SPORTDesk

SPORTDesk

แชร์

Everything about Sports

30/08/2020

ภาพ / ใน / ความทรงจำ

via McLaren

29/08/2020

ถึงแม้จะเป็นที่จดจำจากบท “ฝ่าบาท” ในเรื่อง Black Panther แต่หนึ่งในบทบาทที่ทำให้แชดวิก โบสแมน เป็นที่รู้จักมาจากภาพยนตร์เรื่อง “42”

โบสแมน รับบทเป็น แจ็คกี โรบินสัน นักเบสบอลเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน คนแรกที่ได้โอกาสเล่นใน Major League Baseball ในอเมริกาเมื่อปี 1947 กับทีมบรู๊คลิน ดอดเจอร์ส

แน่นอนว่าโรบินสันต้องเผชิญกับการเหยียดสีผิวอย่างรุนแรงจากคนผิวขาว แต่ในเวลาเดียวกันก็ทำให้เขามีชื่อเสียงมากขึ้น และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในที่สุด

แต่ถ้าเป็นกีฬาโปรดจริงๆของโบสแมน คือมวยและบาสเก็ตบอล

ขอให้ฝ่าบาททิชาลาไปสู่สุคติ 🙅🏿

29/08/2020

แชดวิก โบสแมน นักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง Black Panther เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ขอร่วมไว้อาลัยมา ณ ที่นี้

26/08/2020

Insight |
🔤‘Messi Facts’ สิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับการขอย้ายทีมของ ‘เมสซี’
กลายเป็นข่าวสะเทือนวงการลูกหนังทั้งโลกทันทีเมื่อ ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งกาจที่สุดในโลกยุคใหม่ต่อจากเปเล และดีเอโก มาราโดนา ได้ส่ง “แฟ็กซ์” เพื่อแจ้งความประสงค์กับบาร์เซโลนาต้นสังกัดว่าจะขอย้ายออกจากทีมโดยทันที
โดยการย้ายครั้งนี้จะย้ายออกโดยอิสระตาม “เงื่อนไขที่มีการระบุเอาไว้ในสัญญา” ว่าเขาสามารถจะย้ายออกจากทีมได้หากมีการแจ้งเป็นการล่วงหน้า
หลังจากที่มีข่าวหลุดออกมา ก็เกิดการไหลของคลื่นข่าวที่เหมือนมหาซึนามิที่พัดถล่มชนิดที่ข่าวใดๆในโลกก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
อย่างไรก็ดีท่ามกลางข้อมูลมากมาย เรามาลองดูในรายละเอียดของข่าวเรื่องนี้กันสักนิดว่ามี “สิ่งละอันพันละน้อย” ใดๆบ้างที่น่าสนใจ
▶️
1) ระยะเวลาในสัญญาของเมสซีมีกับบาร์เซโลนาจนถึง 30 มิ.ย. 2021 หรือเหลืออีกเกือบ 1 ปี หลังเซ็นสัญญาครั้งล่าสุดเมื่อปี 2017=

2) ค่าเหนื่อยของเมสซีที่มีการเปิดเผยใน Football Leaks อยู่ที่ 60,395,769 ยูโรต่อปี หรือคิดเฉลี่ยแล้ว 988,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

3) เมสซีมีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์อีก 9,100,000 ปอนด์ต่อปี

4) นอกเหนือจากนั้นคือเงินโบนัสจากค่าเซ็นสัญญาและเงินค่า loyalty fee รวมแล้ว 120,000,000 ล้านปอนด์ในระยะเวลา 5 ปี

5) ในสัญญาของเมสซี มีการระบุค่าฉีกสัญญาเอาไว้ว่าทีมที่จะซื้อตัวไปต้องจ่ายเงิน 700 ล้านยูโร

6) ที่ตัวเลขเยอะบ้าบอขนาดนี้เป็นเพราะบาร์ซา เคยเจ็บกับการที่โดนปารีส แซงต์-แชร์กแมง ฉกเอาตัวเนย์มาร์ไปด้วยการจ่ายค่าฉีกสัญญาที่ตอนนั้นก็คิดว่าสูงแล้วที่ 222 ล้านยูโร

7 ในประเทศสเปน ลาลีกามีกฎว่าจะต้องมีการบรรจุค่าฉีกสัญญาเอาไว้ด้วย โดยเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งจะเริ่มมีแต่มีมานานแล้วตั้งแต่ปี 1985

😎 แล้วทำไมเมสซีถึงคิดว่าจะย้ายได้ฟรี? เป็นเพราะเมสซีก็มีอีกเงื่อนไขที่ระบุเอาไว้เช่นกันว่าหากมีการแจ้งกับสโมสรเป็นการล่วงหน้าว่าต้องการจะย้ายออก จะสามารถย้ายได้โดย “อิสระ” ไม่มีค่าตัวแม้แต่ยูโรเดียว ซึ่งเชื่อว่าปกติจะต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนวันสุดท้ายของปีฟุตบอล ราว 20 วัน หรือปกติคือ 10 มิ.ย

9) เรื่องนี้ทำให้กลายเป็นประเด็นขึ้นมา เพราะฝั่งหนึ่งบอกว่าจะไปแบบฟรีๆ อีกฝั่งบอกไม่ได้สิมีเงื่อนไขอยู่ 700 ล้านยูโร ซึ่งส่วนต่างมันมากมายมหาศาลเกินกว่าที่อีกฝ่ายจะยอมได้โดยง่าย

10) บอร์ดบริหารบาร์ซา มีการเรียกประชุมเป็นการเร่งด่วนเพื่อหารือในประเด็นนี้ ท่ามกลางกระแสกดดันจากภายนอกให้ลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อการที่ทำให้เมสซีตัดสินใจแบบนี้ โดยเฉพาะประธานสโมสรโจเซป มาเรีย บาร์โตเมว

11) สิ่งที่น่าสังเกตคือเมสซี ซึ่งเป็นคนที่ภักดีต่อสโมสรมาตลอดชีวิตตัดสินใจที่จะไปแบบ “ไม่เผาผี” ด้วยการไม่ให้สโมสรได้เงินจากการย้ายทีมของเขาแม้แต่แดงเดียว ทั้งๆที่ก็รู้ว่าสโมสรกำลังเผชิญวิกฤติทางการเงิน

12) ปัญหาคาใจระหว่างสองฝ่ายมีมาสักพักใหญ่ และมาระเบิดเอาในช่วงต้นปีที่ผ่านมาเมื่อเมสซี ตอบโต้เอริค อบิดัล ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา ซึ่งก็เคยเล่นร่วมกันมา (อบิดัล เคยต้องผ่าตัดใหญ่ครั้งหนึ่งในช่วงบั้นปลายชีวิตการเล่น) หลังโดนโบ้ยว่าเป็นต้นเหตุของการทำให้ทีมต้องปลดเอร์เนสโต วัลเวร์เด

13) จากนั้นมีกรณีเรื่องที่มีการขุดคุ้ยว่ามีการจ้างบริษัท PR ทำลายภาพลักษณ์ของเมสซีและตำนานเก่าๆอย่างเป๊ป หรือชาบี

14) ในช่วงโควิด เมสซีและนักเตะโดนสโมสรชิงเล่นเกมกดดันให้ลดค่าเหนื่อยลง 70% ทั้งๆที่ภายในทีมกำลังหารือกันอยู่ นำไปสู่การถกเถียงอีกรอบ

15) สิ่งที่ทำให้เมสซีตัดสินใจที่จะย้าย (ขีดเส้นใต้เอาไว้ในใจนะ) ออกจากทีมที่เขาอยู่มาตั้งแต่ 13 ขวบ ทีมที่เลี้ยงดูปูเสื่อช่วยเหลือในยามลำบากในวัยเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการทางร่างกายจนก้าวมาเป็นนักเตะอันดับหนึ่งของโลก คือการไม่สามารถอดทนต่อการที่เขาต้องถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังปัญหาต่างๆมากมายภายในสโมสร

16) เมื่อรวมกับความตกต่ำของสโมสร การไม่เห็นแววว่าจะกลับมาได้ภายใต้การบริหารแบบนี้ และการไม่สามารถทนที่จะร่วมงานกับฝ่ายบริหารชุดนี้ต่อไปได้อีก จะให้รอการเลือกตั้งใหม่ในปีหน้าก็ไม่ไหว ทำให้เมสซีตัดสินใจเด็ดขาด

17) ขณะที่สื่อในสเปนยังเผยว่าการที่หลุยส์ ซัวเรซ เพื่อนรักโดนเฉดหัวออกจากทีมแบบน่ารังเกียจก็มีส่วนทำให้เมสซีไม่ทนเช่นกัน

18) มีการมองว่าเมสซีกำลังเล่นการเมืองเพื่อบีบฝ่ายบริหารโดยเฉพาะบาร์โตเมว แต่จากแหล่งข่าวระดับสูงที่มีความใกล้ชิดของวงการฟุตบอลสเปน ไม่ว่าจะเป็น Gullem Balague หรือ Alfredo Martinez ต่างยืนยันว่าเมสซีไม่ได้ “ขู่” เขาเอาจริง!

