VortexWatch
พื้นที่เล่าเรื่องราวและแบ่งปันความรู้ที่เกี่ยวข้องประวัติศาสตร์ความมั่นคง เหตุการณ์ และประเด็นความมั่นคงร่วมสมัยในทุกมิติ
07/03/2026
สถานการณ์ในอิหร่านและทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากความตึงเครียดทางการเมืองและการแทรกแซงทางทหารที่ทวีความเข้มข้นขึ้น ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการ Epic Fury และ Roaring Lion กำลังขยายขอบเขตและความซับซ้อนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้มิติทางไซเบอร์กลายเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อทั้งการปฏิบัติการทางทหารและเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม
ภายใต้บริบทดังกล่าว การประเมินบทบาทและผลกระทบของขีดความสามารถทางไซเบอร์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ศักยภาพที่อาจถูกนำมาใช้และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในสนามปฏิบัติการ เพื่อให้เข้าใจพลวัตของสถานการณ์อย่างรอบด้าน บทความนี้จะวิเคราะห์องค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 7 ประการที่มีอิทธิพลต่อการใช้และการตอบโต้ปฏิบัติการไซเบอร์ในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น
ประการแรก บทบาทของขีดความสามารถทางไซเบอร์ในปฏิบัติการทางทหารกำลังพัฒนาไปสู่การเป็น องค์ประกอบเชิงยุทธศาสตร์ ที่มีผลต่อทั้งการเปิดฉากโจมตีและการรักษาความได้เปรียบในช่วงต้นของแคมเปญ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสนับสนุนเชิงเทคนิคเหมือนในอดีต การเปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการ Epic Fury และ Roaring Lion ชี้ให้เห็นว่าปฏิบัติการไซเบอร์ถูกใช้ทั้งเพื่อกำหนดสภาพแวดล้อมก่อนการโจมตี และเพื่อคงผลกระทบต่อระบบสื่อสารและเซนเซอร์ของฝ่ายตรงข้ามในช่วงชั่วโมงแรกที่มีความสำคัญสูงสุด
คำแถลงของพลเอก Dan Caine เมื่อวันที่ 2 มีนาคม สะท้อนบทบาทสองประการนี้อย่างชัดเจน ได้แก่ (1) การใช้ปฏิบัติการที่มิใช่ทางกายภาพเพื่อเปิดพื้นที่ให้การโจมตีระลอกถัดไป และ (2) การรักษาการรบกวนเครือข่ายสื่อสารอย่างต่อเนื่องตลอด 57 ชั่วโมงแรก ซึ่งสอดคล้องกับรายงานก่อนหน้าเกี่ยวกับปฏิบัติการ Midnight Hammer ที่รบกวนระบบป้องกันภัยทางอากาศก่อนการโจมตีทางกายภาพ
อย่างไรก็ตาม บริบทของ Epic Fury แตกต่างจากปฏิบัติการ Absolute Resolve ในเวเนซุเอลาอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอิหร่านมีขีดความสามารถทางไซเบอร์ที่พัฒนาแล้ว ทั้งจากกลุ่มแฮกเกอร์ชาตินิยม หน่วยไซเบอร์ของ IRGC และกลุ่ม APT ที่เชื่อมโยงกับรัฐ เช่น APT34, APT39 และ APT42 ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของการตอบโต้ทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนและยืดหยุ่นมากกว่าเดิม
เมื่อพิจารณาปฏิบัติการ Midnight Hammer, Absolute Resolve และ Epic Fury ร่วมกัน จะเห็นได้ว่าปฏิบัติการเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสนามทดสอบต่อเนื่อง สำหรับการบูรณาการขีดความสามารถทางไซเบอร์เข้ากับปฏิบัติการทางทหารในระดับต่าง ๆ ทั้งระดับสถาบัน ระดับปฏิบัติการ และระดับยุทธวิธี ภายใต้ศัตรูและกรอบเวลาที่แตกต่างกัน Epic Fury จึงเป็นกรณีที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการกำจัดผู้นำระดับสูงและอาจส่งผลกระทบลุกลามไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง
ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจบทบาทของไซเบอร์ในปฏิบัติการทางทหารจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการประเมินความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ชาติสมาชิก NATO หลายประเทศกำลังผลักดันให้มีการพัฒนาขีดความสามารถทางไซเบอร์เชิงรุกอย่างเปิดเผยมากขึ้น
,
ประการที่สอง การบูรณาการระหว่างปฏิบัติการทางไซเบอร์และข่าวกรองกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การโจมตีทางทหารมีความแม่นยำและลดความเสียหายข้างเคียงได้อย่างมีนัยสำคัญ กรณีการสังหาร Ayatollah Ali Khamenei เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการผสานขีดความสามารถทั้งสองด้านเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
ในปฏิบัติการดังกล่าว US Cyber Command และ US Space Command ใช้เครื่องมือไซเบอร์และอิเล็กทรอนิกส์หลายรูปแบบเพื่อก่อกวนศัตรูควบคู่กับการสนับสนุนข่าวกรอง ขณะเดียวกัน CIA ได้จัดส่งข่าวกรองจากแหล่งข่าวบุคคล (HUMINT) เกี่ยวกับตำแหน่งที่อยู่ของ Khamenei ให้กับอิสราเอล ซึ่งนำไปสู่การปรับเวลาและลำดับขั้นของปฏิบัติการทั้งหมด นอกจากนี้ อิสราเอลยังเข้าถึงระบบกล้องวงจรปิดและกล้องจราจรของฝ่ายความมั่นคงอิหร่านที่ถูกเจาะระบบไว้ล่วงหน้า รวมถึงการรบกวนสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่เป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ทีมอารักขาได้รับการแจ้งเตือน ทั้งหมดนี้ทำให้การโจมตีสามารถดำเนินไปได้อย่างแม่นยำในระดับจุดวิกฤต
ลำดับการทำงานระหว่าง HUMINT ข่าวกรองสัญญาณ และการจารกรรมทางไซเบอร์ แสดงให้เห็นประเด็นสำคัญสี่ประการ ได้แก่ (1) ปฏิบัติการไซเบอร์ช่วยสนับสนุนการลาดตระเวนและการระบุเป้าหมาย (2) การวางกำลังในเครือข่ายยุทธศาสตร์ล่วงหน้าช่วยเปิดช่องให้โจมตีในจุดที่มีความสำคัญสูง (3) การประสานข่าวกรองที่ได้รับการสนับสนุนจากไซเบอร์ช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดความเสียหายข้างเคียง และ (4) ปฏิบัติการไซเบอร์จะมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อทำงานร่วมกับแหล่งข่าวกรองหลายประเภท
