Kids Can Do Chiang Rai
autism, autistic, occupation therapy, special education, special child, ออทิสติก, ?
ให้บริการกระตุ้นพัฒนาการเด็กที่มีความต้องการพิเศษ พัฒนาการช้า ออทิสติก สมาธิสั้น มีปัญหาด้านการเรียนรู้ CP ฯลฯ และให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครอง โดยนักกิจกรรมบำบัด และครูการศึกษาพิเศษที่มีประสบการณ์ด้านเด็กโดยตรง
31/05/2026
ศีล5ฉบับลูกเข้าใจง่าย// วันวิสาขบูชา เวียนเทียนเสร็จแล้ว มาแบ่งปันธรรมะใกล้ตัวให้ลูกๆกันนะครับ ^^ พิมพ์ Sila5 รับ PDF ฉบับพิมพ์ง่ายเก็บไว้ใช้กันนะครับ #พ่อกอล์ฟ #เล่นกับลูก #ธรรมในบ้าน
30/05/2026
😭😭ทำอย่างไร เมื่อลูกร้องงอแงไม่ไปโรงเรียน 🏢🏫
27/05/2026
เลี้ยงลูกให้เติบโตมารับความเห็นต่างได้
เพราะเราไม่สามารถบล็อกคนทั้งโลกที่เห็นต่างออกไปจากตัวลูกได้
พ่อหมอเชื่อว่า "ความเห็นต่าง" ถือเป็น "ความสวยงาม" ของโลกใบนี้
เพราะเราคิดต่างกัน โลกจึงดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้ได้
จากความเชื่อที่ว่า "โลกแบน" นำมาซึ่งความรู้ การพิสูจน์ และวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เรารู้ว่า "โลกนั้นมีลักษณะเป็นทรงกลม" (ซึ่งก็ไม่กลมเสียทีเดียว รี ๆ ป่องกลางหากจะพูดให้ตรงที่สุด) ... และแน่นอนครับว่า ทุกวันนี้ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า "โลกแบน" อยู่เช่นเดิม ดังนั้นเวลาเราไปพูดคุยกับคนที่เชื่อว่า "โลกแบน" เราอาจต้องใช้สติให้มาก และจงยึดถือหลักวิชาการทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องเป็นสำคัญ
สุดท้ายแล้ว เราไม่สามารถทำให้ทุกคนเชื่อเหมือนเราได้ นั่นคือ FACT
ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือ "ทำความเข้าใจ" และ "ยอมรับ" ว่าเขาเชื่อและคิดเช่นนั้นจริง ๆ ในขณะเดียวกัน เราเองต้องมั่นคงพอในหลักการที่เรายึดมั่นว่าเราคิด และเชื่ออย่างไร ... ไม่ใช่ เออ เอ็งบอกโลกแบน ... แบนก็ได้เอ้า 555 ไม่ได้นา อย่าเสียหลักการของเราเอง เพียงแค่เข้าใจเขาให้มากขึ้น แล้วก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ... แล้วก็อย่าไปเสียสุขภาพจิต เพียงเพราะเขาคิดไม่เหมือนเรา จะเป็นโรคเครียดไปเสียก่อน
ย้ำอีกที เราไม่สามารถทำให้ทุกคนเชื่อหรือคิดเห็นเหมือนเราได้
แต่เราให้เหตุผลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันได้
ก็คงดีถ้าเขาจะฟังแล้วมองเห็นอะไรที่เป็นเหตุผลและข้อเท็จจริงมากขึ้น
เราเองก็อาจจะได้มุมมองใหม่ ๆ จากเขาได้เช่นกัน ...
แต่ถ้าสุดท้ายแล้วเขายังเชื่อเช่นนั้นที่ต่างจากเรา
เราก็แค่อุเบกขาตามหลักพุทธศาสนา ปล่อยวางให้เป็น
โดยกระบวนที่สำคัญในการบริหารความขัดแย้งและเห็นต่างที่ควรปลูกฝังในทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็คือ "การฟัง" "การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงข้อเท็จจริง" และ "สรุปการเรียนรู้" เราจึงสามารถทำให้เกิดการพัฒนาและไปต่อได้ ซึ่งถ้าอีกฝ่ายไม่ฟัง หรือกลับตั้งอคติกับเรา นั่นคือเรื่องของเขา มิใช่เรื่องของเรา ... เขาเองก็ทำให้เราเชื่อหรือคิดเหมือนเขาไม่ได้เช่นกัน
สอนลูกไว้ให้ชัดตั้งแต่เด็ก ...
