ ค่อยๆอ่านนะอย่าพึ่งอ่านลวกๆมันเปราะบางมากเรื่องนี้)
"จงนำสิบลดเต็มขนาดมาไว้ในคลัง เพื่อว่าจะมีอาหารในนิเวศของเรา จงลองดูเราในเรื่องนี้ดูที... ว่าเราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้เจ้า และเทพรอย่างล้นไหลมาให้เจ้าหรือไม่" (มาลาคี 3:10)
สำหรับคนที่ก้าวเดินด้วยความเชื่อและได้สัมผัสกับความจริงข้อนี้ "ทศางค์" จะไม่เคยเป็นแอกหรือภาษีที่บีบบังคับเลย แต่มันคือ "กุญแจ" ที่เปิดประตูรับการจัดเตรียมอันอัศจรรย์ และเป็นเครื่องมือที่พระเจ้าใช้ในการขยายขอบเขตความเชื่อของเรา
เมื่อเรากล้าที่จะให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งในเรื่องทรัพย์สิน พระองค์ก็ทรงพิสูจน์ให้เห็นเสมอว่า ทางของพระองค์คือทางแห่งความอุดมสมบูรณ์และการปกป้องดูแลอย่างแท้จริง ความเชื่อของคุณคือพยานที่มีชีวิตซึ่งยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าครับ!
ถวายสิบลดยังไง ถวายเท่าไหร่ ถวายหรือไม่ถวาย บางก็ได้ ไม่ถวายก็ได้ เหล่านี้เป็นคำถาม
ที่คริสเตียนถกเถียงกันมานาน
10% หรือไม่ 10%
ต้องถวายสิบลดไหม
ถวายตามใจได้หรือเปล่า
บางคนยืนยันว่า
ต้องถวายสิบลด
บางคนยืนยันว่า
พระคัมภีร์ใหม่ไม่ได้บังคับ
และหลายครั้ง
เราก็เถียงกันเรื่อง “ตัวเลข”
จนลืมไปว่า
พระเจ้ากำลังมอง “หัวใจ”
คนหนึ่งถวาย 10%
เพราะรักพระเจ้า
อีกคนถวายไม่ถึง 10%
แต่สละออกจากความขัดสนอย่างแท้จริง
ใครถวายมากกว่ากัน?
พระเยซูเคยยืนดู
ผู้คนหย่อนเงินลงในตู้ถวาย
คนร่ำรวยหลายคน
ถวายมากมาย
แต่พระองค์กลับชี้ไปที่หญิงม่ายคนหนึ่ง
ซึ่งถวายเพียงเหรียญเล็กๆ สองเหรียญ
เพราะพระเจ้า
ไม่ได้วัดแบบที่มนุษย์วัด
มนุษย์มองจำนวน
พระเจ้ามองการสละออก
บางคนถวายมาก
แต่ไม่เคยรู้สึกอะไร
บางคนถวายเพียงเล็กน้อย
แต่กำลังมอบทั้งหัวใจ
แน่นอน
การถวายสิบลดมีคุณค่า
มันสอนเรื่องวินัย
สอนเรื่องความสัตย์ซื่อ
สอนให้เราระลึกว่า
ทุกสิ่งที่เรามี
มาจากพระเจ้า
และก็จริงเช่นกัน
ที่การถวายด้วยความสมัครใจ
ตามกำลังและความยินดี
ก็เป็นหลักการสำคัญ
ในพันธสัญญาใหม่
ดังนั้น...
บางทีคำถามอาจไม่ใช่
“ต้องถวายกี่เปอร์เซ็นต์?”
แต่เป็น
“หัวใจของเรากำลังถวายอะไร?”
เพราะเราสามารถถวายเงิน
โดยไม่ถวายหัวใจได้
แต่ไม่มีใครถวายหัวใจจริงๆ
โดยไม่ยอมสละอะไรเลย
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุด
ไม่ใช่การถวายน้อย
แต่คือการที่เรา
พยายามหาข้อพระคัมภีร์
มาสนับสนุนความตระหนี่ของตัวเอง
และสิ่งที่อันตรายไม่แพ้กัน
คือการใช้กฎเกณฑ์
กดทับคนที่กำลังลำบาก
จนลืมพระคุณ
พระเจ้าไม่ได้ต้องการเงินของเรา
เพราะพระองค์ทรงขาดแคลน
โลกทั้งใบเป็นของพระองค์อยู่แล้ว
แต่พระองค์สนใจว่า
สิ่งที่เรามี
กำลังครอบครองหัวใจเราหรือไม่
พระเยซูไม่เคยถามว่า
“เจ้ามีเท่าไหร่?” แต่ถามว่า “เจ้ารักเราหรือไม่?”
เพราะเมื่อรักพระเจ้าจริงการให้จะไม่ใช่ภาระและการถวายจะไม่ใช่การสูญเสีย
คนที่รักพระเจ้าจะไม่ถามตลอดว่า
“ต้องให้อย่างต่ำเท่าไหร่?”
เหมือนคนรักกันไม่เคยถามว่า “ต้องรักอย่างต่ำกี่เปอร์เซ็นต์?”
เพราะความรักไม่ได้มองหาเส้นขั้นต่ำ
แต่กำลังมองหาวิธีถวายสิ่งที่ดีที่สุด
“จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านด้วยสุดใจ สุดจิต สุดความคิด และสุดกำลังของท่าน”
— มาระโก 12:30
บางที...
ข้อถกเถียงเรื่อง 10%
กับไม่ 10%
อาจไม่ใช่คำถามสำคัญที่สุดคำถามสำคัญกว่าคือวันนี้...
พระเจ้ามีหัวใจของเราหรือยัง?