ดังนั้น พื้นที่ทางไซเบอร์จึงเป็นขีดความสามารถที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสนับสนุนการลาดตระเวนและการรวบรวมข่าวกรองก่อนเริ่มปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นการทำแผนที่เครือข่ายของฝ่ายตรงข้าม การฝังตัวเพื่อเข้าถึงระบบวิกฤต หรือการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการวางแผนในระยะต่อไป และบทบาทนี้ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อเริ่มปฏิบัติการจริง เพราะการรวบรวมข่าวกรองผ่านไซเบอร์ยังคงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการก่อกวนหรือทำลายระบบของฝ่ายตรงข้าม
ประการที่สาม ความเสี่ยงของการขยายขอบเขตความขัดแย้งผ่านกลุ่มตัวแทนในพื้นที่ไซเบอร์กำลังเพิ่มสูงขึ้น และอาจทำให้วิกฤตลุกลามเกินกว่าการควบคุมของรัฐที่เกี่ยวข้อง
ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดในช่วงสงครามความขัดแย้ง 12 วัน เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งมีรายงานว่ากลุ่มแฮกติวิสต์ที่สนับสนุนอิหร่านได้โจมตีประเทศเป้าหมายด้วยการเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์และเผยแพร่ข้อมูลรั่วไหล ขณะที่ฝั่งอิสราเอลรายงานการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายโดยกลุ่ม Predatory Sparrow ซึ่งมุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของอิหร่านภายหลังการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์
ข้อมูลจากแหล่งข่าวเปิดและข่าวกรองภัยคุกคามยังระบุถึงการจัดตั้งช่อง Telegram จำนวนมากโดยกลุ่มแฮกติวิสต์ที่สนับสนุนอิหร่าน เพื่อประสานการโจมตีองค์กรของอิสราเอลภายหลังปฏิบัติการล่าสุด สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มตัวแทนสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ทางทหารได้อย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพในการขยายขอบเขตของวิกฤตไปยังพื้นที่ไซเบอร์ในระดับที่รัฐอาจไม่ได้ควบคุมโดยตรง
ความท้าทายสำคัญคือการระบุตัวตนผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นปัญหาโดยเฉพาะในกรณีของกลุ่มที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา กลุ่มภัยคุกคามที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอิหร่านมักสวมรอยเป็นแฮกติวิสต์เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการปฏิเสธความรับผิดชอบ ทำให้ยากต่อการประเมินว่าการโจมตีใดเป็นการตอบโต้โดยตรงของรัฐ และการโจมตีใดเป็นการขยายขอบเขตโดยกลุ่มตัวแทนที่มีแรงจูงใจของตนเอง
สถานการณ์ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มตัวแทนในพื้นที่ไซเบอร์มีบทบาทสำคัญในการทำให้ความขัดแย้งลุกลาม และอาจสร้างแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์ต่อรัฐคู่ขัดแย้งได้มากกว่าที่ประเมินไว้ หากไม่มีการติดตามและวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงของการขยายวิกฤตโดยไม่ตั้งใจจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประการที่สี่ กิจกรรมทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งกำลังขยายตัวในเชิงยุทธศาสตร์ไปไกลกว่าพื้นที่การสู้รบทางกายภาพ และกำลังปรากฏร่องรอยในโลกไซเบอร์อย่างชัดเจน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบาห์เรน กาตาร์ คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แสดงให้เห็นว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ลุกลามไปยังประเทศรอบข้างผ่านกิจกรรมของกลุ่มแฮกติวิสต์และกลุ่มตัวแทนอื่น ๆ
ในอดีต อิหร่านมักพึ่งพากลุ่มที่รัฐให้การสนับสนุนและกลุ่มแฮกเกอร์อิสระเพื่อสร้างผลกระทบทางไซเบอร์ โดยเฉพาะเมื่อการเข้าถึงเครือข่ายภายในประเทศถูกจำกัดตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของปฏิบัติการ กลุ่มตัวแทนที่อยู่นอกประเทศจึงสามารถดำเนินกิจกรรมเชิง “รักชาติ” ที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางทหารได้ แต่เมื่อขาดการประสานงานอย่างสม่ำเสมอกับกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐ จึงยังไม่ชัดเจนว่ากลุ่มเหล่านี้จะสร้างผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ได้มากน้อยเพียงใด
แม้ผลกระทบจากการก่อกวนทางไซเบอร์จำนวนมากยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่กลุ่มแฮกติวิสต์ที่สนับสนุนอิหร่านได้อ้างว่ามีการโจมตีเว็บไซต์ธนาคาร เว็บไซต์ภาคประชาสังคม และแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของอิสราเอล รวมถึงการโจมตีบริการออนไลน์ของกระทรวงมหาดไทยกาตาร์ เว็บไซต์ทางการของสนามบินคูเวต และเป้าหมายอื่น ๆ ในบาห์เรนและจอร์แดน การระดมพลผ่านช่อง Telegram ที่จัดตั้งขึ้นใหม่จำนวนมากยิ่งตอกย้ำว่ากลุ่มเหล่านี้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ทางทหารได้อย่างรวดเร็วและมีการประสานงานในระดับหนึ่ง
ศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของจอร์แดน (JNSCSC) ยังรายงานการสกัดกั้นการโจมตีที่มีต้นทางจากอิหร่านซึ่งมุ่งเป้าไปที่คลังอาหารสำรองทางยุทธศาสตร์ แม้จะเป็นเพียงหนึ่งในหลายกรณี แต่ก็เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าความขัดแย้งกำลังขยายตัวเข้าสู่พื้นที่ไซเบอร์ในลักษณะที่มีผลต่อความมั่นคงของรัฐที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง
สถานการณ์ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมทางไซเบอร์กำลังทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” ให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างขึ้น และอาจสร้างแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศในภูมิภาคได้มากกว่าที่ประเมินไว้ หากไม่มีการติดตามและวิเคราะห์อย่างใกล้ชิด ความเสี่ยงของการลุกลามโดยไม่ตั้งใจจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประการที่ห้า ปฏิบัติการทางจิตวิทยา (PSYOPs) กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดการรับรู้ของประชากรในอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล และมีบทบาทโดยตรงต่อการขยายผลทางยุทธศาสตร์ของปฏิบัติการทางทหาร การติดตามยุทธวิธีเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงที่ความขัดแย้งทวีความซับซ้อนขึ้น
ในช่วงชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ Roaring Lion หน่วยข่าวกรอง Mossad ได้เปิดช่อง Telegram ภาษาฟาร์ซีเพื่อเป็น “ช่องทางข้อมูลทางเลือก” สำหรับชาวอิหร่าน โดยส่งสารถึง “พี่น้องชาวอิหร่าน” และเชิญชวนให้ร่วมเผยแพร่เนื้อหาที่สนับสนุน “การต่อสู้ที่ชอบธรรมในการต่อต้านระบอบการปกครอง” ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความพยายามเข้าถึงประชากรโดยตรงและลดทอนความสามารถของรัฐบาลอิหร่านในการควบคุมข้อมูลข่าวสาร
ก่อนหน้านั้นในเดือนมกราคม ระบบการออกอากาศผ่านดาวเทียมของรัฐบาลอิหร่านถูกเจาะเพื่อเผยแพร่เนื้อหาที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการใช้ PSYOPs เพื่อเจาะทะลุโครงสร้างการควบคุมสื่อของรัฐ และสร้างแรงกดดันทางการเมืองจากภายใน
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ระบุตัวผู้กระทำได้ยากกว่า แต่มีนัยสำคัญในเชิงจังหวะเวลา คือกรณีที่แอปพลิเคชันแจ้งเวลาละหมาดยอดนิยมของอิหร่าน (BadeSaba) ถูกเจาะระบบเพื่อส่งข้อความว่า “ความช่วยเหลือมาถึงแล้ว” ทันทีหลังจากระเบิดลูกแรกถูกทิ้งลงในอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และมีรายงานว่าตามมาด้วยคำแนะนำให้ยอมจำนน เหตุการณ์นี้สะท้อนการใช้ช่องทางที่ประชาชนพึ่งพาในชีวิตประจำวันเพื่อสร้างผลกระทบทางจิตวิทยาอย่างเฉียบพลัน
กรณีทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า PSYOPs ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่มุ่งเปลี่ยนการรับรู้ของประชากรและลดทอนความชอบธรรมของรัฐบาลอิหร่านในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งกำลังทวีความรุนแรง การใช้ช่องทางสื่อสารที่หลากหลาย ตั้งแต่ Telegram ไปจนถึงระบบออกอากาศดาวเทียมและแอปพลิเคชันศาสนา ชี้ให้เห็นถึงความพยายามเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในระดับลึก และสร้างแรงสั่นสะเทือนทางจิตวิทยาที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพภายในประเทศ
ประการที่หก การเปลี่ยนผ่านผู้นำในอิหร่านกำลังสร้างความไม่แน่นอนต่อการประสานงานภายในกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อความสามารถของอิหร่านในการวางแผนและดำเนินปฏิบัติการไซเบอร์ในระยะสั้นและระยะกลาง การติดตามความเปลี่ยนแปลงของลำดับความสำคัญ สายการบังคับบัญชา และการใช้ขีดความสามารถภายในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ แม้จะทำได้ยากในช่วงเวลาที่ข้อมูลมีจำกัด
หลังการยืนยันการเสียชีวิตของ Khamenei ยังไม่ชัดเจนว่าแรงกดดันจากกระบวนการสืบทอดอำนาจและความขัดแย้งภายในที่อาจเกิดขึ้น จะส่งผลต่อความสามารถของ IRGC ในการดำเนินตามวัตถุประสงค์ด้านไซเบอร์อย่างไร ความไม่แน่นอนนี้ยิ่งทวีความซับซ้อนเมื่อพิจารณาคำกล่าวอ้างของกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ที่ระบุว่าได้โจมตีอาคารขนาดใหญ่ทางตะวันออกของเตหะรานเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ซึ่งรวมถึงหน่วยข่าวกรองและกองบัญชาการสงครามไซเบอร์ของ IRGC แม้ยังไม่ทราบระดับความเสียหายที่แท้จริง แต่เหตุการณ์นี้อาจส่งผลต่อความสามารถในการวางแผนและประสานงานแคมเปญไซเบอร์ของอิหร่าน
ความไม่แน่นอนทั้งจากการเปลี่ยนผ่านผู้นำและความเสียหายต่อโครงสร้างบัญชาการ ทำให้เกิดความเสี่ยงของการยกระดับสถานการณ์โดยกลุ่มตัวแทนที่มีลักษณะกระจายอำนาจ ซึ่งอาจดำเนินการโดยปราศจากการควบคุมจากส่วนกลาง การขาดทิศทางที่ชัดเจนจาก IRGC อาจเปิดช่องให้กลุ่มเหล่านี้ดำเนินกิจกรรมตามแรงจูงใจของตนเอง ทำให้สถานการณ์มีความผันผวนและยากต่อการระบุตัวผู้กระทำ
ไม่ว่าการโจมตีของ IDF จะขัดขวางขีดความสามารถของ IRGC เพียงชั่วคราวหรืออย่างมีนัยสำคัญก็ตาม ตราบใดที่การเชื่อมต่อภายในอิหร่านยังคงถูกจำกัด ก็ยากที่จะประเมินว่าปฏิบัติการไซเบอร์ที่มีลักษณะทำลายล้างมากขึ้นจะถูกส่งออกมาอย่างไรและมุ่งเป้าไปที่ใด แม้จะมีสัญญาณของการประสานงานระหว่างกลุ่มตัวแทนกับกิจกรรมทางทหารในปัจจุบัน ทั้งในแง่ของเป้าหมายและการสนับสนุนวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่านในการสร้างความโกลาหลและ หมอกแห่งสงคราม
ประการที่เจ็ด นัยสำคัญของปฏิบัติการล่าสุดอยู่ที่ความไม่แน่นอนว่ากิจกรรมทางไซเบอร์ของอิหร่านจะขยายขอบเขตไปสู่การโจมตีแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรเมื่อใดและอย่างไร แม้หลายฝ่ายจะอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมแล้วก็ตาม รูปแบบการปฏิบัติการของอิหร่านและกลุ่มตัวแทนเริ่มส่งสัญญาณความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น และมีพัฒนาการต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมในอดีตช่วงที่ความตึงเครียดสูง