เพราะเด็กต้องพบกับ "ความเห็นต่าง" "ความขัดแย้ง" และ "ข้อพิพาทย์" เสมอ โดยเฉพาะวัยอนุบาล ชัดเจนที่วัยประถมศึกษาเป็นต้นไป ... มันอาจเริ่มจาก ... เพื่อนไม่เล่นกับหนู เพื่อนสนิทดันเลือกไปเล่นกับคนอื่น (ในใจเด็กก็จะคิดว่า เธอต้องเล่นกับฉันสิ ฉันเป็นเพื่อนสนิทเธอนะ ซึ่งเพื่อนสนิทคนนั้นก็คือ ไม่ได้คิดอะไรมาก เล่นอันนี้กับอีกคนแล้วมันสนุกดี ก็แค่นั้น) การทะเลาะเมื่อเกิดการแพ้ชนะ การเลือกทีม การตัดสินใจงานกลุ่ม ...
จากนั้นทุกสิ่งจะพัฒนาไปเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบและเชื่อ ที่จะต่างจากคนรอบข้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไอดอลที่ชอบ ไทป์ของเพศตรงข้ามที่ชอบ นิยายที่อ่าน ละครซีรี่ส์ที่ถูกใจ ดาราเคป็อบที่เราอยู่ในด้อมนั้น (อันนี้ชัด ตีกันนัวตลอดเวลาพูดถึงเมนตัวเอง ทั้งที่เธอชอบใครก็ชอบไปสิ จะไปด่าอีกคนทำไม แต่ก็เข้าใจได้ เพราะมันเห็นต่างกันไง ปัญหาจึงเกิดได้ บางทีเราโพสต์ปกติของเรา อวยยศเมนตัวเอง อีกเมนก็หมั่นไส้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น เออ เอาสิ คนเรา)
นี่คือ ธรรมชาติของมนุษย์
การอยู่ได้ท่ามกลางความเห็นต่าง จึงถือเป็นทักษะที่สำคัญ เพราะเราไม่สามารถบล็อกคนเห็นต่างให้ออกจากชีวิตเราไปได้หรอก เห็นต่างเหรอ ออกจากประเทศเราไป แบบนี้ก็ไม่โอเคนะ ... ดังนั้นเวลาลูกมาบ่นเรื่อง "ความแตกต่าง" ที่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจหรือเป็นปัญหา สิ่งที่พ่อแม่ควรทำนั้นไม่ควรเป็นการเสนอวิธี "การตัด" ปัญหาออกจากชีวิต
ก็ไม่ต้องไปเล่นกับเขา
ก็ไม่ต้องไปสนใจ
ก็ไม่ต้องไปให้ค่า
หรือพูดว่า ก็ไม่เห็นจะเป็นไร
หากแต่ควรกลับมาที่ฐานของใจและสมองของลูกว่า
"แล้วหนูรู้สึกยังไง"
"แล้วลูกทำอย่างไร อธิบายไหม"
"ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น"
"เล่าให้แม่ฟังหน่อย"
เพื่อให้ลูกกลับมาที่ตัวเองก่อน พ่อแม่จะได้ฟังเรื่องราวในมุมของลูกที่เขามองความเห็นต่างและความขัดแย้ง แล้วค่อย ๆ แกะสถานการณ์นั้นเพื่อมองอย่างเป็นเหตุและผลมิใช่เอาอารมณ์เป็นทีตั้ง (ซึ่งอาจใช้เวลานานก็ได้ในการทำความเข้าใจ) สุดท้าย หลายครั้งลูกจะเริ่มมองเห็นว่า Fact คืออะไร หลายครั้งมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปหรือดีขึ้นเอง และแน่นอนว่า หลายครั้งก็เกิดซ้ำ ๆ แบบนั้นนั่นแหละ เหมือนคนเชียร์แทนยูกับลิเวอร์พูลชอบทะเลาะกันนั่นแหละ (ทะเลาะขำ ๆ จนถึงทะเลาะจริงจัง)
ถ้าอยู่กับความเห็นต่างแล้ว Toxic กับตนเองมาก การตัดออก การบล็อกย่อมเป็นหนึ่งทางเลือกที่ทำได้ แต่ก่อนตัด พึงพิจารณาให้ดี มิฉะนั้นเราอาจไม่เหลือใครในโลก หรือตัดจนเหลือแต่คนที่คิดเหมือนกันเท่านั้น (ก็อาจจะดีก็ได้นะในบางสถานการณ์) แต่สิ่งที่คุณอาจจะเสียไปก็คือ โอกาสที่จะได้มองเรื่องราวต่าง ๆ อย่างรอบด้าน แล้วบริหารสมองส่วนหน้าของเราว่า "เออ ทำไมคนนั้นจึงคิดเช่นนี้" บางทีการ "เอ๊ะ" กับความต่างก็เป็นสิ่งที่ดีไม่น้อยเช่นกัน
ฝากไว้ให้ครุ่นคิด
#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ
คลาส The Art of Parenting by หมอโอ๋ หมอวิน
1. Empowering Self & Resilience ครั้งที่ 2
สร้างตัวตนภายในที่แข็งแรง ให้ล้มได้ลุกเป็น
วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569
https://mommymonsterth.page365.net/products/81013230
2. เลี้ยงลูกวัยรุ่น (Teen Parenting)
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
https://mommymonsterth.page365.net/products/81302997
เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทัก INBOX เพจนี้ หรือที่
