WealthGuru

WealthGuru

แชร์

คุณ สมพจน์ พัดสุวรรณ IP/CISA CEO บริษัท หลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน BMK Wealth ผู้ก่อตั้งเพจ WealthGuru

Wealth Guru เป็นกลุ่มคนที่ต้องการสร้างพื้นที่ในการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนเรื่องราวและความรู้ รวมถึงให้คำปรึกษาและสัมมนาด้านการวางแผนการเงิน ครอบคลุมทั้งการวางแผนการออม การวางแผนการลงทุน การวางแผนประกัน การวางแผนภาษี และการวางแผนเกษียณ ด้วยประสบการณ์และความรู้การวางแผนการเงินอย่างถูกต้องตามหลักการของ Certified Financial Planner (CFP) ที่ได้รับการรับรองจากประเทศอเมริกาและสมาคมนักวางแผนการเงินไทยเพื่อการใช้ชีวิตที่มั่นคงและมั่งคั่งในอนาคตตาม Lifestyle ของคุณ

28/05/2026

BMK Openhouse ผมเชฺิญ คุณชยธร ทันนิเทศ, IP / CFP®
และ คุณพิสิฐเกียรติ พุทธิรนสมบัติ (เนท), AFPT™, IP
มาแชร์เส้นทางการทำงานของทั้ง 2 ท่าน
ตอนนี้ยังมีที่เหลืออยู่บ้างแต่ใกล้แล้วใครสนใจลงทะเบียนเลย

BMK Wealth Investment Advisory Openhouse

คุณจะได้พบกับเรื่องราวของ 2 เส้นทางที่แตกต่าง

แต่จุดหมายเดียวกัน — Real Private Wealth

คุณชยธร ทันนิเทศ, IP / CFP®
จากอดีต IT Service Manager
ตัดสินใจเปลี่ยนสายอาชีพเข้าสู่ธุรกิจการเงิน
เริ่มต้นจากตัวแทนประกันชีวิตในสังกัดไทยประกันชีวิต

ก่อนจะพัฒนาองค์ความรู้ด้าน Portfolio และ Investment Advisory
ก้าวสู่บทบาท Private Wealth Advisor
ที่บริหารพอร์ตลูกค้าแบบองค์รวมและเชิงกลยุทธ์

และ

คุณพิสิฐเกียรติ พุทธิรนสมบัติ (เนท), AFPT™, IP
อดีตรองผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้แนะนำการลงทุนและวางแผนการเงินในระบบธนาคาร

เลือกออกจากเส้นทาง Corporate Career
เพื่อก้าวสู่การเป็น Independent Private Wealth Advisor
ที่บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าในรูปแบบ Based Advisory

สองเส้นทาง
สองจุดเริ่มต้น
แต่บทสรุปเดียวกันคือ

การยกระดับจาก “ผู้ขายผลิตภัณฑ์”
สู่ “ผู้ออกแบบความมั่งคั่งการลงทุนระยะยาว”

ถ้าคุณกำลังตั้งคำถามกับเส้นทางอาชีพของตัวเอง
งานนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่คุณกำลังมองหา

👤 งานนี้ออกแบบมาเพื่อใคร?

Financial Advisors: ที่มีใบอนุญาต IP และเน้นงานด้าน Portfolio Advisory

CFP® Professionals: ผู้ที่กำลังสอบหรือมีคุณวุฒิ และอยากเติบโตในสาย Private Banker / Wealth Advisor

Top Agents: ตัวแทนประกันกลุ่ม MDRT ที่มีใบอนุญาต IC Complex

🗓 วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569
🕐 เวลา 13:00 - 16:00 น.
โรงแรม Voco Bangkok Surawong
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี!! (ที่นั่งมีจำนวนจำกัด)
https://forms.gle/a73k3iCmgKkRaKe29

📞 สอบถามเพิ่มเติม: 063-202-4456 (คุณเอ๋)
#ที่ปรึกษาการเงิน

28/05/2026

เปิดลงทะเบียนแล้ว Retirement Planning: Practical & Real-Life Alumni (สอนรอบพิเศษ) รายละเอียดที่ comment

28/05/2026

Retirement Planning: Practical & Real-Life Alumni (สอนรอบพิเศษ)
เรื่อง "Excel Tool ตัวใหม่และทบทวน concept"
วันศุกร์ที่ 5 June@21:00 ใครพลาดดู VDO

file จะมี 4 file
เป็น excel tool แบบ 1 ตระกร้า / 3 ตระกร้า / โจทย์ และ คู่มือการใช้งาน
ใคร download ไปแล้วช่วย download ใหม่เพราะ ปรับ version

สนใจลงทะเบียนตาม link
https://forms.gle/aERiv3BW6kiyZGdy9

หมดเขตลงทะเบียน วันอังคารที่ 2 June @ 18:00

28/05/2026

วันเสาร์นี้ จะสอนลูกกับหลานเรื่องการลงทุน จะหยิบบ้างส่วนของ portfolio management มาสอน แต่ก่อนสอนเรื่องลงทุน สอนวางแผนเกษียณก่อน

27/05/2026

มีคน 2 กลุ่มกำลังเถียงกันเรื่อง “AI เป็นฟองสบู่หรือไม่“ ไม่มีใครเรื่องราวจะจบอย่างไร แต่เรามาย้อนดู Tail Risk ของ หุ้น Semiconductor กัน มาดูความเจ็บปวดจากอดีตกัน อ่านที่comment

Photos from WealthGuru's post 27/05/2026

"AI อาจชนะโลก... แต่คุณอาจยังขาดทุนหนักได้"

ตอนนี้ในตลาดมี 2 กลุ่มที่กำลังเถียงกันเรื่อง "ฟองสบู่ AI"
กลุ่มหนึ่งโยงภาพไปเทียบกับยุค Internet Revolution ที่บริษัทอย่าง Cisco เติบโตสุดขีด ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงในวิกฤต Dot-com ปี 2000
ในขณะที่อีกกลุ่มก็เถียงหัวชนฝาว่า "รอบนี้ไม่เหมือนกัน" เพราะมีรายได้จริงมารองรับ

ในฐานะ Portfolio Manager สิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารเงิน...
ไม่ใช่การพยายาม “ทำนายว่าฟองสบู่จะแตกไหม”
แต่คือการ “ยอมรับว่าเราไม่มีทางรู้จุดจบของ Narrative ใหญ่ได้ล่วงหน้า”
ความจริงที่โหดร้ายของตลาดหุ้นคือ “เทคโนโลยีไปต่อ” ไม่ได้แปลว่า “ราคาจะไม่พัง”

ตัวอย่างในอดีตมีให้เห็นชัดเจน: ไม่ว่าจะเป็น Cisco, Intel หรือแม้แต่ Zoom ธุรกิจเหล่านี้เปลี่ยนโลกได้จริง แต่ถ้านักลงทุนเข้าซื้อผิดจังหวะ ก็ยังคงขาดทุนหนักได้อยู่ดี

1) สถิติบอกอะไรเรา? (เมื่อหุ้นร้อนแรงที่สุด เคยเจ็บหนักแค่ไหน?)

หากเราย้อนดูข้อมูล 25 ปีของหุ้น AI Semiconductor ระดับท็อปอย่าง NVDA และ MU ที่ผ่านทั้งวิกฤตดอทคอมปี 2000 และวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 เราจะพบความจริงของสิ่งที่เรียกว่า "Tail Risk" (ความเสี่ยงปลายหาง)

>>Max Drawdown (ร่วงจากจุดสูงสุดถึงต่ำสุด):
• MU เคยติดลบหนักถึง -98% (พ.ย. 2008)
แต่ถ้าวัดที่ P50 เจ็บปกติอยู่ที่ -13%
แต่ถ้าวัดที่ P75 เจ็บมากอยู่ที่ -33%

• NVDA เคยติดลบถึง -90% (ต.ค. 2002)
แต่ถ้าวัดที่ P50 เจ็บปกติอยู่ที่ -24%
แต่ถ้าวัดที่ P75 เจ็บมากอยู่ที่ -40%

แล้วจมอยู่ใต้น้ำนานแค่ไหน? ใครซื้อ MU ที่พีคปี 2000 ต้องรอ 21 ปี กว่าจะเท่าทุน ส่วน NVDA จมต่อเนื่อง 8.5 ปี หลังดอทคอม

รู้หรือไม่: NVDA เคยลงหนัก -90% ในยุคดอทคอม ซึ่งเป็นสเกลเดียวกับที่ Cisco ร่วงตอนฟองสบู่อินเทอร์เน็ตแตก!

>> ความเสี่ยงที่โมเดลปกติ "มองไม่เห็น"
หากเราวัดค่า CVaR 99% (ขาดทุนเฉลี่ยในวันที่เลวร้ายสุด 1%) ของ NVDA:
• โมเดลปกติ (Parametric) จะบอกว่าความเสี่ยงอยู่ที่ 9.8%
• แต่สถิติที่เคยเกิดขึ้นจริง (Historical) คือ 14.0%
• และถ้าใช้โมเดลที่ปรับหางความเสี่ยงแบบจัดเต็ม (Cornish-Fisher) ตัวเลขจะพุ่งไปถึง 29.6%!

สรุปคือ: โมเดลวัดความเสี่ยงปกติ มักจะประเมินตลาดต่ำเกินไปเสมอ หุ้นกลุ่มนี้มี "หางอ้วน" (Fat Tail) ที่เวลาบทจะลง ก็ลงแรงกว่าที่ทฤษฎีคาดไว้มาก

============================================================
Tail Risk จะเริ่มสะสมตัวหนักที่สุด เมื่อเกิด... "The Illusion of Certainty" (ภาพลวงตาของความแน่นอน)

ช่วงท้ายของ Cycle คนจะเริ่มมีพฤติกรรมและเชื่อว่า:

"ครั้งนี้ต่างออกไป"

>>Growth is guaranteed (การเติบโตคือของตาย)
>>Drawdown จะ Recover เสมอ (ลงเดี๋ยวก็เด้ง)
>>Valuation ไม่สำคัญ (แพงแค่ไหนก็ซื้อได้)
>>Secular trend ป้องกัน Downside ได้ (เทรนด์โลกช่วยปกป้องขาลง)
>>ประวัติศาสตร์เตือนเราเสมอว่า... นี่คือช่วงเวลาที่ Tail Risk สูงที่สุด

การเกิด Tail Risk ไม่ได้แปลว่า “AI จะตาย” แต่มันอาจถูกทริกเกอร์จากปัจจัยอื่น เช่น Capex disappointment (ลงทุนไปแล้วผลตอบแทนไม่เข้าเป้า), Liquidity shock, Earnings miss, หรือปัญหา Macro economics

============================================================
วิธีรอดในแบบฉบับ Portfolio Management
เมื่อเราไม่รู้ว่า Narrative จะจบเมื่อไร เราจึงต้อง "ออกแบบพอร์ตให้รอดทั้งสองทาง"
แทนที่จะ All-in สุดตัว หรือ กลัวจนไม่ลงทุนเลย เราควรใช้กลยุทธ์:

1) Position Sizing: จำกัดสัดส่วน (Concentration) ไม่ให้พอร์ตกระจุกตัวอยู่ในธีมเดียวมากเกินไป

2) Regime Overlay: มีเกณฑ์ในการลด Exposure เมื่อความผันผวน (Volatility) หรือ Tail Risk เริ่มพุ่งสูงขึ้น

3) Hedge / Defensive / Cash: มีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Options), มีสินทรัพย์เชิงรับ หรือถือเงินสดสำรองไว้บ้าง

4) Rebalancing: มีวินัยในการทยอยขายทำกำไร (Trim) เมื่อราคาหุ้นวิ่งขึ้นแรงแบบ Parabolic
นี่คือวิธีการรับมือที่ "เป็น Systematic" กว่าการมานั่งทำนายจุดแตกของฟองสบู่ หรือปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามความ FOMO

เพราะสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ ในตลาดตอนนี้...
ไม่ใช่ "AI" แต่คือ "พฤติกรรมของนักลงทุน ภายใต้ภาพลวงตาของความแน่นอน" (Investor behavior under certainty illusion) ต่างหาก

27/05/2026

Excel Tool เพิ่มค่าใช้แบบ ก้อนเดียว เช่นการซื้อรถ
และที่สำคัญ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ ที่ปรับเปลี่ยนตัวเลขไม่นิ่ง
ผมกำหนดคร่าวๆ ว่าจะสอนประมาณวันที่ 4 หรือ 5 ตอน 21:00
ใช้เวลา 1 ชั่วโมง สำหรับคนที่เรียน Retirement Class
เดี๋ยวจะเปิดให้ลงทะเบียน ส่วนคนที่เข้าเรียนไม่ได้ ก็ไปดู VDO เหมือนเดิม

ผมเลยพัฒนาเครื่องมือ Excel ที่รวมทุกมิติของการวางแผนเกษียณไว้ในที่เดียว

1) ช่วงก่อนเกษียณ — เตรียมตัว

>กรอกอายุ + ค่าใช้จ่ายวันนี้ ระบบทบเงินเฟ้อให้ถึงวันเกษียณอัตโนมัติ
> คำนวณ "ต้องลงทุนเพิ่มปีละเท่าไร" ถึงจะพอ (Sinking Fund คิดดอกเบี้ยทบ)
> รวมแหล่งเงินก้อนเกษียณครบ: พอร์ตปัจจุบัน + เงินชดเชยตามกฎหมาย + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)

2) พอร์ตการลงทุนปัจจุบัน

กรอกได้ถึง 10 พอร์ต พร้อมผลตอบแทนแต่ละตัว
คำนวณสัดส่วน + ผลตอบแทนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักให้เห็นภาพรวม

3) โครงสร้างพอร์ต 2 ชั้น (Floor + Growth)

ชั้นล่าง = รายได้การันตี (บำนาญ/ประกันสังคม) + Income Portfolio คุ้มค่าใช้จ่ายจำเป็น

ชั้นบน = กลยุทธ์ 3 ตะกร้า (Bucket) เพื่อเติบโตสู้เงินเฟ้อ

ใช้ Coverage Ratio ตั้งเป้าว่าอยากให้รายได้มั่นคงคุ้มค่าใช้จ่ายจำเป็นกี่ % → ลด Sequence Risk

4) ช่วงหลังเกษียณ — ถอนใช้ 30 ปี

จำลองการถอนเงินแบบ 3 ตะกร้า (สั้น/กลาง/ยาว) เงินที่ยังไม่ใช้เติบโตต่อ
Dynamic Withdrawal — ปีไหนตลาดติดลบ ลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นอัตโนมัติ
ใส่ผลตอบแทนจริงรายปีได้ ดูว่าพอร์ตจะอยู่รอดไหม

5) ค่าใช้จ่ายพิเศษที่ชีวิตจริงต้องเจอ

ค่ารักษาพยาบาล (Healthcare) — กรอกเบี้ยจริงแต่ละปีเองได้ หรือให้ระบบคำนวณขั้นบันได
ค่าใช้จ่ายก้อนเดียว เช่น ซื้อรถตอนอายุ 65 (ปรับเงินเฟ้อให้)

6) จำลองสถานการณ์ (What-if)

Sim by Time — เห็นมูลค่าพอร์ตเป็นกราฟภูเขาตลอดชีวิต (โตแล้วค่อยๆ ลด)

ลองปรับผลตอบแทน/ยอดออม ดูว่าเงินจะหมดเมื่อไร โดยไม่กระทบแผนหลัก ทดสอบ Sequence-of-Return Risk

26/05/2026

ถึงผู้เรียน Retirement Class ผม update Excel tool เพิ่ม
เดี๋ยวจะนัดวันสอนอีกทีผ่าน zoom ตอนนี้ได้ upload ใน google classroom แล้ว

ผมเลยต่อยอดเพิ่มชีต "ก่อนเกษียณ" เข้าไป ให้คำนวณย้อนกลับจากเป้าหมาย โดยลูกค้าแค่กรอกข้อมูลวันนี้:

1) อายุปัจจุบัน + อายุเกษียณ → ระบบหาจำนวนปีที่เหลือ
2) ค่าใช้จ่ายจำเป็น/ไม่จำเป็น "วันนี้" → ทบเงินเฟ้อไปเป็นค่า ณ วันเกษียณอัตโนมัติ
3) เงินก้อนปัจจุบัน → โตด้วยผลตอบแทนไปถึงวันเกษียณ
4) Target Mandatory Coverage (%) กำหนด Coverage Ratio ของกระแสเงินสดต่อ Mandatory

== 1) ทำไมต้องมี Income Portfolio? ==

(ไม่ใช้ 3 ตะกร้าอย่างเดียวเลยไม่ได้เหรอ?)
เพราะค่าใช้จ่ายของเราไม่ได้สำคัญเท่ากันหมด:

>> ค่าใช้จ่ายจำเป็น (Mandatory)
ค่ากิน ค่ายา ค่าน้ำค่าไฟ ส่วนนี้ "พลาดไม่ได้" ต้องมีทุกเดือนไม่ว่าตลาดจะเป็นยังไง

>> ค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น (Discretionary)
ท่องเที่ยว ของฟุ่มเฟือย ส่วนนี้ "ยืดหยุ่นได้" ปีไหนตลาดไม่ดีก็ลดได้

ถ้าเอาเงินก้อนเดียวไปลงทุนในตลาดทั้งหมด แล้วบังเอิญ
ตลาดร่วงแรงช่วงต้นเกษียณ (Sequence of Return Risk)
เราจะถูกบังคับให้ "ขายของตอนราคาถูก"
เพื่อเอามาจ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็น
มันจะทำให้พอร์ตจะฟื้นยากมาก และอาจเงินหมดก่อนกำหนด

Income Portfolio จึงทำหน้าที่เป็น "ชั้นล่างที่มั่นคง"
สร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอจาก yield (เช่น เงินปันผล/ดอกเบี้ย)
มาคุ้มค่าใช้จ่ายจำเป็น โดย ไม่ต้องขายต้นทุน
ทำให้ต่อให้ตลาดผันผวนแค่ไหน "ของจำเป็น" ก็ไม่สะเทือน

=== 2) แล้ว 3 ตะกร้า + Income Port ผสมกัน ดีอย่างไร? ===

นี่คือโครงสร้าง "พอร์ต 2 ชั้น" ที่แต่ละชั้นทำหน้าที่ต่างกันแต่เสริมกัน:

>> ชั้นล่าง — Income Port (มั่นคง)

คุ้มค่าใช้จ่ายจำเป็นด้วยรายได้การันตี (บำนาญ + ประกันสังคม)
บวกกับรายได้จาก Income Portfolio → เป็น "พื้น" ที่ทำให้นอนหลับสบาย

>> ชั้นบน — 3 ตะกร้า (เติบโต)

ส่วนที่เหลือลงทุนแบบ Bucket Strategy เพื่อสู้เงินเฟ้อระยะยาว
และรองรับค่าใช้จ่ายที่ยืดหยุ่นได้ โดยแบ่งเป็นตะกร้าสั้น-กลาง-ยาว
เพื่อให้เงินส่วนที่ยังไม่ใช้มีเวลาเติบโต

จุดที่ทรงพลังคือตัวชี้วัด "Coverage Ratio" = รายได้การันตี ÷ ค่าใช้จ่ายจำเป็น
ยิ่ง Coverage สูง = ค่าใช้จ่ายจำเป็นถูกล็อกด้วยรายได้มั่นคงมากเท่าไร
>> ยิ่งกล้าให้ส่วน "เติบโต" ทำงานเต็มที่ เพราะต่อให้ตลาดร่วง เราก็ไม่ถูกบังคับขาย
>> ลด Sequence Risk ได้จริง

พูดง่ายๆ: Income Port ทำให้เรา "ใจเย็นพอ" ที่จะปล่อยให้ 3 ตะกร้าเติบโต
สองกลยุทธ์นี้จึงไม่ใช่ทางเลือกแทนกัน

===== โดยสรุป =====

ผลลัพธ์ที่ลูกค้าได้:

1) ตั้งเป้า Coverage ที่ต้องการ → ระบบบอกเลยว่าต้องมี Income Port เท่าไร
และต้องลงทุนเพิ่มปีละเท่าไร (แยกส่วนเติมพอร์ตหลัก + สร้าง Income Port)

2) ปรับลดยอดออมเองได้ ถ้าทำไม่ไหวตามเป้า ระบบเตือนทันทีว่าเงินจะพอหรือไม่
ทั้งหมดเชื่อมกับโมเดล 3 ตะกร้าเดิมอัตโนมัติ กรอกที่เดียว คำนวณทั้งระบบ

26/05/2026

ตอนแรกจะมาปล่อยใน page นี้ เผื่อมีคนสนใจ
แต่ตอนนี้เต็มแล้ว

25/05/2026

VDO Portfolio Management Class ตัดต่อและ upload ขึ้น google classroom แล้ว พร้อมการบ้าน 8 บท มีprompt engineer ในการบ้านด้วย เจอกันอีกวันที่ 13 June @9:00-12:00

25/05/2026

ในที่สุด Webull ก็มีฟีเจอร์แยกพอร์ต — ผมเตรียมสร้างไว้รอเลย 2 พอร์ต
รอมานานนนน ในที่สุด Webull ก็เปิดฟีเจอร์ Multiple Portfolio แล้วครับ

พอเห็นปุ๊บ ผมรีบเข้าไปสร้างพอร์ตที่วางแผนไว้ในหัวมานานทันที 2 พอร์ต:
Retirement — พอร์ตเกษียณ เน้นลงทุนยาว เลือกสินทรัพย์ที่โตช้าแต่มั่นคง ไม่ต้องมาดูทุกวัน

Global Education — พอร์ตเก็บเงินส่งลูกเรียนต่างประเทศ มี timeline ชัดเจนว่าต้องใช้เงินปีไหน วางแผนสินทรัพย์ตาม horizon นั้น

ก่อนหน้านี้เงินทุกก้อนรวมอยู่ในพอร์ตเดียวกันหมด พอตลาดผันผวน เห็นตัวเลขแดงทั้งจอ — มันแยกไม่ออกครับว่าส่วนไหนคือเงินเกษียณที่ยังมีเวลาอีก 20 ปี ส่วนไหนคือเงินลูกที่อีก 5 ปีต้องใช้ ทำให้ตัดสินใจพลาดบ่อย บางทีรีบขายของที่ไม่ควรขาย

พอแยกพอร์ตได้แบบนี้ มันเปลี่ยนวิธีคิดเลยครับ:

เป้าหมายต่างกัน → กลยุทธ์ต่างกัน → ผลลัพธ์วัดแยกกันได้
พอร์ตเกษียณติดลบช่วงสั้นๆ ไม่กระทบการตัดสินใจของพอร์ตลูก

เห็นชัดว่าแต่ละเป้าหมายเดินมาถึงไหนแล้ว เหลืออีกเท่าไหร่ถึงเป้า
เรื่องเล็กๆ ที่ชอบมาก คือ 1 บัญชีสร้างได้สูงสุด 10 พอร์ต ไม่ต้อง log in สลับไปมาให้ปวดหัว

สำหรับคนที่ลงทุนจริงจัง มีหลายเป้าหมายในชีวิต ลองดูนะครับ ฟีเจอร์นี้ตอบโจทย์มาก สามารถเปิดบัญชีที่ลิงก์นี้ได้เลยครับ https://www.webull.co.th/k/KOL_WealthGURU

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

โพสต์นี้ได้รับการสนับสนุนโดย บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด
#ฟีเจอร์แยกพอร์ต #ลงทุนอย่างโปรที่Webull

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง วาณิชย์ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok