PokemonProgrammer
ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก PokemonProgrammer, ครีเอเตอร์ดิจิทัล, Bangkok.
26/05/2026
🌟 เรียนรู้เร็วด้วย “กฎ 20 ชั่วโมงแรก” 🌟
✨ กฎนี้ถูกเขียนในหนังสือชื่อว่า “The First 20 Hours” ของ “จอช คอฟแมน (Josh Kaufman)” ที่เจ้าตัวได้ตั้งใจค้นคว้าและวิจัยตลอดหลายปี ว่าจะทำอย่างไรได้บ้างที่มนุษย์เราจะสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนให้เก่งขึ้นมาได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยมีวิธีการที่สนุก น่าตื่นเต้น และไม่น่าเบื่อ
✨ โดยคอฟแมนได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องสมุดเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ “การเรียนรู้เร็ว” และพบสิ่งที่หนังสือหลายเล่มพูดถึงเหมือนกันนั่นคือ “กฎ 10,000 ชั่วโมง” ซึ่งเป็นกฎที่มีต้นกำเนิดมาจากนักจิตวิทยาที่ชื่อ “เค.แอนเดอร์ส เอริกส์สัน (K. Anders Ericsson)” แห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา ที่ได้เผยว่าหากอยากเก่งแบบตัวท็อปของแต่ละวงการ ต้องทุ่มเทเวลาในการฝึกฝนอย่างน้อย 10,000 ชั่วโมงขึ้นไป
✨ นั่นเป็นเทคนิคของการขึ้นไปเป็นตัวท็อประดับสูง อย่างไรก็ตามในมุมมองของคอฟแมน คิดว่าการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ให้เข้าใจได้ดี แต่ยังไม่ต้องการไปถึงขั้น Expert สามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เวลามากถึง 10,000 ชั่วโมง แต่ใช้เวลาเฉลี่ยราว ๆ 20 ชั่วโมง หรือ เฉลี่ยวันละประมาณ 40 นาทีเท่านั้นเอง หมายความว่าถ้าทำอย่างต่อเนื่องก็ใช้เวลา 1 เดือน
✨ ซึ่งนอกจากการแบ่งเวลา 40 นาทีโดยประมาณในการเรียนรู้แล้ว ยังมี 5 ขั้นตอนง่าย ๆ ที่ช่วยให้ “เรียนรู้เร็ว” ในกรอบเวลา 20 ชั่วโมงแรก ที่ทางคอฟแมนได้พูดเอาไว้ในงาน TED Talks ด้วย ดังนี้
1️⃣ Decide Exactly What You Want
ตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่คุณต้องการจริง ๆ กันแน่ เป็นการกำหนดเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดไปเลยว่า คุณต้องการทำเป้าหมายนี้ให้ดีถึงระดับไหน และผลลัพธ์จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไรถ้าทำมันสำเร็จ เช่น ทำช่อง YouTube พร้อมวางเป้าหมายอยากได้ 100,000 ผู้ติดตาม ภายใน 1 ปี เพื่อรับโล่ห์เงิน เป็นต้น
2️⃣ Deconstructing The Skill
คุณต้องแยกโครงสร้างของทักษะที่จะทำให้คุณไปสู่เป้าหมายให้ได้ ดูว่ามีทักษะอะไรบ้างที่ประกอบรวมกันกลายเป็นปลายทางแห่งความสำเร็จของคุณ ยกตัวอย่างเช่น อยากเป็นนักเทนนิสที่ดี คุณต้องมีทักษะ การเสิร์ฟที่ดี, การวอลเล่ย์หน้าเน็ต, การตี Backhand และ Forehand จนชำนาญ เป็นต้น
