PaPa Grower
กัญชาคุณภาพสูง สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน
12/05/2026
เข้าสัปดาห์ที่7 แล้ว ไวมาก
11/05/2026
วันนี้มีพูดถึง ไฟเสริม UV , IR , Far Red
1. UV (Ultraviolet) 🟣
ในการปลูกกัญชามักใช้ช่วง UVA (315-400nm) และ UVB (280-315nm)
• หน้าที่หลัก: กระตุ้นการสร้าง Trichomes (เรซิน) และสารสำคัญอย่าง THC เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากรังสี UV คล้ายกับคนเราที่สร้างเมลานินเมื่อเจอแดด
• ผลลัพธ์: ดอกมีความเหนียวขึ้น กลิ่นหอมแรงขึ้น (Terpenes สูงขึ้น) และอาจช่วยยับยั้งเชื้อราหรือแมลงบางชนิดได้
• ข้อควรระวัง: ไม่ควรเปิดตลอดเวลา ควรเปิดเสริมเฉพาะช่วงทำดอก (Flower stage) วันละ 2-4 ชั่วโมง และรังสี UV เป็นอันตรายต่อดวงตาและผิวหนังผู้ปลูก
2. Far Red (700-780nm)🔴
มักถูกสับสนกับ Infrared แต่ Far Red คือช่วงแสงที่ตาเรายังพอหมองเห็นเป็นสีแดงจางๆ
• Emerson Effect: เมื่อใช้ Far Red ควบคู่กับแสง Red (660nm) จะช่วยให้กระบวนการสังเคราะห์แสงทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด
• The Sleep Miracle: การเปิด Far Red ประมาณ 10-15 นาที หลังปิดไฟหลัก จะช่วย "กล่อม" ให้พืชหลับเร็วขึ้น ทำให้พืชมีเวลาพักผ่อนและฟื้นฟูตัวได้นานขึ้นในแต่ละรอบวัน
• ผลลัพธ์: เร่งการเจริญเติบโต และช่วยให้พืชเข้าสู่ช่วงทำดอกได้เร็วขึ้น
3. IR (Infrared / Deep Red)🔴
โดยทั่วไปในวงการไฟปลูกมักจะรวมกลุ่ม 730nm (Far Red) เข้ามาในชื่อ IR
• หน้าที่หลัก: สร้างความร้อนและกระตุ้นการขยายตัวของเซลล์
• ผลลัพธ์: ช่วยให้ใบใหญ่ขึ้นและลำต้นขยายตัว แต่ถ้าได้รับมากเกินไปอาจทำให้ต้น "ยืด" (Stretch) จนกิ่งก้านไม่แข็งแรงได้
จากเนื้อหาด้านบนแล้ว หากเราเข้าใจหลักการของไฟเสริม ซึ่งจะช่วยเราได้มากมายเลยทีเดียว
1. เทคนิกทำให้ต้นยืด โดยใช้ไฟ IR (ผมใช้ประจำ ซึ่งเห็นผลชัดเจน)
2. การเพิ่มคุณภาพดอก เพิ่มไตรโคม เพิ่มTHC เพิ่มเทอร์พีน โดย UV
3. ช่วยเร่งให้ต้นหลับไว เร่งให้สุกไวขึ้น เก็บเกี่ยวเร็ว โดย Far red
11/05/2026
อุณภูมิความชื้น ตอนตาก
วางแต่ละมุม ให้ความชื้นอยู่ในระดับ 55-60% จะแจ่มแมวมากๆ
ครอปนี้ตากห้องปลูก เพราะห้องตากเดิมเล็กเกินไป ไม่พอตาก🤣
09/05/2026
อุณภูมิที่เหมาะสมในการบ่ม ช่อดอก
เราทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า อุณภูมิการบ่ม หรือ curing ควรอยู่แถวๆ 18-21 องศา
ทำไมต้อง 18-21 องศา ?
มากกว่า 21 ได้ไหม? หรือน้อยกว่า 18 ได้หรือเปล่า?