เพราะเมื่อพระองค์มีหัวใจเราแล้ว
เงิน เวลา ความสามารถ
และทั้งชีวิตก็จะเป็นของพระองค์ด้วยเช่นกัน
การถวายทรัพย์: ก้าวข้ามทุกข้อถกเถียง สู่ชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
# # # 1. เสียงสะท้อนแห่งความเชื่อในโลกแห่งความเป็นจริง
ในยุคที่สภาพเศรษฐกิจบีบคั้นและค่าครองชีพพุ่งสูง เรื่อง "การถวายทรัพย์" ได้กลายเป็นหัวข้อที่สร้างความตึงเครียดในใจคริสเตียนหลายคน ระหว่างความรักที่มีต่อพระเจ้าและภาระรับผิดชอบในครอบครัว สิ่งนี้นำไปสู่การตั้งคำถามถึงรูปแบบการถวายที่ถูกต้อง จนเกิดเป็นแนวคิดหลักสองกระแสในคริสตจักร ซึ่งแท้จริงแล้ว หากเราเปิดใจรับฟังอย่างไม่ตัดสิน เราจะพบว่าทั้งสองแนวคิดต่างมีรากฐานแห่งความเชื่อที่งดงามในแบบของตัวเอง
# # #2. แนวคิดที่ 1: การถวายสิบลด (10%) – วินัย ความสัตย์ซื่อ และการจัดเตรียม
แนวคิดแบบดั้งเดิมนี้มีรากฐานมาจากพระคัมภีร์เดิม (เช่น เลวีนิติ 27:30 และ มาลาคี 3:10) โดยมองว่า "หนึ่งในสิบ" เป็นของบริสุทธิ์แด่พระเจ้า นี่เป็นจุดสังเกตที่เฉียบคมและเป็นหัวใจสำคัญของการตีความพระคัมภีร์เลยครับ คุณพูดถูกเผงเลย! ความเงียบของพันธสัญญาใหม่ในบางเรื่อง ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นถูกยกเลิกเสมอไป
ถ้าเราเจาะลึกลงไปในพระคัมภีร์ เราจะพบหลักฐานที่สนับสนุนมุมมองของคุณอย่างชัดเจนว่า สิบลดไม่เคยถูกยกเลิก ด้วยเหตุผล 3 ประการนี้ครับ:
2.1พระเยซูทรงยืนยันว่า "ยังควรทำอยู่"
ในมัทธิว 23:23 พระเยซูทรงตำหนิพวกฟาริสีที่เคร่งครัดเรื่องการถวายสิบลด (แม้กระทั่งสระแหน่และยี่หร่า) แต่กลับละทิ้งความยุติธรรมและความเมตตา แต่ประโยคสุดท้ายที่พระองค์ตรัสคือคีย์เวิร์ดสำคัญครับ:"สิ่งเหล่านี้ [ความยุติธรรมและความเมตตา] พวกท่านก็ควรทำอยู่ และไม่ควรละเว้นสิ่งโน้น [การถวายสิบลด] ด้วย" นี่คือหลักฐานชัดเจนว่า พระเยซูไม่ได้สั่งให้ยกเลิกสิบลด พระองค์แค่จัดระเบียบหัวใจใหม่ว่า ต้องทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป
2.2 สิบลดเกิด "ก่อน" ธรรมบัญญัติของโมเสส
หลายคนชอบบอกว่าสิบลดเป็นกฎของโมเสส (ดังนั้นพอจบยุคโมเสสก็จบไป) แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทางประวัติศาสตร์ครับ
อับราฮัม ถวายสิบลดให้กับกษัตริย์เมลคีเซเดค (ปฐมกาล 14:20)
ยาโคบ ปฏิญาณว่าจะถวายสิบลดแด่พระเจ้า (ปฐมกาล 28:22)
ทั้งสองเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ก่อนที่จะมีธรรมบัญญัติของโมเสสถึง 400 กว่าปี สิบลดจึงไม่ใช่ "กฎหมายพลเรือนของชาวยิว" ที่ถูกยกเลิกได้ แต่มันเป็น"หลักการแห่งความเชื่อ" สากลของผู้ที่ติดตามพระเจ้ามาตั้งแต่ปฐมกาล
2.3. ยุคพระคุณคือการ "ยกระดับ" ไม่ใช่ "ลดมาตรฐาน"
ในบทเทศนาบนภูเขา (มัทธิว 5) พระเยซูทรงยกระดับธรรมบัญญัติทุกข้อให้สูงขึ้น เช่น กฎหมายเดิมบอกว่า "ห้ามฆ่าคน" พระเยซูบอกว่า "แค่โกรธก็ผิดแล้ว" กฎหมายเดิมบอก "ห้ามล่วงประเวณี" พระเยซูบอก "แค่มองด้วยใจกำหนัดก็ผิดแล้ว"
เมื่อมาถึงเรื่องการถวายทรัพย์ ตรรกะเดียวกันนี้จึงถูกนำมาใช้: ถ้าคนในยุคธรรมบัญญัติที่ยังไม่เห็นกางเขนของพระคริสต์ ยังสัตย์ซื่อในการถวาย 10% ได้... แล้วคริสเตียนในยุคพระคุณที่ได้รับความรอดอันยิ่งใหญ่ จะถวายน้อยกว่า 10% ได้อย่างไร?