3️⃣ Researching Enough To Identify
เมื่อแยกทักษะต่าง ๆ ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการค้นคว้าว่าแต่ละทักษะย่อย ๆ นั้นมีวิธีการฝึกยังไงบ้าง โดยเรียงลำดับการฝึกจากทักษะย่อยที่สำคัญที่สุด หรือต้องใช้บ่อยที่สุดก่อน โดยคอฟแมนให้คำแนะนำว่า ควรหาแหล่งข้อมูลสัก 3-4 ที่ก็เพียงพอ เพราะถ้าหาเยอะเกินไปจะทำให้รู้สึกขี้เกียจและไม่อยากทำไปเสียก่อน
4️⃣ Removing Barriers To Practice
เวลาเราจะฝึกฝนอะไรสักอย่างมักมีสิ่งรบกวน หรือทำให้เราหลุดโฟกัสอยู่บ่อยครั้ง วิธีแก้ไขคือพยายามพาตัวเองไปอยู่ในบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้และฝึกฝนให้ได้มากที่สุด หรือพยายามนำสิ่งที่เราต้องการจะฝึกมาอยู่ใกล้ตัว เช่น หากต้องการฝึกกีต้าร์ ก็ให้นำมาวางในบริเวณที่เราเห็น หรือเดินผ่านบ่อย ๆ เราเห็นจะได้หยิบมาดีดมาซ้อมได้เลย
5️⃣ Practice At Least 20 Hours
จัดสรรเวลาเพื่อฝึกฝนทักษะอย่างตั้งใจจริงอย่างน้อย 20 ชั่วโมง โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ๆ ก็คือ การตั้งเป้าหมายและรักษาสัญญากับตัวเองว่า หากตัดสินใจที่จะลงแรงในการฝึกฝนทักษะดังกล่าวเป็นเวลา 20 ชั่วโมงแล้ว ต้องทำมันให้สำเร็จ แบบนี้จะทำให้คุณไม่หลงทางและสามารถฝึกฝนเพื่อเรียนรู้ตามสิ่งที่ต้องการได้
Source :
https://tinyurl.com/cc82y4dy
https://tinyurl.com/32z83v37
#กฎ20ชั่วโมงแรก #การเรียนรู้เร็ว
#เรียนออนไลน์ #เรียนออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา #การศึกษา #การศึกษาไทย
26/05/2026
หยุด “อ่านซ้ำ” ได้แล้วเพราะสมองไม่ได้จำจาก “การอ่านเยอะ”
แต่มันจำจาก “การดึงข้อมูลออกมาใช้”
(8 วิธีเรียนรู้ที่ทำให้จำได้จริงๆ ฉบับ neuroscience + memory science)
เบ้นไปเจอบทของ Kwik Brain (ฉายาเขาคือ Memory Coach ของ Silicon Valley ที่เคย ได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ จนมีปัญหาเรื่องการอ่าน การโฟกัส และความจำ
เขาเลยเริ่มหมกมุ่นกับเรื่อง “มนุษย์เรียนยังไง?” “ทำไมบางคนจำเก่ง?” “สมอง optimize ได้ไหม?” จนสร้างระบบเรียนรู้ของตัวเองขึ้นมา
ส่วนใหญ่เราจะเข้าใจว่า
เรียนไม่เข้าใจ = เราไม่เก่ง
จำไม่ได้ = สมองไม่ดี
อ่านแล้วง่วง = ไม่มีวินัย
แต่ในโลกของ neuroscience
สมองไม่ได้จำจาก “การเห็นข้อมูลซ้ำ” สิ่งที่สมองจำได้ดีจริงๆคือระบบพวกนี้
* active recall = การดึงข้อมูลออกมา
* spaced repetition = การทวนแบบเว้นระยะ
* retrieval practice = การเรียกใช้ข้อมูลซ้ำ
แปลว่า…
ปัญหาไม่ใช่ “สมองเราไม่ดี”
เราก็แค่ “ยังไม่ได้เข้าใจวิธีที่สมองสร้าง memory”
ลองดู [8] วิธีนี้ แล้วจะเข้าใจว่า ทำไมบางคนเขาเรียนรู้เร็วมาก
แต่บางคนอ่านทั้งวันก็ยังเอาไปใช้จริงไม่ได้ #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
===========
[1] Active Recall = ดึงข้อมูลออกจากสมอง
สมองไม่ได้จำจาก “การอ่านซ้ำ”
แต่มันจำจาก “การดึงข้อมูลกลับออกมา”
วิธีทำง่ายมาก
อ่านจบ → ปิดหนังสือ → แล้วลองเล่าออกมาเอง
จะพูดก็ได้ จะเขียนก็ได้
จุดไหนที่เล่าไม่ได้ นั้นคือ “จุดที่เรายังไม่เข้าใจ”
มีงานวิจัยเปรียบเทียบไว้ชัดมาก
คนที่ “อ่านซ้ำ” ลืมข้อมูลไป 56% ภายใน 2 วัน
แต่คนที่ “ทดสอบตัวเอง” ลืมแค่ 13% ทั้งๆที่ใช้เวลาเท่ากัน
เพราะสมองไม่ได้สร้าง memory จาก familiarity (ความคุ้น)
มันสร้างจาก retrieval (การดึงข้อมูลออกมา)
เวลาที่เราพยายามนึก
สมองจะ rebuild memory trace ใหม่
เหมือนเวลาเราเข้าฟิตเนส
เราจะจำท่าออกกำลังกายไม่ได้จากการ “นั่งมองดัมเบล”
แต่มันจำได้จากการ “เข้าไปยกจริง”
🟢 สมองจำจาก “การดึงออก”
🔴 ไม่ใช่ “การอ่านซ้ำ”
------------------------
[2] Spaced Repetition = ทวนแบบเว้นระยะ
สมองคนเราเกิดมาเพื่อ “ลืม”
Memory decay (การเสื่อมของความจำ) เป็นเรื่องปกติ
ถ้าเราไม่กลับไปใช้ข้อมูล สมองจะมองว่า “สิ่งนี้ไม่จำเป็น” แล้วค่อยๆลบทิ้ง
Spaced Repetition หรือการ “ทวนแบบเว้นระยะ” เลยเข้ามาแก้ปัญหานี้
แทนที่จะอ่านอัดคืนเดียว ให้กลับมาทวนเป็นช่วงๆ
เช่น 1 วัน → 3 วัน → 1 อาทิตย์ → 2 อาทิตย์
งานวิจัยของ Cepeda และทีมวิจัยด้าน memory พบว่า
การทวนแบบกระจาย > ชนะการอ่านอัดแทบทุกกรณี
🟢 ทวนเป็นช่วงๆ
🔴 ดีกว่าอัดทีเดียว 8 ชั่วโมง
-----------------------
[3] Feynman Technique = อธิบายให้เด็ก 12 ขวบเข้าใจ
Richard Feynman มีวิธีเช็คความเข้าใจง่ายมาก
ให้ลองอธิบายเรื่องนั้น เหมือนสอนเด็กอายุ 12
ถ้าติดตรงไหน แปลว่าเรายัง “งง”
ศัพท์เทคนิคหลายครั้ง คือ “หน้ากากของความไม่เข้าใจ”
คนเก่งจริง มักอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่ายได้
นี้คือเหตุผลว่าทำไม บางคนเรียนมาทั้งเทอม
แต่พอให้เล่าจริงๆกลับพูดไม่ออก ลองฝึกอธิบายบ่อยๆ
เวลาเรียนรู้เรื่องอะไรมาใหม่ๆเราลองมาฝึกอธิบายๆ
(อย่างเพจนี้ที่เบ้นทำทุกวันก็เหมือนกัน เรียนรู้เรื่องใหม่ๆมา แล้วเอามาอธิบายให้เพื่อนในเพจเก่งขึ้นไปพร้อมกัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป 555)
🟢 ความเข้าใจจริง = ความเรียบง่าย
🔴 ไม่ใช่ศัพท์ยากเต็มไปหมด
-------------------
[4] Elaborative Interrogation = ถาม Why กับทุกเรื่อง
ทุกครั้งที่เราเรียนอะไรใหม่ ให้ถามตัวเองว่า
ทำไมมันถึงจริง?
ทำไมอีกแบบไม่จริง?
มันเชื่อมกับอะไรที่เรารู้อยู่แล้ว?
สมองจะจำ “คำตอบ” ได้ดีกว่า “ข้อมูลเฉยๆ”
ยิ่งเราเชื่อมข้อมูลใหม่
เข้ากับชุดความรู้ใหม่จะเชื่อมกับความทรงจำเดิมจะทำให้ยิ่งแน่นขึ้น
นี้คือเหตุผลว่าทำไม คนที่ชอบตั้งคำถาม
มักเข้าใจอะไรได้ลึกซึ้งกว่าคนที่ฟังหรืออ่านเฉยๆ
🟢 สมองชอบ connection พยายามหาจุดเชื่อมโยง
🔴 อย่าใช้ข้อมูลลอยๆ ผ่านไปลองตั้งคำถามกับข้อมูลเก่าเรา
-------------------------------
[5] Dual Coding = ใช้ภาพ + คำ พร้อมกัน
สมองชอบ “ภาพ” มากกว่าที่เราคิด
เวลาเราใช้ Diagram ,Mindmap, Flowchart
ภาพเปรียบเทียบ คู่กับตัวหนังสือ
สมองจะ encode ข้อมูลสองระบบ ทั้ง ตัวอักษร และ ภาพ
เหมือนมี ดึงข้อมูลมาสองเส้น ไว้เข้าถึงข้อมูลเดียวกัน
นี้คือเหตุผลที่บางภาพ เราเห็นครั้งเดียวแต่จำได้เป็นปี
หลายครั้ง ภาพเดียวเข้าใจเร็วกว่าย่อหน้า 20 บรรทัด
🟢 ใช้ภาพช่วยคิด มองให้ไปเป็นภาพ
🔴 อย่าใช้แต่ text ล้วน จำเป็นตัวอักษรแปปเดียวจะลืม
---------------------
[6] Deliberate Practice = ซ้อมฝึกจุดอ่อน
“การซ้อมเยอะ” ไม่ได้แปลว่า “เก่งขึ้น”
Anders Ericsson คนศึกษาเรื่อง expert performance พบว่า
คนระดับโลกไม่ได้แค่ “ฝึกเยอะกว่า” แต่เขา “ฝึกแตกต่าง”
Deliberate Practice คือ ฝึกจุดอ่อนเฉพาะ
ยากกว่าระดับปัจจุบันนิดนึง มี feedback ทันที
และไม่สนุก ความอึดอัด
เวลาฝึกพวกนี้เราจะรู้สึกอึดอัดนิดนึงแต่มันจะช่วยให้เราเก่งขึ้น
🟢 ถ้ามัน challenge นิดๆ = สมองกำลังโต
🔴 ถ้าง่ายเกินไป = สมองแค่วนลูปเดิม
------------------
[7] Interleaving = สลับประเภทการเรียน
Interleaving คือการ “สลับประเภทของสิ่งที่เราเรียน”
เช่น Math → Writing → Logic → กลับมา Math
เราควรจะสลับ Function การใช้สมองไปมาเพื่อทำให้สมองเราชินกับการเปลี่ยนแปลง เพราะในชีวิตจริงๆ การเรียนรู้มันไมไ่ด้มาแบบทีละเรื่อง แต่มันจะสลับกันแบบไปๆมาๆ จนทำให้เรา
มีงานวิจัยหลายตัวพบว่า Block Practice (การเรียนรู้แบบรวดเดียว)
ทำให้ performance ตอนซ้อมดูดี
แต่ Interleaving ทำให้ retention ระยะยาวดีกว่าเยอะ
เหมือนนึกภาพแบบเราฝึกสมองเรื่อง Logic อยู่ดีๆ
ตัดภาพไปวาดรูปใช้จินตนาการ สมองจะรู้สึกว่ายากมากๆ แต่ระระยาวจะดี
🟢 ความรู้สึกว่ายาก = สมองกำลังเรียนจริง
🔴 ไม่ใช่สัญญาณว่าเราไม่เก่ง มันจะดีในระยะยาว
----------------------
[8] Chunking = แบ่งข้อมูลเป็นก้อนเล็กๆ
Working Memory ของคนเรารับข้อมูลพร้อมกันได้จำกัด
ประมาณ 4-7 อย่างเท่านั้น
ถ้าพยายามเรียนทุกอย่างพร้อมกัน สมองจะ overload
Chunking คือการแบ่งเรื่องยาก ให้เป็น “ก้อนเล็กๆ”
แล้วค่อยต่อกลับเป็นภาพใหญ่
เหมือนเวลาเรียน
ภาษา / coding / business / music
คนเก่งจะไม่ได้เรียนทีเดียวทั้งระบบ
แต่เขาจะ master ทีละ chunk
แล้วค่อยเชื่อมเข้าด้วยกัน
🟢 แบ่งให้เล็กจนสมองรับไหว
🔴 อย่าพยายามยัดทุกอย่างพร้อมกัน
================
#สรุปแบบลงดาบ
หลายคนคิดว่าตัวเอง “เรียนไม่เก่ง”
แต่จริงๆเราอาจแค่ “ใช้วิธีเรียนผิดกับวิธีทำงานของสมอง”
สรุปแบบลงดาบอีกรอบกันลืม!
[1] Active Recall สอนให้สมอง “ดึงข้อมูล”
[2] Spaced Repetition เว้นระยะ กลับมาทวน “จำระยะยาว”
[3] Feynman Technique สอนให้สมอง “เข้าใจจริง”
[4] Elaborative Interrogation สอนให้สมอง “เชื่อมโยง”
[5] Dual Coding สอนให้สมอง “คิดเป็นภาพ”
[6] Deliberate Practice สอนให้สมอง “โตจากความยาก”
[7] Interleaving สอนให้สมอง “ปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลง”
[8] Chunking สอนให้สมอง “จัดการข้อมูลมหาศาล”
ปัญหาคือระบบการเรียนส่วนใหญ่
สอนให้เรา Consume (เสพข้อมูล) แต่ไม่ได้สอนให้ “retrieve”(ดึงข้อมูล)
เราเลยติดกับดักของความ รู้สึกคุ้น รู้สึกเข้าใจ แต่เรียกใช้จริงไม่ได้
สุดท้ายแล้ว ชั่วโมงการเรียน ไม่ได้เท่ากับ ชั่วโมงผลลัพธ์
Method ต่างหากที่สำคัญ เพราะสมองไม่ได้จำสิ่งที่ “เราอ่าน”
แต่มันจำสิ่งที่ “เราเรียกกลับมาใช้ซ้ำๆ”
และบางที… คนที่เก่งที่สุด อาจไม่ใช่คน IQ สูงสุด
แต่คือคนที่เข้าใจว่า“สมองตัวเองเรียนยังไง”
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ
26/05/2026
ว่าด้วยสาเหตุการตายของนบีมุฮัมหมัดที่ดูแทบจะน่าอนาถใจ เพราะนบีไม่ได้ตายอย่างสงบ แต่ตายอย่างทุกข์ทรมานเป็นระยะ ๆ กินเวลานานหลายปีจากยาพิษ โดยที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ นอกจากนบีจะตายอย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัสแล้ว เรื่องราวการเสียชีวิตของนบีอาจจะเป็นการพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์อีกด้วย
เพราะเหตุการณ์มีเรื่องราวอยู่ว่า ท่านนบีโดนหญิงสาวชาวยิวที่ชื่อ ซัยนับ บินต์ อัล-ฮาริษ วางยาพิษใส่ในอาหาร (ขาแกะย่าง) เพื่อเป็นการทดสอบว่านบีเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์จริงหรือไม่ เพราะหากเขาเป็นศาสนทูตของพระเจ้าจริง เขาต้องไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเขาไม่ใช่ศาสนทูตของพระเจ้า นางก็ต้องการให้เขาตาย
แน่นอนว่าผลลัพธ์เป็นไปตามที่พวกเราคิดเอาไว้ เพราะไม่ใช่แค่อัลลอฮ์ไม่ได้ช่วยให้นบีรอดพ้นจากความตาย แต่นบีได้ตายอย่างทุกข์ทรมานจากยาพิษเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน ดูเหมือนว่าการพิสูจน์ว่าอัลลอฮ์ไม่มีจริงจะถูกท้าทายไปเมื่อพันปีก่อน และผลลัพธ์ดูเหมือนจะเป็นจริงตามนั้น ดังที่ถูกกล่าวไว้ในหะดีษดังต่อไปนี้
📚 สุนัน อบี ดาวูด หมายเลขหะดีษ 4512 รายงานจาก อบู ฮุร็อยเราะฮ์ กล่าวว่า: “มีหญิงชาวยิวคนหนึ่งที่เมืองค็อยบัร ได้นำแกะย่างที่ใส่ยาพิษมามอบให้ท่านนบี (ﷺ) ท่านจึงกินจากมัน และบรรดาผู้คนก็ได้กินด้วย
จากนั้นท่านนบี (ﷺ) กล่าวว่า: ‘หยุดกินและเอามือออกจากอาหาร เพราะมันได้บอกฉันว่ามันถูกวางยาพิษ’ ต่อมา บิชร์ บิน อัลบะรออ์ บิน มะอ์รูร์ อัลอันศอรีย์ ได้เสียชีวิตเพราะพิษนั้น
ท่านนบี (ﷺ) จึงเรียกหญิงชาวยิวคนนั้นมาถามว่า: ‘อะไรทำให้เธอทำสิ่งนี้?’ นางตอบว่า: ‘ถ้าท่านเป็นนบีจริง สิ่งที่ฉันทำก็จะไม่ทำอันตรายท่าน แต่ถ้าท่านเป็นเพียงกษัตริย์ ฉันก็จะช่วยให้ผู้คนพ้นจากท่าน’ จากนั้นท่านนบี (ﷺ) จึงสั่งให้ประหารนาง
และในช่วงอาการป่วยที่ท่านเสียชีวิต ท่านนบี (ﷺ) กล่าวว่า: ‘ฉันยังคงรู้สึกเจ็บจากอาหารที่ฉันกินที่ค็อยบัร (Khaibar) อยู่เสมอ และตอนนี้มันเหมือนกับว่าพิษนั้นกำลังตัดเส้นเลือดใหญ่ของฉัน’”
โดยนบีได้อ้างว่าขาแกะย่างได้เตือนเขาว่าในนั้นมีพิษ เพื่ออ้างถึงปาฏิหาริย์จากอัลลอฮ์ แต่ข้ออ้างนี้ฟังดูไม่มีเหตุผลเท่าที่ควร เพราะหากมีการช่วยเหลือจากอัลลอฮ์จริง ทำไมนบีถึงยังได้เคี้ยวมันไปเล็กน้อย จนทำให้ได้รับสารพิษเข้ามาและทำให้ตัวเองป่วยเรื้อรังจนเสียชีวิตในที่สุด หากปาฏิหาริย์มีจริง ขาแกะย่างควรจะเตือนเขาล่วงหน้าไม่ใช่หรือ
โดยยาพิษนี้ นบีได้รับมาในปริมาณไม่มากนัก จึงทำให้ไม่เสียชีวิตในทันทีหลังจากรับประทาน แต่มันกัดกร่อนชีวิตนบีมุฮัมหมัดเป็นระยะ ๆ เป็นเวลานานถึง 3-4 ปี เนื่องจากได้รับสารพิษมาจากสงครามที่ค็อยบัรที่เกิดขึ้นใน ฮ.ศ. 7 จนมาถึงใน ฮ.ศ. 10-11 อาการเริ่มทรุดหนักจนทำให้เสียชีวิตในที่สุด ดังที่ถูกยืนยันอีกครั้งหนึ่งไว้ในหะดีษดังต่อไปนี้
📚 เศาะฮีฮ์ อัล-บุคอรี หมายเลขหะดีษ 4428 รายงานจาก ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ว่า: “ท่านนบีมุฮัมหมัด (ﷺ) ได้กล่าวในช่วงที่ท่านเจ็บป่วยก่อนที่จะเสียชีวิตว่า: ‘โอ้ อาอิชะฮ์! ฉันยังคงรู้สึกเจ็บปวดจากอาหารที่ฉันได้กินเข้าไปตอนอยู่ที่เมืองค็อยบัร (Khaibar) และในเวลานี้ ฉันรู้สึกราวกับว่าเส้นเลือดแดงใหญ่ของฉันกำลังจะขาดออกจากกันเพราะพิษนั้น’”
พวกท่านคิดว่าหากนบีมุฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์จริง และเป็นแบบอย่างของมวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน พระเจ้าจะกำหนดหรือปล่อยให้เขาตายอย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัสแบบนี้จริง ๆ หรือ เว้นแต่เขาจะไม่ใช่ แล้วแต่งเรื่องทั้งหมดขึ้นมา
นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าตลอดระยะเวลาที่ได้รับสารพิษมา นบีและผู้ติดตามจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษา แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตนบีไว้ได้ มีการอ้างว่าทูตสวรรค์มาช่วยปัดเป่าโรคภัย แต่อัลลอฮ์ก็ไม่ได้ตอบรับคำอ้อนวอนเหล่านั้น ดังที่ถูกกล่าวไว้ในหะดีษเหล่านี้
📚 เศาะฮีฮ์ มุสลิม หมายเลขหะดีษ 2185 รายงานจาก ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ว่า: “เมื่อใดก็ตามที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ﷺ) ทรงล้มป่วย ท่านนบีญิบรีล (กาเบรียล) จะมาปัดเป่าให้แก่ท่าน โดยกล่าวว่า: ‘ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงทำให้ท่านหายป่วย ทรงรักษาท่านให้พ้นจากทุกโรคภัยไข้เจ็บ และทรงปกป้องท่านจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉาริษยาเมื่อเขาอิจฉา รวมถึงจากความชั่วร้ายของทุกผู้มีนัยน์ตาอิจฉา’”
📚 เศาะฮีฮ์ อัล-บุคอรี หมายเลขหะดีษ 5016 รายงานจาก ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ว่า: “เมื่อใดก็ตามที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ﷺ) เจ็บป่วย ท่านจะอ่านบทมุอั๊ววิซาต (คือซูเราะฮ์อัลฟะลัก และซูเราะฮ์อันนาส) แล้วเป่าลมเบา ๆ ลงบนร่างกายของตนเอง แต่เมื่ออาการป่วยของท่านหนักมากขึ้น ฉันจะเป็นผู้อ่านซูเราะฮ์ทั้งสองให้ท่านฟัง และใช้มือของท่านลูบไปตามร่างกายของท่าน โดยหวังในความจำเริญจากมือของท่าน”
📚 เศาะฮีฮ์ มุสลิม หมายเลขหะดีษ 5709-5712 รายงานจาก ท่านหญิงอาอิชะฮ์ และอิบนุอับบาส ว่า: “อบูบักรได้จุมพิตหน้าผากของท่านนบี (ﷺ) ภายหลังจากที่ท่านได้เสียชีวิตแล้ว และท่านหญิงอาอิชะฮ์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า: ‘พวกเราได้ป้อนยาแก่ท่านนบี (ﷺ) ทางมุมปากด้านหนึ่ง แต่ท่านได้โบกมือเป็นสัญญาณว่ามิให้ป้อนยาแก่ท่าน
พวกเราจึงกล่าวกันว่า: ‘ท่านคงไม่ชอบยา เช่นเดียวกับผู้ป่วยทั่วไปที่มักไม่ชอบยา’
ครั้นเมื่อท่านฟื้นขึ้นมา ท่านได้กล่าวว่า: ‘ฉันมิได้ห้ามพวกท่านมิให้ป้อนยาแก่ฉันหรือ?’
พวกเราจึงตอบว่า: ‘พวกเราคิดว่าเป็นเพราะผู้ป่วยมักไม่ชอบยา’
ท่านจึงกล่าวว่า: ‘ทุกคนที่อยู่ในบ้านนี้จะต้องถูกป้อนยาทางมุมปากเช่นเดียวกันต่อหน้าฉัน เว้นแต่อัลอับบาส เพราะเขามิได้อยู่เห็นสิ่งที่พวกท่านกระทำ’”
นี่คือเรื่องราววาระสุดท้ายของชีวิตที่แสนจะน่าอนาถใจของนบีมุฮัมหมัด ที่ทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากพิษร้ายเรื้อรังในขาแกะย่างเป็นเวลานาน ส่วนตัว นักชีวะ สายห้าว มองว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องการตายธรรมดาของนบี
แต่อาจจะถือว่าเป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งว่านบีอาจจะไม่ใช่ศาสนทูตของพระเจ้า เพราะหากเขาเป็นศาสนทูตของพระเจ้า เขาคงจะไม่มีจุดจบของชีวิตแบบนี้แน่นอน ตามการท้าทายของหญิงสาวชาวยิวที่ชื่อ ซัยนับ บินต์ อัล-ฮาริษ
นอกจากนี้ หากเราได้อ่านโพสต์ก่อนหน้านี้ในเพจของเรา จะทราบว่านบีมุฮัมหมัดได้อ้างว่า: “การรับประทานอินทผาลัมเจ็ดผลในตอนเช้าจะช่วยป้องกันพิษได้ หรือเมล็ดเทียนดำสามารถรักษาได้ทุกโรค” ถึงกระนั้น นบีก็ได้เสียชีวิตจากยาพิษอยู่ดี ดังนั้น เราไม่สามารถพบปาฏิหาริย์ใด ๆ เลยจากเรื่องราวเหล่านี้
พวกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับสาเหตุการตายของนบีมุฮัมหมัด คิดว่าหากอัลลอฮ์มีจริง จะปล่อยให้นบีตายอย่างทุกข์ทรมานแบบนี้หรือไม่ โปรดแสดงความคิดเห็นกันเข้ามา เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาไม่ใช่อาชญากรรม
25/05/2026
https://youtube.com/shorts/NlX-w-zHd1o?si=2_VI6gzITc5am7LK
Siam FIN 28 likes. "เข้าถึงรสชาติเน้นๆ😋 #สยามฟินฟันทุกวินฟินทุกวัน"
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
12000