ตัวอย่างในอดีตสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอิหร่านในการโจมตีเป้าหมายต่างประเทศโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น (1) การลบข้อมูลของคาสิโน Las Vegas Sands ในปี 2014 (2) การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย เช่น เหตุการณ์ Saudi Aramco ในปี 2012 (3) การโจมตีแบบล้างข้อมูลต่อระบบรัฐบาลแอลเบเนียในปี 2022 ซึ่งนำไปสู่การขับไล่ทูตอิหร่าน หรือ (4) แคมเปญแรนซัมแวร์ที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างอาชญากรรมไซเบอร์กับการก่อวินาศกรรมโดยรัฐเลือนลางลง เหตุการณ์เหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าความสามารถในการโจมตีเชิงรุกของอิหร่านยังคงอยู่ และอาจถูกนำมาใช้ในบริบทปัจจุบันได้ทุกเมื่อ
รายงานประเมินสถานการณ์ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ระบุว่าอิหร่านและกลุ่มตัวแทน “น่าจะ” เป็นภัยคุกคามต่อเนื่องต่อแผ่นดินใหญ่สหรัฐฯ โดยเฉพาะการโจมตีระดับต่ำ เช่น DDoS และการเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ ขณะที่ศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร (UK NCSC) ชี้ว่า แม้ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในภัยคุกคามโดยตรง แต่สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
สำหรับห่วงโซ่อุปทานโลกและวิสาหกิจข้ามชาติ แม้จะไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบในรูปแบบ “ความเสียหายข้างเคียง” เนื่องจากความเชื่อมโยงของโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ใช้งานร่วมกันในภูมิภาคที่มีความเปราะบาง ภัยคุกคามที่ควรจับตาเป็นพิเศษคือความเป็นไปได้ที่กลุ่มปฏิบัติการไซเบอร์ซึ่งเคยได้รับการสนับสนุนจากรัฐจะปรับตัวไปสู่การเป็นอาชญากรไซเบอร์เต็มรูปแบบ โดยใช้มัลแวร์เรียกค่าไถ่เพื่อแสวงหารายได้ทดแทนงบประมาณที่ลดลงในช่วงวิกฤตความมั่นคง หรือเลือกโจมตีห่วงโซ่อุปทานเพื่อฝังมัลแวร์ในซอฟต์แวร์ที่ภาคพลังงานทั่วโลกใช้งานร่วมกัน
สถานการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึง “ผลกระทบข้างเคียงที่ไม่ตั้งใจ” ภายใต้สภาวะ “หมอกแห่งสงคราม” ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อการควบคุมและสั่งการจากส่วนกลางอ่อนตัวลง ส่งผลให้ความแม่นยำในการกำหนดเป้าหมายลดลง และทำให้ความเสียหายขยายวงไปยังบริษัทเดินเรือหรือกลุ่มธุรกิจพลังงานในเอเชียและยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
#อิหร่าน #ตะวันออกกลาง
แหล่งข้อมูล
https://www.war.gov/News/Transcripts/Transcript/Article/4418959/secretary-of-war-pete-hegseth-and-chairman-of-the-joint-chiefs-of-staff-gen-dan/
https://defensescoop.com/2025/06/23/cyber-command-supports-attack-iran-nuclear-facilities-midnight-hammer/
https://bindinghook.com/how-european-and-allied-cybersecurity-strategies-are-shifting-from-defence-to-offence/
https://www.nytimes.com/2026/03/01/us/politics/cia-israel-ayatollah-compound.html
https://www.ft.com/content/bf998c69-ab46-4fa3-aae4-8f18f7387836
https://www.wired.com/story/israels-predatory-sparrow-hackers-are-waging-cyberwar-on-irans-financial-system/
https://www.halcyon.ai/ransomware-alerts/iranian-use-of-cybercriminal-tactics-in-destructive-cyber-attacks-2026-updates
https://unit42.paloaltonetworks.com/iranian-cyberattacks-2026/
https://www.timesofisrael.com/liveblog_entry/mossad-to-iranians-together-we-will-return-iran-to-its-glorious-days/
https://www.euronews.com/2026/01/19/hackers-target-iran-state-tvs-satellite-transmission-to-broadcast-exiled-crown-prince
https://x.com/MoGC_JO/status/2028507686925373659
https://www.reuters.com/world/middle-east/intelligence-assessment-warns-iranian-attacks-us-following-khameneis-death-2026-03-02/
https://www.ncsc.gov.uk/news/ncsc-advises-uk-organisations-take-action-following-conflict-in-middle-east
28/02/2026
เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศแบบประสานงาน ต่อเป้าหมายในอิหร่าน โดยอิสราเอลดำเนิน "ปฏิบัติการ Roar of the Iron" ควบคู่กับ "ปฏิบัติการ Epic Fury" ของสหรัฐฯ มีการยืนยันการโจมตีเข้าเป้าหมายยุทธศาสตร์หลายแห่งในกรุงเตหะราน รวมถึงบริเวณถนน Pasteur ซึ่งเป็นที่ตั้งทำเนียบประธานาธิบดี ซึ่งบ่งชี้ถึงเจตนาในการทำลายโครงสร้างการบังคับบัญชาหลัก
ปฏิบัติทางการทหารในครั้งนี้ยุทธศาสตร์การป้องปราม แต่เป็นการยกระดับสถานะสู่สงครามเต็มรูปแบบ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการทำลายขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ระยะยาวและกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ประธานาธิบดี Trump แถลงการณ์จาก Mar-a-Lago ระบุสถานะปฏิบัติการว่าเป็น การรบต่อเนื่องขนาดใหญ่ พร้อมเรียกร้องโดยตรงให้ประชาชนอิหร่านเข้าควบคุมอำนาจรัฐ
สถานการณ์มีความล่อแหลมขั้นวิกฤตที่จะขยายวงสู่ความขัดแย้งระดับภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพความมั่นคงระหว่างประเทศและสร้างความผันผวนอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลก
1. ลักษณะความขัดแย้ง การปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่แตกต่างจากรูปแบบความขัดแย้งตลอดสองปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายน 2025 หรือสงคราม 12 วัน ซึ่งยังคงดำเนินอยู่ภายใต้กรอบ "Operational Deterrence” ที่คู่ขัดแย้งต่างระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์ลุกลามจนเกินควบคุม แต่สถานการณ์ปัจจุบันได้ก้าวข้ามขีดจำกัดดังกล่าวไปแล้ว โดยมุ่งเป้าทำลายโครงสร้างอำนาจรัฐอิหร่านทั้งสามเสาหลักอย่างเป็นระบบ ได้แก่ (1) ศูนย์กลางฝ่ายบริหารในกรุงเตหะราน (2) ฐานที่มั่นทางทหารของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในเคอร์มานชาห์ รวมถึงสายการผลิตขีปนาวุธในชีราซ และ (3) โครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ในอิสฟาฮาน การเลือกเป้าหมายในลักษณะนี้สะท้อนวัตถุประสงค์ที่ต้องการ "ตัดรอนขีดความสามารถระยะยาว" มิใช่เพียงการตอบโต้ทางยุทธวิธีเฉพาะหน้าเหมือนในอดีต