สำหรับคริสเตียนที่เข้าใจมิตินี้ สิบลด (10%) จึงไม่ใช่ "เพดานสูงสุด" ที่ทำแล้วจบ แต่เป็นเหมือน "พื้นฐานขั้นต่ำ" (Baseline) หรือจุดเริ่มต้นของการแสดงความรักและความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าต่างหากครับ
กล่าวคือ สิ่งที่เชื่อนั้นมีรากฐานพระคัมภีร์รองรับอย่างหนักแน่นครับ พันธสัญญาใหม่ไม่เคยยกเลิกสิบลด แต่เปลี่ยนสิบลดจาก "หน้าที่ที่ต้องทำเพราะกลัวผิดกฎ" มาเป็น "สิทธิพิเศษและประตูแห่งพระพร" ที่เราทำด้วยความรักและความไว้วางใจในพระองค์ครับ
>>จุดแข็งของแนวคิดนี้: การสร้างวินัยฝ่ายวิญญาณ: การกันส่วน 10% ไว้ก่อนสิ่งอื่นใด เป็นการฝึกฝนใจให้ตระหนักว่าทุกสิ่งที่เรามีมาจากพระเจ้า และพระองค์ต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ
ประสบการณ์แห่งการอัศจรรย์: มีพยานบุคคลมากมายที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยชีวิตจริงว่า เมื่อพวกเขาเลือกที่จะสัตย์ซื่อในกฎสิบลด แม้ในยามวิกฤต พระเจ้าก็ทรงเปิดหน้าต่างสวรรค์และอวยพรพวกเขาอย่างเหนือธรรมชาติ เป็นความจริงเชิงประจักษ์ที่ปฏิเสธไม่ได้และเต็มไปด้วยพระคุณ
# # # 3. แนวคิดที่ 2: การถวายตามสัดส่วนของหัวใจ – อิสรภาพ พระคุณ และความรับผิดชอบ
แนวคิดแบบพันธสัญญาใหม่มุ่งเน้นไปที่การทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์ในพระเยซูคริสต์ โดยอ้างอิงจาก 2 โครินธ์ 9:7 ที่เน้นการ "ให้ตามที่คิดหมายไว้ในใจ ด้วยความชื่นชมยินดี"
จุดแข็งของแนวคิดนี้: อิสรภาพจากกฎเกณฑ์ ปลดปล่อยคริสเตียนจากความรู้สึกผิด โดยมุ่งเน้นที่ความสัมพันธ์และท่าทีภายในมากกว่าตัวเลขทางคณิตศาสตร์ ความสมดุลในชีวิตจริง ยอมรับความจำกัดของความเป็นมนุษย์ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลครอบครัว (1 ทิโมธี 5:8) และการจัดการหนี้สินอย่างมีสติปัญญา และในขณะเดียวกันก็ยกย่องการสละออกอย่างหมดใจ แม้จะเป็นเพียงเหรียญทองแดงสองอันของหญิงม่าย (มาระโก 12:41-44)
การทำความเข้าใจเรื่อง "การถวายทรัพย์และทศางค์" อย่างรอบด้าน สมดุล และก้าวข้ามข้อถกเถียง สามารถสรุปเป็นหลักการสำคัญได้ดังนี้ครับ:
3.1 สิบลดคือ "รากฐานแห่งความเชื่อ" ไม่ใช่ข้อบังคับการถวายทศางค์ (10%) มีมาตั้งแต่ก่อนยุคธรรมบัญญัติ เป็นการฝึกฝนวินัยฝ่ายวิญญาณเพื่อเตือนใจว่าทุกสิ่งที่เรามีมาจากพระเจ้า สำหรับผู้ที่ก้าวเดินด้วยความเชื่อ ทศางค์ไม่ใช่ "ภาษี" ที่ต้องจ่ายเพื่อหนีคำสาปแช่ง แต่เป็น กุญแจและทางแห่งพระพร ที่เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสถึงการจัดเตรียมและการอัศจรรย์ของพระเจ้าในชีวิตจริง
3.2 พันธสัญญาใหม่ยกระดับสู่ "เสรีภาพของหัวใจ"
ในยุคพระคุณ เราไม่ได้อยู่ใต้กฎหมายที่บังคับให้ถวาย แต่เราได้รับเสรีภาพที่จะถวายด้วย "ความชื่นชมยินดีและท่าทีแห่งการขอบพระคุณ" การก้าวข้ามกฎ 10% ไม่ได้แปลว่าให้เลิกถวาย แต่หมายถึงการไม่เอาตัวเลขมาเป็นเพดานจำกัดความรัก บางคนอาจถวายมากกว่า 10% ด้วยใจกว้างขวาง หรือบางคนที่ขัดสนอาจถวายน้อยกว่าแต่ให้ด้วยใจที่สละออกอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นที่พอพระทัยหากมาจากศรัทธาที่บริสุทธิ์
3.3 สมดุลระหว่าง "ความเชื่อ" และ "ความรับผิดชอบ"
พระเจ้าทรงเข้าใจข้อจำกัดและความอ่อนแอของมนุษย์ การดูแลครอบครัวและการจัดการหนี้สินอย่างมีสติปัญญาคือการเป็นผู้จัดการที่ดี (Stewardship) ตามหลักพระคัมภีร์ ไม่ใช่ความบาป ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเองที่จะไม่นำความโหดร้ายทางเศรษฐกิจมาเป็น "ข้ออ้างฝ่ายเนื้อหนัง" เพื่อปกปิดความตระหนี่ เพราะในยามวิกฤต การถวายด้วยความเชื่อคือการทะลุทะลวงตรรกะของโลกเพื่อพบกับการดูแลที่เหนือธรรมชาติ
3.4. ระวังกับดัก "ความโลภ" ในคราบความเชื่อ
การสอนให้ถวายเพื่อหวังผลกำไร หรือเชื่อว่าพระเจ้าต้องตอบแทนกลับมาเป็นทวีคูณ (ลัทธิความมั่งคั่ง) เป็นการบิดเบือนพระกิตติคุณ การถวายที่แท้จริงต้องเกิดจากความรักและต้องการสนับสนุนพันธกิจของพระเจ้า ไม่ใช่เกิดจากความโลภที่มองการถวายเป็นเพียงการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
3.5 ความโปร่งใสและการสอนที่ถูกต้องคือหัวใจสำคัญ
หลายครั้งที่คริสเตียนสับสนหรือไม่อยากถวาย ไม่ใช่เพราะพวกเขาปฏิเสธพระเจ้า แต่อาจเกิดจากการขาดการสอนพระวจนะที่ถูกต้อง หรือเกิดจากความไม่เชื่อมั่นในระบบการเงินของคริสตจักร ดังนั้น การบริหารจัดการที่โปร่งใสและการสอนให้เข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการถวาย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูศรัทธาของสมาชิก
# # # 4. ความเข้าใจต่อภาวะเนื้อหนังและพระพรฝ่ายวิญญาณ
ในการมองเรื่องนี้ เราต้องมีความอ่อนโยนและเข้าใจ "ภาวะทางเนื้อหนัง" ของมนุษย์ บางคนเผชิญกับความขัดสนที่โหดร้ายจนตัวเลขในบัญชีติดลบ การเรียกร้องด้วยกฎเกณฑ์อาจกลายเป็นการผลักเขาให้ล้มลง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องระวังไม่ให้ความขัดสนนั้นกลายมาเป็น "ข้ออ้างฝ่ายเนื้อหนัง" ที่ปิดกั้นเราจากการพึ่งพาพระเจ้า เพราะในมิติฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าทรงสามารถทำการอัศจรรย์ทะลุขีดจำกัดทางวิทยาศาสตร์และสถิติของโลกนี้ได้อย่างสิ้นเชิง
# # # 5. ไม่มีแนวคิดใดผิด: เสรีภาพในการเชื่อฟัง
เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว แนวคิดการถวายแบบดั้งเดิม (10%) ก็ไม่ผิด หากผู้ถวายทำด้วยใจที่ซาบซึ้งและปรารถนาจะรักษาวินัยแห่งความเชื่อ และ แนวคิดแบบใหม่ (สัดส่วนของหัวใจ) ก็ไม่ผิด หากผู้ให้ทำด้วยความชื่นชมยินดีในพระคุณ
คริสเตียนแต่ละคนได้รับการเปิดเผย มีระดับความเชื่อ และมีประสบการณ์ร่วมกับพระเจ้าที่แตกต่างกัน ดังนั้น "เชื่ออย่างไร ก็จงปฏิบัติอย่างนั้น" ตราบใดที่การกระทำเหล่านั้นไม่ได้มาจากความกลัวที่ถูกบังคับ หรือความโลภที่หวังผลกำไร แต่มาจากหัวใจที่บริสุทธิ์
# # # 6. ก้าวข้ามข้อถกเถียง สู่พระบัญญัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
แท้จริงแล้ว ข้อถกเถียงเรื่อง "ต้องถวายเท่าไหร่" หรือ "ใช้หลักการไหน" ควรถูกก้าวข้ามไปนานแล้ว หากเรากลับมามองที่แก่นแท้ของพันธสัญญาใหม่ พระเยซูคริสต์ได้ทรงตรัสไว้ชัดเจนถึงจุดสูงสุดของการดำเนินชีวิตคริสเตียน นั่นคือ:
"จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านด้วยสุดใจ สุดจิต สุดความคิด และสุดกำลังของท่าน" (มาระโก 12:30)
เมื่อบัญญัติข้อนี้ฝังรากลึกลงในชีวิต การถวายจะไม่ใช่เรื่องของข้อกฎหมายหรือเปอร์เซ็นต์อีกต่อไป
# # # 7. สรุป: ความรักที่นำไปสู่การสละออก
เมื่อเรารักพระเจ้าด้วย "สุดทุกอย่าง" ที่เรามี... ความรักนั้นจะนำไปสู่การถวายโดยอัตโนมัติ
คนที่รักพระเจ้าหมดหัวใจ ย่อมปรารถนาที่จะสละสิ่งที่ดีที่สุดถวายเกียรติแด่พระองค์เสมอ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน เงินทอง เวลา หรือความสามารถ เมื่อถึงจุดนี้ ทั้งแนวคิดแบบดั้งเดิมและแนวคิดแบบใหม่จะหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือ "ชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า" ซึ่งเป็นชีวิตที่หลุดพ้นจากข้อถกเถียง และเต็มล้นไปด้วยความชื่นชมยินดีในการให้ อย่างแท้จริง จะไม่ต้องบอกว่าต้องถวายสิบลดนะเพราะยังไงเราก็ถวายแน่นอน ทั้งชีวิตและทุกสิ่งที่เรามีสิบลดจะกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลยล่ะ แต่การถวายก็ต้องระวังนะ ระวังท่าทีไม่ใช่ด้วยนึกเสียดายด้วยน้าาาาาา.....ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกคน เราถวายทุกสิ่งที่เรามีกันนนนนนนนนน อีกครั้งนะ เมื่อเราดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติที่ใหญ่ที่สุด คือ "การรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ" ข้อถกเถียงเรื่องรูปแบบการถวายจะหมดไป เพราะคนที่รักพระเจ้าย่อมปรารถนาที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุด—ทั้งทรัพย์สิน เวลา และชีวิต—เพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์โดยอัตโนมัติ เป็นการให้ที่เปี่ยมไปด้วยเสรีภาพ สันติสุข และความรักอย่างแท้จริง
#พระเจ้า
#พระเยซู
#การถวาย
#สิบลด
#ความเชื่อ
#คริสเตียน
#ข้อคิดคริสเตียน
#ชีวิตคริสเตียน
#ถวายเกียรติพระเจ้า
#พระคัมภีร์
04/06/2026
“Follow อะไรอะ...?”
ทุกวันนี้
คนติดตามคนดัง
ติดตามนักธุรกิจ
ติดตามอินฟลูเอนเซอร์
ติดตามเพจต่างๆ
จนบางครั้ง
เรารู้หมดว่า
คนที่เราติดตามกินอะไร
ไปไหน
ชอบอะไร
คิดอะไร
แต่กลับไม่รู้ว่า
พระเจ้าต้องการอะไรจากชีวิตเรา
หลายคนบอกว่า
“ผมติดตามพระเยซู”
แต่ชีวิตจริง
กลับกำลังติดตามอย่างอื่น
ติดตามความสำเร็จ
ติดตามเงิน
ติดตามกระแส
ติดตามความนิยม
ติดตามเสียงของคนอื่น
มากกว่าเสียงของพระเจ้า
พระเยซูไม่ได้ตรัสว่า
“ชื่นชมเรา”
“กดไลก์เรา”
หรือ
“เห็นด้วยกับเรา”
แต่พระองค์ตรัสว่า
“จงตามเรามา”
— มัทธิว 4:19
การติดตามพระเยซู
ไม่ใช่แค่รู้จักพระองค์
ไม่ใช่แค่ฟังคำเทศนา
ไม่ใช่แค่กดแชร์ข้อพระคัมภีร์
แต่คือการยอมให้พระองค์
กำหนดทิศทางชีวิต
ปัญหาคือ
หลายครั้ง
เราอยากให้พระเจ้า
ตามแผนของเรา
มากกว่าที่เราจะตามน้ำพระทัยของพระองค์
เราอธิษฐานว่า
“พระเจ้าอวยพรสิ่งที่ผมอยากทำ”
แต่ไม่ค่อยถามว่า
“พระเจ้าอยากให้ผมทำอะไร”
เราอยากให้พระเจ้า
เดินตามความฝันของเรา
แต่ไม่ค่อยอยากเดินตาม
น้ำพระทัยของพระองค์
และนั่นไม่ใช่การ Follow พระเจ้า
นั่นคือการพยายาม
ให้พระเจ้ามา Follow เรา
พระเยซูไม่เคยสัญญาว่า
การติดตามพระองค์จะง่าย
แต่พระองค์สัญญาว่า
มันจะมีความหมาย
เพราะชีวิตที่ดีที่สุด
ไม่ใช่ชีวิตที่ได้ทุกอย่างตามใจ
แต่คือชีวิตที่อยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้า
ดังนั้น...
