Kids Can Do Chiang Rai
autism, autistic, occupation therapy, special education, special child, ออทิสติก, ?
ให้บริการกระตุ้นพัฒนาการเด็กที่มีความต้องการพิเศษ พัฒนาการช้า ออทิสติก สมาธิสั้น มีปัญหาด้านการเรียนรู้ CP ฯลฯ และให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครอง โดยนักกิจกรรมบำบัด และครูการศึกษาพิเศษที่มีประสบการณ์ด้านเด็กโดยตรง
27/07/2026
ช่วงที่ผ่านมามีคุณพ่อคุณแม่มาปรึกษาหมอด้วยปัญหานี้พอสมควร ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น ปัญหาการเรียน สติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ ปัญหาทักษะทางสังคม ภาวะออทิสติก ฯลฯ
วันนี้เลยอยากเขียนบทความที่พูดถึงในเรื่องนี้ค่ะ
แนวทางการแก้ไขปัญหาเด็กถูกกีดกันออกจากกลุ่ม ทำอย่างไรดี? (สำหรับครูและพ่อแม่)
1. สร้างความเข้าใจเรื่อง “ความหลากหลายของเด็ก”
เด็กแต่ละคนมีบุคลิก ความสามารถ และทักษะทางสังคมไม่เหมือนกัน ครูและพ่อแม่ควรเข้าใจว่า เด็กบางคนเข้าหากลุ่มยาก หรือไม่กล้าแสดงออก
2. สังเกตพฤติกรรมเด็กในห้องเรียน/ที่บ้าน
ครูควรหมั่นสังเกตว่าเด็กคนไหนมักถูกเพื่อนกีดกัน/หมางเมิน หรือไม่มีใครเลือกเข้ากลุ่ม พ่อแม่ควรถามลูกเป็นระยะๆ ว่า รู้สึกอย่างไรกับการทำงานกลุ่ม มีเพื่อนทำงานด้วยกันไหม
3.ใช้ระบบ “สุ่ม” หรือ “หมุนเวียนกลุ่ม” ในห้องเรียน
ให้โอกาสเด็กได้ทำงานกับเพื่อนหลากหลายคน
4.ส่งเสริมทักษะทางสังคมและความเข้าใจผู้อื่น
จัดกิจกรรมละลายพฤติกรรม/สร้างTeamwork ที่ฝึก empathy
5. เปิดพื้นที่ให้เด็ก “ระบายความรู้สึก”
เด็กที่ถูกกีดกันออกอาจไม่กล้าบอก
ครูอาจมีกล่องรับฟังความเห็น หรือเปิดโอกาสพูดคุยส่วนตัว
6. สร้างบรรยากาศ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
ปลูกฝังค่านิยมเรื่องการไม่แบ่งแยก ไม่กีดกัน ยกย่องเด็กที่มีน้ำใจในการชวนเพื่อนเข้ากลุ่ม
7. พ่อแม่สอนทักษะเข้าสังคมที่บ้าน
ฝึกให้ลูกกล้าพูด กล้าชวนเพื่อน และรู้วิธีรับมือเมื่อรู้สึกโดนปฏิเสธ ให้ลูกเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่โรงเรียนเพื่อสังเกตความรู้สึกของเขา
8. ครูช่วยจับคู่หรือมอบหมาย “Buddy”
หากเด็กบางคนถูกรังเกียจหรือไม่มีเพื่อนเลย ครูอาจช่วยจับคู่กับเพื่อนที่เข้าใจ มีความเป็นผู้ใหญ่ เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี
9. เด็กบางคนอาจต้องได้รับการช่วยเหลือ
เด็กที่ถูกกีดกันอาจมีปัญหาทางอารมณ์พฤติกรรมบางอย่างที่ต้องการการแก้ไข ช่วยเหลือ เช่น ปัญหาการเรียน สมาธิสั้น ก็ควรแนะนำไปพบผู้เชี่ยวชาญ
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะคะ
#หมอมินบานเย็น
23/07/2026
9 สัญญาณเตือน โรคจิตเวชเด็กที่ควรรู้
สังเกตไว เข้าใจลูก เพื่อการดูแลที่เหมาะสม 👧🧒✨
พ่อแม่และผู้ปกครองควรมั่นสังเกตพฤติกรรมและพัฒนาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ อย่ากังวลใจไปครับ การเข้าถึงการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการและคุณภาพชีวิตของเด็กให้ดีขึ้นได้ 💙
📚 กลุ่มโรคด้านพัฒนาการและการเรียนรู้
1. สมาธิสั้น (ADHD)
⚠️ สัญญาณเตือน ซนเกินไป ใจลอย คอยไม่ได้
• การช่วยเหลือ ยา ปรับพฤติกรรม ปรับสิ่งแวดล้อม
2. บกพร่องทางการเรียนรู้ (LD)
⚠️ สัญญาณเตือน อ่านไม่ออก สะกดไม่ได้ คิดเลขผิดพลาด
• การช่วยเหลือ IEP เสริมจุดแข็ง รักษาโรคร่วม
3. ออทิสติก (Autism)
⚠️ สัญญาณเตือน ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว
• การช่วยเหลือ กระตุ้นพัฒนาการ ฝึกทักษะสังคม ปรับพฤติกรรม IEP
4. สติปัญญาบกพร่อง (ID)
⚠️ สัญญาณเตือน พัฒนาการช้า คิดอ่านช้า แก้ปัญหาช้า
• การช่วยเหลือ กระตุ้นพัฒนาการ IEP
🎮 กลุ่มโรคด้านพฤติกรรม สารเสพติด และอารมณ์
5. ติดเกม
⚠️ สัญญาณเตือน เล่นมากกว่าที่คิด หงุดหงิดไม่ยอมเลิก เพิกเฉยการเรียน
• การช่วยเหลือ ปรับพฤติกรรม รักษาโรคร่วม
6. สมองติดยา
⚠️ สัญญาณเตือน เพิ่มปริมาณสาร ขาดการควบคุม เสียสมดุลชีวิต
• การช่วยเหลือ จิตบำบัดสร้างแรงจูงใจ ยา(บางสาร)
7. ซึมเศร้า (Depression)
⚠️ สัญญาณเตือน เศร้า เครียด หงุดหงิดง่าย ท้อแท้ ไม่อยากไปโรงเรียน
• การช่วยเหลือ จิตบำบัด ยาต้านเศร้า
8. อารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder)
⚠️ สัญญาณเตือน อารมณ์คึกคัก พูดมาก คิดเร็ว ทำเร็ว ไม่หลับไม่นอน
• การช่วยเหลือ ยาควบคุมอารมณ์ จิตบำบัด
9. วิตกกังวล (Anxiety)
⚠️ สัญญาณเตือน กลัวง่าย ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก
• การช่วยเหลือ จิตบำบัด ยาคลายกังวล
หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตพบสัญญาณเตือนและต้องการปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่
🌐 http://www.สุขภาพจิต.com
📞 สายด่วนสุขภาพจิต 1323 (โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง)
#กรมสุขภาพจิต #จิตเวชเด็ก
17/07/2026
"ไม่เป็นไรถ้าเด็กๆ ต้องเผชิญกับความผิดหวังบ้าง"
เชื่อว่า...
พ่อแม่อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดกับลูกเสมอ
เวลาลูกอยากได้หรืออยากทำอะไร
ต่อให้เราต้องพยายามและเหนื่อยเพียงใด
ถ้าสิ่งนั้นทำให้ลูกมีความสุข
พ่อแม่ก็ยินดีทำด้วยความเต็มใจ
พ่อแม่บางคนตอนเป็นเด็ก
มักไม่ค่อยได้ในสิ่งที่เราต้องการ
เมื่อเราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่และ
ได้มีโอกาสเป็นพ่อแม่ของลูก
หลายคนจึงอยากให้ในสิ่งที่ลูกขอ
เพื่อเติมเต็มฝันของลูก
และฝันของตัวเราในวัยเยาว์ในเวลาเดียวกัน
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
เราไม่อาจลืมข้อเท็จจริงประการหนึ่งไปได้
ข้อเท็จจริงที่ว่า "ไม่มีใครสุขสมหวังตลอดเวลา
เพราะสุขและทุกข์ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต"
ดังนั้นการปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ "ความผิดหวัง"
เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้ลูกในวันที่เขาผิดหวัง
จะได้ไม่ทุกข์จนเกินไปจนไม่สามารถลุกขึ้นมาใหม่ได้
👶🏻
เด็กเล็กๆ อาจจะผิดหวังจากการไปเดินห้างสรรพสินค้า
แล้วไม่ได้ของเล่นติดมือกลับบ้านทุกครั้ง
👦🏻
แต่เมื่อเขาโตขึ้นมาหน่อยอาจจะผิดหวังจาก...
