VortexWatch
พื้นที่เล่าเรื่องราวและแบ่งปันความรู้ที่เกี่ยวข้องประวัติศาสตร์ความมั่นคง เหตุการณ์ และประเด็นความมั่นคงร่วมสมัยในทุกมิติ
18/01/2026
ฟิลิปปินส์กับประธานอาเซียน: การบรรลุข้อตกลงทะเลจีนใต้ในปี 2026
วิกฤตความมั่นคงในทะเลจีนใต้กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่ท้าทายที่สุดเมื่อ ฟิลิปปินส์ เตรียมก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานอาเซียน (ASEAN Chair) ในปี 2026 แม้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี มาร์กอส จูเนียร์ จะประกาศให้การทำข้อตกลงประมวลการปฏิบัติ (Code of Conduct หรือ COC) เป็นวาระเร่งด่วนสำคัญของภูมิภาค แต่ในความเป็นจริงแล้ว โอกาสที่การเจรจานี้จะบรรลุผลสำเร็จภายในปี 2026 นั้นมีอยู่น้อยมากเนื่องจากอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก
ความท้าทายของ มาร์กอส จูเนียร์ ที่ต้องเผชิญเมื่อขึ้นมาเป็นประธานของอาเซียน คือ จะต้องรักษาสมดุลระหว่างบทบาทนโยบายต่างประเทศ กับสถานการณ์ภายในประเทศที่ทวีความรุนแรงจากการเรียกร้องให้เขาลาออกท่ามกลางการประท้วงต่อต้านการคอร์รัปชันภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีมาร์กอสได้วางวาระสำคัญสำหรับการเป็นประธานอาเซียนของประเทศ โดยมีประเด็นหลักที่ให้ความสนใจ 3 ด้าน ได้แก่ (1) สันติภาพและความมั่นคง (2) ความมั่งคั่งและความผูกพันทางเศรษฐกิจ และ (3) การเสริมสร้างอำนาจให้แก่ประชาชน
ทว่าภายใต้ขอบเขตอันกว้างของเป้าหมายเหล่านี้ เป็นที่ชัดเจนว่าเป้าหมายหลักของเขาคือการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล โดยมีจุดหมาย คือ การบรรลุข้อตกลงประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (CoC) กับจีน ซึ่งอยู่ในวาระของอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2002 โดยมีการเริ่มเจรจาอย่างเป็นทางการในปี 2018 และตั้งเป้าว่าจะสรุปผลให้ได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2026 รัฐบาลฟิลิปปินส์มองโลกในแง่ดีว่ามติเอกฉันท์จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ และได้แสดงความมั่นใจอย่างยิ่งในความร่วมมือของทุกฝ่าย
แต่ความหวังในแง่ดีนี้มีความเป็นไปได้จริงเพียงใด? ฟิลิปปินส์มีความสัมพันธ์กับจีนที่ซับซ้อน มีวาระของอาเซียนในปีหน้าที่ซับซ้อนต้องบริหารจัดการ รวมถึงสถานการณ์ภายในประเทศฟิลิปปินส์ที่เริ่มย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ และที่สำคัญ การเร่งรัดให้การทำข้อตกลง CoC เสร็จสิ้นนั้น จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดจริงหรือไม่สำหรับฟิลิปปินส์ในการรักษาผลประโยชน์ด้านความมั่นคงในระยะยาวของตนเองจริงหรือไม่?
ความท้าทายสำคัญของอาเซียน
ภารกิจเร่งด่วนที่สุดของฟิลิปปินส์คือการเฝ้าระวังและตอบโต้ต่อวิกฤตความมั่นคงภายใน 2 ประการที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น อันได้แก่
1. สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา แม้จะมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงโดยมีมาเลเซียเป็นผู้ไกล่เกลี่ยเมื่อช่วงกลางปี 2025 แต่สถานการณ์กลับปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีการปะทะกันด้วยอาวุธอย่างรุนแรงและมีการใช้กำลังทางอากาศ (Airstrikes) การยกระดับความรุนแรงนี้เป็นสัญญาณอันตรายต่อความมั่นคงในภาคพื้นทวีป และฟิลิปปินส์จะต้องก้าวเข้ามาจัดการกับความล้มเหลวของกลไกสันติภาพเดิมเพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายวงกว้าง
2. วิกฤตการณ์เมียนมา เป็นความท้าทายที่ซับซ้อนและมีนัยสำคัญเชิงสัญลักษณ์ต่อทั้งอาเซียนและฟิลิปปินส์ หลังจาก ฉันทามติ 5 ข้อ (Five-point consensus) ถูกนำมาทบทวนอีกครั้งในการประชุมระดับผู้นำเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าแผนงานดังกล่าวยังไม่บรรลุผลเป็นรูปธรรม ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานจะต้องรับหน้าที่ติดตามและผลักดันการบังคับใช้แผนงานนี้อย่างจริงจัง หากล้มเหลวจะยิ่งเป็นการตอกย้ำข้อกังขาต่อความชอบธรรมของอาเซียนในฐานะองค์กรผู้สร้างสันติภาพ และความสามารถในการเจรจาของฟิลิปปินส์เอง
ปัญหาภายในของฟิลิปปินส์
ในขณะที่ฟิลิปปินส์เตรียมก้าวสู่บทบาทผู้นำภูมิภาค สถานการณ์ภายในกรุงมะนิลาภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ กลับดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง หลังจากเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นหลายระลอกที่สร้างความพ่ายแพ้และยับเยินไปทั่วประเทศ ประชาชนจำนวนมหาศาลได้ออกมารวมตัวบนท้องถนนเพื่อประท้วงการทุจริตงบประมาณแผ่นดินที่เดิมทีถูกจัดสรรไว้เพื่อสร้างระบบป้องกันภัยพิบัติ แต่กลับถูกยักยอกจนโครงการเหล่านั้นไม่ได้มาตรฐานหรือสร้างไม่เสร็จสิ้น
ความโกรธแค้นของมวลชนพุ่งเป้าไปที่การบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพและการคอร์รัปชันในโครงการควบคุมอุทกภัย (Flood Control Projects) ซึ่งส่งผลให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่ควรจะหลีกเลี่ยงได้ อันได้แก่
1. ข่าวอื้อฉาวงบประมาณไต้ฝุ่น มีการเปิดโปงว่าเงินงบประมาณกว่า 1.76 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1 แสนล้านเปโซ) ถูกนำไปใช้ในโครงการที่ ไม่มีตัวตนอยู่จริง (Ghost Projects) หรือโครงการที่ด้อยคุณภาพ ส่งผลให้ระบบระบายน้ำล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในช่วงฤดูกาลไต้ฝุ่นที่ผ่านมา
2. การสอบสวนและคำสั่งลาออก โดยมาร์กอสพยายามลดกระแสความไม่พอใจด้วยการสั่งตรวจสอบหน่วยงานรัฐหลายแห่งและบีบให้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนรับผิดชอบลาออก ทว่าภาพลักษณ์ของเขากลับยิ่งย่ำแย่เมื่อมีการเปิดเผยรายงานว่าทรัพย์สินส่วนตัวของเขาพุ่งสูงขึ้นถึง 1600% นับตั้งแต่ปี 2005