19) วิธีการแจ้งข่าวก็เป็นที่พูดถึงเมื่อเมสซีเลือกส่งเอกสารผ่านแฟ็กซ์ ที่หลายคนไม่เข้าใจ ทำไมไม่ส่งผ่านวิธีที่ทันสมัยกว่านั้น

20) คำอธิบายคือแฟ็กซ์ที่ว่าไม่ใช่แฟ็กซ์ธรรมดา แต่เป็น burofax ซึ่งเป็นบริการของไปรษณีย์สเปน (Correos) ซึ่งจะจัดส่งเอกสารที่มั่นใจได้ว่าจะถึงมือผู้รับแน่

21) Burofax ส่วนใหญ่จะใช้ในกรณีของการส่งเอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งจะมีการลงวันที่ชัดเจนว่าส่งเมื่อไหร่ ถึงเมื่อไหร่ โดยผู้ส่งจะส่งเอกสารดังกล่าวเข้าไปที่ Correos ก่อนแล้ว Correos จะส่งต่อให้ปลายทางเอง

22) สมัยก่อน burofax จะต้องส่งแฟ็กซ์เข้ามาอย่างเดียว แต่สมัยนี้จะปรินต์เอกสารเข้ามาส่งเองก็ได้ที่ไปรษณีย์ หรือจะอัพโหลดไฟล์ผ่านระบบก็ได้เช่นกัน แล้วระบบจะส่งไปยังปลายทางให้

23) ตามเงื่อนไขแล้วเมสซีจะต้องแจ้งการย้ายทีมภายใน 31 พ.ค. แต่จากสถานการณ์โควิดที่ทำให้ฤดูกาลยืดไปจนถึงสัปดาห์ที่แล้ว ฝ่ายกฎหมายของเมสซีเลยยึดเอาวันนัดชิงชนะเลิศของแชมเปี้ยนส์ ลีก 23 ส.ค.​เป็นวันสุดท้ายของฤดูกาล และการแจ้งผ่าน burofax นั้นเชื่อว่าลงวันที่เอาไว้ตั้งแต่ 20 ส.ค.แล้ว

24) ในกรณีที่บาร์ซา ไม่ยอมรับคำขอจากเมสซี สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาเป็นไปได้ทั้งการให้ศาลตัดสิน หรือการที่เมสซีจะกดดันเพิ่มด้วยการขอขึ้นบัญชีย้ายทีม โดยฝ่ายผู้ซื้อจะต้องเจรจากับบาร์ซาเรื่องค่าตัว ว่าจะจ่ายตามเงื่อนไข 700 ล้านยูโร หรือจะต่อรองหาตัวเลขที่โอเคกัน

25) สถานการณ์ตอนนี้บาร์ซาถูกบีบอย่างมาก เพราะวันที่ 1 ม.ค. เมสซีจะสามารถเจรจาย้ายทีมได้ฟรี ดังนั้นมากน้อยก็ต้องเอาแล้วถ้าคิดจะเอาเงิน

26) อย่างไรก็ดีฝ่ายสนับสนุนเมสซีมองว่าบาร์ซาควรจะให้เกียรตินักฟุตบอลที่นำสโมสรยิ่งใหญ่ในช่วงเกือบ 2 ทศวรรษหลังสุดด้วยการตกลงกันด้วยดีอย่างสุภาพบุรุษ

27) หากยึดตามการเปิดเผยของ Marcelo Bechler ผู้สื่อข่าวสายละตินที่เป็นคนแรกที่รู้ข่าวเรื่องเนย์มาร์ย้ายทีม และเป็นคนแรกเหมือนกันที่บอกว่าเมสซีจะไม่อยู่กับบาร์ซาแล้วได้ระบุว่าทีมที่เมสซีจะย้ายไปอยู่ด้วยคือ “แมนเชสเตอร์ ซิตี”

28) อย่างไรก็ดีเรื่องไม่จบง่ายๆในเร็วๆนี้ คาดว่าจะมีอะไรให้ตื่นเต้นกันอีกมาก

29) แต่สำหรับบาร์ซาแล้ว นี่คือข่าวร้ายที่สุด คือวันที่เจ็บปวดที่สุด เพราะเมสซีคือสัญลักษณ์ของทีม เป็นตัวแทนภาพลักษณ์ที่ดีของสโมสร (ตัดเรื่องอำนาจในสโมสรที่มากขนาดสะเทือนทั้งเมืองได้ออกไปก่อน) และทุกคนเชื่อว่าเขาจะอยู่กับทีมไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย

30) คำถามที่หลายคนอยากรู้มาตลอดว่า “ชีวิตหลังเมสซี” ของบาร์ซาจะเป็นอย่างไร? อาจถึงเวลาได้หาคำตอบแล้ว

Story: Sockr x SPORTDesk.