ไม่ได้วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง
สอบได้คะแนนไม่ดีอย่างที่หวัง
ทำงานศิลปะไม่ได้สวยที่สุด
👨🏻
และวันหนึ่งที่เขาเป็นผู้ใหญ่ เป็นพ่อแม่
ความเหนื่อยที่มีในทุกวัน
ความทุกข์ความสุขที่ปนเปกันไป
ความพยายามที่ไม่ได้การันตีความสำเร็จเป็นผลลัพธ์
ในวันที่ทุกอย่างถล่มลงมา..."เขาจะไม่เป็นไร"
**********
"ความผิดหวัง" ได้สอนอะไรเด็กๆ
❤️ (1) ความผิดหวังสอนให้เด็กเรียนรู้ว่า
"โลกใบนี้ไม่ได้หมุนรอบตัวเขา"
เขาไม่ได้เป็นศูนย์กลางของทุกๆ อย่าง
ดังนั้นการที่เขาต้องการอะไร
เขาจะต้องได้เสียทุกครั้ง
ไม่มีใครสามารถตามใจเขาได้ในทุกๆ เรื่อง
เด็กจะยอมรับความผิดหวังว่า
"เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้"
เพราะความผิดหวังเป็นส่วนหนึ่ง
ในชีวิตของเขาและของทุกคน
เช่น
แม้ว่าที่บ้านจะตามใจเขา
แต่เมื่อไปโรงเรียน
เพื่อนไม่ได้ตามใจเขาเหมือนพ่อแม่
เด็กจะต้องประนีประนอม
ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
ชนะบ้าง แพ้บ้าง
สลับกันไป
❤️ (2) ความผิดหวังสอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะ
"เห็นอกเห็นใจผู้อื่น"
เมื่อตนเองได้ลิ้มรสของความผิดหวัง
จากสิ่งที่ตั้งใจ หรือ หวังไว้
เขาเสียใจ เขาร้องไห้ เขาโกรธ
และเขาได้รู้ว่า "คนที่ผิดหวังจะรู้สึกอย่างไร"
เด็กจะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น
เพราะเขารู้และเขาเข้าใจความรู้สึกนั้นดีกว่าใครๆ
เช่น
เขาเคยเล่นกีฬาและเคยแพ้มาก่อน เขาเสียใจมาก
เมื่อเพื่อนของเขาแพ้ เขาจะไม่อยากซ้ำเติมเพื่อน
เพราะเขาเข้าใจดีว่าการแพ้ทำให้เขาเสียใจแค่ไหน
❤️ (3) ความผิดหวังสอนให้เด็กรู้จัก
"การอดทนและรอคอย"
เด็กๆ ไม่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างทันทีที่เขาต้องการ
เพราะ บางสิ่งที่เขาต้องการ
เขาจะต้องอดทนพยายาม
ไม่ยอมแพ้เมื่อเจออุปสรรค
และรอคอยอย่างตั้งใจ
เช่น
- การปลูกต้นไม้ ก็ต้องดูแล รดน้ำ ใส่ปุ๋ย
เพื่อรอวันดอกไม้เบ่งบานและต้นไม้นั้นออกผล
- การได้ของเล่น ต้องอดทนอดออม ไม่ซื้ออย่างอื่น
จนได้เงินครบ เพื่อไปซื้อของเล่นที่ตั้งใจ
❤️ (4) ความผิดหวังสอนให้เด็กๆ
"ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค"
ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะสมหวัง
แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งเช่นกันที่เขาจะผิดหวัง
เด็กจะล้มแล้วลุกขึ้นเองได้ง่ายขึ้น
ในทุกครั้งที่ล้มลง
เขาจะล้มได้ดีขึ้น
เรียนรู้ที่จะลุกขึ้นได้เร็วขึ้น
เพราะประสบการณ์ความพ่ายแพ้
ความผิดหวังได้ให้บทเรียนกับเขาไว้
❤️ (5) ความผิดหวังสอนให้เด็กรู้ว่า
"ความภาคภูมิใจในตัวเองเป็นเช่นไร"
เมื่อเด็กผิดหวัง แล้วเขากลับไปสู้ใหม่
อย่างไม่ลดละความพยายาม
เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตั้งใจ
ถ้าเขาสามารถทำได้
นอกจากเขาจะได้สิ่งที่เขาหวังไว้แล้ว
เขาจะเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง
ซึ่งความภาคภูมิใจนี้จะช่วยยืนยัน
ความสามารถและคุณค่าภายในตัวเขา
ในอนาคตหากเขาจะทำสิ่งใด
เขาจะไม่สงสัยในคุณค่าและความสามารถของตัวเอง
และเขาจะมุ่งมั่นทำตามสิ่งที่เขาตั้งใจต่อไป
**********
🌱
สุดท้ายเราไม่สามารถปกป้องเขาไปได้ตลอดชีวิต
แม้เราจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกพบความผิดหวังในวัยเยาว์
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามชีวิตของลูกก็ไม่สามารถหลีกหนีความผิดหวังได้
ความผิดหวังเล็กๆ ในวัยเด็ก
ทำให้เขาได้เรียนรู้ว่า…
ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะได้อย่างที่ตัวเองหวัง
แต่ก็อีกเช่นกันไม่ใช่ทุกครั้งที่เขาจะผิดหวัง
เด็กจะเรียนรู้ที่จะยอมรับทีละเล็กทีละน้อยๆ
เขาจะเรียนรู้ที่จะปลอบประโลมตัวเอง
ให้มีความหวัง และลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้ง
🌳
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
13/07/2026
"ทำไมลูกนั่งทำการบ้านได้ไม่นาน ก็เริ่มลุก เดิน เหม่อ หรือบิดไปบิดมา?"
หลายครั้งผู้ใหญ่เข้าใจว่า
ลูกกำลัง "ไม่มีวินัย" หรือ "ไม่ตั้งใจ"
แต่สำหรับเด็กที่มีภาวะ ADHD
การบังคับให้นั่งนิ่งต่อไปเรื่อย ๆ
อาจยิ่งทำให้สมองล้า และหลุดโฟกัสมากกว่าเดิม
🧠 เพราะสมองของเด็ก ADHD ต้องใช้พลังงานในการควบคุมสมาธิมากกว่าปกติ
เมื่อสมองเริ่มล้า การฝืนให้นั่งต่อไม่ใช่คำตอบเสมอไป
หนึ่งในเทคนิคที่ช่วยได้ คือ Brain Breaks
เป็นการพักสั้น ๆ ประมาณ 2 นาที
เพื่อให้สมองได้รีเซ็ต ก่อนกลับมาเริ่มใหม่
เช่น
✅ ลุกเดิน
✅ กระโดดตบ
✅ ยืดตัว
✅ หายใจลึก ๆ
สิ่งสำคัญคือ...
ช่วงพัก ไม่ควรใช้มือถือหรือแท็บเล็ต เพราะจะดึงความสนใจของสมองไปอีกทาง และทำให้กลับมาทำงานต่อได้ยากกว่าเดิม
บางครั้ง...
การยอมพัก 2 นาที
อาจช่วยให้ลูกทำงานต่อได้
ดีกว่าการฝืนให้นั่งอีก 20 นาที
🤍 เพราะเป้าหมายของเรา
ไม่ใช่ให้ลูก "นั่งได้นานที่สุด"
แต่คือ
ช่วยให้เขาโฟกัสได้ดีที่สุด
หากคุณพ่อคุณแม่กำลังเจอปัญหาลูกเริ่มงานยาก ทำการบ้านไม่เสร็จ
หรือหลุดโฟกัสบ่อย การประเมินและวางแผนช่วยเหลือที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน
จะช่วยให้การเรียนและบรรยากาศในบ้านง่ายขึ้นได้ค่ะ
#สมาธิสั้น #พัฒนาการเด็ก #จิตแพทย์เด็ก #เลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจ #เทคนิคเลี้ยงลูก #ทำการบ้าน #เด็กสมาธิสั้น
13/07/2026
ทำอย่างไรให้ลูก “กล้าปกป้องตัวเอง” โดยไม่ต้องสอนให้ตีกลับ?
การปกป้องตัวเอง ≠ การเอาคืน
ลูกไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กที่สู้คน แต่ควรรู้ว่า ตัวเองมีสิทธิ์ที่จะไม่ถูกทำร้าย
พ่อแม่ช่วยฝึกได้ง่าย ๆ
• ให้ลูกกล้าพูดว่า “หยุดนะ เราไม่ชอบ” ด้วยเสียงหนักแน่น
• สอนให้ถอยออกจากสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย
• ใช้มือป้องกันตัวหรือกันอีกฝ่ายออกเพื่อให้ตัวเองหนีได้ แต่ไม่ไล่ทำร้ายกลับ
• กล้าขอความช่วยเหลือจากครูหรือผู้ใหญ่
• ฝึก Role Play ที่บ้าน เพื่อให้ลูกมี “ประโยคและทางเลือก” พร้อมใช้เมื่อเจอสถานการณ์จริง
และที่สำคัญ เมื่อเด็กมาบอกว่าโดนแกล้ง อย่าเริ่มด้วย
“ทำไมไม่สู้กลับ?”
แต่ให้เริ่มด้วย
“เกิดอะไรขึ้น ลูกโอเคไหม แล้วครั้งหน้าเราจะทำอย่างไรให้ลูกปลอดภัยขึ้น”
เพราะความกล้าไม่ได้แปลว่า “ต้องตีชนะ”
แต่คือการรู้ว่า ฉันมีสิทธิ์ปกป้องตัวเอง และฉันรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองปลอดภัย
#พ่อแม่พอเพียง
12/07/2026
ปัญหาหลักที่แทบทุกบ้านต้องเจอ
เมื่อการเลี้ยงลูกในครอบครัว “ไม่ตรงกัน” ควรทำอย่างไร?
——————-
หลายบ้านไม่ได้มีปัญหาเพราะ “ไม่รักลูก” แต่เพราะ รักลูกคนละแบบ
คนหนึ่งอยากให้ลูกมีวินัย
อีกคนสงสาร ไม่อยากให้ลูกร้องไห้
ความเห็นต่างไม่ใช่ปัญหาเสมอไป เพราะเด็กเรียนรู้ได้ว่าแต่ละคนอาจมีกติกาต่างกัน
แต่สิ่งสำคัญคือ กติกาหลักต้องชัดเจนและคาดเดาได้
1. หยุดโฟกัสว่า “ใครถูก”
แล้วกลับมาถามว่า
“เราอยากให้ลูกเติบโตเป็นแบบไหน?”
2. ไม่ต้องเหมือนกันทุกเรื่อง
แต่เรื่องสำคัญควรไปในทิศทางเดียวกัน เช่น
• ความปลอดภัย
• กฎหลักของบ้าน เช่น ไม่ตี ไม่ทำร้ายกัน
• กิจวัตรสำคัญ เช่น กิน นอน และหน้าจอ
ไม่ต้องแก้ทุกอย่างพร้อมกัน ค่อย ๆ จูนทีละเรื่อง
3. อย่าหักล้างกันต่อหน้าลูก
ช่วงที่ลูกกำลังงอแง ไม่ใช่เวลาถกเถียงกัน
หากไม่เห็นด้วยกับวิธีของอีกฝ่าย ค่อยคุยกันภายหลัง เพราะถ้าผู้ใหญ่ให้คำตอบสวนทางกันบ่อย ๆ เด็กอาจเรียนรู้ว่า “ถ้าคนนี้ไม่ให้ ลองไปขออีกคนก็ได้”
4. เลือกกติกาเล็ก ๆ แล้วทำให้สม่ำเสมอ
เช่น
• ร้องซื้อของ = ไม่ซื้อ
• เวลานอน = ใช้แนวทางเดียวกัน
ไม่ต้อง Perfect แต่ควรสม่ำเสมอ
และความสม่ำเสมอ ไม่เท่ากับความแข็งทื่อ
เรายืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ เพียงแต่ขอบเขตโดยรวมควรชัดเจนและคาดเดาได้
5. เข้าใจว่า “ความต่าง อาจมาจากความรักคนละแบบ”
บางคนเข้มงวด เพราะอยากให้ลูกมีวินัย
บางคนใจอ่อน เพราะไม่อยากให้ลูกเสียใจ
เมื่อเข้าใจเจตนาของกันและกัน การคุยกันจะง่ายขึ้น
6. บางครั้งไม่ต้องพยายาม “เปลี่ยนอีกคน” ด้วยการสอน แต่ใช้การทำให้เห็น
เมื่อเราคงขอบเขตอย่างสม่ำเสมอ → ลูกค่อย ๆ เข้าใจกติกา
เมื่อเรารับฟังอารมณ์ → ลูกค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะสงบ
เมื่อเราไม่ตามใจทุกครั้ง → ลูกค่อย ๆ ฝึกการรอคอย
การเลี้ยงลูกไม่ใช่การพูดให้ชนะกัน แต่คือการช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กเข้าใจและคาดเดาได้
พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันทุกเรื่อง แต่เรื่องสำคัญควร ไปในทิศทางเดียวกัน
เพราะเด็กไม่ได้ต้องการผู้ใหญ่ที่ Perfect แต่ต้องการผู้ใหญ่ที่มีขอบเขตชัดเจน อบอุ่น และค่อนข้างสม่ำเสมอ
#พ่อแม่พอเพียง
10/07/2026
เด็กพิเศษคืออะไรนะ เราเข้าใจตรงกันไหม
08/07/2026
"เวลาอยู่กับเค้าก็มีความสุข กินข้าวกับเค้าก็อร่อยที่สุด นอนกอดกับเค้าก็อุ่นที่สุด ทะเลาะกันกี่ครั้งก็ให้อภัยเค้าเสมอ"
8 กรกฎาคม 2569 แบม (ภรรยาหลวง) กล่าวในรายการโหนกระแส หลังจับได้ผัวนอนกกสาวอื่น ทำคนไทยใส่ใจทั้งประเทศ!
#เมียหลวง #สาวโรงงาน #หนุ่มโรงงาน #โดเรม่อน #กระติกเขียว #ไทยรัฐนิวส์โชว์
08/07/2026
"เมล็ดพันธุ์ทุกเมล็ดเติบโตได้ฉันใด
เด็กทุกคนสามารถเติบโตได้ฉันนั้น"
🌱
หากเด็กทุกคนคือ "เมล็ดพันธุ์"
ก่อนจะเริ่มปลูกเมล็ดพันธุ์ลงดิน
ชาวสวนต้องเชื่อมั่นว่า "เมล็ดพันธุ์เหล่านี้เติบโตได้"
หน้าที่ของพ่อแม่และผู้ใหญ่ในฐานะชาวสวน
เราต้องเชื่อมั่นก่อนว่า "เด็กทุกคนสามารถเติบโตได้"
เด็กทุกคนมีจังหวะในการก้าวเดินของตัวเอง
ทำให้เด็กแต่ละคนเติบโตเร็วช้าต่างกัน
เร็วไปก็ไม่ได้แปลว่า "ดี" เสมอไป
ช้าไปก็ไม่ได้แปลว่า "แย่" เช่นกัน
เด็กบางคนเดินได้ก่อนพูด
บางคนพูดได้ก่อนเดิน
เด็กบางคนพูดได้เร็วกว่าวัยของเขา
บางคนพูดได้ช้ากว่าเพื่อน
เด็กบางคนยังไม่ยอมเดินและไม่ยอมพูด
สิ่งเหล่านี้สร้างความวิตกกังวล
ให้กับผู้เป็นพ่อแม่เป็นอย่างมาก
เพราะสัญญาณเหล่านี้อาจจะบ่งบอกถึง
"ความล่าช้า" และ "อาการของโรคบางอย่าง"
อย่างไรก็ตามความวิตกที่มากจนเกินไปไม่นำมาซึ่งสิ่งใด ยกเว้นเสียแต่ความทุกข์ใจและความผิดหวัง
ที่บั่นทอนกำลังใจตัวเองและลูกของเรา
***
จึงอยากฝากถึงพ่อแม่และผู้ใหญ่ทุกคน
ที่ดูแลเด็กๆ ทุกคนถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้
🌻 ประการที่ 1 "ล่าช้า" ไม่ได้แปลว่า "ล่าถอย"
บางทีเขาอาจจะแค่ช้ากว่าค่าเฉลี่ย
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า
เขาไม่สามารถเรียนรู้หรือไม่สามารถพัฒนาได้
อย่าหมดหวังในตัวเขา
ขอให้เราเชื่อมั่นสอนเขาต่อไป ทำไปด้วยกันต่อไป
ทำไม่ได้ ทำใหม่ สอนใหม่ ย้ำๆ ซ้ำๆ สม่ำเสมอ
เพราะถ้าเราหยุดสอนและหมดหวัง
จากเพียงแค่ "ล่าช้า" อาจจะกลายเป็น
"ล่าถอย" ถดถอยจากเดิมได้
***
🌻 ประการที่ 2 "ลำดับขั้นพัฒนาการ"
มาจากค่าเฉลี่ยของคนส่วนใหญ่
ลำดับขั้นพัฒนาการมีไว้เพื่อให้เราทราบว่า
ลูกของเราอยู่ในจุดไหนของขั้นพัฒนาการ
ดังนั้นการที่ลูกไม่ตรงตามเกณฑ์
ไม่ได้หมายความว่า "ลูกไม่สามารถพัฒนาได้"
และลำดับขั้นพัฒนาการไม่ได้เป็นตัววัดว่า
"เขาจะไม่มีความสุขในชีวิต"
อย่าให้ตัวเลขเป็นตัววัดคุณค่าในตัวเด็ก
และค่าความสุขของเรากับลูก
เมื่อเรารู้ว่าลูกเราอยู่ตรงจุดไหนของพัฒนาการ
ขอแค่มองว่าลูกเราอยู่ตรงขั้นบันไดที่เท่าไหร่
แล้วดูว่าการที่ก้าวขึ้นไปที่ขั้นต่อไปต้องทำอะไรบ้าง
จากนั้นค่อยๆ สอนและพัฒนาเขาไปด้วยกัน
อย่านำขั้นบันไดนั้นมาบั่นทอนกำลังใจเรากับลูก
นอกจากนี้ความสุขของเด็กทุกคน
(ไม่ว่าจะพัฒนาการช้าหรือเร็ว)
คือการที่พ่อแม่รักเขา มีเวลา
และเด็กได้เป็นเด็ก
อย่าบังคับเขาให้เรียนทุกอย่าง
เพียงเพื่อให้เขาตามเพื่อนทัน
เราพัฒนาเขาตามสมควร
แต่ควรสอนวินัยซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น(มาก)
ได้แก่ ดูแลตัวเอง ดูแลข้าวของและงานที่รับผิดชอบ
และให้เขาเล่นอย่างเต็มที่
ออกกำลังกายและหลับให้เต็มอิ่ม
นั่นคือสิ่งที่เด็กทุกคนควรได้รับ
***
🌻 ประการที่ 3 ในวันที่ลูกได้รับคำวินิจฉัย
พ่อแม่และผู้ใหญ่อย่าหมดหวังในตัวเขา
ความเชื่อในตัวลูกของพ่อแม่มีผลต่อลูกมากกว่าคำวินิจฉัยมากนัก
เชื่อไหมว่า ลูกของคุณแม่ท่านหนึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็น LD
(Learning Disorder: บกพร่องทางการเรียนรู้)
แต่แม่ท่านนี้บอกลูกว่าลูกแค่เข้าใจวิธีที่โรงเรียนสอนไม่ได้
เธอสอนลูกด้วยวิธีที่ลูกสามารถเข้าใจได้
ทุกวันนี้ลูกของเธอกำลังจะเรียนจบมหาวิทยาลัยในด้านที่เขาชอบแล้ว
ดังนั้นได้โปรดอย่าหมดหวังในตัวเขา
***
🌻 ประการที่ 4 "พัฒนาการที่ล้ำหน้า" อาจจะไม่สำคัญเท่ากับ
"การมองเห็นคุณค่าในตัวเองและตัวผู้อื่น"
เด็กที่เก่ง ที่มีพัฒนาการไวกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน
นอกจากความยินดีที่มีต่อตัวเขาแล้ว
"ความรัก" และ "ความเมตตา" คือสิ่งที่เราควรสอนเขา
ทุกวันนี้สังคมต้องการคนเก่งที่แบ่งปันสิ่งที่เขารู้ให้กับผู้อื่นบ้าง