การบ่ม (Curing) ไม่ใช่แค่การทำให้แห้ง แต่คือ "กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางเคมีอย่างช้าๆ" ขณะที่เซลล์พืชยังไม่ตายสนิท ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพ กลิ่น และความนุ่มนวลในการสูบ โดยมีกระบวนการหลักๆ ดังนี้
1. การสลายตัวของคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll Breakdown)
นี่คือหัวใจสำคัญของการบ่ม คลอโรฟิลล์คือสารสีเขียวที่มีธาตุแมกนีเซียมเป็นแกนกลาง ซึ่งมีรสขมและกลิ่นคล้ายหญ้าแห้ง
-กระบวนการคือ เมื่อช่อดอกถูกตัดแต่ยังมีน้ำอยู่ภายใน เอนไซม์จะค่อยๆ ย่อยสลายคลอโรฟิลล์ให้กลายเป็นน้ำตาลและสารประกอบขนาดเล็ก
ผลลัพธ์ที่ได้ ควันจะมีความนุ่มนวล (Smooth) ไม่ระคายคอ กลิ่น "เขียว" จะหายไป เปลี่ยนเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของสายพันธุ์นั้นๆ
2. การระเหยของน้ำและการคงอยู่ของเทอร์พีน (Terpene Preservation)
เทอร์พีนคือสารระเหยง่าย (Volatile compounds) ที่ให้กลิ่นและรสชาติ
-อุณหภูมิจุดเดือด: เทอร์พีนหลายชนิดเริ่มระเหยที่อุณหภูมิต่ำ (บางชนิดต่ำกว่า 21°C)
การบ่มที่อุณหภูมิต่ำและคงที่ ช่วยให้โมเลกุลของเทอร์พีนยังคงติดอยู่กับไตรโคม (Trichomes) ไม่ระเหยออกไปหมด
3. กิจกรรมของเอนไซม์ช้าลง
เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยสลายคลอโรฟิลล์จะทำงานได้ดีที่สุดในอุณหภูมิห้อง (ประมาณ 20-25°C) เมื่อเรานำไปแช่ตู้เย็น (เช่น 4-10°C) ปฏิกิริยาทางเคมีเหล่านี้จะช้าลง
ซึ่งต้องใช้เวลาบ่มนานขึ้น กว่าปกติ (อาจจะ 2-3 เดือน แทนที่จะเป็น 1 เดือน) เพื่อให้คลอโรฟิลล์สลายตัวจนหมด
การสลายคลอโรฟิลล์จนหมด ช่วยให้การเผาไหม้คงที่ ได้ขี้เถ้าสีขาวสะอาด และรสชาติที่หวานนุ่มนวลขึ้น
สรุป หากเราบ่มด้วยอุณภูมิที่สูง ทำให้เทอร์พีนบางตัวระเหยหายไป ซึ่งจุดเดือดการระเหยของแต่ละเทอร์พีนจะแตกต่างกันไป และอุณภูมิที่ต่ำเกินไปจะทำให้เอนไซม์ที่สลายคลอโรฟิลล์ทำงานช้าลงเช่นกัน
แนะนำให้บ่มดอกในอุณภุมิ 18องศา ดีที่สุด
------------------------------------
เพื่อนๆที่ตั้งใจอ่านจนจบ น่าจะพอเห็นภาพแล้วว่า เราควรใช้อุณภูมิเท่าไหร่ เพื่อปรับเปลี่ยนตามเป้าหมายของเรา
บางคนรีบ บ่มที่อุณภูมิ 25องศา
(การบ่มที่ 25°C จะสลายคลอโรฟิลล์เร็วกว่า 18°C ประมาณ 1.6 เท่า แต่แลกมาด้วยความเสี่ยงที่เทอร์พีนจะระเหยไปและดอกอาจแห้งเร็วเกินไปจนเสียคุณภาพ)
บางคนต้องการเก็บรักษาคงคุณภาพไว้นานๆ ก็สามารถบ่มที่ 15องศาได้เช่นกัน
สิ่งที่ต้องระวัง
ความชื้นสัมพัทธ์ : หากอุณหภูมิ 25°C แต่ความชื้นต่ำกว่า 50% ดอกจะแห้ง จนเอนไซม์หยุดทำงาน ทำให้คลอโรฟิลล์ค้างอยู่ในดอก (แสบคอ)
08/05/2026
จัด Z-terp ให้ครับพี่ๆครับ
07/05/2026
ก่อนตัด อินดอ ชุดใหม่
07/05/2026
Alien Jealous
บรีดเดอร์ เนื้อไทย ไดอารี่
ตัวเต็งอีกตัวของฟาร์มผม คัดเอ้าดอ
ดอกดำ แน่น โคตรแรง กลิ่นก็ไม่ธรรมดา
คนที่เคยได้ชิม ว้าวทุกคน
07/05/2026
สิงที่โกลเวอร์ส่วนใหญ่ไม่รู้ !!