นัยสำคัญอีกประการคือการปรับเปลี่ยนบทบาทและกรอบเวลาของปฏิบัติการ โดยสหรัฐฯ ได้ยกระดับสถานะขึ้นสู่ตำแหน่ง "แนวหน้า" ในการบัญชาการรบ ซึ่งแตกต่างจากการเข้าร่วมแบบจำกัดวงในสงครามเดือนมิถุนายน และคาดการณ์ว่าปฏิบัติการจะมีความยืดเยื้อต่อเนื่องหลายวันเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายที่กว้างขวางกว่าเดิม นอกจากนี้ การใช้รหัสปฏิบัติการ "Operation Roar of the Iron" และ "Operation Epic Fury" ยังเป็นการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ ที่แสดงถึงเจตจำนงอันเด็ดขาดในการใช้กำลังเพื่อสร้างความชอบธรรมและกำหนดผลแพ้ชนะ มิใช่การใช้ภาษาทางการทูตเพื่อเปิดช่องทางเจรจาหรือประนีประนอมแต่อย่างใด
2. วัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ แม้ถ้อยแถลงทางการจะระบุเป้าหมายหลักที่การทำลายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกล แต่เนื้อหาส่วนขยายกลับบ่งชี้ถึงวัตถุประสงค์ที่กว้างขวางกว่านั้นมาก ครอบคลุมตั้งแต่ Naval Strategy การตัดทอนเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค ไปจนถึงข้อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อย่างชัดเจน โดยใช้วาทกรรมที่มุ่งเน้นการให้ประชาชน "ยึดอำนาจคืน" ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าปฏิบัติการนี้ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดทางยุทธวิธี ไปสู่ "ยุทธการบังคับผลลัพธ์ทางการเมือง" อย่างเต็มรูปแบบ
3. กรอบความชอบธรรมของอิสราเอล ในส่วนของอิสราเอล ได้กำหนดนิยามปฏิบัติการนี้ว่าเป็น "การชิงลงมือโจมตีก่อน" โดยอ้างอิงข้อมูลการข่าวกรองเรื่องภัยคุกคามระยะประชิด จากการเตรียมการโจมตีด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับต่อพลเรือน การกำหนดกรอบเช่นนี้มีนัยสำคัญทางกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความชอบธรรมภายใต้หลักการป้องกันตนเองและเพื่อลดแรงกดดันทางการทูตจากการเป็นฝ่ายเริ่มใช้กำลังทางทหารในครั้งนี้
4. สมการความร่วมมือสหรัฐฯ–อิสราเอล การตัดสินใจเปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้สะท้อนถึงผลประโยชน์ร่วมกัน ระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งต่างประเมินตรงกันว่าสภาวะปัจจุบันคือ "หน้าต่างแห่งโอกาสทางยุทธศาสตร์" ที่เปิดกว้างที่สุดในการจัดการภัยคุกคามจากอิหร่าน การประเมินดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานหลักสี่ประการ ได้แก่ (1) การลดทอนขีดความสามารถอย่างหนักของเครือข่ายตัวแทน ตลอดสองปีที่ผ่านมา (2) ความเปราะบางของระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ถูกทำลายซ้ำซ้อน (3) วิกฤตเสถียรภาพภายในจากการปราบปรามประชาชน และ (4) ความสำเร็จในการแทรกซึมด้านการข่าวกรองเข้าสู่โครงสร้างอำนาจส่วนกลาง ปัจจัยเหล่านี้ชี้นำให้ผู้นำทั้งสองฝ่ายเชื่อมั่นว่าดุลอำนาจได้เอียงมาทางฝ่ายพันธมิตรอย่างสมบูรณ์ และเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการเผด็จศึก
สำหรับประธานาธิบดี Trump ปัจจัยขับเคลื่อนทางจิตวิทยาที่สำคัญคือความสำเร็จจากปฏิบัติการเชิงรุกในระยะหลัง โดยเฉพาะการทำลายโครงสร้างนิวเคลียร์และการปฏิบัติการพิเศษต่อผู้นำเวเนซุเอลา ประสบการณ์ดังกล่าวได้สร้างบรรทัดฐานความสำเร็จที่นำไปสู่ภาวะ "Overconfidence Bias“ ว่าการใช้กำลังทางทหารขั้นเด็ดขาดจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างรวดเร็วและอยู่ภายใต้การควบคุม
อย่างไรก็ตาม การประเมินเช่นนี้นับเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งหากวางอยู่บนฐานคิดที่เทียบเคียงกรณีของอิหร่านกับเวเนซุเอลา เนื่องจากอิหร่านมีโครงสร้างทางยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนกว่ามาก ทั้งในแง่ของขนาดประชากร ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และขีดความสามารถของกองกำลังที่เป็นระบบ ซึ่งทำให้พลวัตการต่อต้านและการยืนระยะมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากกรณีศึกษาในอดีต
5. พลวัตการตัดสินใจของผู้นำสูงสุดอิหร่าน การประเมินท่าทีของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า "การยอมจำนน" มิใช่ทางเลือกในสมการความคิดของผู้นำวัย 86 ปีรายนี้ ในกรอบโลกทัศน์ของคาเมเนอี การอ่อนข้อต่อศัตรูทางอุดมการณ์ถือเป็น "ภัยคุกคามต่อความอยู่รอด" ของระบอบการปกครองที่มีระดับความรุนแรงยิ่งกว่าผลกระทบจากสงครามทางกายภาพ ประวัติศาสตร์การปกครองตลอดเกือบสี่ทศวรรษของเขาสะท้อนเอกลักษณ์แห่ง "การต่อต้านอย่างแข็งกร้าว" ต่อแรงกดดันทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งเป็นรากฐานความชอบธรรมทางอำนาจที่ไม่อาจสั่นคลอน
ดังนั้น การคำนวณทางยุทธศาสตร์ของระบอบอิหร่านจึงมิได้ตั้งอยู่บนสมมติฐานของการเอาชนะด้วยกำลังรบตามแบบ ซึ่งเป็นรองสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับยึดถือหลักนิยม "Asymmetric Warfare Doctrine” เป็นหัวใจสำคัญ ยุทธศาสตร์หลักคือการใช้ Strategic Resilience เพื่อดูดซับแรงกระแทก ควบคู่ไปกับการปฏิบัติการเพื่อ "เพิ่มต้นทุน" ทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร ให้แก่ฝ่ายตรงข้ามจนเกินขีดจำกัดที่จะรับได้ ตัวแปรชี้ขาดในสมรภูมินี้จึงมิใช่อำนาจการยิงที่เหนือกว่า แต่เป็นสงครามความอดทน ที่วัดกันด้วยขีดความสามารถในการรองรับความเสียหายของแต่ละฝ่าย