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีความนิยมและภาวะเศรษฐกิจถดถอย ผลสำรวจคะแนนนิยมล่าสุดสะท้อนถึงวิกฤตศรัทธาที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การดำรงตำแหน่งของเขา ซึ่งผลสำรวจจาก Pulse Asia ในเดือนธันวาคม 2025 ระบุว่าคะแนนการ "ไม่ยอมรับ" (Disapproval) ในตัวมาร์กอสพุ่งสูงถึง 48% โดยเฉพาะในพื้นที่ Metro Manila และภาคใต้ ซึ่งตรงข้ามกับรองประธานาธิบดีซารา ดูเตอร์เต ที่ยังคงรักษาคะแนนนิยมไว้ได้ในระดับสูงขณะที่เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ส่งสัญญาณชะลอตัว โดยมีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2025 ลงเหลือเพียง 4.8–5% และคาดว่าแนวโน้มจะยังคงตกต่ำต่อเนื่องในปี 2026 เนื่องจากขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐที่หยุดชะงักจากปัญหาคอร์รัปชัน
การบรรลุข้อตกลงประมวลการปฏิบัติ (CoC) ในทะเลจีนใต้ร่วมกับจีนถือเป็นภารกิจที่ท้าทายและค้างคาอยู่ในวาระของอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2002 แม้ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีมาร์กอสจะมีความปรารถนาที่จะสร้างผลงานชิ้นโบแดงนี้ให้สำเร็จในช่วงวาระการเป็นประธานอาเซียนปี 2026 แต่เมื่อพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมและอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ดำรงอยู่ โอกาสที่จะเกิดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมนั้นมีอยู่น้อยมาก การยอมรับความจริงในจุดนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ฟิลิปปินส์สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางยุทธศาสตร์ไปสู่แนวทางที่ใช้งานได้จริง เพื่อรักษาผลประโยชน์ในระยะยาว
อุปสรรคสำคัญสามในการเจรจา CoC
ประการแรก ความขัดแย้งในมิติทางกฎหมาย ฟิลิปปินส์และประเทศสมาชิกอาเซียนหลายรัฐยืนกรานว่าข้อตกลงนี้ต้อง "มีผลผูกพันทางกฎหมาย" (Legally Binding) และมีกลไกตรวจสอบที่นำโดยอาเซียน เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติตาม ทว่าจุดยืนนี้ถูกคัดค้านอย่างแข็งกร้าวโดยจีนซึ่งต้องการเพียงกรอบความร่วมมือที่ยืดหยุ่นและไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย
ประการที่สอง เงื่อนไขที่สวนทางกับความเป็นจริง ในระหว่างการเจรจา ปักกิ่งได้ยื่นข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เช่น การห้ามซ้อมรบร่วมกับประเทศนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งขัดแย้งกับระบบพันธมิตรของฟิลิปปินส์และประเทศอื่น รวมถึงการจำกัดสิทธิในการสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พิพาท ข้อเสนอเหล่านี้ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงและยังคงเป็นจุดแตกหักสำคัญ
ประการที่สาม ความแตกแยกภายในอาเซียน เอกภาพของอาเซียนถูกสั่นคลอนด้วยผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันเอง เนื่องจากประเทศสมาชิกมีคำกล่าวอ้างอธิปไตยที่ทับซ้อนกันในทะเลจีนใต้ ทำให้การสร้างแนวร่วมที่เป็นหนึ่งเดียว เพื่อต่อรองกับจีนเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
ยุทธศาสตร์ทางเลือกของฟิลิปปินส์
เมื่อพิจารณาว่าความตึงเครียดระหว่างฟิลิปปินส์และจีนยังคงอยู่ในระดับสูงพร้อมกับการปะทะในทะเลที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับฟิลิปปินส์คือการปรับบทบาทจากการเป็น "ผู้ปิดดีล" ไปเป็น "ผู้ปูทาง" โดยมีแนวทางที่สำคัญดังนี้
หนึ่ง การเตรียมความพร้อมให้สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ควรตั้งเป้าหมายในการส่งไม้ต่อให้แก่ สิงคโปร์ซึ่งจะเป็นประธานอาเซียนในปี 2027 เนื่องจากสิงคโปร์มีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นกับจีนมากกว่า และวางตำแหน่งตนเองเป็นพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญ ซึ่งจะทำให้สิงคโปร์มีอำนาจต่อรองและบรรยากาศการเจรจาที่เป็นมิตรมากกว่ามะนิลา
สอง การใช้ประโยชน์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในระหว่างนี้ ฟิลิปปินส์ควรคว้าโอกาสจากข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ฉบับปรับปรุงใหม่ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและเพิ่มความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิความขัดแย้งผ่านมิติเชิงผลประโยชน์ร่วม
สาม การสร้างมาตรการสร้างความเชื่อมั่น ฟิลิปปินส์ควรใช้ปีนี้ในการพัฒนากลไกที่ใช้งานได้จริง เช่น การจัดตั้งสายด่วนสื่อสาร (Hotlines) ระหว่างหน่วยยามฝั่ง การแจ้งเตือนการซ้อมรบล่วงหน้า และการจัดตั้งภารกิจกู้ภัยร่วม (Joint Search-and-Rescue) เพื่อป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุลุกลามกลายเป็นสงคราม
แม้การบรรลุข้อตกลง CoC ในปี 2026 จะยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ฟิลิปปินส์สามารถรักษาผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาวได้ด้วยการใช้ตำแหน่งประธานอาเซียนเพื่อสร้างสภาวะที่เอื้ออำนวย ต่อการเจรจาในอนาคต การมุ่งเน้นไปที่การลดความขัดแย้งภายในกลุ่มสมาชิก (Infighting) และการสร้างความสอดคล้องในลำดับความสำคัญด้านความมั่นคง จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เสียงของอาเซียนมีพลังมากขึ้นเมื่อถึงเวลาต้องเผชิญหน้าบนโต๊ะเจรจาระดับโลก
Sources:
https://www.npr.org/2025/11/30/nx-s1-5626219/philippines-protest-corruption-stolen-funds
https://www.gmanetwork.com/news/topstories/nation/966422/ph-eyes-completion-of-south-china-sea-code-of-conduct-as-asean-chair-next-year/story/
https://www.pna.gov.ph/articles/1264291
https://www.nbcnews.com/world/asia/thousands-philippines-protest-corruption-flood-projects-rcna246720
https://www.abs-cbn.com/news/nation/2025/12/4/marcos-satisfaction-rating-falls-to-its-lowest-since-taking-office-wr-numero-0930