ตัว Curing Bag หรือถุงบ่ม ไม่ได้ไว้เฉพาะช่วยควบคุมความชื้นช่อดอกเท่านั้น
สิ่งที่สุดยอดที่สุดของนวัตกรรมถุงบ่มนี้คือ ไม่ต้องเปิดถุงเรอ
การสลายตัวของคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll Degradation)
ในขณะที่พืชถูกบ่ม เซลล์พืชที่ยังไม่ตายสนิทจะค่อยๆ ย่อยสลายคลอโรฟิลล์ (ซึ่งมีรสขมและกลิ่นเหมือนหญ้า) ให้กลายเป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยวและก๊าซ
ในโหลแก้ว: ก๊าซเหล่านี้จะถูกกักขังไว้ ทำให้เกิดกลิ่นอับและรสสัมผัสที่กระด้าง เราจึงต้อง "เรอ" เพื่อปล่อยก๊าซออก
ในถุงบ่ม: ผนังถุงมีคุณสมบัติเป็น Semi-permeable membrane (เยื่อเลือกผ่าน) ที่ยอมให้โมเลกุลของก๊าซขนาดเล็กจากการสลายตัวของคลอโรฟิลล์ซึมผ่านออกไปได้ตลอดเวลา กระบวนการทางเคมีนี้จึงดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีก๊าซเสียสะสม
ดังนั้นเราสามารถปิดถุงบ่มยาวๆได้เลย
ข้อดีอีกอย่างคือ พอไม่เปิดถุง ก็สามารถลดกระบวนการออกซิเดชั่นได้อีกด้วย
การออกซิเดชัน (Oxidation) ออกซิเจนทำปฏิกิริยากับเทอร์พีนจนเสื่อมสภาพลง
-------------------------------
สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ อีกแล้วว
การใช้ถุงบ่มไม่ได้แปลว่าเราไม่จำเป็นต้องควบคุมห้องเก็บ
การควบคุมห้องเก็บยังสำคัญ เพราะมีผลต่อการควบคุมระดับความชื้น 55-62% ของถุงบ่ม
ความชื้นสัมพัทธ์ในห้อง (Ambient Humidity)
เทคโนโลยีของถุงบ่มทำงานโดยอาศัย "แรงดันไอ" (V***r Pressure) ในการระบายความชื้นออกหรือกักเก็บไว้
ถ้าห้องชื้นเกินไป (เช่น 70-80% RH): ถุงจะทำงานหนักมากในการผลักความชื้นออกจากถุง และถ้าห้องชื้นกว่าในถุงมากๆ ความชื้นข้างนอกอาจจะพยายามดันกลับเข้าไป ทำให้ระบบคุมความชื้นอัตโนมัติทำงานผิดเพี้ยน
ความชื้นในห้องที่แนะนำ: ควรอยู่ที่ประมาณ 45–55% RH ซึ่งเป็นระดับที่ช่วยให้ถุงสามารถระบายความชื้นส่วนเกินออกมาได้อย่างสะดวก
เทคนิกการใช้ ถุงบ่ม ให้ได้ประโยนช์และประสิทธิภาพสูงสุด
ช่วยให้กระบวนการ Curing ของเราออกมาดีที่สุด
ใครพึ่งรู้จากบทความนี้ หรือคิดว่าเนื้อหามีประโยนช์
ขอกำลังใจแค่เมนต์ ขอบคุณ คนละคอมเมนต์ ผมก็ชื้นใจแล้ว
จะได้มีกำลังใจนำเสนอหรือแชร์เทคนิกที่มีประโยนช์ให้มากขึ้น
06/05/2026
ชุดนี้จัด sativa ให้ลูกค้าหน่อย
Early lemon berry
06/05/2026
หลายคนมีคำถาม ทำยังไงปลูกก้านเขียว?
มันเกิดได้หลายปัจจัย แต่หลักๆ
1. ฟีโนไทป์
2. แสงแรงเกิน
3. เครียด (ส่วนใหญ่จะเกิดจากกระถางแห้ง)
ผมปลูกก็มีทั้งก้านแดงก้านเขียว
บางฟีโนทนแสงแรงได้ บางฟีโนทนไม่ค่อยได้
ต้นที่ทนแสงไม่ได้ก็จะสร้างเกราะป้องกันไว้ โดยจะแบ่งเป็น2แบบ
1. Photoprotection (การกันแดด)
คือต้นได้รับแสงแรงเกินไป แสงอาจทำลายคลอโรฟิลล์และเนื้อเยื่อ ต้นจึงสร้างแอนโทไซยานินมาสะสมที่ก้านเพื่อทำหน้าที่ กรองแสง
2 cold Adaption (การปรับตัวทนต่อความหนาว)
คือ อุณภูมิเย็นลง กระบวนการขนส่งน้ำตาลในท่อน้ำเลี้ยงจะช้าลง ทำให้น้ำตาลสะสมในก้านสูง น้ำตาลที่ค้างในก้านเป็นวัตถุดิบหลักในการสังเคราะห์แอนโทไซยานิน เพื่อช่วยให้เซลล์ทนทานต่อความเย็นได้ดีขึ้น
แน่นอนว่าหากกิ่งก้านแดงประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงจะลดลง ดอกอาจจะเล็กลงบ้าง
แต่การสร้างความเครียดช่วงท้ายทำดอก ให้ดอกและกิ่งก้านแดง แอนโทไซยานินสามารถกระตุ้นให้ต้นผลิตเทอร์ปีนและสารสำคัญให้มากขึ้นได้เช่นกัน
05/05/2026
Room1 - Flower Bulk
Flowering 36Day
Athena Pro line EC3.5
Co2 1500ppm
Substrate Rockwool
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
Chiang Rai