6. โครงสร้างกำลังรบและการวางวางกำลังทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ - อิสราเอล
กองกำลังสหรัฐฯ ในภูมิภาคปัจจุบันประกอบด้วยกำลังพลประมาณ 40,000 นาย ซึ่งกระจายตัวประจำการตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยมีขีดความสามารถในการโจมตีหลักอยู่ที่ กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี (Carrier Strike Groups - CSG) สองกลุ่มหลัก ได้แก่
(1) USS Gerald R. Ford ซึ่งวางกำลังในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกเพื่อกดดันทางปีกตะวันตก และ
(2) USS Abraham Lincoln ในทะเลอาหรับ (นอกชายฝั่งโอมาน) เพื่อปิดล้อมทางตอนใต้ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน 1 ลำ และเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี (Guided-missile Destroyers) จำนวน 3 ลำ พร้อมด้วยกำลังทางอากาศยานรบหลักแบบ F/A-18 Super Hornet และ F-35C Lightning II รวมถึงระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าทางอากาศ E-2D Hawkeye
การปฏิบัติการทางเรือนี้ได้รับการสนับสนุนจากโครงข่ายฐานทัพถาวร 8 แห่งใน 4 ประเทศพันธมิตร (บาห์เรน, คูเวต, กาตาร์, UAE) โดยมีศูนย์บัญชาการส่วนหน้า (CENTCOM Forward HQ) ที่ฐานทัพอากาศ Al Udeid ในกาตาร์เป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมสั่งการ พร้อมด้วยจุดยุทธศาสตร์สนับสนุน อีกกว่า 12 แห่งในอียิปต์ อิรัก จอร์แดน โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และซีเรีย
อย่างไรก็ตาม แม้ขีดความสามารถในการรุกจะอยู่ในระดับสูง แต่จุดเปราะบางวิกฤต ของฝ่ายพันธมิตรอยู่ที่สภาวะความพร้อมรบของระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธแบบบูรณาการ (IAMD) โดยเฉพาะระบบ THAAD และ Patriot ซึ่งประสบปัญหา "ภาวะขาดแคลนลูกจรวดสกัดกั้น" อันเป็นจากการใช้งานอย่างหนักในช่วงสงครามการปะทะเมื่อปี 2025 และการปะทะระลอกก่อนหน้า สภาวะนี้ก่อให้เกิด Structural Asymmetry ที่อันตรายที่สุด กล่าวคือ ต้นทุนการป้องกัน ของฝ่ายสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นจนยากจะแบกรับ ในขณะที่ฝ่ายอิหร่านยังคงรักษาขีดความสามารถในการระดมยิงขีปนาวุธและโดรนราคาถูกเข้าใส่ในปริมาณมหาศาล ซึ่งถือเป็นช่องว่างทางยุทธวิธีที่อาจพลิกผันสถานการณ์ได้หากการรบยืดเยื้อ
7. สถานะกำลังรบและขีดความสามารถของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
โครงสร้างกำลังรบหลักและขีดความสามารถเชิงรุก กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งมีกำลังพลประมาณ 180,000 นาย ยังคงดำรงสถานะเป็น "ศูนย์ดุลภาพแห่งอำนาจ" ที่ค้ำจุนระบอบการปกครองอย่างเหนียวแน่น ในด้านขีดความสามารถเชิงรุก อิหร่านได้เร่งเติมเต็มคลังแสงขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ จนกลับสู่ระดับที่น่ากังวลภายหลังการใช้งานไปกว่า 500 ลูกในสงครามเดือนมิถุนายน โดยประเมินว่าปัจจุบันมีขีปนาวุธสำรองพร้อมใช้งานนับพันลูก ซึ่งเพียงพอสำหรับการทำสงครามยืดเยื้อ โดยสามารถภัยคุกคามแบ่งเป็นสองระดับ ได้แก่
(1) ขีปนาวุธพิสัยกลางและไกล (MRBM/IRBM) ที่มีรัศมีทำการครอบคลุมพื้นที่อิสราเอล และ
(2) ขีปนาวุธพิสัยใกล้ (SRBM) รวมถึงขีปนาวุธร่อน (Cruise Missiles) จำนวนมหาศาลที่สามารถโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหลังการปล่อย
ขณะที่แม้โครงข่ายตัวแทน จะถูกบั่นทอนขีดความสามารถลงอย่างหนักในห้วงสองปีที่ผ่านมา แต่ยังคงดำรงศักยภาพในการปฏิบัติการก่อกวนทางยุทธวิธี โดยเฉพาะจากกลุ่มฮูตี กลุ่มติดอาวุธชีอะห์ในอิรัก และเศษซากโครงสร้างที่เหลืออยู่ของฮิซบอลเลาะห์ อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนวิกฤตที่สุดของอิหร่านอยู่ที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ (IADS) ซึ่งอยู่ในสภาพ ไร้ประสิทธิภาพ หลังถูกทำลายซ้ำซ้อนในปฏิบัติการเดือนตุลาคม 2024 และมิถุนายน 2025 ทำให้พื้นที่น่านฟ้าเปิดโล่งต่อการโจมตีทางอากาศ
เสถียรภาพภายในและการควบคุมสั่งการ ในมิติความมั่นคงภายใน แม้ความชอบธรรมของระบอบจะสั่นคลอนอย่างหนักจากการปราบปรามการประท้วงเมื่อเดือนก่อน ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้าง แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ปรากฏสัญญาณของการแปรพักตร์ในระดับโครงสร้าง ภายในกองทัพหรือหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้นำสูงสุดยังคงรักษาอำนาจการควบคุมสั่งการ เหนือกองกำลังติดอาวุธได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ข้อสังเกตสำคัญ
* บทเรียนจากการปะทะในอดีตได้เร่งรัดให้กองกำลังขีปนาวุธอิหร่านปรับเปลี่ยนหลักนิยมการยิงสู่รูปแบบ "การระดมยิงแบบประสานเวลา" (Synchronized Salvo Fire) เพื่อสร้างสภาวะอิ่มตัวให้แก่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม ข้อมูลเชิงประจักษ์จากสงครามเดือนมิถุนายนบ่งชี้ว่า แม้อัตราการสกัดกั้นจะอยู่ในระดับสูง แต่ขีปนาวุธจำนวนหนึ่งสามารถเล็ดลอด ผ่านระบบป้องกันหลายชั้นเข้าตกกระทบเป้าหมายที่มีความสำคัญสูง รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงกองบัญชาการ Mossad ปัจจุบัน เมื่อประกอบกับสถานการณ์ "ภาวการณ์ขาดแคลนกระสุน” ของฝ่ายพันธมิตร จึงประเมินว่าอัตราการเล็ดลอดของหัวรบ ในการปะทะครั้งนี้จะมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งยกระดับภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานทางทหารให้เข้าขั้นวิกฤต