24/08/2020

Insight | 📻 ‘Radio Müller’ เสียงกรอกหูที่ทะลุถึงหัวใจนักเตะบาเยิร์น
ในที่สุดแล้วทีม “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ก็สามารถพิชิต 3 แชมป์ในฤดูกาลเดียวได้อีกครั้งตามความคาดหมาย ถึงแม้ว่าจะต้องออกแรงเหนื่อยสักหน่อยกว่าที่จะทำให้ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยอมศิโรราบในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่ไม่มีผู้ชมแม้แต่คนเดียว
ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความยอดเยี่ยมของบาเยิร์น ซึ่งหากจะเจาะลงรายละเอียดแล้วภาพใหญ่ที่สวยงามนั้นเกิดจากหลากหลายเรื่องราวที่ประกอบขึ้นด้วยกัน
เราสามารถหยิบเรื่องราวขององค์ประกอบในทีมมากมายขึ้นมาบอกเล่าได้ไม่รู้เบื่อ ไม่ว่าจะเป็นดาวเด่นอย่างโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี, แซร์ นาบรี, คิงส์ลีย์ โกมัน ไปจนถึงโจชัว คิมมิช, ติอาโก อัลคันตารา หรือแม้แต่ลีออน กอเร็ตซ์กา
เพียงแต่หากจะเลือกขึ้นมาหนึ่งคนที่สตอรี่พิเศษกว่าคนอื่น คนคนนั้นควรจะเป็นโธมัส มุลเลอร์
อย่างที่เราพอจะทราบกันว่าชีวิตของกองหน้ารายนี้พลิกผันราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ มีขึ้นสูงลงต่ำราวกับรถไฟเหาะตีลังกา แต่บทสรุปของเรื่องนั้นสวยงามเหลือเกิน
หากจะย้อนกลับไปเมื่อ 10 เดือนที่แล้ว มุลเลอร์ตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็น เมื่อนักเตะที่เป็นสายเลือดแท้ของสโมสร อยู่กับทีมมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ และเป็นกำลังสำคัญของทีมในทุกชุดนับตั้งแต่ได้ขึ้นชั้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ตกอยู่ในสภาพตัวสำรองอดทน
นิโก โควัช มองว่ามุลเลอร์นั้นเป็นได้เพียงแค่ศูนย์หน้าตัวสำรองของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกีเท่านั้น ก่อนจะจำกัดบทบาทของเขาเอาไว้ที่ม้านั่งข้างสนาม ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เจ็บปวดอย่างยิ่งสำหรับมุลเลอร์ โดยเฉพาะการต้องทนเห็นทีมตกต่ำลงอย่างสังเกตได้โดยที่ไม่สามารถจะช่วยอะไรทีมได้เลย
ช่วงเวลานั้นนักเตะทีมชาติเยอรมันกำลังคิดถึงการย้ายออกจากทีม และมีหลายสโมสรที่จับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะไม่ง่ายในการที่จะหาทีมที่มีระบบการเล่นที่เหมาะสมสอดคล้องกับสไตล์ของดาวเตะรายนี้
ที่บอกเช่นนั้นเพราะมุลเลอร์นั้นเป็นนักเตะที่มีความสามารถพิเศษไม่เหมือนคนอื่น กับการเป็นตัวรุกที่มีความสามารถในการสอดขึ้นไปหาโอกาสทำประตูได้อย่างยอดเยี่ยม
การหาพื้นที่คือพรสวรรค์ส่วนตัวของเขา ทำให้อยู่ถูกที่ถูกเวลาเสมอมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และเกือบทั้งหมดจะเกิดขึ้นโดยที่คู่แข่งนั้นแทบไม่รู้ตัว เมื่อเห็นอีกทีคือการที่ปลายมีดของมือลอบสังหารคนนี้จ่อเข้าที่ลำคอแล้ว
แต่อย่าไปคาดหวังว่าจะได้เห็นมุลเลอร์ โชว์ทักษะการครองบอลที่เหนือชั้นเหมือนซีเนอดีน ซีดาน หรือติอาโก อัลคันตารา อย่าหวังว่าจะได้เห็นเขาโชว์ความเร็วปานสายฟ้าฉีกคู่แข่งเป็นริ้วๆเหมือนที่นาบรี หรือโกมันทำได้
นักเตะคนนี้เล่นบอลด้วย “สมอง” และสมองของเขา Made in Germany แท้ๆ ซึ่งหากใครยกย่องว่าฟิลิปป์ ลาห์ม หรือโจชัว คิมมิช ในปัจจุบันคือนักเตะสมองเพชรของเกมรับ มุลเลอร์ก็เป็น “แม็คกายเวอร์” ในเกมรุกของวงการฟุตบอลเยอรมันเช่นกัน
การเล่นของเขาจะดูเหมือนง่าย แต่เล่นได้ยาก กับการสอดประสานกับเพื่อนร่วมทีมอย่างลงตัว
แต่เขาไม่ได้พกมาแค่สมอง หากแต่ยังพก “หัวใจ” มาด้วย
มุลเลอร์ทุ่มเทกับการเล่นเสมอ และที่สำคัญคือการที่เขาทรงอิทธิพลต่อทีมที่เล่นอย่างยิ่ง และการตัดสินใจให้เขากลับมาเป็นคีย์แมนในทีมอีกครั้งของฮันซี ฟลิก คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด
เพราะเขาคือคนที่รู้และเข้าใจดีที่สุดว่าบาเยิร์น มิวนิคมีความหมายอย่างไรและแค่ไหน
ปลอกแขนกัปตันทีมอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัว บทบาทพระเอกก็อยู่กับคนอื่น แต่มุลเลอร์คือ Leader ของบาเยิร์น ไม่ว่าจะเป็นในห้องแต่งตัวหรือในสนาม และการมีเขาอยู่กับทีมในสภาพที่จิตใจแข็งแรงคือโบนัสหลายเด้งสำหรับบาเยิร์น
จากคนที่ไร้ประโยชน์ในระบบการเล่นของโควัช มุลเลอร์กลับมาเป็นคีย์แมนอีกครั้งในระบบการเล่นของฟลิก โดยเฉพาะการเล่นเกมเพรสซิงที่สามารถบดและกดดันคู่แข่งจนถอยหลังพิงเชือก ทำให้บาเยิร์นเลือกจะต่อยเป้าได้ตามใจ
มุลเลอร์ไม่ได้แค่อยากจะวิ่งบ้าเลือดคนเดียว แต่เขาจะกระตุ้นเพื่อนทุกคนให้พยายามไปเรื่อยๆไม่ให้ผ่อนคันเร่งเลยแม้แต่นาทีเดียวจนกว่าที่เสียงนกหวีดสุดท้ายจะจบลง ทุกคนต้องพยายามทำเหมือนกัน เท่ากัน ต่อให้เป็นตัวสำรองที่เพิ่งจะได้ลงสนามไปก็ตาม
ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา มุลเลอร์ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากเนื่องจากในสภาพที่ไม่มีแฟนบอลในสนามทำให้คนดูทางบ้านสามารถได้ยินสิ่งที่นักฟุตบอลพูดกันในสนามได้อย่างชัดเจน ซึ่งคนที่ได้ดูบาเยิร์นก็จะได้ยินเสียงตะโกนสั่งการของมุลเลอร์ตลอดเวลา ไม่ว่าเพื่อนจะทำอะไรตรงไหนก็ตาม
เขาเรียกกันว่า Radio Müller
แต่ถึงจะเป็นคนชอบสั่ง แต่มุลเลอร์ไม่ได้มีเจตนาที่จะยกตนข่มท่าน เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือการเห็นทีมเล่นได้อย่างดีที่สุด เหมือนในเกมที่ถล่มบาร์เซโลนา 8-2 ที่เขาได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเกมกล่าวชมทุกคนว่า “สิ่งที่สวยงามที่สุดก็คือการที่ได้เห็นคนที่ลงสนาม (ตัวสำรอง) มีอิมแพ็คต์ สนุกกับเกม และทุ่มเทกับเกม เท่าๆกับนักเตะตัวจริง”
สำหรับมุลเลอร์รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเกมนั้นคือรางวัลสำหรับผู้เล่นทุกคนในทีมไม่ใช่เฉพาะเขาคนเดียว
ดังนั้นในความสำเร็จของบาเยิร์นที่กวาดแชมป์ครบทุกรายการ
ในเบื้องหลังของความสำเร็จ Radio Müller ที่กรอกหูนักเตะบาเยิร์นทุกคนจนจำขึ้นใจถึงการเล่นที่ต้องทุ่มเทไม่ย่อท้อ และการสั่งการที่ชาญฉลาดคือหนึ่งในเบื้องหลังของชัยชนะที่ยิ่งใหญ่
และสำหรับตัวของมุลเลอร์เอง ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเขาคือการพิสูจน์คุณค่าของตัวเองให้ทุกคนได้เห็นอีกครั้ง
ไม่มีใครจะทำลายคุณค่าในตัวของเราได้ นอกจากตัวเราเอง

🔤FYI
• ชัยชนะเหนือบาร์ซา 8-2 เป็นครั้งที่ 5 ที่บาเยิร์น ยิงได้ในลีกหรือในฟุตบอลยุโรป ซึ่งมีนักเตะบาเยิร์นคนเดียวที่มีส่วนร่วมกับสกอร์นี้ครบทุกนัด นั่นคือมุลเลอร์ (8-1 และ 9-2 กับซังต์ เพาลี, 8-0 อีก 2 ครั้งกับฮัมบวร์ก และล่าสุด 8-2 กับบาร์ซา)

• ด้วยความที่โด่งดังมายาวนานตั้งแต่ปี 2009 บวกกับริ้วรอยบนบหน้า ทำให้หลายคนอาจจะคิดว่าโธมัส มุลเลอร์แก่มากแล้วทั้งๆที่ความจริงอายุเพิ่งจะ 30 ปีเท่านั้น!

• ในวันฉลองแชมป์เดเอฟเบ โพคาล มีภาพมุลเลอร์สวมกางเกงมวยไทยในงานฉลองด้วย กางเกงตัวนี้เขาได้จากแฟนบอลชาวไทย ที่ฝากมอบให้เขาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และมุลเลอร์เก็บไว้อย่างดีจนรอโอกาสเหมาะจึงหยิบมาใส่ฉลองให้ โดยที่ยังได้วีดีโอคอลคุยกับแฟนบอลผู้โชคดีรายนี้ด้วย

• ที่เด็ดกว่านั้นคือมุลเลอร์ส่งกางเกงหนังสไตล์บาวาเรียนแท้ๆกลับมาให้พร้อมคำท้าว่าถ้าบาเยิร์นคว้า 3 แชมป์ได้คุณ ต้องใส่โชว์ด้วย! ...เรียกว่ามุลเลอร์เนี่ยถึงจะเงียบๆแต่ป๊อปในหมู่แฟนมากนะเพราะเป็นคนน่ารักใส่ใจแฟนๆอย่างนี้แหละ :)

🔢Numbers
9 บุนเดสลีกา
5 เดเอฟเบ โพคาล
5 ซูเปอร์ คัพ
2 แชมเปี้ยนส์​ ลีก
1 ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ
1 สโมสรโลก
1 แชมป์ฟุตบอลโลก
1 รองเท้าทองคำฟุตบอลโลก
622 นัด
241 ประตู
194 แอสซิสต์

Story: Sockr
.

