Wazzadu.com

Wazzadu.com

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Wazzadu.com, True Digital Park West, Unicorn Building Level 10, Unit 1016, 111 Sukhumvit Road, Bang Chak, Phra Khanong, Bangkok.

Wazzadu.com
คือ แพลตฟอร์มห้องวัสดุและคลังความรู้ออนไลน์ สำหรับงานออกแบบสถาปัตยกรรม ซึ่งจะถูกพัฒนาให้เป็น AI Assistant สำหรับสถาปนิก นักออกแบบ และผู้ที่ต้องการตกแต่งบ้านในอนาคต ติดต่อสอบถามข้อมูลสินค้า
Tel
คุณพีท 0922847160
ติดต่อออฟฟิศ 02 200 1114

ติดต่อลงโฆษณา

Tel
คุณเมย์ 091 919 9424
(Senior Client Partner)

คุณหญิง 091 932 3691
(Senior Client Partner)

Photos from Wazzadu.com's post 07/06/2026

🍃คอนกรีตคาร์บอนต่ำ ทางเลือกใหม่สำหรับงานออกแบบก่อสร้าง Green Building เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน🌿
การประชุมรัฐภาคีฯ ครั้งที่ 30 (COP30) ที่เพิ่งจบไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา ณ เมืองเบเล็ม ประเทศบราซิล ล่าสุด COP30 ได้เปลี่ยนจาก “ภาวะโลกเดือด” เป็น “โลกรวน” ซึ่งตอกย้ำถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งสถานการณ์เสี่ยง ได้แก่
▪️ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนและปริมาณความร้อนในมหาสมุทร ซึ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี พ.ศ. 2567 และยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2568
▪️แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล พื้นที่น้ำแข็งในแอนตาร์กติกมีระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลอดทั้งปี
▪️เหตุการณ์รุนแรงที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในแถบบ้านเราเองก็เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว พายุ และน้ำท่วมหนัก
ภาวะโลกร้อนที่เรากำลังประสบอยู่นี้ ค่อย ๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างและสถาปัตยกรรมเองก็ได้ปรับตัวตาม ยิ่งในช่วงหลังนี้เราได้มีโอกาสเห็นการปรับตัว ในรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเน้นการใช้วัสดุที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง การใช้ทรัพยากรและพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาวัสดุจากเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือการเลือกใช้วัสดุคาร์บอนต่ำ เพราะคาร์บอนเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
หลายคนจึงหันมาใช้วัสดุรีไซเคิล วัสดุชีวมวล ตลอดจนกระบวนการต่าง ๆ ที่สามารถลดคาร์บอนฯได้ ตั้งแต่การผลิต การก่อสร้าง ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิต แล้ววัสดุสำคัญที่เคยเปลี่ยนโลกสถาปัตยกรรมอย่างคอนกรีตจะปรับตัวอย่างไร
วันนี้ Wazzadu.com ขอพาทุกท่านไปรู้จักคอนกรีตคาร์บอนต่ำแนวโน้มตลาดในอนาคตกันครับ
💁‍♂️คอนกรีตคาร์บอนต่ำคืออะไร?
คอนกรีตคาร์บอนต่ำ คือ คอนกรีตที่ถูกออกแบบและผลิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ตลอดวัฏจักรชีวิตของวัสดุ ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การก่อสร้าง การขนส่ง การใช้งาน ตลอดจนรื้อถอน โดยยังคงประสิทธิภาพด้านโครงสร้างและความทนทานตามมาตรฐานวิศวกรรมไว้
💁‍♂️เทรนด์เทคโนโลยีการก่อสร้างในอนาคต
รัฐบาลทั่วโลกกำลังบังคับใช้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากภาคการก่อสร้าง นโยบายด้านการกำกับดูแลต่าง ๆ จึงมีบทบาทสำคัญมากในการกำหนดทิศทางของตลาดคอนกรีตคาร์บอนต่ำ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมการแข่งขัน ที่ทำให้การคิดค้นนวัตกรรมคอนกรีตคาร์บอนต่ำกลายเป็นเป้าหมายเชิงกลยุทธ์
💁‍♂️แนวโน้มและจุดเด่นสำคัญของตลาดคอนกรีตคาร์บอนต่ำ
▪️การให้ความสำคัญกับการก่อสร้างอย่างยั่งยืนที่เพิ่มมากขึ้น
▪️ผลักดันให้มีการนำคอนกรีตคาร์บอนต่ำมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เช่น ยุโรปและอเมริกาเหนือ
▪️การแข่งขันกับการพัฒนานวัตกรรมอย่างรวดเร็ว โดยผู้เล่นในอุตสาหกรรมต่างลงทุนอย่างหนักในสูตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงวัสดุเสริมซีเมนต์และเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน
▪️ตลาดเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและการรับรู้ที่จำกัดในกลุ่มวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งจำเป็นต้องมีพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และมาตรการจูงใจจากภาครัฐเพื่อเร่งการนำไปใช้
▪️โอกาสในอนาคตอยู่ที่การบูรณาการเข้ากับเทคโนโลยี เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการออกแบบส่วนผสมด้วย AI และการตรวจสอบคอนกรีตอัจฉริยะโดยใช้เทคโนโลยี IoT ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ใช้งาน เป็นต้น
แล้วในฐานะผู้บริโภคเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าสินค้าหรือบริการใดที่มีส่วนช่วยลดคาร์บอน? ง่าย ๆ เพียงตรวจสอบจากมาตรฐานรับรองนั่นเองครับ! เพียงแค่เช็คว่ามีมาตรฐานใดต่อไปนี้ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในการลดการเกิดคาร์บอน ช่วยยืนยันให้เรามั่นใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน มีส่วนช่วยโลกของเรานั่นเองครับ
🍃มาตรฐานรับรองด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ
1. LEED (Leadership in Energy and Environmental Design)
มาตรฐานอาคารเขียวจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้คะแนนอาคารตามการใช้วัสดุ การจัดการพลังงาน น้ำ และของเสีย
2.มาตรฐาน ISO 14001 (Environmental Management System) จาก ISO
เป็นมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมระดับสากล ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการผลิตคอนกรีตสำเร็จรูป โดยโรงงานที่ได้รับ ISO 14001 จะมีการบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
3.TREES – มาตรฐานอาคารเขียวไทย
ส่งผลต่อการเลือกวัสดุเพื่อให้ผ่านเกณฑ์อาคารเขียว เพราะการเลือกใช้คอนกรีตสำเร็จรูปที่มีการรับรองคาร์บอนต่ำ ช่วยให้ได้คะแนนในหมวดวัสดุและทรัพยากร (Materials & Resources)
4.มาตรฐานฉลากเขียว
มาตรฐานที่รับรองผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์หรือบริการอื่นในประเภทเดียวกัน โดยต้องผ่านการตรวจสอบตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และมีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด มาตรฐานนี้ออกโดยองค์กรอิสระ เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคและส่งเสริมการผลิตและบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
5.Carbon Footprint Label (CFP) ฉลากคาร์บอน จาก GTO
แสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การผลิต วัสดุ ขนส่ง การใช้งาน และการกำจัด ซึ่งส่งผลต่อการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ แสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวงจรชีวิตของคอนกรีต
นอกเหนือจากเรื่องมาตรฐาน ก็เป็นเรืองของการออกแบบ ในการออกแบบยุคใหม่นั้น หนึ่งในเทรนด์มาแรงคือการเลือกใช้วัสดุแบบ Module หรือวัสดุสำเร็จรูป เพราะลดการเกิด Embodied Carbon ขนส่งได้ง่าย และก่อสร้างได้อย่างรวดเร็ว
หากกำลังมองหาคอนกรีตสำเร็จรูป ขอแนะนำแบรนด์ CPS องค์กรที่มุ่งมั่นในการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปคุณภาพสูง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และได้รับรองมาตรฐานมากมาย ที่การันตีว่าผลิตภัณฑ์จาก CPS ผ่านการรับรองจากหน่วยงานสำคัญ อาทิเช่น ฉลากเขียว จาก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, เครื่องหมายตะกร้าเขียว จาก กรมควบคุมมลพิษ, Carbon Footprint Organization (CFO) และ Carbon Footprint of Product (CFP) จาก TGO เป็นต้น
🎯มัดรวมลิสต์ผลิตภัณฑ์คอนกรีตคาร์บอนต่ำ ที่ได้รับการรับรอง CFP
▪️บล็อกปูพื้น
▪️บล็อกสี่เหลี่ยม
▪️บล็อกก่อผนัง
▪️แผ่นทางเท้า
▪️บล็อกตัวหนอน
▪️บล็อกแปดเหลี่ยม
▪️บล็อกหญ้าใหญ่
▪️บล็อกหญ้าเล็ก
▪️รางระบายน้ำเสริมเหล็กฉาก
▪️รางระบายน้ำสำเร็จรูป U-DITCH
▪️รางระบายน้ำ (ไม่มีบ่า)
▪️รางระบายน้ำเสริม Dowel
▪️บล็อกหญ้า 2 เซล, 3 เซล, ดาวกระจาย, ตาราง, ตัวหนอน
▪️กำแพงกันดินเล็ก (หน้าลอนคลื่น, หน้าเรียบ)
▪️กำแพงกันดินใหญ่ (หน้าโค้ง, หน้าเรียบ )
ท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปและอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยส่งเสริมความยั่งยืนในวงการก่อสร้าง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่
Call Center 061-4034448
Line ID: -pavingstone.....................................
อ่านในเวอร์ชั่น 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲 𝗪𝗲𝗯𝘀𝗶𝘁𝗲 >>>
🔗https://www.wazzadu.com/article/7414.....................................
🟢🟠 𝗪𝗮𝘇𝘇𝗮𝗱𝘂.𝗰𝗼𝗺 - แพลตฟอร์มห้องวัสดุและคลังความรู้ออนไลน์ สำหรับงานออกแบบสถาปัตยกรรม ซึ่งจะถูกยกระดับให้เป็น AI Assistant Platform สำหรับสถาปนิก นักออกแบบ และผู้ที่ต้องการตกแต่งบ้านในอนาคต
คลังความรู้ออนไลน์ด้านวัสดุและการออกแบบสถาปัตยกรรม >>>
𝗪𝗮𝘇𝘇𝗮𝗱𝘂 𝗘𝗻𝗰𝘆𝗰𝗹𝗼𝗽𝗲𝗱𝗶𝗮 :
🔗 https://shorturl.asia/aNptu
𝗪𝗮𝘇𝘇𝗮𝗱𝘂 𝗟𝗼𝘄 𝗖𝗮𝗿𝗯𝗼𝗻 𝗠𝗮𝘁𝗲𝗿𝗶𝗮𝗹 𝗟𝗶𝗯𝗿𝗮𝗿𝘆 :
🔗 https://shorturl.asia/PZRD1
ติดตามเรา เพื่อรับข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ ได้ที่ >>>
📍 𝗙𝗮𝗰𝗲𝗯𝗼𝗼𝗸 : https://shorturl.asia/eOX0b
📍 𝗬𝗼𝘂𝘁𝘂𝗯𝗲 𝗖𝗵𝗮𝗻𝗻𝗲𝗹 : https://shorturl.asia/kSHsb.....................................
สนใจลงโฆษณา หรือ ติดต่อธุรกิจ ติดต่อฝ่ายการตลาดได้ที่ >>>
📞 คุณบิ้ว Tel : 083 016 3916
📞 คุณหญิง Tel : 088 289 9419
หรือ
📍 𝗟𝗶𝗻𝗲 𝗢𝗔 : https://lin.ee/Usrhrkg
📍 𝗘𝗺𝗮𝗶𝗹 : [email protected].....................................
#คอนกรีตคาร์บอนต่ำ #อาคารเขียว #คาร์บอนฟุตพริ้นท์