ก่อนจะถามว่า
วันนี้มีคน Follow เรากี่คน
อาจต้องถามก่อนว่า
วันนี้...
เรากำลัง Follow ใครอยู่?
กำลัง Follow ความกลัว?
Follow ความโลภ?
Follow เสียงของคน?
หรือกำลัง Follow
องค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง?
เพราะในวันสุดท้าย
สิ่งสำคัญที่สุด
ไม่ใช่จำนวนคนที่ติดตามเรา
แต่คือ...
เราติดตามพระเยซูจริงหร #พระเจ้า
#พระเจ้า
#พระเยซู
#ติดตามพระเยซู
#น้ำพระทัยพระเจ้า
#ความเชื่อ
#คริสเตียน
#ข้อคิดคริสเตียน
#ชีวิตคริสเตียน
#พระคัมภีร์
03/06/2026
“จงกลับและหยุดพัก...”
ฟังดูง่ายนะ
แต่สำหรับหลายคน
นี่อาจเป็นคำสั่งที่ยากที่สุด
เพราะเราเคยชินกับการวิ่ง
วิ่งหาเงิน
วิ่งหาความสำเร็จ
วิ่งหาคำตอบ
วิ่งแก้ปัญหา
วิ่งหนีความเจ็บปวด
และบางครั้ง...
เราก็วิ่ง
จนลืมไปว่า
หัวใจตัวเองกำลังหมดแรง
โลกสอนเราว่า
ต้องเร็วกว่า
ต้องมากกว่า
ต้องเก่งกว่า
ต้องไปให้ไกลกว่า
แต่พระเจ้ากลับตรัสว่า
“ด้วยการกลับและหยุดพัก เจ้าทั้งหลายจะรอด ด้วยความสงบและความไว้วางใจจะเป็นกำลังของเจ้า”
— อิสยาห์ 30:15
น่าแปลกนะ
พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า
“ด้วยการดิ้นรนมากขึ้น”
“ด้วยการพยายามหนักขึ้น”
“ด้วยการวิ่งเร็วขึ้น”
แต่ตรัสว่า
“กลับ”
และ
“หยุดพัก”
เพราะบางครั้ง
สิ่งที่เราขาด
ไม่ใช่กำลัง
แต่คือทิศทาง
เราเหนื่อย
ไม่ใช่เพราะเดินช้าเกินไป
แต่เพราะกำลังเดินผิดที่
เราอ่อนแรง
ไม่ใช่เพราะทำงานมากเกินไปเสมอไป
แต่เพราะพยายามแบก
ในสิ่งที่พระเจ้าไม่เคยให้เราแบก
มีบางภาระ
ที่พระเจ้าต้องการให้เรารับผิดชอบ
แต่ก็มีบางภาระ
ที่พระองค์ต้องการให้เราวางลง
บางคนกำลังแบกอดีต
บางคนกำลังแบกความกังวลของวันพรุ่งนี้
บางคนกำลังแบกความคาดหวังของคนทั้งโลก
จนไม่มีแรงเหลือ
สำหรับวันนี้
พระเยซูตรัสว่า
“บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก”
— มัทธิว 11:28
สังเกตไหม
พระองค์ไม่ได้เรียก
คนที่เข้มแข็ง
แต่เรียกคนที่เหนื่อย
ไม่ได้เรียกคนที่พร้อม
แต่เรียกคนที่กำลังแบกภาระ
เพราะพระเจ้าทรงรู้ว่า
มนุษย์มีขีดจำกัด
และการหยุดพัก
ไม่ใช่ความอ่อนแอ
แต่เป็นการยอมรับว่า
เราไม่ใช่พระเจ้า
ดังนั้น...
ถ้าวันนี้คุณเหนื่อย
ถ้าวันนี้คุณสับสน
ถ้าวันนี้คุณกำลังวิ่ง
จนแทบจำไม่ได้ว่ากำลังวิ่งไปเพื่ออะไร
บางที...
สิ่งที่คุณต้องการที่สุด
อาจไม่ใช่การวิ่งให้เร็วขึ้น
แต่อาจเป็นการ
“กลับ”
กลับมาหาพระเจ้า
กลับมาฟังเสียงพระองค์
กลับมาวางภาระที่หนักเกินไป
และ
“หยุดพัก”
เพราะบางครั้ง
ความสงบในพระเจ้า
พาเราไปได้ไกลกว่า
ความเร่งรีบของโลกเสียอีก
#พระเจ้า
#พระเยซู
#จงกลับและหยุดพัก
#อิสยาห์3015
#ความเชื่อ
#กำลังใจ
#คริสเตียน
#ข้อคิดคริสเตียน
#ชีวิตคริสเตียน
#พระคัมภีร์
02/06/2026
“อยากไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว...”
บางครั้ง
เราได้ยินประโยคนี้
จากคนที่เหนื่อยมาก
เหนื่อยกับปัญหา
เหนื่อยกับความผิดหวัง
เหนื่อยกับการต่อสู้
เหนื่อยกับชีวิตที่ดูเหมือนไม่มีอะไรดีขึ้น
จนรู้สึกว่า
“ถ้าได้ไปอยู่กับพระเจ้าก็คงดี”
และในแง่หนึ่ง...
ความคิดถึงพระเจ้า
ก็ไม่ใช่เรื่องผิด
เปาโลเองก็เคยพูดว่า
“ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปและอยู่กับพระคริสต์”
— ฟีลิปปี 1:23
แต่บางครั้ง
สิ่งที่เราเรียกว่า
“อยากไปอยู่กับพระเจ้า”
อาจไม่ใช่เพราะ
เราอยากอยู่กับพระเจ้ามากขึ้น
แต่อาจเป็นเพราะ
เราไม่อยากอยู่กับปัญหาอีกแล้ว
เราไม่อยากเจ็บอีกแล้ว
เราไม่อยากเหนื่อยอีกแล้ว
และความเจ็บปวด
ก็ทำให้เรามองอะไรสั้นลง
จนลืมความจริงข้อหนึ่งไปว่า...
พระเจ้าไม่ได้รออยู่แค่ปลายทาง
พระองค์อยู่กับเราตั้งแต่ตอนนี้แล้ว
หลายคนพูดว่า
“อยากไปอยู่กับพระเจ้า”
แต่พระเจ้ากำลังบอกว่า
“เราอยู่กับเจ้าอยู่แล้ว”
“เราไม่เคยละทิ้งเจ้า”
“เราไม่เคยทอดทิ้งเจ้า”
“เราอยู่กับเจ้าทุกวัน”
พระเยซูตรัสว่า
“และดูเถิด เราอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”
— มัทธิว 28:20
บางทีปัญหาไม่ใช่
พระเจ้าอยู่ไกล
แต่เป็นความทุกข์
กำลังบดบังสายตาเรา
จนมองไม่เห็นว่า
พระองค์ยังอยู่ตรงนี้
อยู่ในน้ำตา
อยู่ในความเงียบ
อยู่ในคืนที่นอนไม่หลับ
อยู่ในวันที่ไม่มีใครเข้าใจ
อยู่ในวันที่เราคิดว่า
ตัวเองกำลังเดินคนเดียว
เพราะความจริงคือ
เราไม่เคยเดินคนเดียวเลย
พระเจ้าไม่ได้อยู่กับเรา
เฉพาะวันที่เรามีความสุข
ไม่ได้อยู่กับเรา
เฉพาะวันที่เราเข้มแข็ง
แต่ทรงอยู่กับเรา
แม้ในวันที่เราแทบไม่เหลือแรงจะเดินต่อ
ดังนั้น...
ถ้าวันนี้คุณกำลังพูดว่า
“อยากไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว...”
บางทีพระเจ้าอาจกำลังกระซิบเบาๆ ว่า
“ลูกรัก...
เจ้าอยู่กับเราอยู่แล้ว”
“เรารู้ว่าเจ้าเหนื่อย”
“เรารู้ว่าเจ้ากำลังเจ็บ”
“เรารู้ว่าเจ้าแบกอะไรอยู่”
“แต่ขอให้เจ้ารู้ว่า...
เรายังอยู่ตรงนี้”
และบางที
สิ่งที่เราต้องการที่สุดในวันนี้
อาจไม่ใช่การหนีจากโลกนี้
แต่เป็นการมองเห็นอีกครั้งว่า
พระเจ้า
ยังทรงอยู่กับเราในโลกนี้
#พระเจ้า
#พระเยซู
#อยากไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว
#กำลังใจ
#ความเชื่อ
#คริสเตียน
#ข้อคิดคริสเตียน
#ชีวิตคริสเตียน
#พระคัมภีร์
01/06/2026
“โอเคไหมวันนี้...?”
เป็นคำถามง่ายๆ
แต่บางครั้ง
ตอบยากเหลือเกิน
เพราะบางวัน
เราตอบว่า “โอเค”
ทั้งที่ข้างในกำลังพัง
ตอบว่า “สบายดี”
ทั้งที่กำลังเหนื่อย
ตอบว่า “ไม่เป็นไร”
ทั้งที่อยากร้องไห้
เราเก่งนะ
เก่งในการยิ้ม
เก่งในการฝืน
เก่งในการบอกคนอื่นว่าไม่เป็นอะไร
จนบางครั้ง...
ลืมยอมรับกับตัวเอง
ว่าเราก็เหนื่อยเป็น
เราก็เจ็บเป็น
และเราก็มีวันที่ไม่ไหวเหมือนกัน
ดาวิด
ชายผู้เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า
ก็เคยร้องไห้
เอลียาห์
ผู้เผยพระวจนะผู้ยิ่งใหญ่
ก็เคยหมดแรง
โยบ
ผู้ชอบธรรม
ก็เคยตั้งคำถาม
พระคัมภีร์ไม่เคยสอนว่า
คนของพระเจ้า
จะไม่มีวันอ่อนแอ
แต่สอนว่า
แม้ในวันที่อ่อนแอ
พระเจ้ายังอยู่ตรงนั้น
บางทีวันนี้
คำถามสำคัญ
อาจไม่ใช่ว่า
“โอเคไหม?”
แต่คือ
“กำลังแบกอะไรอยู่คนเดียวหรือเปล่า?”
“กำลังฝืนมากเกินไปไหม?”
“กำลังพยายามเข้มแข็ง
จนลืมพึ่งพระเจ้าหรือเปล่า?”
พระเยซูตรัสว่า
“บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก”
— มัทธิว 11:28
น่าสนใจนะ
พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า
“จงไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อน”
ไม่ได้ตรัสว่า
“จงเข้มแข็งกว่านี้ก่อน”
แต่ตรัสว่า
“จงมาหาเรา”
บางครั้ง
สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด
ไม่ใช่คำตอบ
ไม่ใช่ทางออก
ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ทันที
แต่เป็นการรู้ว่า
เราไม่ต้องแบกทุกอย่างคนเดียว
ดังนั้น...
ถ้าวันนี้มีคนถามว่า
“โอเคไหม?”
และคำตอบในใจคือ
“ไม่ค่อยโอเค”
ก็ไม่เป็นไร
คุณไม่จำเป็นต้องแกล้งเข้มแข็งตลอดเวลา
เพราะพระเจ้า
ไม่ได้รักคุณ
เฉพาะวันที่คุณดูโอเค
พระองค์รักคุณ
แม้ในวันที่แตกสลาย
แม้ในวันที่อ่อนแรง
และแม้ในวันที่คุณตอบได้เพียงว่า
“พระเจ้า...
