RT INTERLAW OFFICE
ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก RT INTERLAW OFFICE, Bangkok.
รับปรึกษาอรรถคดี - ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
ว่าความทั่วราชอาณาจักร - ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร
สืบทรัพย์ บังคับคดี - VISA - WORK PERMIT
ทำนิติกรรมสัญญา
จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน-บริษัท
ทนายตี๋
081-598-2209
[email protected]
The legal counsel - to resolve disputes.รับปรึกษาอรรถคดี - ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
Make certify signatures and documents.ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร
VISA - WORK PERMIT
Pur
11/10/2024
🎯 วันนี้นั่งอ่านฎีกาอัพเดทในเว็บไซต์ของศาลฎีกาแล้วเจอคำพิพากษาฎีกาตัวหนึ่งครับ เป็นคดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งมาตรา 332 ของประมวลกฎหมายอาญาให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการสั่งให้ #โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ได้ ปัญหาก็คือว่า คำว่าหนังสือพิมพ์ ตามมาตราดังกล่าวนี้ รวมถึงรูปแบบออนไลน์ด้วยหรือไหม?
⚠️ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...ป.อ. มาตรา 332 (2) เป็นบทกฎหมายที่ #ให้อำนาจศาล ใช้ดุลพินิจสั่งให้ #โฆษณาคำพิพากษา ในหนังสือพิมพ์ได้เองตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอหรือไม่ และคำว่า “ #หนังสือพิมพ์” ย่อมปริวรรตไปตามยุคสมัย มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ขึ้นโดยใช้กระดาษ แต่ยังมีความหมายรวมถึงข้อมูลข่าวสารเป็นตัวหนังสือที่ประชาชนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจได้ ซึ่งเผยแพร่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย
⚠️ คดีนี้จำเลยกระทำผิดด้วยการเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวและข้อความเสียงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊กซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเลยเผยแพร่ได้เป็นจำนวนมาก และอาจมีการเผยแพร่ซ้ำหรือเผยแพร่ต่อไปอีกอย่างกว้างขวาง การเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย เพื่อทำให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีด้วยการเผยแพร่คำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อีกช่องทางหนึ่งด้วย จึงเห็นสมควรให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 2 ฉบับ เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ที่แพร่หลายอีก 2 เว็บไซต์ด้วย โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา
------
ที่มา : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 https://www.supremecourt.or.th/
#กฎหมายอาญา #สอบอัยการผู้ช่วย
#สอบเนติ #สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา #ฎีกาน่าสนใจ
27/03/2023
ดุดัน ไม่เกรงใจลูกหนี้!! 🙀
นี่คือขั้นกว่าของการทวงหนี้ เมื่อทางบริษัท Ford เพิ่งได้จดสิทธิบัตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่งได้คิดค้นและกำลังพัฒนา
เทคโนโลยีที่ว่ามานั้นก็คือ "ระบบ" ที่จะทำให้รถสามารถบังคับตัวเอง ให้ขับไปยังธนาคาร หรือเจ้าหนี้ หากเจ้าของหยุด หรือไม่ยอมจ่ายค่างวดรถ
รายละเอียดในเอกสารจำนวนทั้งหมด 14 หน้า เปิดเผยว่า ก่อนที่รถจะขับกลับไปที่ธนาคารเอง ระบบจะมีการแจ้งเตือนไปยังเจ้าของก่อนหลายขั้นตอน เช่น ส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือ มีเสียงเตือนในรถ หรือกระทั่งขึ้นหน้าจอเตือนในรถ เป็นต้น
แต่ยังไม่ต้องตื่นตกใจไป เพราะเทคโนโลยีนี้ ยังอยู่ในขั้นการพัฒนา ทาง Ford เพียงแต่ยื่นจดสิทธิบัตรเอาไว้ก่อนเฉย ๆ เพื่อป้องกันคู่แข่งนำไอเดียนี้ไปใช้
ส่วนในอนาคต เทคโนโลยีนี้จะสำเร็จ แล้วสามารถผ่านกฏหมายนำมาใช้ได้จริงหรือไม่นั้น อันนี้คงต้องคอยติดตามกันต่อไป...
30/09/2019
#จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อร่วมอยู่กินฉันสามีภริยา #ฟังไม่ได้ว่าจำเลยพรากผู้เสียหายไปจากบิดาหรือผู้ดูแล #โดยปราศจากเหตุอันสมควร #เพื่อการอนาจารไม่เป็นความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 317
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8877/2554
ป.อ. มาตรา 91, 277, 317
ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 3 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นย่า แต่เมื่อยังไม่บรรลุนิติภาวะย่อมต้องตกอยู่ใต้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาและผู้เสียหายที่ 2
ความผิดฐานพรากผู้เยาว์กระทงแรกนั้น จำเลยโทรศัพท์นัดหมายเด็กหญิง จ. ผู้เสียหายที่ 3 ให้ไปพบแล้วพาผู้เสียหายที่ 3 ไปบ้านจำเลย แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 ฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 3 สมัครใจไปจากผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 เอง หลังจากที่จำเลยกระทำชำเราแล้ว จำเลยไปหาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ต่อว่าจำเลยและเรียกค่าสินสอดจากจำเลย แต่จำเลยไม่มีเงินให้ จากนั้นจำเลยรับผู้เสียหายที่ 3 ไปอยู่ด้วย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยได้ว่าประสงค์จะเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 3 เป็นภริยา เมื่อจำเลยยังมิได้มีภริยาจึงสามารถที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 3 ฉันสามีภริยาได้ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม แต่เป็นการกระทำที่ล่วงล้ำต่ออำนาจปกครองดูแลของบิดาและย่าผู้เสียหายที่ 3 ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาหรือผู้ดูแล จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคแรก
ส่วนการกระทำความผิดของจำเลยกระทงที่สองนั้น เมื่อจำเลยได้มาเจรจาสู่ขอผู้เสียหายที่ 3 จากผู้เสียหายที่ 2 แต่จำเลยไม่มีเงินค่าสินสอด ในวันรุ่งขึ้นจำเลยก็ไปรับผู้เสียหายที่ 3 มาอยู่ด้วย กระทั่ง ม. มารับผู้เสียหายที่ 3 กลับไป แสดงว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 3 ไปเพื่อร่วมอยู่กินฉันสามีภริยา ฟังไม่ได้ว่าจำเลยพรากผู้เสียหายที่ 3 ไปจากบิดาหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317
24/09/2017
30/06/2016
บรรยายคำฟ้อง ว่า “สงสัย” จะถือว่ามีเจตนาแกล้งตาม ป.อ.มาตรา 174 วรรคสองหรือไม่ มีคำตอบในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1424/2554
จำเลยทราบว่าลายมือชื่อที่จำเลยอ้างว่าปลอม ความจริงเป็นลายมือชื่อของจำเลยซึ่งลงชื่อไว้ มิใช่ลายมือชื่อปลอม การที่จำเลยแจ้งว่ามีการปลอมลายมือชื่อจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดทางอาญาแก่พนักงานสอบสวนโดยรู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 173 และเมื่อจำเลยเอาความเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการฟ้องเท็จอันเป็นความผิดตามมาตรา 175 อีกกระทงหนึ่ง
ส่วนความผิดตามมาตรา 174 วรรคสอง ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยแจ้งความเท็จเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ จำเลยมิได้ยืนยันว่าผู้ที่ปลอมเอกสารคือโจทก์ โดยจำเลยแจ้งความเพียงว่าจำเลยสงสัยโจทก์ ยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ ไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรานี้
เหตุจูงใจกลั่นแกล้ง
-มีเหตุใดบ้างที่สามารถเสนอต่อศาลว่าตำรวจมีเหตุจูงใจในการกลั่นแกล้งจำเลยในการยัดยาเสพติดให้จำเลย
คำแนะนำทนายความ
หากจำเลยเห็นว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้ใดซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาหรือจัดการให้เป็นไปตามหมายอาญาการกระทำอย่างใดๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบเพื่อจะแกล้งให้จำเลยต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ทั้งยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย อันเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 157,200 วรรคสองแล้ว จำเลยชอบที่จะร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้นั้นได้ตามความผิดนั้น อีกทั้งยังสามารถร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าพนักงานนั้นดำเนินการทางวินัยต่อไป อันเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม ดังนั้น การพิสูจน์ถึงมูลเหตุจูงในอันเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม ดังนั้น การพิสูจน์ถึงมูลเหตุจูงใจอันเป็นสาเหตุกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด โดยมีสาเหตุโกรธเคืองจึงเป็นเรื่องที่จำเลยต้องทราบด้วยตนเองถึงสาเหตุโกรธเคืองนั้นอันจะพิสูจน์ให้ศาลเห็นเมื่อจำเลยกล่าวอ้างว่าถูกกลั่นแกล้งโดยมีสาเหตุโกรธเคืองกับตำรวจ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
10800