https://www.gmanetwork.com/news/topstories/nation/966749/marcos-p79m-p1-375b-2024/story/
#อาเซียน #ทะเลจีนใต้
16/01/2026
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 สงครามที่รัสเซียเปิดฉากในยูเครนจะดำเนินยืดเยื้อยาวนานกว่าสงครามรักชาติยิ่งใหญ่ของอดีตสหภาพโซเวียต ซึ่งเริ่มต้นขึ้นจากปฏิบัติการบาร์บารอสซาในวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 1941 และสิ้นสุดลงด้วยการยอมจำนนของนาซีในวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 1945 อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบในครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความยาวนานของสงคราม หากแต่เปิดให้เห็นความแตกต่างเชิงอารยธรรมอย่างลึกซึ้ง สงครามในอดีตได้กลายเป็นรากฐานของตำนานประวัติศาสตร์โซเวียต เรื่องเล่าที่ผสานการเสียสละ ความทุกข์ทรมาน และความศรัทธาแทบจะในเชิงศาสนา ว่าด้วยการไถ่บาปผ่านความอดทนและความยืนหยัดของประชาชน
ในทางตรงกันข้าม สงครามในปัจจุบันกลับทอดยาวโดยปราศจากความชอบธรรมและไร้ตรรกะเชิงยุทธศาสตร์ มิได้ดำเนินต่อเพราะความจำเป็น หากแต่เพราะภาพลวงตาที่ชนชั้นนำไม่อาจปล่อยวาง มันดำรงอยู่ไม่ใช่ด้วยความเชื่อมั่น หากแต่ด้วยการปฏิเสธไม่ยอมเผชิญหน้ากับผลลัพธ์อันหายนะของการรุกรานที่ตนก่อขึ้น บทเรียนทางประวัติศาสตร์เตือนเราว่า จักรวรรดิมักมิได้ล่มสลายเพราะความพ่ายแพ้ในสนามรบ หากแต่แตกสลายลงเมื่อเรื่องเล่าที่เคยค้ำจุนอำนาจหมดสิ้นความหมายภายใต้น้ำหนักของความผิดพลาดของตนเอง
ภาพความสิ้นหวังบนแนวหน้าการรบในยูเครนปัจจุบันตัดกันอย่างรุนแรงกับบรรยากาศรื่นเริงของเทศกาลคริสต์มาสในพื้นที่อื่นของโลก การตัดสินใจที่เคียฟต้องเผชิญแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากทางเลือกของนครหลวงตะวันตกซึ่งถกเถียงกันเรื่องการใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม ยุทธศาสตร์ของรัสเซียดูเหมือนจะเปลี่ยนจากการแสวงหาความก้าวหน้าครั้งใหญ่ ไปสู่การบั่นทอนกองกำลังป้องกันยูเครนอย่างช้า ๆ ผ่านการทำให้สูญเสียกำลังรบมากกว่าการเคลื่อนกำลังเชิงกลยุทธ์ วิธีการนี้อาจไม่หวือหวา แต่มีประสิทธิผล โดยเฉพาะเมื่ออากาศยานไร้คนขับทำให้การรวมกำลังเป็นไปได้ยากยิ่ง
ความยากลำบากเช่นนี้แทบเกินกว่าผู้ที่อยู่นอกสนามรบจะจินตนาการได้ ทหารจำนวนมากต้องกระจัดกระจายอยู่ตามร่องสนามเพลาะที่กลายเป็นน้ำแข็งทอดยาวหลายไมล์ จอมพลสลิม (Field Marshal Slim) เคยกล่าวไว้ว่า ปัจจัยครอบงำในสงครามสมัยใหม่คือ “ความโดดเดี่ยว” และในวันนี้ ความโดดเดี่ยวนั้นยิ่งทวีความรุนแรงกว่าที่เคย
นอกจากสภาพความเป็นจริงอันโหดร้ายแล้ว ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามรบกับถ้อยคำที่นักการเมืองใช้กลับเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2025 มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าสงครามในยูเครน “ไม่ใช่สงครามของเรา” พร้อมย้ำว่าวอชิงตันไม่อาจบังคับข้อตกลงสันติภาพต่อยูเครนได้ แม้จะยอมรับว่านักเจรจาของสหรัฐฯ ยังคงพยายามทำความเข้าใจข้อเรียกร้องของรัสเซีย ทั้งที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เตือนอย่างชัดเจนว่า “ปูตินยังไม่ละทิ้งเป้าหมายในการยึดครองยูเครนทั้งหมด และทวงคืนบางส่วนของยุโรปที่เคยอยู่ภายใต้อาณาจักรโซเวียต”
ตลอดเกือบ 8 ทศวรรษ สมมติฐานแกนกลางของรัฐตะวันตกคือ ความมั่นคงของยุโรปไม่อาจแยกออกจากความมั่นคงของสหรัฐฯ ได้ การปล่อยให้การรุกรานดำเนินไปโดยไร้การตอบโต้ย่อมนำไปสู่ความไร้ระเบียบเชิงระบบ และการปกป้องสังคมเสรีในต่างแดนก็สัมพันธ์โดยตรงกับการธำรงความชอบธรรมภายในประเทศ การกล่าวเป็นอื่นไม่ใช่ความสมจริง หากแต่คือการสละทิ้งมรดกทางยุทธศาสตร์ที่สั่งสมอย่างอดทนหลังปี 1945 หากรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันและรัสเซียภายใต้การนำของวลาดิเมียร์ ปูตินมีสิ่งใดร่วมกัน ก็คงเป็นความพร้อมที่จะปล่อยให้ยุโรปแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
เสียงสะท้อนจากอดีตจึงทั้งชัดเจนและชวนขนลุก วินสตัน เชอร์ชิลล์ เคยกล่าวว่า “เราประสบความพ่ายแพ้โดยปราศจากสงคราม” เพื่อชี้ให้เห็นว่ากระบวนการมิวนิกในปี 1938 เป็นเพียงการถ่วงเวลาความขัดแย้งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กับเยอรมนีของฮิตเลอร์ และว่า “ผลลัพธ์ของมันจะติดตามเราไปตลอดเส้นทาง นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการชำระบัญชีเท่านั้น” อย่างไรก็ตาม ในยุคสื่อสมัยใหม่ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่จะมองสงครามเป็นเหตุการณ์ระยะสั้น ความคิดเช่นนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ไร้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับธรรมชาติของสงคราม ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากภาพยนตร์หรือการรบเฉพาะฉาก
โดยภาพรวม สงครามในยูเครนถือเป็นความล้มเหลวอย่างร้ายแรงของปูตินในแทบทุกมิติ แม้จะต้องยอมรับว่าการสนับสนุนจากรัฐบาลตะวันตกบางประเทศยังไม่เพียงพอ แต่ทำเนียบขาวกลับกำลังเปิดทางให้เขามีทางออก ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอแผนสันติภาพในลักษณะการเจรจาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจตอบแทนการรุกรานด้วยการเปิดโอกาสให้ปูตินคว้าชัยชนะสวนทางกับพลวัตของสถานการณ์จริง ในความบังเอิญที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์นี้ ทั้งปูตินและทรัมป์ต่างแสดงให้เห็นถึงความไม่แยแสต่อระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา โดยฝ่ายแรกทำลายมันอย่างจงใจผ่านการรุกราน ขณะที่ฝ่ายหลังละทิ้งมันด้วยความเพิกเฉย ถึงขั้นไม่แม้แต่จะแสร้งว่าการธำรงรักษาระเบียบดังกล่าวยังเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์จากความขัดแย้งที่เริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2022