อย่างไรก็ตาม กระบวนการยิงขีปนาวุธถือเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของฝ่ายอิหร่าน การจุดระเบิดเครื่องยนต์จรวดจะสร้างสัญญาณความร้อนและเรดาร์ ที่ระบบดาวเทียมแจ้งเตือนล่วงหน้าสามารถตรวจจับได้ทันที ประกอบกับข้อจำกัดด้านความคล่องตัวของฐานยิงขีปนาวุธขนาดใหญ่ (TELs) ซึ่งใช้เวลาในการถอนตัว (Shoot-and-Scoot) นานกว่าระบบจรวดขนาดเล็ก เปิดโอกาสให้กองทัพอากาศอิสราเอลดำเนินกลยุทธ์ ตอบโต้ฉับพลันต่อฐานยิง ก่อนที่ขีปนาวุธชุดต่อไปจะถูกบรรจุ สถานการณ์นี้จึงแปรเปลี่ยนเป็น "สงครามบั่นทอนกำลัง" (War of Attrition) ที่วัดผลแพ้ชนะด้วยอัตราการสูญเสียของคลังขีปนาวุธเทียบกับขีดความสามารถในการดำรงสภาพของฐานยิง
8. การประเมินความเสียหายและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปะทะ
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ยกระดับการปฏิบัติการทางทหารสู่ขั้นวิกฤตด้วยการประกาศโจมตี "เชิงรุกและรุนแรง" ต่อโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐฯ ในบาห์เรน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงศูนย์บัญชาการทางทหารและการข่าวกรองภายในดินแดนอิสราเอล โดยระบุชัดเจนว่านี่เป็นเพียงระลอกแรกของยุทธการโจมตีต่อเนื่องด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ หลักฐานเชิงประจักษ์จากการประเมินความเสียหายหลังการโจมตี (Battle Damage Assessment - BDA) ยืนยันเหตุระเบิดรุนแรงภายในฐานทัพเรือ NSA Bahrain (Juffair) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกองบัญชาการกองเรือที่ 5 (US 5th Fleet) และ CENTCOM ส่วนหน้า ในขณะเดียวกัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศของชาติพันธมิตรในกาตาร์และจอร์แดนได้เข้าสกัดกั้นขีปนาวุธระลอกแรกและระลอกที่สองได้บางส่วน บ่งชี้ถึงความหนาแน่นและซับซ้อนของการโจมตีที่มุ่งหวังผลทำลายล้างสูง
นอกจากนี้ นัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่วิกฤตที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปะทะจากการ "บริหารจัดการความขัดแย้ง" ในอดีต สู่สภาวะ "สงครามไร้การประสานงาน" การโจมตีโดยตรงต่อสินทรัพย์ของสหรัฐฯ ถือเป็นการข้ามเส้นแบ่งที่ชัดเจน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก "สงคราม 12 วัน" ในเดือนมิถุนายนที่มีลักษณะของการ "ออกแบบร่วมกัน" ผ่านช่องทางการทูตลับเพื่อจำกัดขอบเขตความเสียหาย ปัจจุบัน สัญญาณของการสื่อสารเพื่อลดระดับความรุนแรง ได้ขาดหายไปอย่างสมบูรณ์ สะท้อนเจตจำนงของอิหร่านที่พร้อมแลกหมัดโดยตรงเพื่อรักษาความอยู่รอดของระบอบ
9. การยกระดับสถานการณ์และทางเลือกของอิหร่าน
(1) ในมิติการสงครามตามแบบและการบั่นทอนกำลัง ทางเลือกขั้นพื้นฐานที่สุดของอิหร่านคือการดำรงความต่อเนื่องของ "สงครามขีปนาวุธยืดเยื้อ" (Prolonged Missile Campaign) โดยใช้ยุทธวิธีระดมยิงเป็นระลอกต่อเป้าหมายทางทหารและพลเรือน เพื่อเร่งอัตราการร่อยหรอของคลังจรวดสกัดกั้นฝ่ายพันธมิตร ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการป้องกันประเทศอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์นี้มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือขีดจำกัดของคลังแสงอิหร่านเอง และความเสี่ยงจากการเปิดเผยตำแหน่งฐานยิง ซึ่งจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีตอบโต้ทันที
(2) ในมิติสงครามเศรษฐกิจและพลังงาน ในระดับที่รุนแรงกว่านั้น อิหร่านมีศักยภาพในการขยายวงความขัดแย้งสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยอาจใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษหรือกลุ่มตัวแทนโจมตีแหล่งผลิตและโรงกลั่นน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อสร้างผลกระทบฉับพลันต่อราคาพลังงานโลก ดังเช่นบทเรียนจากการโจมตีโรงกลั่น Abqaiq-Khurais ของซาอุดีอาระเบียในปี 2019 หรืออาจยกระดับสูงสุดด้วยการคุกคามเส้นทางเดินเรือผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ไม่ว่าจะเป็นการวางทุ่นระเบิดหรือการปิดกั้นเส้นทาง ซึ่งจะก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานโลกระดับรุนแรง แต่ทางเลือกนี้มีความเสี่ยงทางการทูตสูงมาก เพราะนอกจากจะทำลายความสัมพันธ์กับรัฐอาหรับที่เป็นกลางแล้ว ยังอาจเผชิญแรงต้านจากจีนซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุด
(3) ในมิติความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และเครือข่ายตัวแทน ทางเลือกที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติร่วม (North Field/South Pars) ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดก๊าซโลกและรัฐกาตาร์ การกระทำดังกล่าวจะทำลายช่องทางการทูตที่สำคัญที่สุด ที่อิหร่านใช้สื่อสารกับโลกตะวันตก นอกจากนี้ การใช้เครือข่ายตัวแทน เช่น กลุ่มฮูตีหรือกองกำลังในอิรัก เพื่อโจมตีสถานทูตหรือฐานทัพขนาดเล็กเพื่อกระจายกำลังฝ่ายพันธมิตร ดังเช่นกรณีการโจมตีแหล่งก๊าซ Khor Mor ในเคอร์ดิสถาน ก็ยังเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้ แม้ขีดความสามารถของกลุ่มเหล่านี้จะลดทอนลงไปมากแล้วก็ตาม
แม้ทางเลือกในการยกระดับจะมีอยู่หลากหลาย แต่โดยพื้นฐานแล้ว อิหร่านมิได้ต้องการเข้าสู่สงครามตามแบบที่ยืดเยื้อ เนื่องจากตระหนักถึงความเสียเปรียบด้านกำลังรบ ดังนั้น รูปแบบการตอบโต้จึงมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในกรอบ "การตอบโต้แบบคำนวณผลได้เสีย" เพื่อรักษาหน้าและแสดงจุดยืน แต่จะมีความรุนแรงและแม่นยำกว่าในอดีตเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการเมือง มิใช่เพื่อการทำลายล้างแตกหัก