http://m.me/108772654958559
สมัครคลาสเรียนด้วยด้วยตนเองที่
https://mommymonsterth.page365.net/
_________________
หนังสือเล่มใหม่ของพ่อหมอ "SUPER HEALTHY เลี้ยงลูกให้แข็งแรงแบบซูเปอร์" สั่งซื้อได้ที่
https://tamjaimorbooks.page365.net/products/81325224
สั่งหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเด็กและการเลี้ยงลูกของหมอวินทั้ง 5 เล่ม
รวมถึง นิทานชุด ‘เด็กชายช่างสงสัย’ ได้ที่
อินบอกซ์ http://m.me/tamjaimorbooks
และ https://tamjaimorbooks.page365.net/
S. SUPERHEALTHY เลี้ยงลูกให้แข็งแรงแบบซูเปอร์ [NEW 2569] ***
A. เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก ฉบับปรับปรุง
(ปลูกฝังพฤติกรรมการกินที่ดี แก้ปัญหากินยาก)
B. อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน (การเลี้ยงลูกเชิงบวก)
C. The Parent's Guide to The First Year
เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่
D. สู่วิถีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ฉบับชีวิตจริง
Survival Guide to Breastfeeding
E. นิทานชุด มิน เด็กชายช่างสงสัย (3 เล่ม - เสียงอะไรน่ะ, แปรงฟัน แปรงฟัน, ก็ผมไม่อยากนอนนี่นา)
27/05/2026
#ทำไมต้องกินยาสมาธิสั้น?
🧠 เคลียร์ชัดทุกข้อสงสัย: ทำไมต้องกินยาสมาธิสั้น? อันตรายและมีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง?
เมื่อพูดถึง "ยาสมาธิสั้น" หลายคนมักจะกังวลใจ กลัวว่ากินแล้วจะกดประสาท เป็นอันตราย หรือทำให้ติดยาหรือเปล่า? วันนี้เรามาคุยกันด้วยข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อคลายทุกความกังวลกัน
# # ❓ ทำไมต้องกินยา? ไม่กินได้ไหม?
คำตอบคือ ยาคือตัวช่วยที่ตรงจุดที่สุดในทางชีววิทยา
อย่างที่เราทราบกันว่าสมองของคนเป็น ADHD มีสารโดปามีนต่ำ ยาจะเข้าไปทำหน้าที่เหมือน "แว่นสายตา" ช่วยปรับสมดุลสารเคมีนี้ทันที ส่งผลให้:
* สมองส่วนหน้าตื่นตัว: สามารถเบรกตัวเองได้ คิดก่อนทำ จัดระเบียบความคิดได้ดีขึ้น
* ลดความเหนื่อยล้าของสมอง: คนเป็น ADHD ต้องใช้พลังงานสมองมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าเพื่อที่จะจดจ่อ ยาจะช่วยให้โฟกัสได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเค้นพลังจนเหนื่อยล้า
หากไม่กินยาเลย แล้วเลือกปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว มักได้ผลน้อยและเหนื่อยมาก เพราะเป็นการฝืนข้อจำกัดทางกายภาพของสมอง เหมือนเราพยายามเพ่งมองตัวหนังสือทั้งที่สายตาสั้นนั่นเอง
# # 🤢 ผลข้างเคียงที่พบบ่อย (Side Effects) มีอะไรบ้าง?
ยากลุ่มกระตุ้นประสาท (เช่น Methylphenidate) ซึ่งเป็นยาหลักที่ใช้รักษานั้น อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงชั่วคราวได้ เนื่องจากยาไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง:
1. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด: เป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นเฉพาะช่วงที่ยาออกฤทธิ์
2. นอนไม่หลับ: หากกินยาใกล้เวลานอนเกินไป สมองจะตื่นตัวจนทำให้นอนยาก
3. ปากแห้ง คอแห้ง: รู้สึกหิวน้ำบ่อยขึ้น
4. ใจสั่น หรือชีพจรเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย: เนื่องจากยามีฤทธิ์กระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิต
5. อารมณ์ดิ่งหรือง่วงนอนตอนยาหมดฤทธิ์ (Crash effect): บางคนอาจรู้สึกหงุดหงิดง่ายหรือเนือยๆ ช่วงเย็นหลังจากที่ยาหมดฤทธิ์แล้ว
หมายเหตุ: ผลข้างเคียงเหล่านี้มักจะค่อยๆ ลดลงและหายไปเองเมื่อร่างกายปรับตัวเข้ากับยาได้ (ประมาณ 1-2 สัปดาห์)