Photos from Wazzadu.com's post 06/06/2026

📌 ก่อนทำ Built-in ต้องรู้!

ทำไมไม้บอร์ด อะโกร HMR มาตรฐาน EPA จึงเหมาะกับการตกแต่งบ้านที่มีผู้สูงอายุและเด็กเล็ก
สุขภาวะที่ดีในการอยู่อาศัยกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการอยู่อาศัยยุคใหม่ “บ้านที่ดี” จะไม่ได้ตอบโจทย์แค่ฟังก์ชันและความสวยงามเหมือนในอดีต แต่ต้องเป็นพื้นที่ ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัวอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะบ้านที่มีสมาชิกผู้อยู่อาศัยกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ที่ร่างกายมีความเสี่ยงด้านสุขภาพมากกว่าคนทั่วไป
ดังนั้นการเลือกวัสดุตกแต่งภายในบ้าน จึงไม่ควรมองแค่ความสวยงาม หรือ ราคาประหยัดเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึง “ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว” ที่จะตามมาด้วย โดยจะต้องให้ความสำคัญกับข้อพิจารณาในการออกแบบและการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงสำหรับงานตกแต่ง Built-in ดังนี้
✅ ออกแบบพื้นที่ภายในอาคารให้ถ่ายเทระบายอากาศได้ดี

การจะยกระดับคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัยให้มีความปลอดภัยมากขึ้น นอกจากการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงแล้ว การออกแบบพื้นที่ภายในอาคารก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน ควรออกแบบพื้นที่ภายในอาคารและระบบระบายอากาศให้สามารถหมุนเวียนถ่ายเทอากาศได้ดีตลอดเวลา เพื่อช่วยลดการสะสมของสารระเหยและความชื้นในพื้นที่ปิด
✅ เลือกวัสดุที่มีความทนทานต่อความชื้นและการบวมน้ำ

วัสดุที่นำมาใช้กับงานตกแต่ง Built-in ในพื้นที่อับ เช่น ครัว หรือ พื้นที่ใกล้ห้องน้ำ ควรเลือกวัสดุที่มีคุณสมบัติทนชื้นและการบวมน้ำ หากเลือกใช้วัสดุทั่วไปที่ไม่ได้มีคุณบัติทนชื้น จะทำให้เสื่อมสภาพเร็ว อาจเกิดเชื้อรา กลิ่นอับ หรือการสะสมแบคทีเรีย ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นกัน
✅ เลือกวัสดุที่มีการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ต่ำ

สารฟอร์มัลดีไฮด์เป็นหนึ่งในสารระเหย VOCs ที่พบได้ในไม้บอร์ด กาว และวัสดุปิดผิวบางชนิด หากวัสดุดังกล่าวไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย อาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ระคายเคืองตา และเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว ดังนั้นควรเลือกใช้กาว ลามิเนตปิดผิว และสีเคลือบ ที่ผ่านการรับรอง Low VOC เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากสารเคมีภายในอาคาร และวัสดุไม้บอร์ด HMR ที่ได้มาตรฐาน CARB P2/EPA และ E1

สำหรับไม้ HMR ที่มีค่าฟอร์มัลดีไฮด์ที่ใกล้เคียงกับไม้จริง สามารถแยกได้ 2 ประเภท ตามลำดับ ดังนี้

👉 ไม้ HMR มาตรฐาน CARB P2/EPA (Agro)
ปริมาณฟอร์มัลดีไฮด์ในเนื้อไม้ (ที่ขนาดมาตรฐาน) : < 5.5*
ค่าการปล่อยฟอร์มัลดีไฮด์สู่อากาศ (ppm) : < 0.11