และนี่คือ 10 บทเรียนสำคัญได้ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดในบริบทของยุทธศาสตร์และความมั่นคงร่วมสมัย
#รัสเซียยูเครน #สงคราม
15/01/2026
Donroe Doctrine ยุทธศาสตร์สหรัฐฯ สู่ภูมิภาคอาร์กติก
ในโลกของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดชาตินิยมและผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมกำลังกลับมาทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในภูมิภาคอาร์กติก ที่เคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ห่างไกลและมีความหนาปกคลุมตลอดทั้งปี แต่ปัจจุบันกำลังกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่กำหนดทิศทางความมั่นคงระดับโลก บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Donroe Doctrine" ซึ่งเป็นการหลอมรวมแนวคิด Monroe Doctrine ดั้งเดิมเข้ากับยุทธศาสตร์เชิงธุรกรรมในยุคปัจจุบัน
โดยเน้นไปที่กรณีของเกาะกรีนแลนด์และการขยายอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาในขั้วโลกเหนือ ทำให้ภูมิภาคอาร์กติกไม่ได้เป็นเพียงพรมแดนทางธรรมชาติอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกเปิดโอกาสให้เข้าถึงทรัพยากรมหาศาลและเส้นทางเดินเรือใหม่ สิ่งนี้บังคับให้ผู้นำโลกต้องเร่งตัดสินใจระหว่างการรักษาอธิปไตยของชาติกับการตอบสนองต่อความต้องการความมั่นคงของมหาอำนาจ การเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลพรรครีพับลิกันผ่านร่างกฎหมาย "Make Greenland Great Again Act" ในเดือนมกราคม 2025 คือสัญญาณที่ชัดเจนว่ากรีนแลนด์ได้ถูกยกระดับขึ้นเป็นเป้าหมายหลักในเชิงยุทธศาสตร์
Donroe Doctrine คืออะไร?
คำว่า "Donroe Doctrine" เป็นการเปรียบเปรยถึงการนำลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine) กลับมาปัดฝุ่นใหม่ในบริบทของซีกโลกตะวันตก โดยเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมรับการแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอกในภูมิภาคนี้ และพร้อมจะใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน แนวคิดนี้ถูกบรรจุลงในยุทธศาสตร์ National Security Strategy 2025 ของสหรัฐฯ โดยยึดหลัก "การป้องกันซีกโลกตะวันตก" (Hemispheric Defence) เป็นหัวใจสำคัญ การใช้วาทกรรมที่รุนแรงถึงขั้นขู่จะใช้กำลังยึดครอง หากเดนมาร์กไม่ยอมเจรจาเรื่องการขายเกาะกรีนแลนด์ สะท้อนให้เห็นถึงการก้าวข้ามขีดจำกัดทางการทูตแบบเดิมไปสู่ยุทธศาสตร์ที่เน้นผลลัพธ์เป็นหลัก
ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของกรีนแลนด์ต่อสหรัฐฯ นั้นมุ่งเน้นไปที่การใช้พื้นที่เพื่อเป็นฐานทัพและระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับการควบคุมเส้นทางเดินเรือทางตอนเหนือมานานหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ตามภายใต้การนำของรัฐบาลชุดปัจจุบันได้มีการให้ความสำคัญกับฐานทัพอวกาศ Pituffik เป็นพิเศษเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของโครงการ Golden Dome ซึ่งเป็นระบบป้องกันขีปนาวุธที่ใช้เทคโนโลยีอวกาศขั้นสูง แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีความพยายามยกระดับขีดความสามารถทางการทหารอย่างต่อเนื่อง แต่การทูตที่เน้นความต้องการฝ่ายเดียวกลับสร้างผลเชิงลบในมิติมวลชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการมาเยือนของรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ในช่วงต้นปี 2025 ที่ถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวในการสร้างความสัมพันธ์สาธารณะ เนื่องจากผู้นำกรีนแลนด์เกิดความระแวงว่าวอชิงตันมองเกาะแห่งนี้เป็นเพียงวัตถุทางยุทธศาสตร์มากกว่าจะเป็นหุ้นส่วนที่มีความเท่าเทียมกัน
ในขณะที่สหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงทางการทหาร กรีนแลนด์เองก็พยายามหาหนทางสู่การเป็นรัฐอธิปไตยที่สมบูรณ์โดยการแก้ปัญหาการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากเดนมาร์ก กรีนแลนด์ยังคงได้รับเงินอุดหนุนรายปีจากเดนมาร์กประมาณ 600 ล้านยูโร ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณภาครัฐและเป็นปัจจัยสำคัญที่ขวางกั้นอิสรภาพทางการเมือง ดังนั้นรัฐบาลกรีนแลนด์จึงตั้งเป้าไปที่การพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่ประกอบด้วยทรัพยากรหายาก เช่น Tanbreez และ Kvanefjeld เพื่อใช้เป็นรายได้หลักในการทดแทนเงินอุดหนุนจากเดนมาร์ก ความมั่งคั่งทางธรณีวิทยาเหล่านี้ไม่ได้เพียงแต่สำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ต้องการอย่างมากของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปในฐานะทางเลือกใหม่เพื่อลดการผึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน
การดำเนินนโยบายต่างประเทศของกรีนแลนด์ได้หันเหออกจากความสัมพันธ์แบบอาณานิคมเดิมที่ศูนย์กลางอยู่ที่โคเปนเฮเกนไปสู่การสร้างสายสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านในอเมริกาเหนืออย่างสหรัฐฯ และแคนาดามากขึ้น ยุทธศาสตร์นี้เห็นได้จากการเสนอให้จัดตั้ง Arctic North American Forum เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคโดยไม่ต้องผ่านการควบคุมจากเดนมาร์ก พร้อมกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญอย่างสายเคเบิลโทรคมนาคมใต้ทะเลมูลค่า 468 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านการสื่อสารและการสำรองข้อมูล
นอกจากนี้กรีนแลนด์ยังแสดงความฉลาดในการดำเนินนโยบายด้วยการใช้ข้อเสนอการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากจีนเป็นเครื่องมือในการต่อรองให้ชาติตะวันตกต้องเร่งสนับสนุนงบประมาณแทน ดังเช่นกรณีในปี 2018 ที่เดนมาร์กยอมจัดทำแผนงบประมาณก่อสร้างสนามบินนานาชาติเองหลังจากมีข้อเสนอจากบริษัทจีนเข้ามาแทรกแซง ซึ่งการมีโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมที่มั่นคงถือเป็นหัวใจหลักในการดึงดูดการลงทุนด้านการสกัดทรัพยากรในอนาคต
ปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อบริษัทจีนเริ่มถอนตัวออกจากแคนาดาและกรีนแลนด์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้กลายเป็นโอกาสทองของสหรัฐฯ และยุโรปในการเข้ามาควบคุมทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญเหล่านี้ แต่ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการดำเนินนโยบายของทรัมป์กำลังสร้างวิกฤตความน่าเชื่อถือภายในกลุ่มพันธมิตร NATO เนื่องจากกรีนแลนด์คือจุดตัดระหว่างการป้องกันมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและการรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐสมาชิก
Souces:
https://thewatch-journal.com/2025/03/04/pituffik-space-base-strengthening-u-s-defense-capabilities-in-the-arctic/
https://www.theguardian.com/commentisfree/2025/mar/30/the-observer-view-on-jd-vance-spurned-in-greenland-and-humiliated-at-home-the-vice-president-should-resignhttps://www.europarl.europa.eu/RegData/etudes/BRIE/2025/769527/EPRS_BRI(2025)769527_EN.pdf
https://www.clingendael.org/publication/chinas-arctic-strategy-iceland-and-greenland
https://www.arctictoday.com/new-greenlandic-subsea-cable-worth-468-million-added-to-denmarks-arctic-defense-deal/
08/01/2026
เจาะลึกแผนยึดครองกรีนแลนด์ เดิมพันสุดท้ายของสหรัฐฯ ในยุคระเบียบโลกใหม่
สัญญาณเตือนภัยจากละตินอเมริกาถึงขั้วโลกเหนือ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงคารากัส ประเทศเวเนซุเอลา เมื่อประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ถูกสหรัฐอเมริกาเข้าควบคุมตัวและนำพาข้ามพรมแดนไปยังศาลในมหานครนิวยอร์ก ไม่ได้เป็นเพียงปฏิบัติการทางทหารหรือการบังคับใช้กฎหมายข้ามชาติเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการส่งสัญญาณไปทั่วโลกถึงการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกที่เคยยึดถือกันมาอย่างยาวนาน การกระทำที่ดูเหมือนจะก้าวข้ามเส้นแบ่งของอธิปไตยรัฐในครั้งนี้ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปไกลถึงอีกซีกโลกหนึ่ง นั่นคือดินแดนน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างกรีนแลนด์
แม้ว่าในทางภูมิศาสตร์ กรีนแลนด์จะตั้งอยู่ห่างไกลจากเวเนซุเอลาหลายพันไมล์ และมีสถานะทางการเมืองที่มั่นคงในฐานะดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรทางทหารที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกอย่างองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต แต่ความหวาดวิตกได้เริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่ผู้นำและประชาชนชาวกรีนแลนด์ สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องตลกขบขันหรือความเป็นไปไม่ได้ในอดีต เกี่ยวกับความพยายามของสหรัฐอเมริกาในการเข้าครอบครองเกาะแห่งนี้ กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและเต็มไปด้วยความกังวล การจับกุมผู้นำเวเนซุเอลาเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ภายใต้การนำของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน เส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ทำไม่ได้กับสิ่งที่กำลังจะทำนั้นบางเบาจนแทบมองไม่เห็น
การเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจ
เพื่อให้เข้าใจถึงแรงจูงใจเบื้องหลังความสนใจในกรีนแลนด์ เราจำเป็นต้องพิจารณากรอบความคิดและตรรกะเชิงยุทธศาสตร์ของผู้นำสหรัฐฯ และทีมที่ปรึกษาความมั่นคงในปัจจุบันให้ละเอียด จากคำให้สัมภาษณ์และท่าทีที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินนโยบายต่างประเทศภายใต้หลักสัจนิยมที่เข้มข้น รัฐบาลชุดนี้มองว่าโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยหลักการในอุดมคติหรือตัวบทกฎหมายระหว่างประเทศที่สวยหรู แต่ถูกขับเคลื่อนและปกครองด้วยความแข็งแกร่งทางการทหาร การใช้กำลัง และอำนาจที่แท้จริง
มุมมองดังกล่าวส่งผลให้กฎบัตรสหประชาชาติ ที่เคยเป็นเสาหลักในการคุ้มครองอธิปไตยของรัฐและความคงเส้นคงวาของพรมแดน ถูกลดทอนความสำคัญลงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผลประโยชน์แห่งชาติของมหาอำนาจ ในกรณีของเวเนซุเอลาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้อำนาจเข้าจัดการปัญหาโดยไม่สนใจขั้นตอนตามจารีตประเพณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ และเมื่อแนวคิดนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับกรีนแลนด์ มันจึงไม่ใช่เรื่องของการเจรจาทางการทูตตามปกติ แต่เป็นการมองดินแดนในฐานะสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ที่จำเป็นต้องครอบครองเพื่อความอยู่รอดและความยิ่งใหญ่ของชาติ
ภัยคุกคามใหม่ในสมรภูมิอาร์กติก
ปัจจัยเร่งด่วนที่ทำให้สหรัฐฯ ไม่อาจละสายตาจากกรีนแลนด์ได้ คือสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในอดีตช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯ เคยใช้กรีนแลนด์เป็นฐานทัพสำคัญในการเฝ้าระวังภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียต แต่ในปัจจุบัน ภัยคุกคามเหล่านั้นได้หวนกลับมาในรูปแบบที่ซับซ้อนและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม รัสเซียได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการแผ่อิทธิพลเข้าสู่ภูมิภาคนี้ โดยมีการสร้างฐานทัพทางทหารกว่าสี่ร้อยแห่ง และวางกำลังเรือรบจำนวนมากในน่านน้ำแถบขั้วโลกเหนือ ซึ่งมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่จะครองความเป็นเจ้าในภูมิภาคนี้ให้ได้ภายในปี 2035