# # ⚠️ ยาสมาธิสั้นอันตรายไหม? จะติดยาหรือเปล่า?
คำตอบคือ "มีความปลอดภัยสูงมาก หากใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์"
* ไม่ทำให้เสพติด: ยาสมาธิสั้นที่แพทย์จ่ายถูกควบคุมปริมาณอย่างเหมาะสมและออกฤทธิ์จำกัดเวลา ไม่ได้ทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข (Euphoria) เหมือนการใช้สารเสพติด ในทางกลับกัน งานวิจัยพบว่าการรักษาด้วยยาอย่างถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้ป่วย ADHD จะไปพึ่งพาสารเสพติดอื่นๆ ในอนาคตด้วยซ้ำ
* ไม่อันตรายต่อสมองระยะยาว: ยาไม่ได้สะสมในร่างกาย เมื่อหมดฤทธิ์ยาจะถูกขับออกทางปัสสาวะ
* ต้องระวังในคนที่มีโรคประจำตัว: สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงรุนแรง หรือมีปัญหาสุขภาพจิตบางประเภท แพทย์จะตรวจเช็กอย่างละเอียดและปรับไปใช้ยากลุ่มอื่นที่ปลอดภัยกว่า
# # 💡 ทริคการดูแลตัวเองเมื่อกินยา
* กินข้าวให้อิ่มก่อนกินยา: เพื่อลดปัญหาอาการเบื่ออาหาร
* หลีกเลี่ยงกาแฟ/ชา: เพราะคาเฟอีนจะไปเสริมฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ใจสั่นมากขึ้น
* ไม่กินยาเกินบ่ายโมง: เพื่อป้องกันปัญหานอนไม่หลับในตอนกลางคืน
สรุป: ยาสมาธิสั้นไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่เป็นเครื่องมือแพทย์ที่ช่วยคืนคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วย หากมีอาการข้างเคียงที่รบกวนชีวิตประจำวัน การปรึกษาจิตแพทย์เพื่อปรับประเภทยาหรือปรับโดส คือทางออกที่ดีที่สุด 👍
27/05/2026
สิ่งที่เด็กควรทำได้ก่อนเริ่มเขียนตัวอักษร
ก่อนที่เด็กจะเขียน "A B C" หรือ "ก ข ค” ได้
เด็กๆ ควรมีกล้ามเนื้อมัดใหญ่-เล็กที่แข็งแรงทนทาน
และทำสิ่งเหล่านี้ได้...
1. Hand and finger strength:
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและนิ้วมือ
เพื่อที่จะจับอุปกรณ์การเขียนได้
2. Crossing the midline: ข้ามเส้นกึ่งกลาง
หากเด็กเอื้อมไปทั่วร่างกายเพื่อไปยังปลายทั้งสองข้างของร่างกายได้ จะสามารถเขียนทั้งสองแถบบนพื้นที่กระดาษได้
3. Correct pencil grasp:
สามารถจับดินสอได้ถูกต้อง
โดยต้องดูตามความเหมาะสมตามวัย
แนะนำบทความนี้ "พัฒนาการการจับดินสอ"
https://www.facebook.com/share/p/1CseqZuAbs/
4. Hand eye coordination:
ตาและมือประสานงานกันได้ดี
เช่น ตามองมือเอื้อมจับสิ่งนั้นได้ถูกต้อง
5. A strong core:
ความแข็งแรงของร่างกายแกนกลาง
ได้แก่ กล้ามเนื้อท้อง-หลัง
เพื่อที่จะนั่งเก้าอี้และเขียนได้อย่างมั่นคง
แกนกลางไม่แข็งแรง เด็กจะเมื่อยง่าย
ไม่มีแรงเขียน หรือ เขียนได้ไม่ต่อเนื่อง
และสุดท้ายส่งผลต่อสมาธิขณะเขียน
6. A strong neck: คอที่เเข็งแรง
เพื่อที่จะนั่งเขียนโดยที่ศีรษะตั้งอยู่มั่นคง
7. A strong shoulders and wrists:
ไหล่ ข้อมือทั้งสองข้างที่แข็งแรง
เพื่อช่วยให้เขียนได้โดยไม่เมื่อยล้าไปเสียก่อน
และลงน้ำหนักการเขียนได้เหมาะสม
ไม่หนักหรือเบาจนเกินไป
และเขียนได้อย่างไหลลื่น
8. Visual perception: การรับรู้ภาพ
เพื่อแยกแยะความแตกต่างระหว่างภาพ
เพื่อพัฒนาไปสู่การจดจำภาพ
และตัวอักษรที่แตกต่างกัน
แนะนำบทความเตรียมมือเด็กๆ ก่อนการเขียน
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1537527827731313&set=pb.100044223319650.-2207520000&type=3
**********
"ก่อนเริ่มเขียนตัวอักษร เด็กๆ เริ่มจากเส้นพื้นฐาน"
เมื่อร่างกายและท่าทางของเขาเหมาะสมแล้ว
เด็กๆ ควรจะวาดเส้นและรูปทรงเหล่านี้ให้ได้เสียก่อน
🖍️เด็กวัย 1-1 ขวบครึ่ง 🎨
เราคาดหวังแค่ให้เด็กๆ ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก
ได้แก่ มือทั้งสอง และ นิ้วมือทั้งสิบ
ในการกำ บีบ ขยำ ปั้น ดึง กด แกะ ปลอก
เช่น
ปั้นดินน้ำมัน-แป้งโดว์
เล่นดินเหนียว-ทราย
ปลอกเปลือกไข่-ส้ม
ทำอาหาร-เด็ดผัก-ปั้นข้าวเหนียว
ดังนั้นสีเทียนด้ามใหญ่พิเศษ (Jumbo crayon)
มีความเหมาะสมกว่าดินสอนัก
และกระดาษควรมีขนาดใหญ่กว่า A4
ยิ่งกว้าง ยิ่งใหญ่ ยิ่งดี
ให้เขานอนคว่ำตัวละเลงสีที่กำในมือไปจนทั่วได้เลย
วัยนี้เราไม่คาดหวังการเขียน
เราแค่หวังว่า "เขาจะสนุกกับการใช้สีละเลงไปทั่วกระดาษ และพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กให้พร้อมก็เพียงพอ"
***
🖍 🌧️เด็กวัย 2-2 ขวบครึ่ง /┆\
เรายังคงเน้นพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กเช่นเดิม
เด็กวัย 2 ขวบจะเริ่มวาด "เส้นตรง" ได้
ทั้ง "เส้นตรงแนวตั้ง (l)" และ "เส้นตรงแนวนอน (-)"
กิจกรรมที่ชวนเด็กๆ วาดเส้นตรง
เช่น
วาดฝนตกลงมา (ขีดลง)
วาดถนน (ขีดขวาง)
อุปกรณ์ที่ใช้ควรเป็นสีเทียนและดินสอไม้ด้ามใหญ่
ถ้าเป็นดินสอไม้ธรรมดาอาจจะมีปลอกจับดินสอให้เขา
เพื่อให้เด็กจับได้ถนัดมือมากขึ้น
***
✏️ ☀️ เด็กวัยวัย 3-4 ขวบ ⃝
เรายังคงเน้นพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กต่อไป
เด็กวัย 3 ขวบจะเริ่มวาด "วงกลม (o) " ได้
เพราะความเเข็งแรงที่กล้ามเนื้อมือของเขาที่มีมากขึ้น
ทำให้สามารถควบคุมการลากเส้นจากจุดเริ่มต้นวนเป็นวงกลมได้
เด็กวัย 3 ขวบครึ่ง จะเริ่มวาด "เครื่องหมายบวก (+)"
ซึ่งเป็นผลมาจากการวาดเส้นแนวตั้งและแนวนอนได้
เด็กๆ วัย 4 ขวบ จะเริ่มวาด "สี่เหลี่ยมจตุรัส (☐)" ได้
เพราะเส้นพื้นฐานจากเส้นแนวตั้งและแนวนอนเช่นกัน
ในช่วงวัยนี้ เราควรคาดหวังให้เด็กๆ สนุกกับการวาดภาพอิสระ
แต่เราเริ่มสอนเขาในรูปทรงใหม่ๆ ผ่านการวาดรูปสิ่งที่เด็กๆ เห็น
โดยเฉพาะสิ่งที่เด็กๆ ชอบและพบเจอในชีวิตประจำวัน
เช่น
วาดหน้าคน
วาดพระอาทิตย์
วาดรถยนต์
วาดอาหาร
***
✍🏻 🏠 เด็กวัย 4-5 ขวบ ⛰︎
การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กยังเป็นสิ่งที่
ต้องทำควบคู่กันไปต่อไป
แต่เราจะเน้นไปที่การออกเเรงที่มือและปลายนิ้วมากขึ้น
เพื่อให้เด็กๆ พัฒนาไปสู่การใช้นิ้วมือ 3 นิ้วหลัก (Tripod grip) ได้แก่ นิ้ว โป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง
เพื่อจับอุปกรณ์และคุมอุปกรณ์
ลากเส้นที่ซับซ้อนและมีรายละเอียดมากขึ้น
กิจกรรมที่ควรส่งเสริม
เช่น
ร้อยลูกปัดขนาดเล็ก