23/08/2020

บาเยิร์น มิวนิค แชมป์ยุโรปฤดูกาล 2019-20

• คิงสลีย์ โกม็อง อดีตเด็กฝึกเปแอสเชได้ลงตัวจริง โหม่งพังประตูทีมเก่า
• บาเยิร์น เป็นแชมป์สมัยที่ 6 ของรายการนี้เท่ากับลิเวอร์พูล โดยมีเพียงเอซี มิลาน และเรอัล มาดริด ที่คว้าแชมป์ได้มากกว่า
• บาเยิร์นคว้าแชมป์โดยชนะรวด 16 นัดตลอดรายการ เป็นทีมแรกที่ทำได้
• ติอาโก ซิลวา อำลาเปแอสเชด้วยรองแชมป์
• ติอาโก อัลคันตารา ดูเหมือนจะอำลาบาเยิร์นด้วยแชมป์สุดท้ายที่เขาไม่เคยได้กับทีม
• คูตินโญ คว้าเทรเบิลแชมป์กับบาเยิร์น ในฤดูกาลที่บาร์เซโลนาต้นสังกัดจริงล้มเหลวไม่ได้แชมป์แม้แต่รายการเดียว

21/08/2020

Insight | ‘ตู้สู้ฟัด’ ลูคาคูเปลี่ยนแปลงตัวเองจาก ‘The Beast’ เป็น ‘The Best’ ได้อย่างไร?
คืนนี้เราจะได้ดูนัดชิงฟุตบอลยูเอฟา ยูโรปา ลีกกันแล้ว โดยรอลุ้นว่าระหว่างอินเตอร์ มิลาน กับเซบียา ใครที่จะได้ครองถ้วยใบเล็กของยุโรปในฤดูกาลที่อลหม่านที่สุด
ในบรรดานักเตะของทั้งสองทีมคนที่ถูกจับตามองมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นโรเมลู ลูคาคู ดาวยิงเบอร์หนึ่งของฝั่ง “งูใหญ่”​ ที่ฟอร์มเข้าฝักร้อนแรงเป็นไฟพะเนียงตลอดทั้งฤดูกาล โดยจากประตูแรกในเกมประเดิมสนามจนถึงตอนนี้ดาวยิงวัย 27 ปีทำไปแล้วถึง 33 ประตู
เขาต้องการอีกเพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้นก็จะทำสถิติทาบ “อิล เฟโนเมโน” โรนัลโด สุดยอดดาวยิงตลอดกาลที่เคยทำได้สูงสุด 34 ประตูใน “ฤดูกาลแรก” กับอินเตอร์
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ลูคาคู น่าจะแอบภูมิใจอยู่ลึกๆเพราะเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยคือเกมนัดชิงบอลยุโรปนัดแรกที่เขาได้ดูสมัยเด็กๆก็คือเกมนัดชิงยูเอฟา คัพ เมื่อปี 1998 ซึ่งทีมที่เขาเชียร์ก็คืออินเตอร์ มิลาน ทีมนี้นี่แหละ
วันนั้นโรนัลโด โชว์ฟอร์มมหาเทพนำอินเตอร์ถล่มลาซิโอไป 3-0 เรียกว่าเป็นจุดแรงบันดาลใจและไฟฝันให้กับเจ้าหนูรอมเป็นอย่างดี
เพียงแต่วันนี้เราไม่ได้จะมาพูดคุยกันเรื่องเก่าเรื่องแก่อะไรขนาดนั้น
เพราะสิ่งที่อยากจะมาชวนโฟกัสกันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงตัวเองของลูคาคู กองหน้าที่ย้อนหลังกลับไปแค่ 1 ฤดูกาลถูกมองว่า “หมดสภาพ” ไปแล้ว
ขนาดที่แกรี เนวิลล์ ถึงกับแขวะออกสื่อเรื่องของน้ำหนักตัวที่ทะลุร้อยกิโลกจนรูปร่างหนาแน่นตั้บ น้องๆ “The Beast” อเดบาโย อคินเฟนวาเลยทีเดียว
และเรื่องน้ำหนักนี่เองที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจที่จะขายเขาทิ้งออกจากทีมให้กับอินเตอร์ เพราะชั่งน้ำหนักในวันแรกที่กลับมารายงานตัวฝึกซ้อมพรีซีซันที่แคร์ริงตันแล้วเกินไปประมาณ 9 ปอนด์
แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็น “ปม” ในใจของลูคาคูที่ถูกล้อไปจนถึงถูกเหยียดหยามจากทุกคนประหนึ่งเป็นตู้เย็นเดินได้
การโดน Bully ไม่ใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ (ผู้เขียนก็เช่นกัน ใครก็ทักว่าอ้วน!) แต่สิ่งที่ลูคาคูทำหลังถูก Bully ไม่ใช่การตอบโต้กลับให้เสียอารมณ์ตามไปด้วย
สิ่งที่เขาทำคือการพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่แค่ให้กลับมาเป็นคนเดิม แต่เป็นคนใหม่ที่ต้องดีกว่าเดิม
ความจริงแล้วในช่วงแรกหลังย้ายมาอินเตอร์ มิลานเขาก็ยังมีปัญหาอยู่ เรียกว่าอันโตนิโอ คอนเต เองก็ไม่ได้พอใจกับรูปร่างนัก
แต่ด้วยความช่วยเหลือจากทีมนักโภชนาการของสโมสร ที่พยายามหาทางแก้ไขปัญหาในเรื่องระบบการเผาผลาญพลังงาน (metabolism) ในร่างกายของดาวยิงร่างยักษ์ ทำให้พวกเขาพบคำตอบที่จะช่วยให้ลูคาคูกลับมาเพรียวอีกครั้ง
เรื่องสูตรอาหารยังไม่มีใครจำแนกมาให้ว่าวันๆลูคาคูกินอะไรบ้าง แต่ที่มีการเปิดเผยมี 2 อย่างที่เขาหม่ำมากกว่าปกติ
1) ปลา
2) ผัก
แต่แค่นี้มันไม่พอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
สิ่งสำคัญมันอยู่กับความตั้งใจและ “กำลังใจ” ของแต่ละคนด้วย ซึ่งโชคดีสำหรับอินเตอร์ที่ลูคาคูวันนี้มาพร้อมกับหัวใจที่อยากจะพิสูจน์ตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่เหมือนในช่วงบั้นปลายกับแมนฯ ยูไนเต็ดที่เขาแทบไม่เหลือความสุขในการลงสนาม
จะแขวะว่าอ้วนยังพอว่า แต่ถ้าบอกว่าไม่ตั้งใจอันนี้มีเรื่องกัน
ดังนั้นในเวลาไม่นานเราจึงได้เห็นภาพของเขาเซลฟีหน้ากระจกในห้องน้ำพร้อมกับข้อความว่า “Not bad for a fat boy” หรือ “ไม่เลวสำหรับเด็กอ้วน”
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือผลงานการระเบิดประตูแบบในพารากราฟข้างต้น และคืนนี้เขากำลังจะมีโอกาสพาทีมคว้าแชมป์ถ้วยใบเล็กของยุโรปหากเอาชนะเซบียาได้​ซึ่งก็จะเป็นแชมป์ครั้งแรกนับตั้งแต่ที่โรนัลโด ทำได้เมื่อ 22 ปีที่แล้ว
ทีนี้มาสรุปกันอีกทีว่าลูคาคูเปลี่ยนทุกอย่างได้อย่างไร?