นอกจากรัสเซียแล้ว การปรากฏตัวของจีนยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความกังวลให้กับสหรัฐฯ อย่างมหาศาล จีนได้ดำเนินยุทธศาสตร์ "เส้นทางสายไหมขั้วโลก (Polar Silk Road)" และมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นยิ่งขึ้นกับรัสเซีย ส่งผลให้ในขณะนี้ น่านน้ำรอบกรีนแลนด์เต็มไปด้วยเรือของทั้งรัสเซียและจีนที่ปฏิบัติการอยู่อย่างหนาแน่น
ภาพของเรือต่างชาติที่ล้อมรอบเกาะซึ่งเปรียบเสมือนประตูหลังบ้านของทวีปอเมริกาเหนือ ทำให้ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันเข้าขั้นวิกฤต และเดนมาร์กเพียงลำพังอาจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับมหาอำนาจเหล่านี้ได้ คำกล่าวที่ว่า "เดนมาร์กไม่สามารถทำได้" จึงเป็นข้ออ้างสำคัญที่สหรัฐฯ ใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเข้ามามีบทบาทโดยตรง
ขุมทรัพย์ใต้แผ่นน้ำแข็ง
นอกเหนือจากมิติทางทหารแล้ว เหตุผลทางเศรษฐกิจยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่มีน้ำหนักไม่แพ้กัน ภายใต้แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์ที่กำลังละลายลงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เปิดเผยให้เห็นถึงทรัพยากรธรรมชาติที่มีมูลค่ามหาศาลและมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของโลกยุคใหม่ ข้อมูลจากการสำรวจระบุว่า กรีนแลนด์มีแร่ธาตุสำคัญถึง 43 ชนิด จากทั้งหมด 50 ชนิดที่สหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีไว้ว่าเป็นแร่ธาตุวิกฤตที่จำเป็นต่อความมั่นคงของชาติ
ประเด็นที่น่ากังวลสำหรับสหรัฐฯ คือ ในปัจจุบันจีนเป็นผู้ผูกขาดตลาดแร่ธาตุหายากเหล่านี้เกือบทั้งหมด ซึ่งทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบและต้องพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง
ดังนั้น การเข้าควบคุมกรีนแลนด์จึงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การได้มาซึ่งดินแดน แต่หมายถึงการปลดล็อกพันธนาการทางทรัพยากร และสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินสถานการณ์ที่มองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความมั่นคงทางทหาร แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจขนาดยักษ์ที่ซ่อนอยู่
กลยุทธ์การทูตแบบนักธุรกิจ
ความพยายามในการครอบครองกรีนแลนด์ของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ มีความแตกต่างจากข้อเสนอซื้อดินแดนในอดีตอย่างสิ้นเชิง ย้อนกลับไปในปี 1946 ประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน เคยเสนอเงินจำนวนมหาศาลแก่เดนมาร์กเพื่อแลกกับกรีนแลนด์ แต่กลับถูกปฏิเสธ ต่อมาในสมัยของประธานาธิบดีทรัมป์ แนวทางดังกล่าวถูกปรับเปลี่ยนให้มีความซับซ้อนและแยบยลมากขึ้น โดยมองกรีนแลนด์เป็นเสมือนดีลอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ที่ต้องปิดการขายให้ได้
รายงานข่าวระบุถึงร่างข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการข้ามหัวรัฐบาลกลางของเดนมาร์ก โดยสหรัฐฯ มีแผนที่จะเสนอเงินทุนสนับสนุนโดยตรงให้กับรัฐบาลท้องถิ่นของกรีนแลนด์ เพื่อแลกกับการที่กรีนแลนด์จะมอบอำนาจการตัดสินใจด้านกิจการทหารและการต่างประเทศทั้งหมดให้กับสหรัฐฯ กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างแรงจูงใจทางการเงินและการให้อิสระในการจัดการกิจการภายในแก่ชาวกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นจุดอ่อนไหวที่ทราบกันดีว่าชาวกรีนแลนด์มีความต้องการเอกราชจากเดนมาร์กอยู่แล้ว
การยื่นข้อเสนอนี้จึงเปรียบเสมือนการเชื้อเชิญให้กรีนแลนด์ย้ายจากการอยู่ภายใต้ร่มเงาของเดนมาร์ก มาอยู่ภายใต้การดูแลของสหรัฐฯ โดยตรง ซึ่งเป็นวิธีการที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นการใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการทูตเพื่อบีบให้เดนมาร์กหลุดออกจากสมการอำนาจ
รอยร้าวในพันธมิตรนาโต
ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจากความทะเยอทะยานของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ตกอยู่ที่ความสัมพันธ์ภายในกลุ่มพันธมิตรนาโต นายกรัฐมนตรีของเดนมาร์กได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างแข็งกร้าวว่า หากสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้กำลังทางทหารเพื่อเข้ายึดครองกรีนแลนด์ หรือกระทำการใดๆ ที่ละเมิดอธิปไตยของเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกนาโตด้วยกัน นั่นย่อมหมายถึงจุดจบของพันธมิตรที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะแก่นแท้ของนาโตคือการป้องกันสมาชิกจากการรุกรานภายนอก ไม่ใช่การป้องกันสมาชิกจากการรุกรานกันเอง โดยเฉพาะจากพี่ใหญ่อย่างสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเดนมาร์กและผู้นำยุโรปบางส่วนจะออกมาแสดงความไม่พอใจ แต่ปฏิกิริยาโดยรวมของยุโรปกลับดูระมัดระวังและแผ่วเบากว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งสาเหตุที่ยุโรปไม่สามารถตอบโต้ได้อย่างรุนแรง เป็นเพราะยุโรปยังคงต้องพึ่งพาสหรัฐฯ อย่างมากทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ การเปิดศึกทางการค้าหรือการแตกหักกับสหรัฐฯ ในประเด็นนี้ อาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ยุโรปไม่พร้อมจะแบกรับ ทำให้ยุโรปตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และอาจจำต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงที่ขมขื่นหากสหรัฐฯ ตัดสินใจเดินหน้าแผนการนี้อย่างจริงจัง
ท้ายที่สุดแล้ว แรงขับเคลื่อนเบื้องหลังความพยายามยึดครองกรีนแลนด์อาจไม่ได้มีเพียงแค่เหตุผลทางยุทธศาสตร์หรือเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความต้องการสร้างมรดกทางการเมือง ของประธานาธิบดีทรัมป์ ในวาระที่สหรัฐฯ กำลังจะเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการก่อตั้งประเทศ การขยายดินแดนสหรัฐฯ ด้วยการผนวกกรีนแลนด์จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของฝ่ายบริหารชุดนี้ เทียบเท่ากับการซื้อ Alaska หรือ Louisiana ในอดีต
สถานการณ์ของกรีนแลนด์ในขณะนี้ จึงเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงโลกใบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น โลกที่หลักการสากลถูกแทนที่ด้วยความต้องการของผู้แข็งแกร่ง และความมั่นคงของชาติมหาอำนาจถูกยกไว้เหนืออธิปไตยของรัฐขนาดเล็ก นี่คือบททดสอบสำคัญที่กำลังท้าทายระเบียบโลก และคำตอบของบททดสอบนี้อาจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของแผนที่โลกและการเมืองระหว่างประเทศไปตลอดกาล สหรัฐฯ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเรื่องนี้ให้สำเร็จภายในระยะเวลาอันสั้น และเมื่อพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า เดิมพันครั้งนี้เป็นเรื่องจริงที่โลกต้องจับตามองอย่างไม่กระพริบตา
08/01/2026
ยุทธศาสตร์ญี่ปุ่นในสมรภูมิไต้หวัน 2026
เปิดศักราชใหม่ของปี 2026 สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้ก้าวเข้าสู่จุดเปราะบางที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนระหว่างญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาชนจีน หัวใจสำคัญของความขัดแย้งในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ข้อพิพาทเรื่องดินแดนในทะเลจีนตะวันออกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่ได้เคลื่อนย้ายจุดศูนย์กลางความขัดแย้งไปสู่ชะตากรรมของ "ไต้หวัน" ซึ่งกลายเป็นตัวแปรที่ไม่อาจแยกขาดจากความอยู่รอดของญี่ปุ่นได้
พลวัตความมั่นคงในภูมิภาคได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 เมื่อนายกรัฐมนตรี
ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) ผู้นำหญิงของญี่ปุ่น ได้กล่าวถ้อยแถลงครั้งประวัติศาสตร์ต่อรัฐสภาญี่ปุ่น (Diet) เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2025 ถ้อยแถลงดังกล่าวได้ทำลายขนบธรรมเนียมทางการทูตที่ยึดถือความคลุมเครือมาอย่างยาวนาน โดยระบุอย่างชัดเจนว่า การใช้กำลังทางทหารของจีนต่อไต้หวัน อาจเข้าข่าย "สถานการณ์ที่คุกคามความอยู่รอด" ภายใต้กฎหมายความมั่นคงของญี่ปุ่น
คำประกาศนี้ไม่เพียงแต่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วกรุงปักกิ่ง แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นที่พร้อมจะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ เพื่อปกป้องดุลอำนาจในภูมิภาค บทความนี้จะเจาะลึกรายละเอียดของสถานการณ์ดังกล่าว โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบกฎหมาย ยุทธศาสตร์ทางการทูต และปฏิกิริยาตอบโต้จากมหาอำนาจจีน
,
,
จากความกังวลสู่ สถานการณ์ภัยคุกคามความอยู่รอด
เพื่อให้ผู้อ่านได้ทำเข้าใจถึงตรรกะเชิงยุทธศาสตร์และของท่าทีญี่ปุ่นในปี 2026 จำเป็นต้องพิจารณารากฐานทางกฎหมายที่เป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การตีความกฎหมายความมั่นคงปี 2015 (2015 Security Legislation) ของญี่ปุ่นใหม่ ภายใต้วาทกรรมของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ การรุกรานไต้หวันโดยจีนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์ในภูมิภาค"อีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อการดำรงอยู่ของรัฐญี่ปุ่น
การระบุสถานะสถานการณ์ที่คุกคามความอยู่รอดนี้มีความสำคัญทางนิตินัยอย่างยิ่งยวด เพราะตามกฎหมายความมั่นคงปี 2015 สถานะดังกล่าวจะมอบอำนาจตามกฎหมายให้รัฐบาลญี่ปุ่นสามารถดำเนินการทางทหารได้ในสามระดับขั้นบันได
ประการแรก คือการอนุญาตให้กองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) สามารถระดมพลเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
ประการที่สอง คือการให้อำนาจในการปฏิบัติการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์แก่กองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก
และประการที่สามซึ่งมีความสำคัญที่สุด คือหากรัฐบาลพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ญี่ปุ่นสามารถ "ใช้กำลังทางทหารในวงจำกัด" (Use limited armed force) เพื่อปกป้องความอยู่รอดของชาติได้ การก้าวข้ามเส้นแบ่งนี้หมายความว่า ญี่ปุ่นได้เตรียมพร้อมทางนิตินัยที่จะเข้าสู่ความขัดแย้งทางทหาร หากการรุกรานไต้หวันส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของญี่ปุ่นอย่างรุนแรง
ยุทธศาสตร์สองแนวรบของจีน: สงครามจิตวิทยาและกับดักรัฐศัตรู
ปฏิกิริยาจากฝั่งปักกิ่งต่อท่าทีของญี่ปุ่นนั้นรุนแรงและเต็มไปด้วยยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อน บทวิเคราะห์ระบุว่า จีนได้เริ่มดำเนิน "ยุทธศาสตร์สองแนวรบใหม่" (New Two-Front Strategy) เพื่อรับมือกับทั้งญี่ปุ่นและไต้หวันไปพร้อมๆ กัน ทางการจีนได้กล่าวหาว่าถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ เป็น "คำแถลงที่เป็นทางการที่ยั่วยุที่สุดเกี่ยวกับไต้หวันนับตั้งแต่ปี 1945" และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การที่จีนระบุว่าการเข้าร่วมใดๆ ของญี่ปุ่นในความขัดแย้งไต้หวัน จะถือเป็น "การกระทำที่รุกราน" ซึ่งเป็นภาษาทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศที่จีนไม่เคยใช้กับญี่ปุ่นในเวทีพหุภาคีมาก่อนในบริบทนี้
เป้าหมายของจีนในการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ "สงครามทางกฎหมาย" (Lawfare) ที่มีการคำนวณมาอย่างดี จีนพยายามที่จะจำกัดการตัดสินใจทางทหารของญี่ปุ่นทั้งในทางจิตวิทยาและทางการเมือง โดยการขุดคุ้ยบาดแผลทางประวัติศาสตร์ขึ้นมาเป็นอาวุธ
การที่จีนเน้นย้ำคำว่า "การรุกราน" เป็นความพยายามที่จะเตือนความจำญี่ปุ่นและประชาคมโลกว่า ในทางเทคนิคของกฎบัตรสหประชาชาติ ญี่ปุ่นยังคงมีสถานะเป็น "รัฐศัตรู" (Enemy State) ในอดีต ยุทธวิธีนี้มีจุดประสงค์เพื่อลดความชอบธรรม (Delegitimize) ของความทะเยอทะยานระหว่างประเทศของญี่ปุ่น และตีความการเคลื่อนไหวใดๆ ของญี่ปุ่นที่มีต่อไต้หวันใหม่ ว่าเป็นกาคืนชีพของลัทธิทหาร (Revival of Militarism) มากกว่าที่จะเป็นการปกป้องระเบียบโลกตามที่ญี่ปุ่นกล่าวอ้าง
ด้วยการตีกรอบสถานการณ์เช่นนี้ จีนมุ่งหวังที่จะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อผู้กำหนดนโยบายในญี่ปุ่น ให้ต้องคิดหนักเกี่ยวกับต้นทุนทางประวัติศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ หากตัดสินใจส่งกองกำลังป้องกันตนเองเข้าสู่สมรภูมิไต้หวัน นอกจากนี้ จีนยังพยายามเปลี่ยนกรอบเรื่องราวของปัญหาไต้หวัน จากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัย ให้กลายเป็นประเด็นเรื่อง "ความยุติธรรมทางประวัติศาสตร์" เพื่อบ่อนทำลายความชอบธรรมในการแทรกแซงของมหาอำนาจภายนอก
รอยร้าวในแถลงการณ์ร่วมปี 1972 และสถานะของไต้หวัน
ความขัดแย้งในปี 2026 ยังได้นำไปสู่การถกเถียงที่รื้อฟื้นรากฐานความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างญี่ปุ่นและจีน โดยเฉพาะ "แถลงการณ์ร่วมญี่ปุ่น-จีน ปี 1972" (Japan-China Joint Communiqué of 1972) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่วางรากฐานความสัมพันธ์สมัยใหม่ของทั้งสองชาติ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของทาคาอิจิ ได้เลือกที่จะยืนหยัดในจุดยืนดั้งเดิมแต่ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น
ประเด็นทางกฎหมายที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือสถานะของไต้หวัน จีนได้ยืนยันเสมอมาว่า "ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกของดินแดนสาธารณรัฐประชาชนจีน" แต่รัฐบาลญี่ปุ่นได้เลือกที่จะ "ไม่ยอมรับ" จุดยืนนี้อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ต้น ในการเจรจาปี 1972 กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นได้ตัดสินใจใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยระบุเพียงว่าญี่ปุ่น "เข้าใจและเคารพ" จุดยืนของจีน แต่ไม่เคย "ยอมรับ" สิทธิเหนือดินแดนของจีนต่อไต้หวันในทางกฎหมาย
เหตุผลเบื้องหลังจุดยืนที่ยาวนานนี้เกี่ยวข้องกับ "สนธิสัญญาสันติภาพซานฟรานซิสโก" (San Francisco Peace Treaty) ซึ่งญี่ปุ่นได้สละอธิปไตยเหนือไต้หวันและหมู่เกาะเผิงหู (Penghu) แต่สนธิสัญญาดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าอธิปไตยนั้นถูกโอนไปยังประเทศใด ดังนั้น การที่ญี่ปุ่นจะยอมรับว่าไต้หวันเป็นของจีน จึงอาจขัดต่อพันธกรณีเดิมของตน การรื้อฟื้นข้อถกเถียงนี้ในปี 2026 เป็นเครื่องยืนยันว่า ญี่ปุ่นมองปัญหาไต้หวันเป็น "กิจการภายในของจีน" เพียงในนาม แต่ในทางปฏิบัติและทางยุทธศาสตร์ ญี่ปุ่นไม่เคยตัดความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา
ปัจจัยสหรัฐอเมริกา: มรดกจากปี 1969 สู่ยุทธศาสตร์ปัจจุบัน
การวิเคราะห์ท่าทีของญี่ปุ่นจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยของสหรัฐอเมริกาเป็นองค์ประกอบหลัก เนื่องจากเบื้องหลังการตัดสินใจที่แข็งกร้าวของรัฐบาลญี่ปุ่น คือพันธกรณีที่มีรากฐานมาจาก "แถลงการณ์ร่วมญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ปี 1969" โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า "ข้อบทไต้หวัน" (Taiwan Clause) ในทางปฏิบัติ ญี่ปุ่นได้อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในญี่ปุ่นสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวันมาอย่างยาวนานโดยนัย
ในปี 2026 เมื่อเผชิญกับแรงกดดันจากจีน รัฐบาลญี่ปุ่นไม่เพียงแต่ยืนยันในหลักการนี้ แต่ยังแสดงออกถึงความพร้อมที่จะสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น การตีความว่าวิกฤตไต้หวันคือ "สถานการณ์ที่คุกคามความอยู่รอด" นั้น เชื่อมโยงโดยตรงกับการเปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถใช้ฐานทัพในญี่ปุ่นได้อย่างเต็มศักยภาพในการตอบโต้การรุกราน และยังเปิดช่องให้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นทำหน้าที่สนับสนุนการรบ หรือแม้แต่เข้าร่วมการรบในบทบาทป้องกัน หากฐานทัพในญี่ปุ่นหรือกองเรือของพันธมิตรถูกโจมตี
อนาคตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
ญี่ปุ่นได้ก้าวข้ามจุดที่หวนกลับไม่ได้ในนโยบายต่อไต้หวัน ความพยายามของจีนในการใช้ยุทธศาสตร์สองแนวรบและการข่มขู่ด้วยวาทกรรม "รัฐศัตรู" อาจประสบความสำเร็จในการสร้างความตึงเครียด แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถยับยั้งความมุ่งมั่นของรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิได้ การประกาศว่าวิกฤตไต้หวันคือภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของชาติ ได้เปลี่ยนสถานะของไต้หวันในสายตาญี่ปุ่น จากเพื่อนบ้านทางเศรษฐกิจ ให้กลายเป็นแนวป้องกันสุดท้ายทางยุทธศาสตร์
ในขณะที่จีนพยายามแช่แข็งสถานะปัจจุบัน และกีดกันการแทรกแซงจากภายนอกด้วยแรงกดดันทางทหาร ญี่ปุ่นกลับตอบโต้ด้วยการเตรียมความพร้อมทางนิตินัยและการทหารที่ชัดเจนขึ้น โลกในปี 2026 จึงเป็นโลกที่ "ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์" ได้สิ้นสุดลง และถูกแทนที่ด้วยการเผชิญหน้าที่มีเดิมพันสูงสุด ซึ่งคำถามที่ว่า "ญี่ปุ่นจะทำอะไร" ได้รับคำตอบที่ชัดเจนขึ้นแล้ว นั่นคือ ญี่ปุ่นจะไม่เพียงแค่นั่งมองดูเหตุการณ์ แต่พร้อมที่จะใช้เครื่องมือทางอำนาจที่มีอยู่ตามกรอบกฎหมายความมั่นคง เพื่อปกป้องสิ่งที่ตนนิยามว่าเป็น "ความอยู่รอด" ของประเทศ
Source
https://www.theguardian.com/world/2025/nov/17/china-and-japan-are-in-a-war-of-words-over-taiwan-what-happens-next
https://www.mofa.go.jp/fp/nsp/page1we_000084.html
https://www.reuters.com/world/china/china-says-japan-sent-shocking-wrong-signal-taiwan-2025-11-23/
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok