NRT Contruction
มาเรียนรู้ไปพร้อมๆกันครับ
19/04/2022
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน
มาตามคำสัญญานะครับ วันนี้ผมจะมาแสดง ตย ในการคำนวณหาค่า Ksoil จาก BORING LOG จริงๆ ให้แก่เพื่อนๆ ได้ดูนะครับ
จากรูป ตย นะครับ ผมจะสมมติว่าในโครงการก่อสร้างนี้มีมาตรฐานการทำงานที่ถือว่าทั่วๆ ไป การควบคุมการทำงานจะค่อนไปในทางที่ดี เราต้องทำการออกแบบให้เสาเข็มสี่เหลี่ยมจตุรัส ซึ่งมีขนาด 400x400 mm ให้มีความยาว PILE TIP อยู่ที่ 25 ม โดยทำการกำหนดค่า SAFE LOAD ของเสาเข็มอยู่ที่ 65 T/Pile
จากปัญหาที่สมมติข้างต้น จงคำนวณหาค่า Kh และ Kv ของดินเพื่อนำไปใช้ในการออกแบบเสาเข็ม SOIL SPRING
จากผล BORING LOG จะพบว่าดินตั้งแต่ 0 ถึงประมาณ 18 ม นั้นเป็นดินเหนียวอ่อน ซึ่งสังเกตได้ง่ายๆ ว่าหากเป็นดินเหนียวอ่อน ค่าในตารางตาม BORING LOG จะแสดงค่า Su ต่อท้าย และตั้งแต่ 18 ม ลงไปจะเริ่มเป็นดินเหนียวแข็ง หรือ ดินเหนียวปนทรายแล้ว ซึ่งสังเกตได้ง่ายๆ อีกเหมือนกัน คือ หากเป็นดินที่ค่อนข้างมีความแข็ง ค่าในตารางตาม BORING LOG จะเริ่มแสดงค่า N นั่นเอง ในขณะที่ค่า Su ที่เคยมีต่อท้ายก็จะหายไปนะครับ ดังนั้นการที่เรากำหนดให้ระดับ PILE TIP นั้นอยู่ที่ชั้นดินนี้ก็ถือว่าเหมาะสมแล้วนะครับ เพราะ ว่าเสาเข็มจะเกิดแรงแบกทานเนื่องจาก SKIN FRICTION FORCE และ END BEARING FORCE ด้วย ทั้งนี้การวางเสาเข็มที่ชั้นดินที่ถือว่าค่อนข้างมีความแข็งยังเป็นการ ENSURE และ ป้องกันการทรุดตัวของโครงสร้างที่ดีอีกด้วยนะครับ
ในปัญหาข้อนี้ผมทำเพื่อเป็น ตย เท่านั้น ดังนั้นผมจะไม่ทำการแบ่งชั้นดินออกเป็นชั้นๆ นะครับ ก็ขอแนะนำเพื่อนๆ ว่าหากจะทำจริงๆ ก็ควรแบ่งชั้นดินออกเป็นชั้นๆ จะดีกว่าครับ
โดยผมขอคำนวณแยกออกเป็นแค่ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนชั้นดินอ่อน และ ชั้นดินแข็ง นะครับ
ชั้นดินอ่อน เราจะคำนวณค่า Kh จากค่า Su นะครับ
Su average = ( 0.84 + 0.81 + 1.73 + 1.71 + 0.83 + 0.86 + 1.72 + 1.78 + 3.45 + 3.35 + 3.44 ) / 11 = 1.86 T/sq.m
ดังนั้นค่า Kh = 67Su/Ø
Kh = (67)(1.86)/(400/1000) = 311 T/m^(3)
ส่วนชั้นดินอ่อน เราจะคำนวณค่า Kh จากค่า N นะครับ
N average = ( 24 + 53 + 39 + 54) / 4 = 44.25 T/sq.m
ดังนั้นค่า Kh = 45N/Ø
Kh = (45)(44.25)/(400/1000) = 4,978 T/m^(3)