👉 ไม้ HMR มาตรฐาน HMR E1
ปริมาณฟอร์มัลดีไฮด์ในเนื้อไม้ (ที่ขนาดมาตรฐาน) : < 8
ค่าการปล่อยฟอร์มัลดีไฮด์สู่อากาศ (ppm) : 0.15 - 0.2
จากข้อพิจารณาในการการออกแบบและการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงสำหรับงานตกแต่ง Built-in ที่ใกล้เคียง E0 (ใกล้เคียงไม้จริง) จะเห็นได้ว่าวัสดุไม้บอร์ด ที่ได้มาตรฐาน CARB P2/EPA เป็นวัสดุที่จะช่วยยกระดับสุขภาวะที่ดีในการอยู่อาศัยได้จริง ซึ่งไม้บอร์ด อะโกร HMR มาตรฐาน CARB P2/EPA ก็เป็นอีกหนึ่งวัสดุทางเลือกยุคใหม่ที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่า
✅ เลือกวัสดุที่ได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ควรเลือกวัสดุที่ได้มาตรฐาน IE 2 และ IE2.4 ซึ่งเป็นเกณฑ์ใน "หมวดคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคาร" (Indoor Environmental Quality) ภายใต้เกณฑ์การประเมินอาคารเขียวของประเทศไทย TREES โดยสถาบันอาคารเขียวไทย ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ใช้อาคาร โดยมาตรฐาน IE 2 และ IE2.4 มีความแตกต่างกัน ดังนี้

มาตรฐาน IE 2 : เป็นกลุ่มเกณฑ์ที่มุ่งลดปริมาณสารพิษและสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ภายในอาคารเพื่อสุขอนามัยที่ดี

มาตรฐาน IE 2.4 : คือหัวข้อย่อยภายใต้มาตรฐาน IE 2 ซึ่งให้คะแนนจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ไม้ หรือวัสดุทดแทนที่มีส่วนผสมของสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ในระดับต่ำมาก หรือ ไม่มีการปล่อยสารพิษ เพื่อป้องกันมลพิษในอากาศ
ตอนนี้หลายๆ ท่านอาจจะเริ่มเกิดข้อสงสัย หรือ เกิดคำถามต่อไปว่า
แล้วทำไม! …ไม้บอร์ด อะโกร HMR มาตรฐาน EPA จึงเหมาะกับการตกแต่งบ้านที่มีผู้สูงอายุและเด็กเล็ก วัสดุนี้มีจุดเด่นอย่างไร ? เราจะมาชวนทุกท่านมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันครับ
ไม้บอร์ด อะโกร HMR มาตรฐาน EPA เป็นผลิตภัณฑ์วัสดุคุณภาพสูง ที่ผ่านการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนได้รับมาตรฐานในระดับสากล ตอบโจทย์สุขภาวะที่ดี ให้ความปลอดภัยที่ขั้นกว่า และช่วยสนับสนุนความยั่งยืนในงานอินทีเรีย โดยสะท้อนผ่านคุณสมบัติที่สำคัญ ได้แก่
1. Low VOCs (Volatile Organic Compounds) ลดการปล่อยสารระเหยภายในบ้าน

ผ่านการรับรองมาตรฐาน California Air Resources Board ระดับ CARB P2 (Phase 2) ช่วยลดกลิ่นฉุนและสารเคมีในอากาศภายในบ้าน จึงเหมาะสำหรับบ้านที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่เป็นภูมิแพ้
2. EPA Standard ค่าการปล่อยสารระเหยต่ำ

Formaldehyde emission < 0.11 ppm
ผ่านมาตรฐาน EPA (U.S. Environmental Protection Agency) ช่วยควบคุมค่าการปล่อยสารระเหยอยู่ในระดับต่ำ ใกล้เคียงมาตรฐาน E0 (มาตรฐานที่ใช้กับโรงพยาบาล) ทำให้อากาศภายในบ้านดีต่อสุขภาพมากขึ้น และช่วยยกระดับความปลอดภัยที่ขั้นกว่าให้กับผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะสมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้สูงอายุและเด็กเล็ก
3. TREES ผ่านเกณฑ์การประเมินอาคารเขียวไทย

ผ่านมาตรฐานในหมวดวัสดุและทรัพยากรในการก่อสร้าง (MR 6) และหมวดคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคาร (IE 2, IE2.4) ช่วยสนับสนุนแนวคิด Healthy Living และการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน
4. Moisture Resistance ผ่านการทดสอบคุณสมบัติทนชื้น
ควบคุมและผ่านมาตรฐาน V313 - Option 1 Reference by EN 622-5 มาตรฐานยุโรปที่ใช้ทดสอบความทนทานต่อความชื้นของแผ่นไม้บอร์ด โดยผ่านการทดสอบ “ความทนชื้น” ของแผ่นไม้บอร์ด ตามมาตรฐาน EN317 และ V313 ที่เรียกว่า 3 CYCLIC TEST ประกอบด้วย

▪️ แช่น้ำ ควบคุมอุณหภูมิที่ 20°C เป็นเวลา 72 ชั่วโมง
▪️แช่เย็นไว้ในตู้เย็น ควบคุมอุณหภูมิที่ -12°C ถึง -25°C เป็นเวลา 24 ชั่วโมง
▪️อบในตู้ควบคุมอุณหภูมิที่ 70°C เป็นเวลา 72 ชั่วโมง

จากนั้นทดสอบซ้ำ 3 รอบ รวมระยะเวลา 21 วัน เพื่อประเมินความแข็งแรงภายในแผ่น (IB) และการบวมพองของแผ่นไม้ (TS)

จึงทำให้แผ่นไม้บอร์ดมีความทนทานต่อความชื้น เหมาะกับงานตกแต่งภายในที่อาจต้องเจอความชื้น เช่น ห้องครัว พื้นที่ใกล้ห้องน้ำ หรือ พื้นที่ใช้งานหนักช่วยลดปัญหาแผ่นบวมพอง โก่ง หรือ เสื่อมสภาพง่าย
5. Acoustic Performance ค่าการป้องกันเสียง

ไม้ HMR 18mm = ค่า STC 39
มีผลการทดสอบด้าน Normal Incidence Transmission Loss – ASTM E2611 จาก Center of Building Innovation and Technology ช่วยลดเสียงสะท้อนและเสียงรบกวนระหว่างห้อง
ไม้บอร์ด อะโกร HMR มาตรฐาน EPA นอกจากจะมีความปลอดภัยต่อสุขภาพสูงและนำไปใช้ในงานตกแต่ง Built-in ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังให้ความคุ้มค่าในการใช้งานระยะยาวในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
• ทนความชื้นได้ดี ลดโอกาสบวม โก่ง หรือเสียรูป จึงช่วยยืดอายุงาน Built-in ให้ยาวนานขึ้น
• โครงสร้างแข็งแรงคงรูปได้นาน ช่วยคงความสวยคมของงานตกแต่งในระยะยาว
• มาตรฐาน EPA ช่วยให้คุณภาพอากาศภายในบ้านดี เหมาะกับการอยู่อาศัยระยะยาว
• ลดปัญหาซ่อมแซมในอนาคต วัสดุคุณภาพสูงจะช่วยลดการเสื่อมสภาพ และลดค่าใช้จ่ายระยะยาว
• รองรับงานปิดผิวได้ดี ช่วยให้งานเมลามีนและงานตกแต่งปิดผิวสวยเรียบ ทนทาน ใช้งานได้นานขึ้น
Spec ขนาดให้เลือกที่หลากหลาย ดังนี้
▪️ ความหนา 6 มม. > น้ำหนัก 15 กก./แผ่น หรือ 5 กก./ตร.ม.
▪️ ความหนา 9 มม. > น้ำหนัก 22 กก./แผ่น หรือ 7 กก./ตร.ม.
▪️ ความหนา 15 มม. > น้ำหนัก 35 กก./แผ่น หรือ 12 กก./ตร.ม.
▪️ ความหนา 18 มม. > น้ำหนัก 42 กก./แผ่น หรือ 14 กก./ตร.ม.
และมีขนาด กว้าง x ยาว มาตรฐาน : 1230 × 2450 มม.
สำหรับขนาดใหญ่พิเศษ สูงสุดถึง 2400* 4800 ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม.....................................
ติดต่อธุรกิจ หรือ ติดต่อฝ่ายการตลาดได้ที่
📍 𝗘𝗺𝗮𝗶𝗹 : [email protected]

#ไม้บอร์ดอะโกรHMR #ไม้บอร์ดอะโกรHMRCARBP2EPA #ไม้HMR #ไม้HMRสำหรับงานบิวท์อิน

Photos from Wazzadu.com's post 04/06/2026

🧓👩‍🦳 คำตอบของสังคมสูงวัยที่หลายประเทศกำลังตามหา (บทเรียนจาก Kampung Admiralty จากสิงคโปร์)
อนาคตอีก 10-20 ปี มีใครวางแผนเรื่องของการใช้ชีวิตวัยเกษียณกันบ้างแล้วไหมครับ นอกจากดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อจะได้ดำเนินชีวิตให้สะดวกเหมือนสมัยตอนหนุ่มสาวแล้ว แค่มีพื้นที่ที่เดินสะดวก ไม่เสี่ยงลื่นล้ม หรืออยู่ใกล้โรงพยาบาลอาจกลายเป็นพื้นฐานไปแล้ว แต่ว่าในมุมมองของ Wazzadu Academy ที่มองไปยังการออกแบบสำหรับไลฟ์สไตล์ของผู้สูงวัย คิดว่าแค่นั้นคงยังไม่พอครับ
เราต่างเห็นหลายๆ คนในรุ่นก่อนที่โหยหาและกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น ไม่ใช่แค่ด้วยสาเหตุของต้องการความสงบเพียงอย่างเดียว เบื้องหลังของการอยู่ร่วมกับพื้นที่สีเขียวระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ มีสายสัมพันธ์ที่กระตุ้นให้คนรับรู้ถึงความสุข ความสงบและความผ่อนคลาย ผ่านแสงแดด เสียงใบไม้ผัดผ่าน อากาศที่บริสุทธิ์ แต่ในเมื่อใจกลางเมืองกรุงเทพและส่วนต่างจังหวัดที่ถูกพัฒนาเป็นป่าคอนกรีตมากขึ้นทุกวัน การสร้างอาคารที่รองรับคนกลุ่มผู้อายุในอนาคตจึงเป็นโจทย์ที่น่าจับตามองว่าจะถูกออกแบบอย่างไรให้เกิดเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างสุขภาวะที่ดี ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ ผู้คน และธรรมชาติครับ
คำถามนี้เป็นแรงบันดาลใจในการค้นหา case study จนมาเจอกับโปรเจกต์ที่ชื่อ “Kampung Admiralty” ที่พัฒนาโดย HDB หรือ Housing and Development Board ซึ่งเป็นองค์กรรัฐบาลของสิงคโปร์ที่มีบทบาทการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชน
ด้วยเป้าหมายที่จะตั้งต้นแบบของที่อยู่อาศัยและศูนย์ชุมชนแบบบูรณาการสำหรับสังคมสูงวัย โดยมีแนวคิดหลักมาจากการรวมองค์ประกอบของ บ้าน + สุขภาพ + สังคม + พื้นที่สาธารณะ มาอยู่ไว้ในพื้นที่ด้วยกัน จนเกิดเป็นอาคาร Kampung Admiralty (กัมปง แอดมิรัลตี้)
📌 รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ
ชื่ออาคาร : Kampung Admiralty (กัมปง แอดมิรัลตี้)
ออกแบบโดย : WOHA Architects
ประเภทอาคาร : ที่พักอาศัยและศูนย์รวมบริการครบวงจร แบบ Mixed-use
ที่ตั้ง : ย่าน Woodlands (วู้ดแลนด์ส) ทางตอนเหนือของประเทศสิงคโปร์
แนวคิดหลักของโครงการคือ Vertical Kampung ด้วยการตีความถึงหมู่บ้านแบบดั้งเดิมของสิงคโปร์ให้กลายเป็นอาคารแนวตั้งร่วมสมัย และคำว่า kampung เป็นศัพท์คำในภาษามลายูและอินโดนีเซีย แปลว่า "หมู่บ้าน" หรือ "ชุมชน" ครับ มักจะใช้เรียกชุมชนดั้งเดิมของชนพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ และบรูไน
คำๆ นี้จึงสื่อถึงความเป็นชุมชนที่ผู้คนรู้จักกัน ช่วยเหลือกัน และมีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน โครงการนี้ไม่ได้ออกแบบเป็นเสมือนหมู่บ้านแนวตั้งแทนที่จะเป็นบ้านหลังเล็กๆ วางเรียงกันเป็นแถวอย่างที่เราคุ้นตาภาพจำของหมู่บ้านแบบเดิมๆ ด้วยปัญหาเรื่องพื้นที่ที่จำกัดของประเทศสิงคโปร์ ตัวอาคารจึงถูกออกแบบเป็นแนวตั้งแทน
บริษัท WOHA ที่เป็นผู้ออกแบบได้อธิบายการจัดวางโปรแกรมของอาคารด้วยแนวคิดแบบ Club Sandwich เป็นการซ้อนกันของฟังก์ชันชั้นตึก เริ่มจากวาง Community Plaza ไว้ชั้นล่าง, Medical Centre ไว้ชั้นกลาง และ Community Park กับโซนที่พักหรือ Senior Apartments ไว้ชั้นบน การซ้อนพื้นที่แบบนี้ช่วยประหยัดที่ดินก่อสร้างและยังใช้ประสิทธิภาพของการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า และทุกกิจกรรมต่างเกิดขึ้นได้ ภายใต้อาคารเดียวใน Kampung Admiralty
โดยลักษณะของพื้นที่ชั้นล่าง ออกแบบให้เป็น public space ที่เปิดโล่ง ให้ผู้คนเดินผ่านได้ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นห้องนั่งเล่นของชุมชนที่ใครๆ ต่างสามารถมาร่วมกิจกรรมได้ ทั้งซื้อของ, ทานอาหารหรือนัดพบ และต่อให้จะเจอฝนตกหรือแดดแรง บริเวณชั้นนี้ออกแบบให้มีการบังแดดและกันฝนจากโครงสร้างของชั้น Medical Centre ด้านบน ไว้เป็นที่กำบัง ซึ่งถัดขึ้นไปด้านบนของอาคารอีก จะเป็น Community Park ที่มีพื้นที่ออกกำลังกายกับสวนต้นไม้ที่เขียวชอุ่ม พร้อมเชื่อมกับศูนย์ดูแลเด็กและ Active Aging Hub เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ผู้สูงอายุ และคนในชุมชนโดยรอบ
🏥 แนวคิดการออกแบบในมุมสถาปัตยกรรมด้าน Health & Wellness Design
🔷 1. ใช้ Universal Design เป็นแก่นหลักของการออกแบบ
โครงการให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ เช่น ทางสัญจรที่เข้าถึงง่าย การเชื่อมต่อแบบไร้อุปสรรค ความเป็น wheelchair-friendly และการจัดให้มีจุดพักระหว่างทาง รวมถึงใช้เรื่อง Barrier-free Access (สภาพแวดล้อมหรือเส้นทางที่ออกแบบมาให้ไร้สิ่งกีดขวาง) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของ universal design สำหรับอาคารที่ต้องรองรับคนหลายช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว
🔷 2. ออกแบบเพื่อกระตุ้นให้เกิด Active Ageing
Kampung Admiralty ถูกออกแบบให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องพึ่งรถหรือเดินทางไกล เพราะบริการสำคัญอยู่ในโครงการเดียว ทั้งที่อยู่อาศัย, ศูนย์การแพทย์, ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ, ร้านค้าและพื้นที่กิจกรรม แนวคิดนี้ช่วยสนับสนุนการใช้ชีวิตแบบ Active Ageing ที่ทำให้ผู้สูงอายุยังสามารถออกมาใช้พื้นที่ พบปะผู้คน ดูแลสุขภาพ และทำกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง สร้างสภาพแวดล้อมที่สะดวกต่อการทำกิจกรรมต่างๆ
🔷 3. สร้างสายสัมพันธ์ของต่างวัยให้อยู่ใกล้กัน
นัยยะของการวาง Medical Centre ไว้ในโครงการ ไม่ใช่แค่ช่วยให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการสุขภาพง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทุกครั้ง แต่มีการวางศูนย์ดูแลเด็กและ Active Aging Hub ไว้ใกล้กัน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและผู้สูงอายุได้เห็นกัน ใช้พื้นที่ใกล้กัน และเกิดกิจกรรมระหว่างวัย ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญด้าน well-being เพราะสุขภาพไม่ได้หมายถึงร่างกายอย่างเดียว แต่รวมถึงความสัมพันธ์ทางสังคม ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และการลดความโดดเดี่ยวในผู้สูงอายุ
🔷 4. แรงบันดาลใจจาก Biophilic Design เพื่อใช้ธรรมชาติฟื้นฟู
ที่อาคารแห่งนี้มีพื้นที่สีเขียวจำนวนมากแทรกเข้าไปในจุดต่างๆ ตั้งแต่ Courtyard, Landscape, Rooftop, Community Park ไปจนถึงโซน Urban Farm ด้วยการออกแบบสไตล์ Biophilic Design ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานอาคารสัมผัสถึงความมีชีวิตชีวาจากต้นไม้ ได้รับแสงธรรมชาติจากหน้าต่างโดยรอบที่เหมาะสม ผู้คนจะรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติภายใต้บรรยากาศที่ผ่อนคลาย และในอีกมุมหนึ่ง การระบายอากาศตามธรรมชาติหรือ Natural Cross Ventilation ช่วยเพิ่มคุณภาพสภาพแวดล้อมภายในห้องพัก ลดการพึ่งพาพลังงาน และทำให้อาคารตอบโจทย์ทั้งสุขภาพกับความยั่งยืนไปพร้อมกัน
สุดท้ายแล้ว Wellness Design ที่เกิดจากการจัดระบบชีวิตประจำวัน ของอาคาร Kampung Admiralty ได้แสดงให้เห็นว่าการรักษาสุขภาพที่ดี ไม่ได้หมายถึงการมีโรงพยาบาลเท่านั้น แต่คือการออกแบบพื้นที่ให้คนเข้าถึงสุขภาพ ธรรมชาติ สังคม และการใช้ชีวิตที่ดีได้ง่ายขึ้นทุกวันครับ
Wazzadu Academy หวังว่านี่จะเป็นหนึ่งในโมเดลการพัฒนาอาคารแบบแนวตั้งที่ทำให้คนที่อยู่แล้วได้รู้สึกว่าตัวเองแก่ตัวลงอย่างมีคุณภาพและพึ่งพาตัวเองได้มากที่สุดครับ
อ้างอิงข้อมูลจาก :
- thecloud
- woha
- archdaily
- thaipbs
รูปประกอบจาก : archdaily.....................................
🟢🟠 𝗪𝗮𝘇𝘇𝗮𝗱𝘂. 𝗰𝗼𝗺 - แพลตฟอร์มที่รวบรวมและจัดระเบียบความรู้วัสดุและการออกแบบสถาปัตยกรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนให้ดีขึ้น.....................................
สนใจลงโฆษณา หรือ ติดต่อธุรกิจ ติดต่อฝ่ายการตลาดได้ที่ >>>
📞 คุณเนย Tel : 081 995 8481
📞 คุณหญิง Tel : 099 546 9864​
#อาคารกำปง

Photos from Wazzadu.com's post 02/06/2026

💁‍♂️ไอเดียการประยุกต์นำ"กระจกฝ้า (กระจกซาติน)"มาใช้ในการตกแต่งด้วยสไตล์ที่เรียบง่าย แต่มีเสน่ห์🪟✨
"กระจก" ไม่ได้มีดีแค่ความใสเท่านั้น แต่ยังเป็นวัสดุที่ให้คุณค่าทางด้านความงามสำหรับการตกแต่งอีกด้วย และเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น เราจะพาไปทำความรู้จักกับวัสดุ ที่จะช่วยสร้างสุนทรีย์แห่งการออกแบบ และการตกแต่งให้สถาปัตยกรรมมีเสน่ห์ วัสดุที่ว่านี้ก็คือ กระจกซาติน ซึ่งเป็นวัสดุสุดเรียบง่ายที่เรามักจะเคยเห็นอยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นกระจกที่มีคุณสมบัติโปร่งแสงแต่ไม่โปร่งใส ผิวกระจกจะมีความเนียนละเอียด ต่างจากกระจกฝ้าทั่วไป โดยให้มุมมองที่แตกต่าง และให้ความเป็นส่วนตัว จัดเป็นวัสดุที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งที่จะช่วยสร้างเสน่ห์ เพิ่มรสนิยมให้กับงานออกแบบ และการตกแต่ง
กระจกซาติน เป็นกระจกที่ให้คุณสมบัติกึ่งทึบกึ่งใส โดยยอมให้แสงผ่านกระจกได้มากขึ้นกว่ากระจกฝ้าเกรดทั่วไป ,กระจกพ่นทราย และกระจกลวดลาย อีกทั้งยังทำความสะอาดได้ง่าย ป้องกันการเกิดคราบจากรอยนิ้วมือ คราบน้ำ และคราบจากการทำความสะอาดได้เป็นอย่างดี
สำหรับการใช้งานนั้น กระจกซาตินสามารถนำไปใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานตกแต่งภายใน เช่น ผนังกั้นต่าง ๆ ,ชั้นวางของ ,เคาน์เตอร์ ,ตู้ครัว หรือส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ และยังช่วยแบ่งฟังก์ชั่นการใช้งานของห้องน้ำในส่วนเปียกส่วนแห้ง อย่าง ฉากกั้นอาบน้ำ ,ตู้อาบน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้อาคารประเภทสำนักงาน และอาคารสาธารณะอื่นๆ ยังใช้ในการตกแต่งร้านค้า ,พาทิชั่นกั้นพื้นที่การทำงาน หรือ ทำเป็นผนังห้องประชุม โดยในส่วนการใช้งานภายนอกอาคารนั้น จะใช้เป็นผนังภายนอกอาคาร และหลังคากันสาดกระจก เพื่อช่วยลดรังสีจากดวงอาทิตย์ แต่ต้องมีขนาดความหนาที่แข็งแรงเหมาะสมกับการใช้งานภายนอก
แม้ดูเผินๆกระจกซาตินอาจดูเป็นวัสดุที่เรียบง่าย ใช้กันทั่วไป และอาจดูแล้วไม่มีความพิเศษอะไร แต่ถ้าเรานำมาใส่ไอเดียด้วยการ Design กระจกซาตินก็จัดเป็นวัสดุตกแต่งที่สามารถผสมผสานกับสไตล์ที่หลากหลายได้ และจะมีความสวยงามโดดเด่นมากเป็นพิเศษเมื่อนำไปตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น ,ทรอปิคอล และมินิมอล ซึ่งให้อารมณ์ และบรรยากาศที่เรียบง่าย สบายตา ดูผ่อนคลาย และไม่ล้าสมัย.....................................
🟢🟠 𝗪𝗮𝘇𝘇𝗮𝗱𝘂.𝗰𝗼𝗺 - แพลตฟอร์มที่รวบรวมและจัดระเบียบความรู้วัสดุและการออกแบบสถาปัตยกรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนให้ดีขึ้น.....................................
สนใจลงโฆษณา หรือ ติดต่อธุรกิจ ติดต่อฝ่ายการตลาดได้ที่ >>>
📞 คุณเนย Tel : 081 995 8481
📞 คุณหญิง Tel : 088 289 9419

Photos from Wazzadu.com's post 28/05/2026

🧑‍💻ใช้ฟิล์มลวดลายกราฟิกแบบไหน? ในการออกแบบ Focus Space เพื่อกระตุ้นสภาวะโฟกัสและความคิดสร้างสรรค์อย่างสมดุล
ในปัจจุบันเทรนด์การออกแบบตกแต่งภายในประเภทสำนักงาน หรือ ออฟฟิศยุคใหม่ (Smart Office) สามารถจำแนกข้อมูลพฤติกรรม สภาวะการทำงาน และลักษณะของ Space ที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้หลากหลายรูปแบบ

🎯โดย สภาวะจดจ่อ (Focus) ก็เป็นหนึ่งในสภาวะสำคัญที่เกิดจากพฤติกรรมของพนักงานในยุคนี้ และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักที่ถูกนำไปวิเคราะห์ในเชิงการออกแบบ เพื่อกำหนดแนวทางการออกแบบพื้นที่สำนักงานให้มี Area Requirement ที่เป็น Working Focus Space โดยเฉพาะ เพื่อกระตุ้นให้พนักงานสามารถตกผลึกได้ง่ายขึ้น ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน และยกระดับสุขภาวะที่ดีในการทำงานที่ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ

ลักษณะสำคัญของสภาวะจดจ่อ (Focus) จะเป็นสภาวะการทำงานที่ต้องการการครุ่นคิด ไตร่ตรอง มุ่งความสนใจกับการทำงานหรือการแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะ เป็นสภาวะที่ควรหลีกเลี่ยงจากการถูกรบกวนหรือขัดจังหวะ สภาวะนี้สร้างได้ด้วยการออกแบบให้มีพื้นที่ปิด หรือ พื้นที่กึ่งปิด ที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าพื้นที่ทำงานแบบปกติ เช่น ห้องโทรศัพท์, ห้องประชุม, ห้องผู้บริหาร, ตู้ทำงานส่วนตัวหรือแม้มีเพียงที่กั้นสายตา ก็สามารถสร้างพื้นที่ส่วนตัวให้เราสามารถจดจ่อกับงานตรงหน้าได้แล้ว
สำหรับการออกแบบตกแต่งพื้นที่เพื่อส่งเสริมให้เกิดสภาวะจดจ่อ (Focus) สามารถแบ่งออกได้ 4 รูปแบบ หลักๆ ได้แก่
> การทำพาร์ทิชั่น หรือ ม่านกั้นพื้นที่
> การทำผนังที่สามารถเลื่อนเปิดปิดการใช้พื้นที่ได้
> การทำเป็นตู้ หรือ แคปซูลส่วนตัว
> การทำเป็นห้องกระจกเก็บเสียง
สำหรับการทำเป็นพาร์ทิชั่น (ที่ต้องการความโปร่งแสงแต่ยังคงความเป็นส่วนตัว) และห้องกระจกเก็บเสียง มักนิยมใช้วัสดุโปร่งแสงแต่ไม่โปร่งใส เช่น กระจก หรือ โพลีคาร์บอเนต โดยนิยมใช้โทนสีฝ้าขุ่น แต่ถ้าหากใช้เป็นแบบใสจะมีการออกแบบสติ๊กเกอร์กราฟิกนำมาใช้ตกแต่งเพื่อสร้างลวดลายที่สวยงาม และเพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้น นอกจากสติ๊กเกอร์แล้วในปัจจุบันยังมีวัสดุทางเลือกอีกประเภทที่กำลังได้รับความนิยมแพร่หลายเช่นกัน คือ วัสดุประเภทฟิล์มที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่องานตกแต่งภายในโดยเฉพาะ

สำหรับฟิล์มตกแต่งภายในที่เหมาะกับงานออกแบบตกแต่งพื้นที่เพื่อส่งเสริมให้เกิดสภาวะจดจ่อ (Focus) ภายในสำนักงาน หรือ สมาร์ทออฟฟิศยุคใหม่ แบรนด์ Smart Tec ขอแนะนำฟิล์ม 2 รุ่น ที่น่าสนใจ ได้แก่
🌟Single Side Dots Gradient Film
มีคุณสมบัติเป็นฟิล์มกึ่งนิรภัย สีใสไล่เฉดสีขาวลวดลายแบบจุด ไล่เฉดจากใสไปเข้ม ดีไซน์สวยงาม สามารถมองเห็นได้บางส่วน จะมองเห็นได้ในมุมที่สูงขึ้นเท่านั้น จึงช่วยบังตาและสร้างพื้นที่ส่วนตัวได้ในระดับหนึ่ง
ขนาด W 1.50 x L 30 เมตร (บรรจุม้วน 500 ตารางฟุต)
ความหนา 2.0 (Mil)
ระยะเวลารับประกัน 1-8 ปี
🌟 Double Side Dots Gradient Film
มีคุณสมบัติเป็นฟิล์มกึ่งนิรภัย สีขาวไล่เฉดเป็นสีใสทั้งด้านบนและด้านล่าง โดยไล่เฉดเป็นลายจุด ตรงกลางเข้มไปใส สามารถมองเห็นได้ในมุมต่ำและมุมสูง จึงช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวและบังสายตาจากภายนอกได้ดี
ขนาด W 1.50 x L 30 เมตร (บรรจุม้วน 500 ตารางฟุต)
ความหนา 2.0 (Mil)
ระยะเวลารับประกัน 1-8 ปี
ถ้าหากท่านกำลังมองหาฟิล์มตกแต่งภายใน สำหรับนำไปใช้ในงานออกแบบตกแต่งพื้นที่เพื่อส่งเสริมให้เกิดสภาวะจดจ่อ (Focus) ภายในสำนักงาน หรือ สมาร์ทออฟฟิศยุคใหม่ ฟิล์ม Single Side Dots Gradient และ Double Side Dots Gradient จากแบรนด์ Smart Tec ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่าแน่นอนครับ
.....................................
🟢🟠 𝗪𝗮𝘇𝘇𝗮𝗱𝘂.𝗰𝗼𝗺 - แพลตฟอร์มที่รวบรวมและจัดระเบียบความรู้วัสดุและการออกแบบสถาปัตยกรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนให้ดีขึ้น.....................................
สนใจลงโฆษณา หรือ ติดต่อธุรกิจ ติดต่อฝ่ายการตลาดได้ที่ >>>
📞 คุณเนย Tel : 081 995 8481
📞 คุณหญิง Tel : 088 289 9419
#ฟิล์มตกแต่ง

Photos from Wazzadu.com's post 28/05/2026

🍃โรงพยาบาลราชพฤกษ์ที่ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อม โรงพยาบาลที่ใช้ธรรมชาติเยียวยาทางจิตใจและร่างกาย เพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้ป่วย🏥
case study งานออกแบบโรงพยาบาลที่น่าสนใจในไทยอย่าง “โรงพยาบาลราชพฤกษ์ จ.ขอนแก่น” ที่ออกแบบมาเพื่อให้สุขภาวะของผู้พักฟื้นนั้นดีขึ้น มาดูกันว่าเขาออกแบบอย่างไร
โรงพยาบาลราชพฤกษ์แห่งใหม่ตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น มีเป้าหมายที่ต้องการเป็น โรงพยาบาลที่มีสภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยา (Healing Environment Hospital) ถูกออกแบบโดยสถาบันอาศรมศิลป์, กา-ละ-เท-ศะ, LD49 และ P Landscape
เพื่อต้องการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ไม่ตึงเครียดและลบภาพลักษณ์เก่าของโรงพยาบาลแบบเดิม จากสถานที่รักษาโรคที่เต็มไปด้วยกลิ่นยาและแอลกฮออล์ กับบรรยากาศเคร่งเครียดภายในพื้นที่ปิดทึบ โรงพยาบาลราชพฤกษ์นี้จึงถูกออกแบบให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้น ใช้ความเป็นธรรมชาติเข้ามาแทรกตามบริเวณต่าง ๆ เพื่อช่วยบำบัดและมอบความรู้สึกว่าได้อยู่ที่บ้านมากกว่าอยู่ที่โรงพยาบาล
ด้วยจุดเริ่มต้นการออกแบบนั้น มาจากการระดมความคิดของกลุ่มคนหลายสาขาวิชาชีพ กับการตั้งโจทย์ว่า โรงพยาบาลในฝันคืออะไร? ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมา ทำให้กลุ่มนักออกแบบที่ดูแลโปรเจกต์นี้นำไปพัฒนาต่อเป็นทิศทางการออกแบบ 3 ส่วนหลัก ๆ คือ

1. เป็นโรงพยาบาลที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาทางจิตใจ “แม้กายป่วย แต่ใจไม่ป่วย”
2. เป็นโรงพยาบาลที่มีประสิทธิภาพในการใช้งานและบริหารจัดการ
3. เป็นโรงพยาบาลที่สอดคล้องกับบริบทที่ตั้งโครงการ
🌳จุดเด่นในการออกแบบที่น่าสนใจ

1. ใช้ธรรมชาติบำบัดและตกแต่งสถานที่
ภายในโรงพยาบาลจะมีพื้นที่สีเขียวทั้งภายนอกและภายในอาคาร มีต้นไม้ใหญ่ล้อมอาคาร และยังมีสวน Courtyard ที่ช่วยสร้างบรรยากาศร่มรื่น เพิ่มความเย็นสบายให้กับโซน Outdoor หากต้องการเดินเล่นเพื่อลดภาวะความตึงเครียด ก็สามารถมาพักผ่อนที่สวนนี้ หรือจะแวะที่ชั้นห้า เพื่อไปผ่อนคลายที่ Roof Garden ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับโซนผู้ป่วยใน ที่สามารถมองเห็นและลงมาใช้ประโยชน์ได้

และหากมองในเชิงทฤษฎี นี่คือ การออกแบบตาม Biophilic Design ที่เชื่อมต่อผู้คนในโรงพยาบาลให้ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เป็นวิธีธรรมชาติบำบัดที่ลดความเครียด เพิ่มความสงบในจิตใจและเอื้อต่อการเยียวยาอาการเจ็บป่วย
2. ออกแบบบริบทโดยรอบให้เหมือนอยู่บ้าน
สำหรับโรงพยาบาลราชพฤกษ์นั้น เน้นเลือกใช้วัสดุตกแต่งเป็นไม้เพื่อให้ความรู้สึกที่อบอุ่น สบายๆ มากกว่าจะเป็นโทนสีขาวแบบที่คุ้นตา เพราะโรงพยาบาลราชพฤกษ์จะเน้นบรรยากาศความเป็น “feel at home” ผ่านการมี space ต่างๆ ที่ให้คนที่อยู่ได้รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ทั้งการมีพื้นที่สวนตรงกลาง, การออกแบบให้มีระเบียงแวะพักผ่อนแล้วใช้ฉากกั้นลายสานรูปเฉลว หรือการตกแต่งหลังคา-เสา-ชายคาให้มีลักษณะเหมือนบ้านพักอาศัยมากกว่าโรงพยาบาล
3. การจัด Zoning ที่เชื่อมโยงเรื่องการรักษากับความรู้สึกของผู้ใช้บริการ
อีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญ คือการจัดวางพื้นที่ตามหลัก Zoning ที่สอดคล้องกับมาตรฐานโรงพยาบาลและคำนึงถึงการเชื่อมโยงระหว่างแผนกต่างๆ เช่น การวางแผนกฉุกเฉินให้อยู่ใกล้กับแผนกรังสีวิทยาเพื่อความรวดเร็วในการวินิจฉัยโรค การแยกเส้นทางสัญจรอย่างมีระบบก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแยกผู้ป่วยหนักออกจากผู้ป่วยทั่วไป ไม่ให้ภาพของผู้เจ็บป่วยรุนแรงรบกวนจิตใจของผู้มาเยือนคนอื่นๆ อีกทั้งยังมีการออกแบบเส้นทางสัญจรที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน โดยใช้คอร์ทกลางอาคารเป็นแกนหลักในการนำทาง ช่วยให้ผู้มาใช้บริการสามารถจดจำและหาทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างไม่สับสน
การออกแบบโรงพยาบาลราชพฤกษ์จึงไม่ใช่แค่ “สวย” หรือ “เยียวยาใจ” แต่นี่เป็นตัวอย่างของอาคารเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน ผ่านการออกแบบที่มีดีเทลต่าง ๆ
ทั้งจากเลือกวัสดุวัสดุในท้องถิ่น การสร้างคอร์ทกลางแบบเปิดโล่งเพื่อให้ลมธรรมชาติพัดผ่านทั่วทั้งอาคาร ลดการเปิดแอร์และประหยัดพลังงานไปในคราวเดียวกัน อีกทั้งมีการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ทำให้โปรเจกต์นี้เหมาะเป็น Case Study ที่น่าสนใจสำหรับแนวทางออกแบบอสังหาฯ เพื่อสิ่งแวดล้อมและเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้ใช้อาคารครับ.....................................
🟢🟠 𝗪𝗮𝘇𝘇𝗮𝗱𝘂.𝗰𝗼𝗺 - แพลตฟอร์มที่รวบรวมและจัดระเบียบความรู้วัสดุและการออกแบบสถาปัตยกรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนให้ดีขึ้น.....................................
สนใจลงโฆษณา หรือ ติดต่อธุรกิจ ติดต่อฝ่ายการตลาดได้ที่ >>>
📞 คุณเนย Tel : 081 995 8481
📞 คุณหญิง Tel : 088 289 9419

Photos from Wazzadu.com's post 27/05/2026

รู้ไหม Hiper Graphene เพิ่มประสิทธิภาพคอนกรีตได้อย่างไร?
ถ้าพูดถึงงานออกแบบ Low Carbon Architecture แล้ว หลายๆ คนน่าจะนึกถึงวัสดุไม้เป็นหลักใช่ไหมครับ แต่ในปัจจุบันมีกลุ่มนวัตกรรมวัสดุอีกหนึ่งกลุ่มที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในวงการก่อสร้าง นั่นคือ Graphene (กราฟีน) ครับ
จากการ Upcycling แปลงขยะเหลือทิ้งจนมาเป็นวัสดุกราฟีนที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะให้กับวัสดุที่นำมาผสมเข้าด้วยกันให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น กราฟีนโดดเด่นด้วยคุณสมบัติความแข็งแรง, น้ำหนักเบา, มีลักษณะโปร่งใสและยังนำไฟฟ้าได้อีกด้วย
Wazzadu Academy เลยจะพาทุกท่านไปดูกรณีศึกษาเรื่องการทดลองใช้ Hiper Graphene จาก Baramizi Climate Tech ร่วมกับงานผนังคอนกรีตโชว์ผิวของโครงการออกแบบร้านอาหาร Klay Keyman Bar โดยสถาปนิก คุณทศพล สัจจเลิศรัตน์ จากบริษัท Keyman Design
เมื่อนวัตกรรมวัสดุ Hiper Graphene ที่ใช้เทคโนโลยี Carbon Capture Utilization (CCU) หรือการดักจับคาร์บอนให้กลับมาใช้ใหม่จนกระทั่งพัฒนาเป็นกราฟีน จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับงานผนังคอนกรีตได้ยังไง Wazzadu Academy จะเล่าให้ฟังครับ
แต่ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจถึงประเด็น Pain Point ขั้นตอนก่อสร้างงานคอนกรีตก่อนนะครับ เพื่อให้เห็นภาพตรงกันว่า ปกติแล้วนักออกแบบและช่างผู้รับเหมามักจะเจอกับปัญหาอะไรบ้าง
📌 ปัญหาที่มักเจอในงานออกแบบและก่อสร้างคอนกรีต ได้แก่
◾️ 1. รอยแตกร้าวขนาดเล็ก
รอยร้าวแบบ hairline crack หรือที่ขนาดเท่าเส้นผมเล็กๆ นั้น เกิดจากการหดตัวของปูน, การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ, แรงดึงสะสมภายในเนื้อวัสดุและปริออกมา แม้ช่วงแรกอาจดูเป็นรอยเล็กๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอาจขยายตัวและกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อภาพรวมของผนัง
◾️ 2. ความชื้นและการซึมน้ำ
ผนังปูนที่มีรูพรุนสูงจะดูดซึมน้ำได้ง่าย เมื่อมีความชื้นสะสม อาจนำไปสู่ปัญหาที่เป็นคราบด่าง, สีพอง, เกิดเชื้อราหรือผิววัสดุหลุดล่อน โดยเฉพาะผนังภายนอกที่ต้องเผชิญแดดและฝนสลับกันไปมาตลอดทั้งปี
◾️ 3. คุณภาพพื้นผิวที่ควบคุมยาก
เนื่องจากงานฉาบปูนเป็นงานที่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งเรื่องสูตรผสม, สภาพพื้นผิวเดิม, ทักษะและฝีมือช่าง ตลอดจนอุณหภูมิกับ ความชื้นและระยะเวลาการเซ็ตตัวของปูน หากควบคุมไม่ดี ผลลัพธ์อาจไม่สม่ำเสมอ และส่งผลต่อความสวยงามของงานออกแบบโดยตรง
◾️ 4. การซ่อมแซมภายหลังมีต้นทุนสูง
เมื่อผนังเกิดรอยร้าวหรือเสื่อมสภาพ การแก้ไขมักไม่ใช่แค่การปะหรือทาสีทับ เพราะในงานที่โชว์ผิววัสดุ การซ่อมเฉพาะจุดอาจทำให้สีและ texture ไม่ต่อเนื่องกับพื้นที่เดิม ส่งผลให้ภาพรวมของงานเสียไป
ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นเหตุผลที่งานสถาปัตยกรรมประเภทคอนกรีต ไม่ได้ต้องการเพียงวัสดุที่สวยงาม แต่ต้องการวัสดุที่ช่วยให้พื้นผิวสามารถคงคุณภาพไว้ได้ในระยะยาวอีกด้วย
📝 กรณีศึกษา การใช้ Hiper Graphene ออกแบบโครงการ Klay Keyman Bar
ประเภทอาคาร : ร้านอาหาร
ออกแบบโดย : คุณทศพล สัจจเลิศรัตน์ บริษัท Keyman Design
ร้านอาหารในบรรยากาศสุดชิล ที่ตกแต่งด้วยสไตล์ Loft อย่าง “Klay Keyman Bar” ออกแบบด้วย Concept ที่ต้องการให้ความสำคัญกับบรรยากาศแบบดิบเท่ โชว์ Texture พื้นปูนจากวัสดุจริง ทำให้ผนังไม่ได้ถูกฉาบแบบเรียบเนียนจนเนี๊ยบ แต่ยังคงแสดงให้เห็นรอย texture การฉาบตามน้ำหนัก และคงไว้ซึ่งความดั้งเดิมของวัสดุ
งานลักษณะผนังปูนแบบนี้ ไม่ได้เป็นแค่ฉากหลัง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภายในพื้นที่ที่ต้องทำงานสองบทบาทพร้อมกัน คือ ตอบโจทย์ด้านสุนทรียะ ให้ผนังมี texture มีมิติ และ ตอบโจทย์ด้านเทคนิค เพราะผนังที่โชว์ผิวปูนหรือทำงานกับพื้นผิวปูนโดยตรง ต้องรับมือกับรอยแตกร้าว ความชื้น ฝุ่น การเสื่อมสภาพ และการดูแลรักษาในระยะยาวมากกว่างานผนังที่ปิดทับด้วยวัสดุตกแต่งอื่น
จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ Hiper Graphene เข้ามาเป็นวัสดุที่น่าจับตามองว่า หากใช้ก่อสร้างแล้วจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับคอนกรีตแล้วส่งผลให้งานออกแบบผนังปูนมีคุณภาพขึ้นมากน้อยแค่ไหนครับ
📊 ผลลัพธ์ในเชิงเทคนิคหลังใช้ Hiper Graphene กับงานคอนกรีต
✅ 1. งานผนังมีแนวโน้มเพิ่มความแข็งแรงขึ้นจากภายใน
จากการผสม Hiper Graphene กับวัสดุปูนซีเมนต์ พบว่าสามารถช่วยเสริมโครงสร้างภายในวัสดุในระดับนาโน เป็นการเพิ่ม Strength หรือ "กำลังอัด" (Compressive Strength) ได้ค่อนข้างสูงมาก ทำให้เนื้อวัสดุมีความแน่นขึ้น เพิ่มความแข็งแรงทนทานได้ดี
✅ 2. ลดความเสี่ยงของรอยแตกร้าวขนาดเล็ก
คุณทศพลทดลองการฉาบแบบที่ให้ผนังบางลงจากเดิมที่ฉาบ 10-15 มิลลิเมตร ลดเหลือ 3 มิลลิเมตร แบบที่ไม่ได้ Skim ผิว และเห็นว่า ผนังฝั่งที่ผสม Hiper Graphene เข้ากับปูนแล้วฉาบ สามารถช่วยลดการเกิดรอยร้าวขนาดเล็กได้ดี ขณะอีกที่ฝั่งซึ่งไม่ได้ผสมยังคงเห็นรอยร้าวอยู่ดี
✅ 3. ช่วยป้องกันความร้อนและรักษาอุณหภูมิภายในอาคาร
นอกจากนี้คุณสมบัติของ Hiper Graphene ยังช่วยเรื่องป้องกันความร้อนจากภายนอกอาคารไม่ให้ซึมผ่านมาเข้ายังภายในอาคาร จึงช่วยปกป้องอุณหภูมิที่อยู่อีกฝั่งให้เย็นอยู่เสมอ ในจุดนี้จึงมองว่าวัสดุกราฟีนไม่ได้ถูกจำกัดแค่กับงานคอนกรีตเท่านั้น ถ้าเอาไปผสมใช้กับวัสดุอื่นๆ ก็ช่วยเพิ่มศักยภาพการป้องกันความร้อนได้ดีขึ้นด้วยได้
✅ 4. ยืดอายุการใช้งานของพื้นผิวผนัง
เมื่อภาพรวมของวัสดุที่แข็งแรงมากขึ้น ลดรอยร้าวลง จึงส่งผลให้ผิวผนังมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น เพราะดูแลรักษาง่ายและลดความถี่ในการซ่อมแซมในระยะยาว
จากการทดลองใช้กราฟีนกับงานผนังในร้าน Klay Keyman Bar เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างที่ช่วยยกระดับวัสดุเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น กลายเป็นวัสดุที่เสริมสมรรถนะด้านการใช้ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยครับ
Wazzadu Academy ก็ขอแชร์อีกทางเลือกใหม่กับ Hiper Graphene วัสดุก่อสร้างในอนาคต ที่เพิ่มประสิทธิภาพงานคอนกรีตให้อาคารมีคุณภาพที่ดีขึ้น ใช้งานได้นานขึ้น และใครที่สนใจติดต่อได้ที่
🟢 Baramizi Climate Tech
📲 คุณอ้อม โทร 099-886-0118
🔸 Email : [email protected]
#กราฟีน #คอนกรีตคาร์บอนต่ำ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


True Digital Park West, Unicorn Building Level 10, Unit 1016, 111 Sukhumvit Road, Bang Chak, Phra Khanong
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00