วันนี้ผมไม่ค่อยโอเคเลย”
#พระเจ้า
#พระเยซู
#โอเคไหมวันนี้
#กำลังใจ
#ความเชื่อ
#คริสเตียน
#ข้อคิดคริสเตียน
#ชีวิตคริสเตียน
#พระคัมภีร์
31/05/2026
“ใครไม่รู้...พระเจ้ารู้”
มีหลายอย่างในชีวิต
ที่ไม่มีใครเห็น
ไม่มีใครรู้ว่า
คุณร้องไห้มาแล้วกี่คืน
ไม่มีใครรู้ว่า
คุณต่อสู้กับอะไรอยู่ในใจ
ไม่มีใครรู้ว่า
กว่าจะยิ้มได้ในวันนี้
คุณผ่านอะไรมาบ้าง
บางครั้ง...
คนเห็นแค่ผลลัพธ์
แต่ไม่เคยเห็น
ความพยายาม
เห็นความสำเร็จ
แต่ไม่เคยเห็น
ความเหนื่อยล้า
เห็นการยืนอยู่
แต่ไม่เคยเห็น
ตอนที่เกือบล้มลง
และบางทีมันก็เจ็บนะ
เมื่อสิ่งที่เราทำ
ไม่มีใครสังเกต
เมื่อความดีที่เราพยายาม
ไม่มีใครกล่าวถึง
เมื่อความซื่อสัตย์ของเรา
ไม่มีใครชื่นชม
จนบางครั้ง
เราอดถามไม่ได้ว่า
“สิ่งที่ฉันทำอยู่
มีความหมายไหม?”
แต่พระคัมภีร์เตือนเราเสมอว่า
ไม่ใช่ทุกสิ่ง
ต้องมีคนเห็น
ไม่ใช่ทุกความดี
ต้องมีคนปรบมือ
และไม่ใช่ทุกการเสียสละ
ต้องได้รับการยอมรับจากมนุษย์
เพราะถึงใครจะไม่รู้
พระเจ้ารู้
พระองค์รู้
ว่าคุณอดทนมานานแค่ไหน
พระองค์รู้
ว่าคุณกำลังแบกอะไรอยู่
พระองค์รู้
ว่าคุณเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง
ทั้งที่มันยากเพียงใด
พระเยซูตรัสว่า
“พระบิดาของท่านผู้ทอดพระเนตรเห็นในที่ลับ จะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน”
— มัทธิว 6:4
นี่เป็นความจริงที่งดงามมาก
เพราะมันหมายความว่า
ชีวิตเรา
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายตาของผู้คน
แต่ขึ้นอยู่กับสายพระเนตรของพระเจ้า
บางครั้ง
โลกให้รางวัลกับคนที่โดดเด่น
แต่พระเจ้าทรงมองเห็น
คนที่ซื่อสัตย์
โลกมองสิ่งที่อยู่ภายนอก
แต่พระเจ้าทรงมองหัวใจ
ใครจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ
ใครจะเห็นหรือไม่เห็น
ใครจะให้คุณค่าหรือไม่ให้คุณค่า
นั่นอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด
เพราะในท้ายที่สุด
คนทั้งโลกอาจไม่รู้
แต่ถ้าพระเจ้าทรงรู้
ก็เพียงพอแล้ว
ดังนั้น...
ถ้าวันนี้คุณกำลังเหนื่อย
กับการทำสิ่งที่ถูกต้อง
กำลังท้อ
กับการรับใช้ที่ไม่มีใครเห็น
กำลังเจ็บ
กับความดีที่ไม่มีใครรับรู้
อย่าหยุด
เพราะถึงใครจะไม่รู้...
พระเจ้ารู้
และพระองค์ไม่เคยมองข้าม
สิ่งใดที่ทำเพื่อพระองค์เลย
#พระเจ้า
#พระเยซู
#ใครไม่รู้พระเจ้ารู้
#ความเชื่อ
#คริสเตียน
#ข้อคิดคริสเตียน
#กำลังใจ
#ชีวิตคริสเตียน
#พระคัมภีร์
30/05/2026
“กลิ่นหอม”
กลิ่นบางอย่าง
ไม่ต้องมองเห็น
แต่รับรู้ได้
เดินผ่านแล้วรู้เลย
ว่ามันอยู่ตรงนั้น
ชีวิตคนก็เหมือนกัน
บางคนพูดเรื่องพระเจ้าตลอด
แต่กลับไม่มีกลิ่นของพระเจ้า
ขณะที่บางคน
ไม่ได้พูดมากนัก
แต่เมื่ออยู่ใกล้
กลับสัมผัสได้ถึงความรัก
ความอ่อนโยน
ความจริงใจ
และสันติสุข
สิ่งเหล่านี้...
มีกลิ่น
กลิ่นของชีวิต
ที่อยู่ใกล้พระเจ้า
ดอกไม้
ไม่ต้องพยายามกระจายกลิ่น
มันแค่เติบโต
ในสิ่งที่มันเป็น
แล้วกลิ่นก็ออกมาเอง
เช่นเดียวกัน
คนที่ใช้เวลาอยู่กับพระเจ้า
ไม่จำเป็นต้องพยายาม
ทำตัวให้ดูศักดิ์สิทธิ์
ไม่จำเป็นต้องประกาศตัวเองตลอดเวลา
เพราะสิ่งที่อยู่ภายใน
จะส่งกลิ่นออกมาเอง
คำพูด
ท่าที
การตัดสินใจ
การปฏิบัติต่อคนอื่น
ทุกอย่างล้วนส่งกลิ่นบางอย่างออกไป
บางคนส่งกลิ่นของความเย่อหยิ่ง
บางคนส่งกลิ่นของความขมขื่น
บางคนส่งกลิ่นของความเห็นแก่ตัว
แต่บางคน...
ส่งกลิ่นของพระคริสต์
อัครทูตเปาโลกล่าวว่า
“เพราะว่าเราเป็นกลิ่นหอมแห่งพระคริสต์ถวายแด่พระเจ้า”
— 2 โครินธ์ 2:15
น่าสนใจนะ
พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่า
เราเป็นป้ายโฆษณาของพระคริสต์
แต่บอกว่า
เราเป็น “กลิ่นหอม”
เพราะกลิ่น
เดินทางได้ไกลกว่าคำพูด
หลายครั้ง
คนอาจไม่จำคำเทศนาที่เราพูด
แต่จำวิธีที่เราปฏิบัติต่อเขาได้
อาจลืมข้อพระคัมภีร์ที่เราอ้าง
แต่ไม่ลืมความรัก
ที่เราแสดงออก
ดังนั้น...
อย่าถามแค่ว่า
“วันนี้ฉันพูดเรื่องพระเจ้ามากแค่ไหน?”
แต่ลองถามว่า
“ชีวิตของฉัน
ส่งกลิ่นอะไรออกไปบ้าง?”
เพราะไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่
ทุกคนกำลังทิ้งกลิ่นบางอย่างไว้
ในชีวิตของคนรอบข้างเสมอ
#พระเจ้า
#พระเยซู
#กลิ่นหอมแห่งพระคริสต์
#ความเชื่อ
#คริสเตียน
#ข้อคิดคริสเตียน
#ชีวิตคริสเตียน
#คำหนุนใจ
#พระคัมภีร์
29/05/2026
“รักพระเจ้า…หรือว่าาาา......”
แค่ใช้พระเจ้า
เป็นเหตุผลข้ออ้าง
ในการไล่ตามสิ่งที่ตัวเองรัก
เคยเจอปะคนที่บอกว่า...
“จะรวยเพื่อถวายพระเจ้า”
“จะสำเร็จเพื่อขยายอาณาจักรพระเจ้า”
“จะมีเยอะๆ เพื่อช่วยคน”
ฟังดูดีมาก
แต่บางครั้ง…
ลึกลงไปในหัวใจ
สิ่งที่เรากำลังรับใช้
อาจไม่ใช่พระเจ้า
แต่อาจเป็น
“ความโลภ”
ที่ใส่ชื่อพระเจ้าคลุมไว้
มนุษย์เราฉลาดมาก
ในการทำให้ตัณหาดูศักดิ์สิทธิ์
เราสามารถ
เอาความทะเยอทะยานมาแต่งข้อพระคัมภีร์
เอาความอยากได้มาเคลือบคำว่า “พันธกิจ”
และเอาความหลงโลก
มาเรียกว่า “พระพร”
จนบางครั้ง…
เราไม่ได้กำลังใช้เงินเพื่อพระเจ้า
แต่กำลังใช้พระเจ้า
เพื่อไปให้ถึงเงิน
พระเยซูไม่เคยสอนว่า
เงินคือศูนย์กลางของชีวิตคริสเตียน
พระองค์สอนว่า
“ท่านจะปรนนิบัติพระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้”
— มัทธิว 6:24
ปัญหาไม่ใช่ “การมีเงิน”
แต่คือ
เงินเริ่มมีอำนาจเหนือหัวใจเราเมื่อไร
บางคนมีเงินมาก
แต่หัวใจถ่อม
บางคนยังไม่มีอะไรเลย
แต่หัวใจเต็มไปด้วยความโลภ
เพราะความโลภ
ไม่ได้วัดจากจำนวนเงินในบัญชี
แต่วัดจากสิ่งที่หัวใจกำลังโหยหา
ถ้าพระเจ้าอนุญาตให้รวย
ก็จงใช้ความรวยถวายเกียรติแด่พระเจ้า
อย่าให้เงิน
พาเราไปไกลจากพระองค์
แต่จงใช้สิ่งที่มี
เป็นพระพรแก่คนอื่น
ด้วยหัวใจที่ถ่อม
ถ้าพระเจ้าอนุญาตให้จน
ก็จงใช้ความจนถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ไม่ใช่ด้วยการสิ้นหวัง
หรือบ่นต่อว่าพระองค์
แต่ด้วยการวางใจว่า
แม้ไม่มีมาก
พระองค์ก็ยังเพียงพอ
ถ้าพระเจ้าให้แข็งแรง
ก็จงใช้กำลังนั้นรับใช้พระองค์
ถ้าพระเจ้าอนุญาตให้เจ็บป่วย
ก็จงใช้ความเจ็บป่วย
เป็นพยานถึงความเชื่อ
ที่ยังไม่สั่นคลอน
ถ้าพระเจ้าให้มีงานทำ
ก็ทำงานนั้นเหมือนทำถวายพระเจ้า
ถ้าพระเจ้าให้ต้องรอคอย
ก็จงเรียนรู้ที่จะวางใจ
แม้ในวันที่ยังมองไม่เห็นอะไร
เพราะสุดท้ายแล้ว…
ชีวิตคริสเตียน
ไม่ใช่การพยายาม
“มีชีวิตแบบที่ตัวเองอยากได้”
แต่คือการใช้
“ทุกแบบของชีวิต”
ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
จะสูงขึ้น
หรือต่ำลง
จะมีมาก
หรือมีน้อย
จะสมหวัง
หรือผิดหวัง
สิ่งสำคัญที่สุด
ไม่ใช่สถานการณ์รอบตัว
แต่คือ…
ในทุกสถานการณ์นั้น
เรายังสะท้อนพระเจ้าอยู่ไหม
เปาโลกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะพอใจในสภาพที่ข้าพเจ้าเป็นอยู่นั้น”
— ฟีลิปปี 4:11
นี่คือสิ่งที่โลกไม่เข้าใจ
คนที่มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางจริงๆ
สามารถถวายเกียรติพระองค์ได้
ทั้งวันที่มี
และวันที่ไม่มี
เพราะพระเจ้า
ไม่ได้มีค่าเฉพาะตอนชีวิตเราดี
และพระองค์ไม่ได้สมควรได้รับการนมัสการ
เฉพาะตอนที่เราประสบความสำเร็จ
โยบกล่าวว่า
“พระยาห์เวห์ทรงประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์”
— โยบ 1:21
นี่ไม่ใช่คำพูดของคนที่ติดศาสนา
แต่นี่คือเสียงของคน
ที่รักพระเจ้า
มากกว่าพระพร
และบางที…
นั่นคือบททดสอบที่ยากที่สุดของชีวิตคริสเตียน
เราอยากได้ “พระเจ้า”
จริงๆ
หรือแค่อยากได้
“สิ่งที่พระเจ้าจะให้”
#พระเจ้า
#พระเยซู
#ความเชื่อ
#คริสเตียน
#ข้อคิดคริสเตียน
#ความโลภ
#หัวใจ
#วางใจพระเจ้า
#ชีวิตคริสเตียน
#พระคัมภีร์
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Chiang Rai
57100