1) รู้ปัญหา (เรื่องระบบเผาผลาญ)
2) หาทางแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ (อาหาร)
3) มีคนที่เข้าใจและพร้อมยื่นมือช่วยเหลือ
4) ความตั้งใจแบบมืออาชีพ
ทั้ง 4 ข้อนี้นำไปปรับใช้ได้กับเรื่องอะไรก็ได้บนโลกใบนี้ ลองดู :)

x Sockr

20/08/2020

Insight | How to จัดโปรแกรมแข่งขันพรีเมียร์ลีก?
เมื่อบ่าย 3 โมงที่ผ่านมาพรีเมียร์ลีกได้มีการเผยโปรแกรมการแข่งขันสำหรับฤดูกาล 2020-21 ออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว
สำหรับบางทีม - โดยเฉพาะลิเวอร์พูล - ต้องบอกว่าเห็นโปรแกรม 5 นัดแรกแล้ว “อู้วหู้ววว” กันเลยทีเดียว เพราะเปิดฉากมานัดแรกก็เจอน้องใหม่ที่เคยเป็นตัวแสบของทีมในอดีตอย่าง “ยูงทอง” ลีดส์​ ยูไนเต็ด ต่อด้วยเชลซี, อาร์เซนอล,​ แอสตัน วิลลา และเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี กับเอฟเวอร์ตัน
ว่าแต่ทราบไหมว่าเขามีวิธีในการจัดอย่างไร? และใครเป็น “มือดี”​ (ที่แฟนบอลหลายคนอำนวยพร “ขอให้เจริญๆ” ^^”)
เอาคำตอบที่ 2 ก่อน คนที่มีหน้าที่ในการจัดโปรแกรมการแข่งขันคือ Atos บริษัทชั้นนำระดับโลกในเรื่องของการจัดการข้อมูลดิจิทัลที่มีหน้าที่ในการรวบรวมนำข้อมูลทั้งหมดทุกอย่างเพื่อจะนำมาประมวลคำนวนผลในการจัดวางโปรแกรมการแข่งขัน
และการทำนั้นไม่ใช่แค่วันสองวันเสร็จ แต่การจัดโปรแกรมนั้นกินระยะเวลานานถึงครึ่งปีด้วยกัน
โดยกระบวนการจะเริ่มดังนี้
1) ได้รับกำหนดการแข่งขันในรายการของ FIFA
2) ได้รับกำหนดการแข่งขันในรายการฟุตบอลสโมสรยุโรปจาก UEFA
3) ได้รับกำหนดการแข่งขันรายการอื่นๆภายในประเทศจากสมาคมฟุตบอล
เมื่อได้ 3 อย่างนี้แล้ว ก็จะทราบว่ามีจำนวนวันเหลือแค่ไหนสำหรับการจัดโปรแกรมการแข่งขัน ซึ่ง Atos ต้องคำนวนโปรแกรมการแข่งขันทั้งหมด 2,036 นัดสำหรับการแข่งขันใน 4 ดิวิชั่นสูงสุดของอังกฤษ ตั้งแต่พรีเมียร์ลีก จนถึงลีก ทู
จากนั้นจะเป็นกระบวนการ “หยอด”​ โปรแกรมลงไป ดังนี้
4) จะมีการแยกออกเป็น Set รวมทั้งสิ้น 5 เซ็ต ซึ่งทั้ง 5 เซ็ตนี้จะถูกกลับข้างเพื่อใช้สำหรับในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังด้วย

5) มี “Golden Rules” หรือ “กฎทองคำ” อยู่ในการจัดโปรแกรมว่า ในจำนวน 5 เกมในแต่ละเซ็ตนั้นจะต้องเป็นเกมเหย้า 3 นัดเกมเยือน 2 นัด หรือเกมเหย้า 2 นัดเกมเยือน 3 นัด จะต้องไม่มีเกมเหย้า 4 เยือน 1 หรือเหย้า 5 เยือน 5 อะไรแบบนั้น

6) กฎข้อต่อมาคือจะพยายามเลี่ยงไม่ให้แต่ละทีมมีเกมเหย้าหรือเยือนติดต่อกัน 2 นัด

7) ต่อมาคือการที่จะพยายามไม่ให้ทีมต่างๆมีโปรแกรมเหย้าหรือเยือนติดต่อกันในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลและช่วงก่อนจบฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างหลังเพราะจะไม่เป็นการยุติธรรมหากต้องลงเล่นเกมเยือน 2 นัดติดต่อกัน

8) พิเศษสำหรับฟุตบอลอังกฤษคือช่วงโปรแกรมโหดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หากทีมไหนได้เล่นในบ้านในวัน Boxing Day ก็จะต้องเล่นเกมเยือนในวันปีใหม่ หรือสลับกัน

9) ในช่วงเดือนมีนาคม พรีเมียร์ลีกจะสอบถามทีมต่างๆด้วยการ “ให้พร 3 ประการ” ข้อแรกคือ “มีวันไหนในรอบปีบ้างที่ไม่อยากจะเล่นในบ้าน (ซึ่งต้องสอบถามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น), ข้อสองคือ “มีทีมไหนบ้างที่อยากจะจับคู่ด้วย และข้อ 3 คือ “มีทีมไหนบ้างที่ไม่อยากเจอเลยในวัน Boxing Day

10) จากข้อ 9 ไม่ได้แปลว่าจะได้พรทุกประการ แต่อย่างน้อย Atos ก็จะพยายามจัดให้ได้โดนใจที่สุด อย่างน้อย 85%

11) โปรแกรมทั้งหมดจะได้รับการพิจารณาร่วมกับตำรวจและหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการคมนาคม
เรื่องมันก็เป็นประมาณนี้สำหรับการจัดโปรแกรมพรีเมียร์ลีก ซึ่งแน่นอนว่าถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิต
ดีบ้างร้ายบ้างปนๆกันไป!

x Sockr :)

18/08/2020

:)
Insight | Penalty United: ไขความลับทำไม ‘ปีศาจแดง’ ถึงได้จุดโทษเยอะแยะ
ถึงแม้ว่า “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะไปไม่ถึงฝั่งฝันเมื่อพวกเขาพ่ายต่อเซบียา ในเกมรอบรองชนะเลิศของศึกฟุตบอลยูเอฟา ยูโรปา ลีก และทำให้ยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ต้องไร้แชมป์เป็นเวลายาวนานที่สุดในรอบร่วม 30 ปี (ครั้งสุดท้ายที่ร้างราความสำเร็จนานขนาดนี้ต้องย้อนกลับไปถึงยุคที่เฟอร์กียังคุมทีมอยู่ที่ไร้แชมป์นาน 5 ปี)
แต่ในเกมดังกล่าวก็ยังเป็นอีกนัดที่แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ประตูจากลูกจุดโทษของบรูโน แฟร์นันเดส หลังจากที่พวกเขาก็เอาชนะเอฟซี โคเปนเฮเกน มาได้ในรอบก่อนหน้าด้วยลูกจุดโทษในช่วงของการต่อเวลาพิเศษ (ซึ่งก็เป็นแฟร์นันเดสเจ้าเก่าที่ไม่พลาดสักครั้ง)
จุดโทษในเกมกับเซบียาคือจุดโทษลูกที่ 22 ในฤดูกาลนี้ของแมนฯ ยูไนเต็ด และกลายเป็นสถิติสูงสุดของยุโรป
สิ่งนี้ทำให้พวกเขาถูกแซวไปจนถึงค่อนแคะว่าเป็น Penalty FC หรือ Penalty United ที่หวังเพียงแต่จะได้ประตูจากลูกจุดโทษ (ช็อตการทิ้งตัวของบรูโน เฟอร์นันเดสในช่วงท้ายเกมกับเซบียา...) ยันมีการคิดทฤษฎีที่จะรองรับเรื่องเหล่านี้
เพียงแต่จริงๆแล้วจุดโทษที่ได้นั้นมันเกิดจากการสมรู้ร่วมคิด หรือมันเป็นสิ่งที่พวกเขาควรจะได้อยู่แล้ว
และมี “ใบสั่ง” จากนายใหญ่อย่างโอเล กุนนาร์ โซลชาไหมในการอ้อนเอาจุดโทษ?
มาไขปริศนาไปด้วยกันครับ :)