ที่สำคัญคนเก่งที่มีความสุขสำคัญกว่าคนเก่งที่สุด ที่ไม่มีความสุข
***
🌻 ประการที่ 5 บกพร่องทางการเรียนรู้ หรือ เรื่องบางเรื่อง
ไม่ได้แปลว่า ชีวิตเขาบกพร่อง
ขอให้พ่อแม่และผู้ใหญ่ช่วยพัฒนาในส่วนที่เขามี พัฒนาให้สุด
ส่วนที่บกพร่องก็เช่นกัน พัฒนาต่อไป
เพราะเด็กบางคนไม่ได้เก่งวิชาการ
แต่เขาอาจจะเก่งบางเรื่องมากกว่าค่าเฉลี่ยเสียอีก
อย่าลดคุณค่าในตัวเขาด้วยการเปรียบเทียบเขาจากเรื่องๆ เดียว
ปลาบางตัวว่ายน้ำในบ่อบางบ่อไม่ได้ดี
แต่น้ำบ่ออื่นอาจจะเหมาะกับปลาตัวนั้น
สิ่งสำคัญอย่าทำลายความมั่นใจในตัวเขา
เพราะถ้าหากทำลายสิ่งนี้ไปแล้ว
ต่อให้เปลี่ยนบ่อ ก็อาจจะไม่ยอมว่ายอีกเลย
***
🌻 ประการที่ 6 ข้อนี้สำคัญมาก
"พ่อแม่" คือรากฐานทางใจของเด็กทุกคน
พ่อแม่และผู้ใหญ่มอบความรัก
ผ่านการให้เวลาคุณภาพ
ให้การสอนสั่ง
ให้ความเชื่อมั่น
คือสิ่งที่ทำให้เด็กทุกคน
ไม่ว่าจะมีพัฒนาการช้าหรือเร็ว
เติบโตได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อลูกวางใจในตัวพ่อแม่
และรู้ว่าพ่อแม่เชื่อมั่นในตัวเขา
เขาจะวางใจต่อสภาพแวดล้อม
และกล้าออกไปเรียนรู้ด้วยจังหวะชีวิตของตัวเอง
วันใดที่เขาล้ม เขาจะหันกลับมามองเรา
เพื่อลุกขึ้นยืน และก้าวต่อไป
**********
สุดท้าย ในวันที่เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ใช่ว่าคนที่เดินเร็วกว่าจะมีความสุข
และประสบความสำเร็จมากกว่า
เพราะตัวชี้วัดที่แท้จริงไม่ได้มาจากค่าเฉลี่ยอีกต่อไป
"ตัวเราเอง" ต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดความสุข
และความสำเร็จของตัวเราเอง
ดังนั้นอย่าเปรียบเทียบตัวเราหรือลูกกับใคร
เด็กทุกคนมีจังหวะในการก้าวเดินของตัวเอง
ถึงจะช้าบ้าง เร็วบ้าง ล้มลงบ้างในบางที
แต่ผู้ใหญ่มีหน้าที่เชื่อมั่นใจตัวเขาต่อไป
ได้โปรดอย่าหมดหวังในตัวเขา
หากผิดพลาดไปแล้วล้มลงในวันนี้
หรือยังไม่ได้เริ่มก้าวเท้าไปไหน
ต่อจากนี้ก้าวใหม่ไปพร้อมกันกับลูก
จับมือเขาให้แน่น บอกกันและกันว่า
"เราทำได้" และ "เราจะทำไปด้วยกัน"
"เพราะ ความเชื่อมั่นของพ่อแม่มีผลกับลูกเหนือสิ่งอื่นใด"
🌳
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ การปฏิบัติ
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
หมู่บ้านสินธานี3 ซอย 8/2
Chiang Rai
57000
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 18:30 |
| อังคาร | 09:00 - 18:30 |
| พุธ | 09:00 - 18:30 |
| ศุกร์ | 09:00 - 18:30 |
| เสาร์ | 09:00 - 18:30 |
| อาทิตย์ | 09:00 - 17:00 |