10. ผลกระทบเชิงพลวัตต่อเสถียรภาพทางพลังงานและระบบเศรษฐกิจโลก
ปฏิกิริยาของตลาดและแนวโน้มระยะสั้น ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงแรงกระเพื่อมในตลาดพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ได้ปรับตัวสูงขึ้นราวร้อยละ 3 ในช่วงก่อนเริ่มปฏิบัติการ ปิดตลาดที่ระดับ 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 7 เดือน และเมื่อพิจารณาภาพรวมตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมา พบว่าราคาได้ขยับตัวสูงขึ้นแล้วถึงร้อยละ 12 การเคลื่อนไหวของราคาดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า) ถึงความกังวลของนักลงทุน และคาดการณ์ว่าเมื่อตลาดเอเชียเปิดทำการในเช้าวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น จะเกิดภาวะความผันผวนของตลาด ในระดับสูงจากการตอบสนองต่อข่าวสารปฏิบัติการทางทหารล่าสุด
โครงสร้างความเสี่ยงและจุดเปราะบางทางยุทธศาสตร์ ในเชิงโครงสร้าง แม้ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านจะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2 ของอุปทานโลกซึ่งส่วนใหญ่มีจุดหมายปลายทางที่จีน แต่ Flashpoint ที่แท้จริงมิได้อยู่ที่ปริมาณน้ำมันของอิหร่าน หากแต่อยู่ที่เสถียรภาพของ "ช่องแคบฮอร์มุซ" เส้นทางยุทธศาสตร์ซึ่งรองรับการขนส่งน้ำมันทางทะเลถึงร้อยละ 30 ของโลก แม้ประวัติศาสตร์จะบ่งชี้ว่าอิหร่านไม่เคยปิดกั้นเส้นทางนี้ได้จริงแม้จะมีการข่มขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือแม้แต่ในช่วงสงครามฤดูร้อนที่ผ่านมา แต่ความเสี่ยงระดับวิกฤตยังคงดำรงอยู่
แม้การโจมตีในวงจำกัดอาจผลักดันราคาให้แตะระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อจนส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจริง ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะยานสูงกว่านั้นมาก พร้อมส่งผลกระทบลูกโซ่ต่ออัตราเงินเฟ้อโลก อย่างรุนแรง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ "ความเสี่ยงจากการรับรู้" ของตลาด ซึ่งมีความอ่อนไหวสูงต่อสถานการณ์ความไม่สงบ ดังที่เคยปรากฏให้เห็นจากการพุ่งขึ้นของราคาแตะระดับ 80 ดอลลาร์ชั่วคราวในช่วงสงครามเดือนมิถุนายน แม้จะไม่มีการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือจริงก็ตาม
11. สมมติฐานที่อาจผิดพลาดและบทเรียนในอดีต
(1) มายาคติเรื่องการลุกฮือของประชาชนและโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึก สมมติฐานหลักของฝ่ายวางแผนยุทธการที่เชื่อว่าแรงกดดันทางทหารจากภายนอกจะจุดชนวนให้เกิดการลุกฮือของประชาชนภายใน เพื่อโค่นล้มระบอบนั้น อาจเป็น "Strategic Blind Spot” ที่ร้ายแรงที่สุด การประเมินว่าความโกรธแค้นจากการปราบปรามประชาชนเมื่อเดือนก่อนจะหักล้าง "ปรากฏการณ์รวมใจสู้ยามศึก" ถือเป็นการมองข้ามจิตวิทยาสังคมในภาวะสงคราม ซึ่งความหวาดกลัวต่อความโกลาหลและการโจมตีจากต่างชาติมักผลักดันให้ประชาชนเลือกความมั่นคงมากกว่าการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ โครงสร้างอำนาจของอิหร่านมิได้ยึดโยงอยู่กับตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นระบบราชการที่ฝังรากลึก โดยมีกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กว่า 180,000 นาย เป็นกลไกค้ำจุนที่เข้มแข็ง การคาดหวังว่าการเด็ดหัวผู้นำสูงสุดจะนำไปสู่การล่มสลายของระบอบทันทีจึงเป็นความเสี่ยงที่จะเผชิญกับการต่อต้านอย่างเป็นระบบจากโครงสร้างที่ยังคงเหลืออยู่
(2) กับดักของการเปลี่ยนระบอบ บทเรียนจากประวัติศาสตร์การแทรกแซงในอิรักปี 2003 และลิเบียปี 2011 ชี้ชัดถึงอันตรายของยุทธการเปลี่ยนระบอบที่ขาด "แผนยุทธศาสตร์วันถัดไป" อย่างรัดกุม เนื่องจากการทำลายโครงสร้างรัฐเดิมโดยปราศจากกลไกรองรับที่ชัดเจน จะนำไปสู่ "สภาวะสุญญากาศทางอำนาจ" และความโกลาหลไร้กฎหมาย เนื่องจากอิหร่านเป็นรัฐขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 90 ล้านคนและมีความซับซ้อนทางชาติพันธุ์สูง ย่อมเสี่ยงต่อการแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ มากกว่าอิรัก ยิ่งไปกว่านั้น การขาดแคลนฝ่ายค้านภายในที่เป็นเอกภาพ และความน่ากังขาในขีดความสามารถของกลุ่มพลัดถิ่น เช่น Reza Pahlavi และยิ่งตอกย้ำความเสี่ยงที่อิหร่านจะกลายเป็น "รัฐล้มเหลว" ซึ่งแม้จะเป็นผลดีทางยุทธวิธีระยะสั้นต่ออิสราเอล แต่จะเป็นหายนะทางมนุษยธรรมและเสถียรภาพภูมิภาคในระยะยาว
(3) ความเสี่ยงทางการเมืองภายในสหรัฐฯ และฉันทามติสาธารณะ ในมิติการเมืองภายใน ปฏิบัติการครั้งนี้กำลังดำเนินไปบนฐานที่เปราะบางของ "ต้นทุนทางการเมือง" ผลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะบ่งชี้ถึง "ภาวะขาดฉันทามติ" อย่างรุนแรง โดยชาวอเมริกันส่วนใหญ่คัดค้านการใช้กำลังทหารและเรียกร้องกระบวนการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ถูกละเลย ความขัดแย้งนี้อาจบั่นทอนฐานเสียงหลักของรัฐบาล (MAGA) ที่ยึดมั่นในนโยบายต่อต้านสงครามและการมุ่งเน้นกิจการภายใน นอกจากนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความผันผวนของราคาพลังงานและค่าครองชีพที่อาจพุ่งสูงขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางสมัย จะเป็นปัจจัยเร่งปฏิกิริยาเชิงลบที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะสั้น
#อิหร่าน #ตะวันออกกลาง
คลิกที่นี่เพื่อรับประกาศแบบสปอนเซอร์ของคุณ
หมวดหมู่
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
แจ้งเตือน
เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ VortexWatch โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