1) จุดโทษที่ถูกต้องแล้ว?
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน เพียงแต่โดยส่วนใหญ่แล้วจุดโทษที่ยูไนเต็ดได้นั้นเป็นการตัดสินที่ถูกต้อง และทุกลูกได้รับการตรวจเช็คจากผู้ตัดสิน VAR
จะมีบ้างที่รู้สึกว่ามัน “ง่ายไป” หรือ “ง่ายจัง” จนชวนให้แฟนทีมอื่นสงสัยในความโปร่งใส เหมือนอย่างเช่นจุดโทษที่ได้ในเกมกับแอสตัน วิลลา ที่พรีเมียร์ลีกเองก็ยอมรับว่าผิดพลาดจริง แต่อย่างที่บอกว่าการพลาดเหล่านี้เป็นส่วนน้อย ส่วนจะชัดเจนจะแจ้งแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้ตัดสินแต่ละคน

2) ทำไมถึงได้จุดโทษบ่อย?
เรื่องนี้ตอบง่ายกว่าคำถามข้างบน เพราะเห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดได้จุดโทษบ่อยมากๆมาจากแนวรุกของพวกเขา ซึ่งแม้แต่โอเล กุนนาร์ โซลชา เองก็ยอมรับว่า “ผมคิดว่ามันเป็นเพราะประเภทของนักเตะที่เรามีในทีม”
แมนฯ ยูไนเต็ดมีนักเตะแบบไหน?
ก็แบบเทคนิคดี ฝีเท้าจัด ตีนไว และใจกล้า เหมือนมาร์คัส แรชฟอร์ด, อองโตนี มาร์กซิยาล, เมสัน กรีนวูด ไปจนถึงดาเนียล เจมส์
ความเร็วของนักเตะเหล่านี้ทำให้คู่ต่อสู้รับมือได้ยาก และการตัดสินใจพลาดแค่เสี้ยววินาที ถ้าเผลอไปโดนตัวเมื่อไหร่พวกเขามีสิทธิ์ที่จะล้มโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
และนักเตะพวกนี้ “ล้มเป็น” ด้วย
จริงๆเรื่องนี้ก็ไม่แปลก เพราะหลายทีมก็มีตัวที่ “เรียกแขก” แบบนี้อยู่ เหมือนเชลซีเมื่อก่อนที่มีเอเดน อาซาร์ หรือคริสตัล พาเลซ ที่มีวิลฟรีด ซาฮา​
เพียงแต่แมนฯ ยูไนเต็ดมีนักเตะแบบนี้ 3-4 คนในทีม โอกาสมันเลยเพิ่มขึ้นกว่าชาวบ้านมาก

3) จุดโทษคือแท็คติกที่คิดไว้แล้ว?
คำตอบที่โซลชาไม่ได้บอกแต่คำตอบมันดูแล้ว “ใช่”
เรื่องนี้ไม่ผิดอะไรที่จะทำเพราะทีมไหนก็ทำได้ทั้งนั้น แต่ที่แมนฯ ยูไนเต็ดได้ผลมากกว่าชาวบ้านคือรูปแบบวิธีการเข้าทำของยูไนเต็ดที่จะเน้นการผ่านบอลและการเคลื่อนที่ที่รวดเร็ว
หากมองย้อนกลับไปใน 22 จุดโทษที่ได้ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการเล่นจังหวะหนึ่ง-สอง (one-two), การแทงทะลุช่อง หรือการเลี้ยงตะลุยเข้าไป
โดยอีกจุดที่สำคัญคือการที่แนวรับคู่ต่อสู้นั้นจะค่อยๆถูกถ่างออกและมีจำนวนตัวผู้เล่นที่น้อยกว่า ซึ่งตรงนี้แหละคือสิ่งที่บอกได้ว่ามันเป็นสิ่งที่คิดมาแล้ว
และพวกเขาก็มั่นใจว่ามีโอกาสมากขึ้นด้วยเพราะมี VAR มาช่วย ซึ่งหลายครั้งภาพช้ามันทำให้ผู้ตัดสินลังเลกับจังหวะที่หากเป็นปกติแล้วอาจจะไม่ยอมเป่าให้
ทั้งหมดนี้อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่อย่างน้อยก็น่าจะพอไขปริศนาได้บ้างว่าทำไมแมนฯ ยูไนเต็ด ได้จุดโทษเยอะขนาดนี้
ก่อนจากมีของแถมเป็นสถิติและข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเป็นการทิ้งท้าย :)

Facts & Numbers
• ใน 111 ประตูที่ยูไนเต็ดทำได้ในฤดูกาลนี้ 22 ประตูมาจากจุดโทษ คิดเป็น 15%
• 8 จาก 17 จุดโทษเป็น “ลูกตัดสิน” ทั้งการเปลี่ยนจากเสมอเป็นชนะ หรือจากแพ้เป็นเสมอ
• ในฤดูกาล 2019-20 แมนฯ ยูไนเต็ดคือทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุด 14 ลูก รองลงมาคือแมนฯ ซิตี 11 ลูก
• ลิเวอร์พูลได้จุดโทษในลีกแค่ 5 ลูก, บาเยิร์น มิวนิค 6 ลูก ส่วนบาร์เซโลนา 7 ลูก
• ในฤดูกาล 2017-18 ภายใต้การคุมทีมของโชเซ มูรินโญ แมนฯ ยูไนเต็ดซึ่งได้รองแชมป์ในฤดูกาลนั้นได้จุดโทษ...3 ลูก
อันดับทีมที่ได้ลูกจุดโทษมากที่สุดในฤดูกาล 2019-20 (รวมทุกรายการ)
22 - แมนฯ ยูไนเต็ด
20 - ลาซิโอ
19 - ยูเวนตุส
17 - เจนัว, โรมา
16 - แมนฯ ซิตี
คนที่เรียกจุดโทษให้แมนฯ ยูไนเต็ดมากที่สุด
5 - มาร์คัส แรชฟอร์ด
3 - อองโตนี มาร์กซิยาล
2 - ดาเนียล เจมส์, ปอล ป็อกบา, แบรนดอน วิลเลียมส์, บรูโน แฟร์นันเดส
1 - เมสัน กรีนวูด, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, ตาฮิธ ชอง