พับกระดาษ-ตัดกระดาษ
งานบ้าน-เด็ดผัก-หนีบผ้า
เด็กวัย 4 ขวบครึ่ง จะเริ่มวาด
"เส้นเฉียงขึ้น (/)" "เส้นเฉียงลง (\)" ได้
เมื่อเขาวาดเส้นทั้งสองได้อย่างแม่นยำแล้ว
จึงค่อยๆ เขยิบมาที่การวาดเครื่องหมายกากบาท (X)
ซึ่งเกิดจากนำสองเส้นนี้มาวาดตัดกัน
เด็กวัย 5 ขวบขึ้นไปจะเริ่มวาด "สามเหลี่ยม (△)" ได้
เพราะเส้นเฉลียงขึ้นเฉลียงลงที่ฝึกมาจะสามารถช่วยให้เขาวาดภาพนี้ได้
เด็กวัย 4-5 จึงเริ่มชอบวาด
บ้าน ภูเขา ต้นไม้ ดอกไม้ พระอาทิตย์
เพราะเขาเริ่มวาดเส้นและรูปทรงเหล่านี้ได้ดี
หลังจากพัฒนาการขั้นนี้จะนำไปสู่การเขียนตัวอักษร
เพราะเด็กๆ เขียนเส้นและรูปทรงพื้นฐาน
ซึ่งเป็นส่วนประกอบของตัวอักษรต่างๆ ได้แล้ว
ในเด็กๆ วัย 4-6 ปี เราอาจพบว่า
เด็กมีการเขียนตัวอักษรและตัวเลข
ที่กลับด้านหรือกลับหัวได้ (Mirror)
เพราะยังอยู่ในช่วงพัฒนาการมองภาพ
แต่ถ้าถึงวัย 6 ขวบครึ่ง-7 ปี
ยังพบปัญหาดังกล่าวอาจจะต้องมาพัฒนา
และฝึกฝนเพิ่มเติมหรือถ้าเป็นปัญหา
เราควรปรึกษาแพทย์พัฒนาการต่อไป
**********
ᝰ✍🏻
ถ้าเส้นและรูปทรงพื้นฐานยังไม่ได้
จะเป็นการยากที่เราจะเริ่มให้
เขียนตัวเลขหรือตัวอักษร
โดยเฉพาะตัวอักษรภาษาไทย
ทั้งนี้การวาดเส้นและรูปทรงต่างๆ
ควรทำควบคู่กับการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก
ได้แก่ มือและนิ้วมือทั้งสองของเด็กด้วย
เด็กๆ ไม่ควรใช้เวลากับการนั่งบนโต๊ะ
และฝึกวาดเส้นและรูปทรงเป็นระยะเวลาที่นานเกินไป
ซึ่งการวาดเขียนควรเป็นไปด้วยความสนุกสนาน
เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อการจับดินสอขึ้นมา
วาดเขียนลงบนกระดาษ และทำอย่างสม่ำเสมอ
มากกว่าการทำครั้งละยาวนาน
ส่วนการเริ่มเขียน ควรเริ่มไล่จากง่ายไปยาก
ตัวเลขอารบิค
⬇︎
ตัวอักษรภาษาอังกฤษ
⬇︎
ตัวอักษรภาษาไทย
เพราะลักษณะเส้นที่เริ่มควรเริ่มจากเส้นพื้นฐาน
ได้แก่ เส้นตรง มุมฉาก มุมแหลม
ก่อนจะไปยังเส้นที่ยากและซับซ้อนขึ้น
ได้แก่ ม้วนหัว โค้งมน คดเคี้ยว
**********
"การเขียน"
เป็นหนึ่งทักษะที่ผู้ใหญ่เป็นกังวลมาก
เพราะสำหรับโรงเรียนส่วนใหญ่แล้ว
การเขียนเป็นแบบทดสอบว่า
เด็กคนนี้พร้อมสำหรับการเรียนหรือไม่
อย่างไรก็ตามนอกจาก "ทักษะการเขียน” แล้ว
ยังมี "ทักษะการช่วยเหลือตนเอง"
และ "ทักษะการสื่อสาร"
ที่เราควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน
ก่อนจะเขียนได้ เด็กควรช่วยเหลือตัวเองและสื่อสารได้ตามวัย
เพราะถ้าหากเด็กคนนี้ยังช่วยเหลือตัวเองตามวัยไม่ได้
ไม่สามารถสื่อสารให้ใครเข้าใจตัวเขาได้
เด็กจะปรับตัวกับการไปโรงเรียนและสังคมได้ยาก
ส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเองที่อาจจะถดถอยได้
**********
สุดท้ายแม้ว่าเด็กๆ ของเราจะยังวาดหรือเขียนไม่ได้
หรือยังไม่ตรงตามค่าเฉลี่ยของเด็กวัยเขา
นั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กคนนี้จะไม่มีความสามารถในการเรียนรู้
เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า "การเขียน"
เป็นเเค่หนึ่งในทักษะที่ผู้ใหญ่คาดหวังให้เด็กสามารถทำได้
ผู้ใหญ่ต้องอย่าลืมว่า "เด็กแต่ละคนมีจังหวะในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน"
เด็กบางคนเรียนรู้ได้เร็ว เด็กบางคนเรียนรู้ได้ช้า
แต่เด็กทุกคนเรียนรู้ได้ เราจึงมีหน้าที่สอนเขา
ฝึกฝนซ้ำๆ และพัฒนาเขาต่อไป
ข้อสำคัญ "อย่าใช้การเขียน ในการตัดสินตัวเด็ก"
เพราะเราใช้การเขียนเพื่อพัฒนาสมองของเขา
ไม่ใช่เพื่อตีตราว่าเขาไม่มีความสามารถ
ดังนั้นเมื่อเด็กยังเขียนไม่ได้ เรามีหน้าที่มองกลับไป
"พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรงและทนทาน"
และ "ปรับทัศนคติที่มีต่อการเขียนของเขา"
ไม่ใช่มาเพื่อจับผิดและทำโทษเขา
ไปทีละขั้น อย่าเร่งเขาจนเกินวัย
อย่าสร้างทัศนคติแง่ลบต่อการเรียนรู้
เพราะการเรียนรู้ที่ดีไม่ใช่ การวิ่งระยะสั้น
แต่คือการวิ่งมาราธอน
ใครวิ่งเร็วอาจจะได้เปรียบในช่วงแรก
แต่ใครที่วิ่งไปได้ตลอดคือผู้ที่ไปถึงเป้าหมาย
"การเขียน" ไม่เคยทำร้ายเด็กๆ
แต่ "การให้เขียนในสิ่งที่เกินวัย
และคาดหวังว่าเขาต้องทำได้"
อาจจะทำร้ายเด็กๆ มากกว่าที่คิด
ถ้าผู้ใหญ่มีข้อสงสัยว่าเด็กพัฒนาตรงตามวัยหรือไม่
หรือ แม้จะรอถึงวัยแล้วยังทำไม่ได้
ควรปรึกษาแพทย์พัฒนาการและนักกิจกรรมบำบัด
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
อ้างอิง
Schickedanz, J. A. (1999). Much More than the ABCs: The Early Stages of Reading and Writing. NAEYC, 1509 16th Street, NW, Washington.
25/05/2026
🧠 เจาะลึก 3 แกนสำคัญ: การรักษาสมาธิสั้น (ADHD) ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการสากล 🎯
หลายคนยังเข้าใจผิดว่า โรคสมาธิสั้น (ADHD) รักษาได้ด้วยการ "ดุ" "เตือน" หรือปล่อยให้โตไปก็หายเอง แต่ในมุมมองวิทยาศาสตร์ระบบประสาทและการแพทย์แผนปัจจุบัน โรคนี้เกิดจากโครงสร้างและการทำงานของสมองที่ต่างไป การรักษาที่ถูกต้องจึงต้องอิงจากงานวิจัยเชิงประจักษ์ในระดับสากล
สมาคมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นทั่วโลกยอมรับว่า วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือ "การรักษาแบบผสมผสานหลายมิติ" (Multimodal Treatment) ซึ่งไม่ได้พึ่งพาวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่แบ่งออกเป็น 3 แกนหลักดังนี้ครับ 👇
# # 📌 แกนสำคัญที่ 1:
การรักษาตามเกณฑ์อายุ (Age-Specific Guidelines)
หลักวิชาการแพทย์จะแบ่งวิธีรักษาตามอายุของผู้ป่วยอย่างชัดเจน เพราะสมองในแต่ละช่วงวัยมีพัฒนาการต่างกัน:
* เด็กเล็ก (อายุ 4-6 ปี): ทางเลือกแรกคือ "การบำบัดพฤติกรรม" ผ่านพ่อแม่และครูเป็นหลัก แพทย์ยังไม่แนะนำให้ใช้ยา แต่ถ้าอาการจะรุนแรงจนกระทั่งกระทบต่อพัฒนาการอย่างหนัก
* เด็กโต วัยรุ่น และผู้ใหญ่ (อายุ 6 ปีขึ้นไป): ผลวิจัยทั่วโลกรวมถึง MTA Study ยืนยันตรงกันว่า วิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือ "การกินยาควบคู่กับการบำบัดพฤติกรรม"
# # 💊 แกนสำคัญที่ 2:
การรักษาด้วยยา (Evidence-Based Pharmacotherapy)
ยาไม่ได้ทำให้ติดหรือสมองฝ่อ แต่มันทำหน้าที่เหมือน "แว่นตา" ที่เข้าไปช่วยปรับสารเคมี (โดปามีนและนอร์เอพิเนฟริน) ในสมองส่วนหน้าให้สมดุลทันที:
* ยากระตุ้นระบบประสาท (Stimulants): เป็นทางเลือกอันดับแรก (First-line) ที่มีงานวิจัยรับรองมากที่สุด ตัวอย่างเช่น Methylphenidate หรือ กลุ่มAmphetamine เป็นยาที่แพทย์เลือกใช้ ยาจะช่วยสารสื่อประสาท Dopamine และ Norepinephrine ช่วยให้สมองตื่นตัว จดจ่อได้ดีขึ้น และเบรกตัวเองได้ทัน
* ยาที่ไม่ใช่ยากระตุ้น (Non-Stimulants): เป็นยาทางเลือกถัดมา สำหรับผู้ที่มีผลข้างเคียงจากยากลุ่มแรก หรือมีภาวะวิตกกังวลร่วมด้วย
* หลักการสำคัญ: การกินยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อค่อยๆ ปรับระดับยา (Titration) ให้เจอจุดที่เห็นผลดีที่สุดและเอฟเฟกต์น้อยที่สุดครับ
# # 🏡 แกนสำคัญที่ 3:
การปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม (Psychosocial Interventions)
ยาช่วยเปิดสวิตช์สมอง แต่ทักษะในชีวิตต้องสร้างขึ้นใหม่ ผ่านกระบวนการเหล่านี้:
* Parent Training: ให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจโรค ปรับวิธีเลี้ยงดูของพ่อแม่ เปลี่ยนจากการบ่นหรือดุ เป็นการชมเชยเชิงบวกและออกคำสั่งที่สั้น กระชับ ชัดเจน
* Classroom Management: ร่วมมือกับคุณครู จัดสิ่งแวดล้อมในห้องเรียนให้ลดสิ่งเร้า เช่น จัดโต๊ะให้ Minimal ตัดสิ่งเร้าที่รบกวนสมองออกไปให้ได้มากที่สุด
* CBT (การบำบัดความคิดและพฤติกรรม): นิยมใช้ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ เพื่อฝึกทักษะการจัดการเวลา การจัดลำดับความสำคัญ (Time Management) และควบคุมอารมณ์ดิ่ง
# # ❌ สิ่งที่วิชาการแพทย์ "ไม่แนะนำ" (เพราะไม่มีหลักฐานรองรับเพียงพอ)
* การตัดขนมหวาน สารอาหาร หรือสีผสมอาหาร (ไม่ได้ช่วยรักษาอาการโดยตรง)
* การกินอาหารเสริม วิตามินรวม หรือสมุนไพรราคาแพง (ยกเว้น Omega-3 ที่พอมีงานวิจัยในระดับเป็นทางเลือก (Alernative Medicine)
* การฝึกสมองสมอง (Neurofeedback) หรือ การกระตุ้นสมองด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า(TMS) ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่เคลมว่ารักษาหายขาด
💡 สรุปส่งท้าย:
เป้าหมายของการรักษาตามหลักวิชาการ ไม่ใช่การเปลี่ยนผู้ป่วยให้กลายเป็นคนเพอร์เฟกต์ แต่คือการ "ลดอุปสรรคทางชีววิทยาในสมอง" เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิต วางแผน และดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมาได้อย่างเต็มที่ที่สุดค่ะ 🚀
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ การปฏิบัติ
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
หมู่บ้านสินธานี3 ซอย 8/2
Chiang Rai
57000
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 18:30 |
| อังคาร | 09:00 - 18:30 |
| พุธ | 09:00 - 18:30 |
| ศุกร์ | 09:00 - 18:30 |
| เสาร์ | 09:00 - 18:30 |
| อาทิตย์ | 09:00 - 17:00 |