และในเมื่อเราเราใช้ความลึกของเสาเข็มเท่ากับ 25 ม และ ไม่มีการทำ PLATE BEARING TEST เราจะทำการประมาณค่า Kv จากค่า Kh ซึ่งค่า Kv จะประมาณ 4/3 ถึง 2 เท่าของค่า Kh นะครับ
ในที่นี้ผมกำหนดให้ใช้ค่า Kv = 2Kh = (2)(4,978) = 9,956 T/m^(3)
ซึ่งหากคูณกับหน้าตัดเสาเข็มออกมาจะได้ค่า
kv = Kv Ap = 9,956x0.4x0.4 = 1,593 T/m
ซึ่งหากเราจะประมาณการค่า kv นี้จากการนำ SAFE LOAD ของเสาเข็ม หาร ด้วยค่า DISPLACEMENT ที่เกิดขึ้น (ในที่นี้ตาม BORING LOG แสดงว่าดินเป้นดินเหนียวแข็ง จึงยังมีโอกาสที่จะเกิดการทรุดตัวได้อยู่ แต่ อาจจะไม่มาก ดังนั้นหากจะกำหนดให้เท่ากับ 25 มม ก็จะมีค่าน้อยเกินไป ผมจึงเลือกใช้เท่ากับ 50 มม นะครับ) จะได้ว่า
kv = (SAFE LOAD)/∆ = (65)/(50/1000) = 1,300 T/m
จะพบว่าค่าทั้งสองนี้จะมีความใกล้เคียงกันนะครับ โดยหากเรา OBTAIN ค่า kv จากข้อมุลของดิน ค่าๆ นี้จะสูงกว่าค่าที่หามาจากการคำนวณค่า SAFE LOAD อยู่เล็กน้อย
ดังนั้นนี้จึงเป็นสิ่งยืนยันและสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ยิ่งเราใช้ความละเอียดในการวิเคราะห์มากเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้โครงการก่อสร้างที่เราต้องทำการออกแบบนั้นเกิดความประหยัดได้มากยิ่งขึ้นไปอีกครับ
ในตอนท้ายนี้ผมขอย้ำเตือนกับเพื่อนๆ อีกครั้งนะครับว่าใน ตย นี้เป็นเพียงการประมาณค่าโดยใช้สมการอย่างง่ายนะครับ รวมไปถึงการที่เราจะหาค่า Ksoil จริงๆ เราควรแบ่งดินออกเป็นชั้นๆ อสจจะเฉลี่ยอยู่ที่ชั้นละประมาณ 2-3 ม ก็ได้ครับ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้นนะครับ
หวังว่าความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่ผมได้นำมาฝากแก่เพื่อนๆ ทุกๆ ท่านในวันนี้จะมีประโยชน์ต่อทุกๆ ท่านไม่มากก็น้อย และ จนกว่าจะพบกันใหม่นะครับ
ADMIN JAMES DEAN
BSP-Bhumisiam
คุณภาพทีมงานช่างมาตรฐาน
คุณภาพเครื่องจักรมาตรฐาน
งานเอกสารตรวจสอบเชื่อถือได้
คุณภาพเสาเข็มมาตรฐาน มอก. 397-2524
เสาเข็ม สปันไมโครไพล์ ช่วยแก้ปัญหาได้เพราะ
1) สามารถทำงานในที่แคบได้
2) ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียง
3) หน้างานสะอาด ไม่มีดินโคลน
4) สามารถรับน้ำหนักได้ 20-40 ตัน/ต้น
5) สามารถตอกชิดผนังกำแพง ไม่ทำให้โครงสร้างเดิมเสียหาย
สนใจติดต่อสินค้า เสาเข็ม ไมโครไพล์ (Micropile) สปันไมโครไพล์ (Spun MicroPile) มาตรฐาน มอก.
ติดต่อ สายด่วน โทร :
081-634-6586
082-790-1447
082-790-1448
082-790-1449
ติดต่อ สายด่วน โทร 081-634-6586
http://www.micro-pile.com
07/03/2022
"เสาสั้น และ เสายาว" มีอะไรสำคัญ มาดูกันครับ
เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก แบ่ง 2 ประเภท (ตามมาตรฐาน วสท.)
1.เสาสั้น คือ อัตราส่วนระหว่างความสูงต่อด้านแคบน้อยกว่าหรือเท่ากับ 15 หรือ (h/t) ≤ 15
2.เสายาว คือ อัตราส่วนระหว่างความสูงต่อด้านแคบมากกว่า 15 ขึ้นไป หรือ (h/t) > 15
การรับแรง
1.เสาสั้น รับแรงอัด (พังด้วยแรงอัดเพียงอย่างเดียว)
2.เสายาว รับแรงอัดและแรงดัดร่วมกัน (พังด้วยแรงดัดก่อนแรงอัด ต้องเสริมเหล็กยืนต้านทานแรงดัด ลักษณะพฤติกรรมเหมือนคาน)
การต่อทาบเหล็ก
1.การต่อทาบ ระดับโคนเสา (สำหรับโครงสร้างทั่วไป)
2.การต่อทาบ ระดับกลางเสา (สำหรับโครงสร้างรับแรงสั่นสะเทือน หรืออาคารสูงมากกว่า 3 ชั้นขึ้นไป)
หมายเหตุ ผู้ออกแบบจะกำหนดจุดต่อทาบเหล็กเสา หากไม่ระบุให้ใช้การต่อทาบแบบ "ระดับโคนเสา" ได้ครับ
03/08/2021
แจกฟรี !! หนังสือการวางแผนงานก่อสร้าง.
(โดยท่านอาจารย์ ประเสริฐ ดำรงชัย)
#กดไลค์เพจและแชร์โพสเพื่อเป็นการเผยแพร่ข้อมูล
#และให้กำลังใจทีมงานที่นำข้อมูลดีๆมาเผยแพร่ด้วยนะครับ
สามารถดาวน์โหลดไฟล์เอกสารได้ทางลิ้งค์ด้านล่างเลยนะครับ
https://drive.google.com/open?id=1C5pcihnA6ccNrU7YTx08ukZmy-GXnoGn
30/07/2021
เอกสารการสอน เรื่อง "การควบคุมงานก่อสร้าง"
เนื้อหาหน่วยที่ 1 หน้าที่ของผู้ควบคุมงานก่อสร้าง
เนื้อหาหน่วยที่ 2 การเตรียมงานก่อสร้าง
เนื้อหาหน่วยที่ 3 งานฐานราก
เนื้อหาหน่วยที่ 4 งานโครงสร้าง
เนื้อหาหน่วยที่ 5 งานระบบ
เนื้อหาหน่วยที่ 6 งานส่วนประกอบอาคาร
เนื้อหาหน่วยที่ 7 งานตกแต่ง
เนื้อหาหน่วยที่ 8 จิตวิทยา
PDF = http://www.gooshared.com/d/NjYzNy0x
โดย khanomkheng
TATC KM2011 | วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ
กม.160 193 หมู่ 3 ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 20250
19/05/2021
สรุปหลักการออกแบบคานโครงสร้างเหล็กทั้งหมด (ภาคทฤษฏี)
----------------------------------------
คาน ในที่นี้จะหมายถึง member ที่รับแรงดัดหรือในภาษาอังกฤษก็คือ flexural member นะครับ หากเราจะว่ากันถึงหลักการในการออกแบบแล้วเราจะต้องพูดถึงพฤติกรรมการพังที่มันเกิดขึ้นในเสา หรือ compression member กันก่อน (หากจำกันได้ตอนเราเรียน เราจะเริ่มที่เสาก่อนแล้วค่อยมาที่คาน) หากจะให้พูดแบบสรุปสั้นๆ ก็คงต้องพูดว่า “คานมีพฤติกรรมการวิบัติที่ครึ่งหนึ่งเหมือนกับเสา” งั้นเราไปดูกันก่อนว่าที่มาของคำพูดนี้มาได้อย่างไร
หากพูดถึงเรื่องการวิบัติของเสาก็ต้องย้อนกลับไปที่พฤติกรรมของวัสดุเหล็กนิดนึงว่าเหล็กนั้นเป็นวัสดุที่เก่งในเรื่องของการรับแรงดึงมากซึ่งค่าความสามารถในการรับแรงดึงนี้ก็สะท้อนออกมาในค่า Yield Stress (Fy) และ Tensile Strength (Fu) กลับเข้าเรื่องมาที่เสา...เสาโครงสร้างเหล็กนั้นจะมีหน้าที่ในการรับแรงอัดที่ถ่ายลงมาจากคาน และอย่างที่รู้กันว่าเหล็กมันเก่งแค่รับแรงดึงไม่ได้รับแรงอัดเก่ง ดังนั้นเสาหรือ compression member จะมีกำลังการรับแรงที่สูงไม่เท่ากับค่ากำลังการรับแรงดึง ซึ่งพฤติกรรมการวิบัตินี้เรามักจะได้ยินกันคุ้นหูว่า “การโก่งเดาะ” หรือภาษาอังกฤษคือ buckling นั่นเอง โดยการคำนวณกำลังของเสาก็จะขึ้นกับสมการของ Euler นั่นเอง (ดูสมการเพิ่มเติมได้ที่โพสต์นี้นะครับ
https://www.facebook.com/welovesteelconstruction/posts/1336856356700589)
กลับมาเข้าเรื่องคานที่ทิ้งไว้ตอนแรก คานเมื่อได้รับแรงกระทำก็จะเกิดการดัดตัวขึ้น หากมองเป็น simple beam ทั่วๆ ไป จะเห็นว่าคานจะดัดตัวลักษณะเหมือนปากยิ้มโดยที่ส่วนด้านบนเหนือแกน neutral axis (พูดง่ายๆ คือแกนที่บอกว่าตำแหน่งนั้นแรงรวมเป็น 0 ไม่อัดไม่ดึง) จะรับแรงอัด (compression) โดยยิ่งห่างจาก neutral axis ขึ้นไปมากเท่าไหร่ก็จะมี stress มากขึ้นแบบ linear จนมีค่า compression stress มากสุดที่ top fiber หรือที่ขอบปีกด้านบนนั่นเอง กลับกันในส่วนล่างของ neutral axis ก็จะรับแรงดึง (tension) โดยมีค่าแรงดึงเพิ่มขึ้นแบบ linear และไปมากสุดที่ bottom fiber หรือขอบของปีกล่างเช่นเดียวกัน (สามารถดูภาพประกอบด้านในส่วนซ้ายของรูปด้านล่างนะครับ)
ดังนั้นเมื่อคานรับน้ำหนักมากขึ้นส่วนที่จะเกิด yield ของวัสดุเหล็กขึ้นก่อนใครเพื่อนก็จะเป็น top fiber และ bottom fiber นั่นเอง แต่ตามหลักแล้วคานเหล็กยังสามารถรับแรงต่อได้อีก กล่าวโดยหลังจากที่ 2 จุดดังกล่าวนี้ yield แล้ว และคานยังได้รับ load เพิ่มอีกจะทำให้วัสดุ yield มากขึ้นโดยไล่จากขอบบน/ขอบล่าง จนมาถึงตรงกลางที่เป็น neutral axis จึงเรียกได้ว่า yield ทั้งหน้าตัดแล้วนั่นเอง โดยใน stage นี้ถือว่าเป็นจุดที่คานรับโมเมนต์ได้สูงสุดแล้ว
เมื่อเรานำพฤติกรรมของ stress ที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้มาพิสูจน์ต่อโดยคิดโมเมนต์คู่ควบระหว่างแรงอัดและแรงดึงที่เกิดขึ้น) ท้ายสุดเราจะพิสูจน์กำลังรับโมเมนต์ของคานออกมาได้เป็น Mp = FyZx หากมองสมการดีๆ แล้วปัจจัยที่มีผลต่อกำลังรับโมเมนต์ของคานมีแค่ 2 อย่างเท่านั้นเองคือ 1. เกรดเหล็ก 2. หน้าตัด
แต่ในความเป็นจริงไม่ง่ายอย่างงั้น เนื่องจากจะมีปัจจัยบางอย่าง (มีหลักๆ 2 ปัจจัย) มาขัดขวางทำให้คานมีความสามารถในการรับโมเมนต์ไม่ถึง Mp มีอะไรบ้างไปดูกันเลย
1. การค้ำยัน (ทางด้านข้าง) ที่ไม่เพียงพอของคาน – จากที่ได้กล่าวทิ้งไว้ในตอนแรกว่าคานมีพฤติกรรมเป็นครึ่งหนึ่งของเสา มาขยายความก็คือส่วนด้านที่รับ compression ในคานจะเกิดการโก่งเดาะ หรือ buckling เหมือนกับในเสาเลยซึ่งปกติแล้วการ buckling นี้จะเกิดขึ้นรอบแกนที่อ่อนกว่า แต่เนื่องด้วยคานส่วนล่างโดยยึดรั้งไว้ด้วย tension ทำให้เกิดการโก่งเดาะไปทางแกนอ่อนหรือทางด้านข้างไม่ได้อย่างอิสระ ทำให้ภาพการโก่งเดาะที่ออกมาจะเป็นลักษณะการโก่งเดาะที่บิดๆ ไปด้วย เราจึงเรียกพฤติกรรมนี้ว่า “Lateral Torsional Buckling” หรือเรียกย่อๆ ว่า LTB (ดูส่วนบนขวาของรูปประกอบ)
2. การที่ element มีความชะลูดมากไป – พูดง่าย ๆ คือ web (เอว) หรือ fl**ge (ปีก) มีความชะลูดมากเกินค่าหนึ่ง (โดยค่า limit นี้ขึ้นกับรูปร่างหน้าตัดและเกรดเหล็กที่ใช้) ซึ่งส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการวิบัติอีกอย่างหนึ่งขึ้นเรียกว่า “Local Buckling” หรือ LB (ดูส่วนล่างขวาของรูปประกอบ)
หากพูดสรุปก็คือหากคานมีการค้ำยันทางด้านข้างที่ไม่เพียงพอ (เน้นว่าต้องทำการค้ำยันในส่วน compression zone นะครับเพราะว่าส่วนที่รับแรงอัดนี้จะทำให้เกิดการโก่งเดาะ!!) หรือชิ้นส่วนของหน้าตัดเหล็กมีความชะลูดมากเกินไป หากเกิดอย่างใด้อย่างหนึ่งนี้ขึ้นก็จะทำให้คานมีกำลังรับโมเมนต์ที่สูงไม่ถึงกำลังรับโมเมนต์สูงสุดหรือ Mp นั่นเอง
----------------------------------------
โดยรวมแล้วเรื่องหลักการของคานก็จะมีประมาณนี้ครับ หากมีคำถามสามารถ comment ไว้ได้เลยครับ
12/05/2021
08/05/2021
03/05/2021
29/03/2021
เคล็ดไม่ลับกับวิธีคำนวณราคา #ถมดิน แต่รู้หรือยังว่าควรเตรียมเงินเท่าไร จะได้เตรียมทำใจ มีวิธีคำนวณแบบง่ายๆ มาฝากกัน
คลิกอ่านเรื่องเต็ม 👉🏽 https://cutt.ly/VxHhnGa
ถ้าต้องถมดินแบบเร่งด่วน ถมปุ๊บสร้างปั๊บ ต้องใช้ดินอะไร
ดินทั่วไป ดินดาน ดินลูกลัง ดินทราย และหน้าดิน ต่างกันอย่างไร มีคำตอบ
#ช่างประจำบ้าน โดย #บ้านและสวน
#ถมดินสร้างบ้าน
17/03/2021
10 ข้อสัญญาหลักที่ขาดไม่ได้เลยในสัญญาก่อสร้างมีอะไรบ้างนะ?
สัญญามาตรฐานของ FIDIC นั้นมีมากมายหลายแบบซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงสำหรับงานก่อสร้างแต่ละประเภท เช่น สัญญาก่อสร้าง (Conditions of Contract for Construction หรือ Red Book) สัญญาออกแบบและก่อสร้างโรงงาน (Plant & DB Contract หรือ Yellow Book) สัญญาจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ (Turnkey Contract หรือ Silver Book) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในสัญญาแทบทุกแบบของ FIDIC จะมีข้อสัญญาหลักอยู่จำนวนหนึ่งที่เป็นมาตรฐาน ขาดไม่ได้ และสามารถนำมาเป็นต้นแบบการร่างสัญญาก่อสร้างได้อย่างดีทีเดียวครับ วันนี้แอดมินจะพามาดู 10 ข้อสัญญาหลักที่จำเป็นต้องมีในสัญญาก่อสร้างมาตรฐาน ดังนี้ครับ...
#1 กลุ่มข้อสัญญาทั่ว ๆ ไป (General Provisions) เช่น บทนิยาม การตีความ ภาษา กฎหมายที่ใช้ ชิ้นงานที่มอบหมาย ส่วนที่เป็นความลับ ความรับผิดร่วม ข้อจำกัดความรับผิด เป็นต้น
#2 กลุ่มข้อสัญญาว่าด้วยผู้ว่าจ้าง วิศวกร ผู้รับจ้างช่วง และงานออกแบบ (Employer, Engineer, Contractor, and Design) ซึ่งจะระบุถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้มีบทบาทหลักในสัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับทีมงาน นิติสัมพันธ์ในสัญญา การจัดการทางการเงินระหว่างกัน การเข้าไซต์งาน การกำหนดตัวผู้แทนวิศวกร การเปลี่ยนตัววิศวกรผู้รับผิดชอบ ข้อกำหนดการดำเนินงานของวิศวกร การประชุม การรายงานความคืบหน้า ความปลอดภัยของไซต์งาน การนำข้อมูลจากไซต์งานไปใช้ การทำสัญญากับผู้รับจ้างช่วง เป็นต้น
#3 กลุ่มข้อสัญญาว่าด้วยคนงาน แรงงาน โรงงาน เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ (Staff, Labour, Plant, Materials, and Workmanship) ซึ่งเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในลักษณะดังกล่าว ค่าจ้าง การว่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน สาธารณูปโภคและสวัสดิการ สถานที่ สุขภาพและความปลอดภัย การบันทึกการเข้างาน ความเป็นเจ้าของของวัสดุอุปกรณ์ การเข้าตรวจสอบงาน เป็นต้น
#4 กลุ่มข้อสัญญาว่าด้วยการเริ่มงาน ความล่าช้าของงาน การระงับชั่วคราวหรือยืดระยะเวลาของงาน ข้อผิดพลาด/ข้อบกพร่อง การทดสอบเมื่อเสร็จงานและหลังเสร็จงาน (Commencement, Delays, Suspension, Defects, and Completion) ซึ่งรวมถึงการวางแผนงานโครงการ ระยะเวลา การเตือน การทำงานล่าช้า ค่าเสียหายจากความล่าช้า ค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์และสถานที่เมื่อเกิดทำงานล่าช้าหรือการชะลองาน การชะลองานโดยผู้ว่าจ้าง การทดสอบทั้งเมื่อเสร็จงานและหลังเสร็จงาน เกณฑ์การผ่านหรือตกในการทดสอบ ฯลฯ
#5 กลุ่มข้อสัญญาว่าด้วยการวัดและประเมินผลงาน การปรับเปลี่ยนงาน ราคา และการชำระราคา (Measurement and Evaluation, Variations and Adjustments, Contract Price and Payment) ซึ่งรวมถึงเนื้องานหรือชิ้นงานที่จะต้องงถูกประเมิน วิธีการประเมิน การละเลยหรือทิ้งงาน การปรับเปลี่ยนงาน การกำหนดราคา การชำระเงินล่วงหน้า ตารางการชำระเงิน การชำระเงินล่าช้า สกุลเงินที่ใช้ในการชำระเงิน เป็นต้น
#6 กลุ่มข้อสัญญาว่าด้วยการเลิกสัญญาโดยผู้ว่าจ้าง การระงับชั่วคราวหรือการเลิกสัญญาโดยผู้รับจ้างช่วง (Termination by Employer, Suspension and Termination by Contractor) ระบุถึงเหตุและสิทธิของผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างช่วงในการดำเนินการดังกล่าว ตลอดจนภาระผูกพัน ค่าใช้จ่าย และการชำระเงินภายหลังการเลิกสัญญา
#7 กลุ่มข้อสัญญาว่าด้วยความเสี่ยงและความรับผิดชอบ (Risk and Responsibility) เป็นข้อสัญญาที่ระบุถึงหน้าที่และความรับผิดชอบในการดูแลงานต่าง ๆ การถือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยง ค่าสินไหมทดแทน หรือการชดเชยในกรณีต่าง ๆ
#8 กลุ่มข้อสัญญาว่าด้วยการประกันสัญญา (Insurance) ซึ่งเป็นหลักการต่าง ๆ ที่สัญญาฉบับนั้น ๆ กำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องมีการทำประกันอะไรบ้าง อย่างไรบ้าง ในวงเงินเท่าใด โดยบุคคลใด เป็นต้น
#9 กลุ่มข้อสัญญาว่าด้วยเหตุสุดวิสัย (Force Majeure or Exceptional Events) ระบุถึงเหตุสุดวิสัยต่าง ๆ การบอกกล่าวเป็นหนังสือเมื่อมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น ไปจนถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องในสัญญาในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย
#10 กลุ่มข้อสัญญาว่าด้วยข้อเรียกร้อง ข้อพิพาท และอนุญาโตตุลาการ (Claims, Disputes, and Arbitration) ซึ่งเป็นข้อสัญญาเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายหรือตามสัญญา การดำเนินการเมื่อมีข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญา การระงับข้อพิพาท การตั้งอนุญาโตตุลาการ การวินิจฉัยและการตัดสินของอนุญาโตตุลาการ เป็นต้น
เป็นอย่างไรบ้างครับ กับ 10 ข้อสัญญาหลักที่ต้องมีในสัญญาก่อสร้าง แม้ว่าสัญญาก่อสร้างจะมีรายละเอียดมากมาย ยิ่งโครงการใหญ่ ยิ่งมีองค์ประกอบและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเยอะตามไปด้วย แต่อย่างน้อยที่สุด 10 ข้อนี้ก็อาจเป็น checklist เบื้องต้นให้ทุก ๆ คนได้ เวลาต้องยกร่างสัญญาหรือเมื่อตรวจเช็คสัญญาก่อสร้างนะครับ แล้วมาติดตามโพสต์จากทางเพจ #ชมรมนักกฎหมายก่อสร้าง กันนะครับ 😉😉😉
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Sanamchaiket
Chachoengsao
24160