Story: Sockr

17/08/2020

The Football Kit Family Tree: เสื้อบอลตัวนี้มีที่มาอย่างไร?
ช่วงนี้เป็นช่วงของการพักก่อนจะเริ่มฤดูกาลใหม่ และเป็นช่วงที่เราจะได้เห็นสโมสรต่างๆเปิดตัวชุดแข่งกันอย่างมากมาย โดยเฉพาะยุคนี้ที่เสื้อบอลกลายเป็นไอเทมฮิตของคนทุกเพศทุกวัย สามารถใส่ได้ทุกวาระโอกาส
ว่าแต่คุณทราบไหมว่าเสื้อที่คุณใส่ หรือคุณเคยเห็นนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร?
เราจะเริ่มกันอย่างไรดีนะ? ... เอาแบบนี้ก่อน!
มาหมุนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปในปี 1909 - ฮวน เอลอร์ดุย เด็กหนุ่มชาวเมืองบิลเบาที่เดินทางมาร่ำเรียนหาวิชาความรู้ยังเมืองเซาแธมป์ตัน เตรียมจะเดินทางกลับบ้าน
เอลอร์ดุย ติดเอาชุดฟุตบอล 50 ตัวของทีม “นักบุญ” กลับไปด้วยเพื่อจะเอาไปฝากสโมสรฟุตบอลในบ้านเกิดของเขาที่กำลังต้องการชุดแข่งฟุตบอลชุดใหม่
เสื้อลายทางแดง-ขาวดังกล่าวจึงกลายเป็นชุดแข่งของสโมสรแอธเลติก คลับ หรือแอธเลติก บิลเบา
ขณะที่ชุดแข่งที่เหลือจากการจ่ายแจกได้ถูกส่งต่อไปให้ทีมเยาวชนของพวกเขาที่อยู่ในเมืองหลวง ซึ่งทีมเยาวชนนั้นมีชื่อว่าแอธเลติก เด มาดริด ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนชื่อเป็นแอตเลติโก มาดริด ในเวลาต่อมา และทำให้ทั้งสองสโมสรนี้ใช้เสื้อลายทางแดง-ขาวเป็น Rojiblanco เหมือนกันมาด้วยประการฉะนี้
เรื่องดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวอย่างของเรื่องเล่ามากมายของชุดทีมฟุตบอลที่มี “สตอรี่”​ ที่น่าสนใจ บ้างมีความลี้ลับ บ้างดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือนักแต่ก็เป็นเรื่องจริง
กับบางทีมที่มาที่ไปของชุดแข่งขันอาจจะมีให้อ้างอิงมากกว่า 1 ตำนาน เช่น บาร์เซโลนา สุดยอดสโมสรของโลกที่มีชุดแข่งอันเป็นเอกลักษณ์สีแดงเข้ม (เลือดหมู) และน้ำเงินเข้ม (กรมท่า) หรือที่พวกเขาเรียกกันว่า Blaugrana (Blau คือสีน้ำเงิน ส่วน Grana คือสีแดงเข้ม)
ตำนานแรกเชื่อกันว่าชุดแข่งของบาร์ซานั้นมีต้นกำเนิดจากสวิส โดยอิงมาจากการที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นบ้านเกิดของโจน กัมเปร์ ผู้ก่อตั้งสโมสรที่เกิดในแดนนาฬิกา ซึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ก็มีเอฟซี บาเซิลที่ใช้เสื้อสีลายทางแดง-น้ำเงินเหมือนกัน แต่ถ้าจะย้อนกลับไปจริงทีมที่กัมเปร์เคยเล่นด้วยอย่างเอ็กเซลซิเออร์ก็เล่นในชุดสีนี้ด้วยเช่นกัน
แต่อีกตำนานเล่ากันว่า อาร์เธอร์ วิตตี หนึ่งในสมาชิกชุดบุกเบิกของบาร์ซาได้พยายามโน้มน้าวให้สโมสรใส่ชุดเฉดนี้นี้ซึ่งเป็นสีเดียวกับชุดของทีมโรงเรียนเมอร์ชานต์ เทย์เลอร์ (Merchant Taylor’s School) ที่เขาเคยศึกษาในบ้านเกิดที่ครอสบี เมอร์ซีย์ไซด์
ที่มาที่ไปของชุดแข่งบาร์ซายังไม่ชัด แต่แรงบันดาลใจจากชุดแข่งของพวกเขานั้นชัดเจนเมื่อมีหลายสโมสรที่เลือกที่จะใช้ชุดสีแบบเดียวกัน
เอบาร์ สโมสรฟุตบอลที่มีความสัมพันธ์อันดีกับบาร์ซานั้นเปิดเผยชัดเจนว่าพวกเขาใช้ชุดของบาร์ซามาเป็นต้นแบบ เพราะในปี 1944 ทีมจากแคว้นบาสก์ทีมนี้ขาดแคลนชุดแข่งก่อนที่จะได้รับชุดแข่งของบาร์ซาที่สหพันธ์ฟุตบอลท้องถิ่นจัดหามาให้
เลบานเต เป็นอีกหนึ่งทีมที่มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้สี Blaugrana หลังจากที่สโมสรได้ควบรวมกับยิมนาสติโก ซึ่งใช้ตราสโมสรแบบเดียวกับบาร์ซาเมื่อปี 1939
เอวสกา เป็นสโมสรที่ 4 ที่ใช้เสื้อแบบเดียวกับบาร์ซา จากการที่ผู้ก่อตั้งสโมสรเป็นแฟนตัวยงของยักษ์ใหญ่แห่งคาตาลัน
ในยุคสมัยนั้นการแลกเปลี่ยนระหว่างคนงานชาวอังกฤษที่มาหางานทำในสเปน และนักเรียนของสเปนที่ไปศึกษาหาความรู้ในอังกฤษเองก็ทำให้วัฒนธรรมชุดฟุตบอลมีการเติบโตอย่างน่าสนใจ
ไม่ใช่แค่บิลเบาและแอตเลติโก มาดริดที่ใช้ชุดแข่งแบบเดียวกับเซาแธมป์ตัน เพราะเรอัล เบติส ทีมดังแห่งแคว้นอันดาลูเชียเองใช้เสื้อลายทางเขียว-ขาว ซึ่งคงจะเดากันได้ไม่ยากใช่ไหมว่าทีมที่เป็นต้นแบบของเบติสคือกลาสโกว์ เซลติกนั่นเอง
เรื่องนี้ถือว่าน่าประหลาดใจเล็กๆเพราะหลายคนคิดเอาว่าชุดของเบติสนั้นน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากรากเหง้าของชาวอันดาลูเชียอย่างสี Verdiblancos ซี่งเป็นสีธงของแคว้น แต่ที่มาที่ไปจริงๆแล้วมาจากการที่มานูเอล รามอส อเซนซิโอ ถูกส่งไปเรียนภาษาอังกฤษที่สกอตแลนด์ตั้งแต่เด็ก
ในช่วงที่ไปเรียนอเซนซิโอ ไปชมเกมของเซลติกที่สนามปาร์คเฮดบ่อยครั้ง ซึ่งเมื่อเดินทางกลับมายังสเปนเขาได้เอาเสื้อสีเขียว-ขาวของทีม “ม้าลายขาวเขียว” เซลติกกลับมาด้วย
แต่แทนที่จะใช้ลายขวาง (Hoops) แบบเซลติก อเซนซิโอขอปรับนิดหน่อยด้วยการใช้ลายทาง (Stripes) แทน โดยมีครั้งเดียวที่เบติสกลับไปใช้ลายขวางแบบเซลติกเป๊ะๆคือในปี 2017 ในเกมที่พบกับมาลากา
อิทธิพลของชุดฟุตบอลจากอังกฤษยังไปทั่วยุโรป เสื้อลายทางขาว-ดำของน็อตต์ส เคาน์ตี กลายเป็นชุดของทีม “ม้าลาย” ยูเวนตุส จากการที่สโมสรอิตาลีซึ่งก่อตั้งในปี 1903 ได้ขอร้องให้จอห์น ซาเวจ ผู้เล่นชาวอังกฤษของพวกเขาส่งชุดแข่งจากอังกฤษมาให้หน่อย
ซาเวจ ได้ติดต่อไปหาเพื่อที่อยู่ในเมืองน็อตติงแฮม ที่เป็นแฟนบอลของเคานต์ตี และได้ส่งชุดแข่งของน็อตต์ส เคาน์ตีให้จนกลายเป็นหนึ่งในชุดแข่งที่โด่งดังที่สุดของโลก
แต่ไม่ใช่ว่าอังกฤษจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นอย่างเดียว บางครั้งสโมสรในอังกฤษก็รับแรงบันดาลใจจากคนอื่นด้วยเหมือนกัน เหมือนแบล็คพูลที่ขอเปลี่ยนสีชุดแข่งมาเป็นสีส้ม tangerine ในปี 1923 จากคำแนะนำของอัลเบิร์ต ฮาร์กรีฟส์ ผู้ตัดสินที่ประทับใจกับชุดแข่งของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเขาไปทำหน้าที่ตัดสินในเกมที่ลงสนามพบกับเบลเยี่ยม
ส่วนทีม “ยูงทอง” ลีดส์​ ยูไนเต็ด ก็ใช้เสื้อที่ได้แรงบันดาลใจมาจากทั้งฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ และเรอัล มาดริด
โดยทีมแรกนั้นเป็นที่มาของชุดแข่งในยุคแรกที่เป็นลายทางสีน้ำเงิน-ขาว ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชุดสีขาวทั้งหมดจากแรงบันดาลใจของทีม “ราชันชุดขาว” ที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินในช่วงปี 1960
บางทีชุดแข่งนั้นก็ลอกันไปลอกกันมา เหมือนอย่างแอสตัน วิลลาที่ขอใช้สีแดงอมม่วง (claret) และน้ำเงินตามแบบของฮาร์ทส (สี claret) และเรนเจอร์ส (น้ำเงิน) ขณะที่เวสต์แฮมกับเบิร์นลีย์ก็ใช้สีแบบเดียวกัน ขณะที่สีแดงและสีขาวของสองทีมที่เป็นคู่ปรับแห่งนอร์ธลอนดอน (ต้องเอ่ยชื่อไหม?) ก็มาจากสีชุดแข่งของน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ และเปรสตัน
แต่บางทีชุดแข่งนั้นก็มีสีที่มาจากแนวคิดที่ลึกซึ้งอยู่เบื้องหลัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทีมจากอิตาลี เช่นทีมอินเตอร์นาซิอองนาล หรืออินเตอร์ มิลานที่ใช้สีดำและน้ำเงิน ซึ่งมีความหมายถึงท้องฟ้า (สีน้ำเงิน) และราตรี (สีดำ)
ส่วน “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลานนั้นสีแดงมีความหมายถึงพลังแห่งความปรารถนาของผู้เล่น ส่วนสีดำสื่อถึงความกลัวของคู่แข่งที่ต้องเผชิญหน้าของพวกเขา
นาโปลี ใช้เสื้อสีฟ้าสดใสที่สะท้อนจากสีของทะเลสาบในเมืองเนเปิลส์ ขณะที่ชุดสีชมพู-ดำสุดน่ารักของปาแลร์โมมาจากผลงานของทีมที่ไม่ค่อยสม่ำเสมอ สีชมพูเป็นตัวแทนของความหวานส่วนสีดำคือความเลวร้าย
โรมาเชื่อว่าพวกเขาคือตัวแทนของกรุงโรงอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นสีที่ใช้ต้องร้อนแรงอย่างสีแดง maroon และสีทองที่หมายถึงความเรืองรอง ขณะที่ลาซิโอ เลือกใช้สีฟ้า-ขาวเพราะพวกเขาเดิมเป็นทีมกีฬาทั่วไป และสีนี้ก็สื่อถึงกรีซผู้วางรากฐานของเกมกีฬาทั้งปวง
แต่ไม่มีอะไรจะพีคเท่ากับชุดแข่งสีม่วงของฟิออเรนตินา ซึ่งได้มาจากการที่พวกเขานำชุดแข่งสีแดง-ขาวไปซักในแม่น้ำ
ซักแล้วผ้าสีตกเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วง จึงกลายเป็น “ลา วิโอลา” ด้วยเหตุฉะนี้

ที่มา: Thesefootballtimes.co
😀 ติดตามเรื่องราวดีๆมีสาระความรู้ของวงการกีฬาได้ที่ SPORTDesk. และ www.sportdesk.co

ถ้าอ่านแล้วดีต่อใจรบกวนกดติดตาม ถ้าคิดว่ามีประโยชน์แบ่งปันให้เพื่อนและคนที่คุณรักอ่านด้วยการกดแชร์ได้นะครับ :)

Next issue: ไขปริศนาทำไมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจึงได้จุดโทษแทบทุกนัด 😉

14/08/2020

Story | Why always me? นักเตะที่ถูก Bully มากที่สุดในโลก
เรื่องล้อเลียนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรสำหรับมนุษย์โลก ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ ตั้งใจหรือเปล่า เราทุกคนต้องเคยมีประสบการณ์ทั้งในการเป็นคนล้อเลียนคนอื่น และถูกคนอื่นล้อเลียน
บางครั้งหนักนิดเบาหน่อยก็พอให้อภัยกันได้บ้าง แต่หากมันเกิดขึ้นบ่อยจนกลายเป็นเรื่องประจำ กลายเป็นความชินชา ก็ไม่ใช่เรื่อง
โดยเฉพาะกับคนที่เป็น “เป้า” เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหัวใจของเขารู้สึกอะไรอยู่
ที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเพราะในอังกฤษมีข่าวเล็กๆแต่ไม่เล็กในความรู้สึก เมื่อบัญชี ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวน 454,000 คนโพล่งทวีตขึ้นมาว่า
“ลองช่วยบอกชื่อนักฟุตบอลที่เก่งกว่าฟิล โจนส์ ให้หน่อย”
ในอารมณ์ก็เหมือนจะเป็นเรื่องสนุก ตลก แซวกันขำๆ
แต่หลังจากที่ทวีตขึ้นไปได้ไม่นาน ทางด้าน ได้ถูกร้องเรียนโดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งมีจำนวนผู้ติดตาม 22.6 ล้านคน ก่อนที่ทางด้าน จะรีบลบทวีตดังกล่าว
เรื่องนี้ในฝั่งของทวิตเตอร์เองเป็นความผิดร้ายแรง เพราะเป็นการละเมิดต่อหลักการในการพาดพิงถึงบุคคลอื่นอย่างเสียหาย ซึ่งบริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ได้ออกมาขอโทษและดำเนินการสอบสวนในเรื่องนี้แล้ว
แต่สำหรับโจนส์ เขาคือคนที่ถูกกระทำอีกแล้ว และมันไม่ใช่ครั้งแรก
โจนส์เจอสิ่งเหล่านี้ “ครั้งแล้วครั้งเล่า” โดยที่เขาไม่ได้เต็มใจที่จะต้องเจอกับสิ่งเหล่านี้
กับแฟนบอล เขากลายเป็นตัวตลกด้วยสีหน้าท่าทางที่ปรากฏขึ้นในสนามที่ทำให้โดนเอามาล้อเลียนกันอย่างสนุกปาก
กับเพื่อนนักเตะด้วยกันเขายังโดนเล่นงานไปด้วย โดยครั้งหนึ่งในเกมที่แมนฯ​ ยูไนเต็ดพบกับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เขาถูกลิส มุสเซ็ตต์ ล้อเลียนอย่างหนัก
หนักถึงขั้นที่ทำให้สภาพจิตใจของเขาแย่ไปเลย และสุดท้ายโอเล กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยนตัวเขาออกจากสนามให้เจสซี ลินการ์ด (ซึ่งก็เป็นอีกคนหนึ่งที่กลายเป็นเป้าของแฟนบอล ไม่ใช่เฉพาะแฟนบอลทีมอื่นแต่เป็นแฟนบอลทีมตัวเองด้วย)
ด้วยความเจ็บปวดทั้งหมดที่มี ทำให้โจนส์ ได้ปฏิเสธโอกาสการจัดเกมเทสติโมเนียลแมตช์ที่แมนฯ ยูไนเต็ด อยากจัดให้เขาหลังรับใช้สโมสรมาครบ 10 ปีตามธรรมเนียว
โจนส์ บอกกับนักข่าวแบบขำๆว่า “น่าจะมีแค่พ่อกับแม่ผมที่มา”
แต่ในความจริงแล้วมันไม่ขำแม้แต่น้อยเพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดที่เขาเผชิญ แผลเป็นในใจที่ถูกกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลัวที่จะได้รับบาดแผลอีก
ส่วนในทวิตเตอร์ โจนส์ไม่ยอมโพสต์ความเคลื่อนไหวใดๆมาตั้งแต่ตุลาคม 2017
ดาวเตะวัย 28 ปีไม่ได้ลงสนามให้กับยูไนเต็ดมาตั้งแต่เดือนมกราคมจากปัญหาอาการบาดเจ็บ และยังไม่สามารถกลับมาได้จนถึงตอนนี้
และไม่มีใครรู้ว่าโจนส์จะสามารถกลับมาเป็นหนึ่งในขุนพลที่จะช่วยแมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลหน้า หรือจะออกเดินทางไปเพื่อหาชีวิตใหม่เหมือนที่คริส สมอลลิง ได้เริ่มต้นอีกครั้งกับโรมาและกลับมาพบกับความสุขในการเล่นอีกครั้ง
สำหรับเรื่องที่เกิด มันเกิดไปแล้วและมันเจ็บไปแล้ว
แต่อย่างน้อยก็อาจเป็นเครื่องเตือนใจทุกคนได้ว่า ความสนุกแบบคะนองปาก อาจทำให้ใครสักคนไม่อยากที่จะลุกขึ้นสู้อีกต่อไป
นักฟุตบอลก็คน ร้องไห้ได้ เจ็บเป็น
ไม่รู้จะมีใครคอยบอกโจนส์ไหมในตอนนี้
ว่า It’s ok to not be ok…💓
🖊เรื่อง: ลูกแม่กิ่ง

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok