I AM Taro
A Professional IT & Management Consultant who has been involved in many Large private organisations
23/05/2026
ผมมีโอกาสไปเป็นหนึ่งใน Speaker เสวนา “Stupid AI in Practice” และได้แชร์มุมมองเรื่อง AI Maturity is the Key Driver for Real Enterprise Transformation
คำว่า Stupid AI เป็นคำที่ท้าทายมาก เพราะทำให้เราต้องถามกลับว่า จริง ๆ แล้วสิ่งที่ “stupid” คือ AI เครื่องมือ หรือวิธีที่มนุษย์ใช้งานกันแน่
มี Stupid Case Study ที่พบ และเอามาแชร์ในวันนี้ คือ
คนจำนวนมากคิดว่าตัวเองใช้ AI เป็น เพียงเพราะคุยกับ ChatGPT หรือใช้ GenAI Tools ได้ แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถใช้ AI เพื่อออกแบบงาน ตรวจสอบผลลัพธ์ และสร้าง business impact ได้จริง
อีกเรื่องที่เห็นบ่อยคือ เมื่อเจอ credit limit หรือ token limit หลายคนเลือกหยุดใช้ AI แทนที่จะฝึก prompt วาง workflow หรือหาวิธีใช้ AI ให้ดีขึ้น สำหรับผม AI ไม่ได้ตัน แต่วิธีคิดและวิธีใช้ของเราต่างหากที่ตันก่อน
ยังมีเรื่องการเชื่อ AI โดยไม่คิดตาม ไม่ตรวจสอบข้อมูล และไม่ใช้ judgment ของมนุษย์ประกอบ ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลผิดถูกนำไปใช้ต่ออย่างรวดเร็ว
ในระดับองค์กร กับดักที่ใหญ่กว่านั้นคือการทำให้ AI กลายเป็นเพียง IT Project องค์กรลงทุนใน infrastructure, license และ platform แต่ไม่ได้เริ่มจาก business pain point หรือ use case ที่สร้าง value จริง
ทั้งหมดนี้ทำให้ผมเชื่อว่า หัวใจของ AI Transformation ไม่ใช่แค่การซื้อเครื่องมือ แต่คือการสร้าง AI Maturity เพราะสิ่งนี้จะทำให้ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ แต่จะกลายเป็น abusiness capability ได้ในที่สุด
ที่เจมาร์ทกรุ๊ป เรากำลังผลักดันเรื่องนี้ผ่านการสร้าง AI Transformation Office หรือ AITO ให้เป็น transformation engine ที่ช่วยสร้าง ownership, use cases, AI Champions และกำกับการใช้งาน AI ให้ปลอดภัยและวัดผลได้จริง
สุดท้าย ที่ฝากเอาไว้ คือ เราต้องใช้ AI ให้เหนือกว่า AI ไม่ใช่ปล่อยให้ AI คิดแทนเรา แต่ต้องการฝึกสมองมนุษย์ให้คิดได้ดีขึ้น ผ่านหลัก สุ จิ ปุ ลิ — ฟัง คิด ถาม และเขียนเพื่อตกผลึก
เพราะเป้าหมายของทั้งองค์กร และมนุษย์ไม่ใช่แค่การใช้ AIแต่คือการทำให้องค์กรมี Maturity มากพอที่จะสร้างคุณค่าจาก AI ได้จริงครับ
21/05/2026
เจมาร์ทกรุ๊ปเพิ่งเปิดตัว J.AI Arena อย่างเป็นทางการครับ
สำหรับผม นี่ไม่ใช่แค่การเปิดตัวแพลตฟอร์ม AI ใหม่ แต่เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่บอกว่า เจมาร์ทกรุ๊ปกำลังเดินหน้าจาก “การเรียนรู้ AI” ไปสู่ “การสร้าง AI Capability”
J.AI Arena คือโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ส่วนกลางของกลุ่ม ที่เปิดให้บริษัทในเครือมาเรียนรู้ พัฒนา และต่อยอด AI Use Case ร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ลดการเรียนรู้ซ้ำซ้อน และสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจค้าปลีก การเงิน และ Ecosystem ของเจมาร์ทได้เร็วขึ้น
มาจากวิสัยทัศน์ของ "คุณอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา" ที่มองว่า วันนี้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ วิธีการทำงาน และรูปแบบการแข่งขันของโลก ทำให้ J.AI Arena ไม่ได้ถูกวางเป็นแค่ “เครื่องมือ” แต่เป็น AI Infrastructure ของทั้งกลุ่ม เพื่อรองรับการเติบโตระยะยาว และสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ 3 ปีภายใต้โครงการ JUMP+
ในฐานะที่อยู่เบื้องหลังการร่วมขับเคลื่อน AI Maturity Transformation ของเจมาร์ทกรุ๊ปตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกยินดีมากที่ได้เห็นการเดินทางนี้ต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรม
จากจุดเริ่มต้นที่ J Ventures ได้เข้าไปสร้าง AI Maturity Transformation กับ 12 บริษัทในเครือ เราไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะใช้เครื่องมืออะไร” แต่เริ่มจากคำถามที่สำคัญ ว่า.....คนของเราเข้าใจ AI แค่ไหน? ..ธุรกิจมี Pain Point อะไรที่ AI ควรเข้าไปช่วย?..เราจะทำให้ AI สร้าง Impact จริงได้อย่างไร?
วันนี้ เจมาร์ทกรุ๊ปได้วาง Roadmap สู่การเป็น AI-Driven Enterprise ที่ยังคงนำ AI Maturity Transformation มาเป็น 1 ใน 4 มิติหลัก ขับเคลื่อน AI
สำหรับผม นี่คือหัวใจที่แท้จริง
AI Maturity ไม่ได้วัดจากจำนวนเครื่องมือที่องค์กรซื้อหรือจำนวนคนที่ผ่านการอบรม
แต่วัดจากว่า AI ถูกนำไปใช้จริงแค่ไหนช่วยแก้ปัญหาธุรกิจได้อย่างไร
และสร้างผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงกับการเติบโตขององค์กรได้มากน้อยเพียงใด
การสร้าง J.AI Arena เป็นความชัดเจนว่า เจมาร์ทกรุ๊ปไม่ได้มอง AI เป็นกระแส แต่กำลังวาง AI ให้เป็นกลไกสำคัญของการเติบโตในอนาคต
จากการสร้าง AI Maturity ให้กับคนในองค์กร สู่การมี AI Infrastructure ส่วนกลางของทั้งกลุ่ม
นี่คือการเปลี่ยน AI จาก “เครื่องมือ” ไปสู่ “ความสามารถหลัก” ขององค์กรครับ.
01/05/2026
หลายคนถามผมมาว่า ยังสมัคร Profit Builder Class ทันไหมครับ?
ต้องบอกเลยครับว่า คลาสนี้ใกล้เปิดแล้ว
และที่นั่งก็เหลือไม่มากแล้ว
อย่างที่เคยเล่าครับ จากการได้พบกับผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจหลายคน
ผมเจอคำถามหนึ่งเสมอ นั่นคือ
“ผมไม่ได้จบบัญชี ไม่ได้จบการเงินมาโดยตรง
แล้วบริหารเรื่องตัวเลขได้ยังไง?”
ผู้ประกอบการหลายคนเก่งเรื่องสินค้า
เก่งเรื่องการขาย เก่งเรื่องการตลาด
แต่พอเป็นเรื่อง “ตัวเลข”
หลายคนมักปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบัญชีอย่างเดียว
CEO ไม่จำเป็นต้องทำบัญชีเป็น
แต่เราต้องอ่านงบให้ขาด
เพราะงบการเงินไม่ใช่แค่เอกสารส่งภาษี
แต่นี่คือ "หน้าปัดสุขภาพของธุรกิจ"
ถ้าคุณอ่านงบการเงินออก คุณจะเริ่มเห็นว่า…
กำไรหายไปตรงไหน
ต้นทุนรั่วอยู่ตรงไหน
เงินสดจะเริ่มตึงเมื่อไหร่
และควรตัดสินใจเรื่องอะไร
ก่อนที่ปัญหาจะใหญ่เกินแก้
นี่คือเหตุผลที่ผมตั้งใจออกแบบ Session ที่ชื่อ...
"Profit Strategist"
กลยุทธ์เพิ่มกำไรและสภาพคล่องทางการเงิน
เราจะลงลึกกันแบบใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็น
• วิธีสแกนงบการเงินแบบผู้บริหาร เพื่อหา “กำไรที่ซ่อนอยู่”
• การอุดรอยรั่วของต้นทุนที่หลายธุรกิจมองไม่เห็น
• การบริหาร Cash Flow ให้ธุรกิจโตได้จริง ไม่ใช่แค่ยอดขายโต
• Case Study จริงจากธุรกิจไทย ที่เอาไปเทียบกับธุรกิจตัวเองได้
ผมไม่ได้อยากให้คุณแค่ “รู้เพิ่ม”
แต่อยากให้คุณ ตัดสินใจได้แม่นขึ้น
เพราะในฐานะเจ้าของธุรกิจ หรือผู้บริหาร
สุดท้ายแล้ว คนที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ ก็คือคุณ
ตอนนี้เราอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเปิดรับสมัครแล้วครับ
สำหรับผู้ประกอบการหรือผู้บริหาร
ที่รู้สึกว่าธุรกิจตัวเอง ควรทำกำไรได้มากกว่านี้
แต่ยังหาคำตอบไม่เจอ
คลาสนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ
📍 Profit Builder Class
คลาสปั้นผู้บริหารสู่นักสร้างกำไร
อ่านรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่:
https://fskill.co/TaroXProfit
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คุณชาร์ป: 096-862-0798
Line OA:
Email: [email protected]
แล้วพบกันครับ
28/04/2026
เมื่อวานนี้ ทีมผู้สอน Profit Builder Class - คลาสปั้นผู้บริหารสู่นักสร้างกำไร ของเราได้คุยกันถึงรายละเอียดของหลักสูตรที่จะเกิดขึ้นครับ
สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะย้ำ ก็คือ หลักสูตรระยะเวลาเพียง 5-6 วันนี้ คงไม่สามารถให้ “คำตอบสำเร็จรูป” ได้กับทุกปัญหาธุรกิจ
เพราะธุรกิจแต่ละแห่งมีบริบท มีโจทย์ และมีวิธีสร้างกำไรที่ไม่เหมือนกัน
แต่ความตั้งใจของเรา คือ การสอนให้คุณ “ใช้เครื่องมือเป็น”
ผมอยากให้ทุกคนเดินออกจากหลักสูตรนี้
ไปพร้อมกับองค์ความรู้ วิธีคิด และกรอบวิเคราะห์
ที่เหมือนเราค่อย ๆ หยิบใส่ไว้ใน “เป้หลัง” ของผู้เรียนทุกคน
เพื่อวันหนึ่ง เมื่อคุณกลับไปทำธุรกิจจริง แล้วเจอทางตัน เจอโจทย์ยาก
หรือเริ่มตั้งคำถามว่า “ธุรกิจของเราจะหากำไรให้เจอได้อย่างไร”
คุณจะสามารถหยิบเครื่องมือเหล่านั้นออกมาใช้
ประยุกต์กับธุรกิจของตัวเอง
และออกแบบทางออกได้ด้วยตัวเอง
หลักสูตรนี้ออกแบบจากพื้นฐานให้รู้พื้นฐานการสร้าง Profit ดูงบการเงิน รู้ทันตัวเลขไปสู่การวิเคราะห์ Case Study จริง
และกลับมามองธุรกิจของตัวเองผ่าน Business Canvas
เพื่อให้ทุกคนสามารถ ออกแบบกำไร หรือ Profit Design ของตัวเองให้ได้ โจทย์ใหญ่ที่จะเน้นย้ำคือ "การหาผลกำไร" เพราะแต่ละธุรกิจมีวิธีทำกำไรไม่เหมือนกัน
ผมเข้าใจดีว่า คนที่เดินเข้ามา ล้วนมาด้วยความคาดหวัง
บางคนมีปัญหา (Pain) ที่อยากแก้ หรือบางคนแค่อยากรู้ว่าธุรกิจจะไปทางไหนต่อ
สิ่งที่ผมอยากให้ได้กลับไป นอกจากความรู้เชิงปฏิบัติ (Practical Case)
และการได้ทำ Pitching แผนธุรกิจแล้ว
คือ การสร้าง Networking ระหว่างกัน และความรู้สึกที่มีคนคอยประคับประคอง
ว่าในระหว่างทางของการเติบโต คุณไม่ได้เดินอยู่คนเดียว
27/03/2026
วันนี้มีโอกาสจัด Townhall ภายในองค์กร ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนหลายเรื่องกับทีมงานครับ
ถ้ามองย้อนกลับไปในช่วงชีวิตของคน Gen Y ขึ้นไป
เราน่าจะได้ผ่าน “วิกฤต” มาหลายครั้ง
หลายคนเรียกครั้งนี้ว่า “วิกฤตน้ำมัน”
แต่ในมุมของผม มันคือ "บททดสอบวิธีคิดของผู้นำ"
ในช่วงเวลาที่ต้นทุนพุ่งสูง และความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ
องค์กรส่วนใหญ่จะตอบสนอง 2 แบบ
→ ลด
→ รอ
ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้องค์กร “เติบโต”
องค์กรที่ก้าวขึ้นมาได้จริง มักเลือกทำในสิ่งที่ยากกว่า
เขา “ลงทุน…ในขณะที่คนอื่นยังไม่กล้า”
วิกฤตไม่เคยทำให้โอกาสหายไป แต่มันทำหน้าที่ “คัดกรอง”
คัดกรองว่าใครมองเห็น “ความเสี่ยง” และใครมองเห็น “ช่องว่าง”
เราเห็นภาพนี้ชัดมากในช่วงต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
บางองค์กรเลือก “ลดค่าใช้จ่าย”
แต่อีกกลุ่มหนึ่ง
เริ่มลงทุนในสิ่งที่เปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ
• Automation เพื่อลด dependency
• AI เพื่อเพิ่ม productivity
• Upskill คน เพื่อยกระดับ capability ทั้งองค์กร
คำถาม…
ในระยะยาว ใครจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ
จากประสบการณ์ที่ผมได้ทำงานกับหลายองค์กร
ผมพบว่า องค์กรที่ผ่านวิกฤตได้ดีที่สุด
ไม่ใช่องค์กรที่ “รอดเก่งที่สุด”
แต่คือองค์กรที่ “ปรับตัวได้เร็วที่สุด”
สิ่งที่น่ากังวลจริง ๆ ไม่ใช่ตัววิกฤต
แต่คือ “การใช้วิธีคิดเดิม ในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
ในขณะที่บางองค์กรกำลัง “รอให้สถานการณ์ดีขึ้น”
อีกหลายองค์กรกำลัง “เร่งสร้างความได้เปรียบ”
ถ้าวันนี้คุณเป็นผู้นำองค์กร
ผมอยากชวนคิดเพียงคำถามเดียว
คุณกำลัง “ประคองธุรกิจให้รอด”
หรือกำลัง “ออกแบบองค์กรเพื่อเติบโตในรอบถัดไป”
ผมมองว่าวิกฤตครั้งนี้ อาจไม่ได้แค่เปลี่ยนตลาด
แต่กำลัง “จัดอันดับใหม่” ว่าใครคือ ผู้นำตัวจริงในอุตสาหกรรม
ถ้าวันนี้คุณเริ่มรู้สึกว่า “เราควรต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้ว”
นั่นไม่ใช่ความกังวล แต่มันคือ “สัญญาณของการมองเห็นอนาคต”
และอาจถึงเวลาที่ต้อง ยกระดับวิธีคิด และวิธีทำงานของทั้งองค์กร
13/03/2026
ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้ล้ม เพราะขายไม่ได้
แต่ล้มเพราะ ผู้บริหาร “อ่านธุรกิจตัวเองไม่ออก”
ผมเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยมาก ผู้ประกอบการเก่งเรื่องสินค้า เก่งเรื่องการขาย เก่งเรื่องการสร้างตลาด แต่พอพูดถึง งบการเงิน คำตอบที่ได้คือ “เรื่องนี้ให้ฝ่ายบัญชีดูครับ”
นี่คือจุดที่อันตรายที่สุดของการบริหารธุรกิจ
เพราะในความเป็นจริง งบการเงินไม่ใช่เอกสารภาษี แต่มันคือ Dashboard ของธุรกิจ
ตัวเลขกำลังบอกคุณว่า
• ธุรกิจแข็งแรง หรือกำลังป่วย
• กำไรที่เห็น เป็นกำไรจริง หรือกำไรทางบัญชี
• เงินสดจะหมดเมื่อไร
ผมเคยเข้าไปช่วยบริษัทหนึ่ง เป็นธุรกิจมีนวัตกรรมที่ดีมาก สินค้าของเขาดีมาก มีรางวัลการันตีมากมาย ฟังดูเหมือนธุรกิจที่ควรจะประสบความสำเร็จ
แต่เจ้าของบริษัทบอกผมว่า “บริษัทกำลังจะไปไม่รอด”
ทั้งที่มีทีมขายเก่งหลายคน และทุกคนตั้งใจทำงาน แต่ยอดขายกลับไม่เกิด
เมื่อผมเข้าไปดูปัญหา ผมถามคำถามข้อเดียว “คุณกำลังขายอะไร?”
เจ้าของตอบทันที “ขายนวัตกรรมประหยัดพลังงาน”
แต่พอถามต่อว่า ลูกค้าได้อะไร? ประหยัดเท่าไร? ใครคือคนที่ต้องการสิ่งนี้จริง ๆ?
คำตอบกลับไม่ชัดเจน
สุดท้ายเราจึงพบว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่สินค้าไม่ดี สินค้าดีมาก แต่เจ้าของธุรกิจยังไม่รู้ตัวเองว่า กำลังขายอะไร เมื่อสินค้ายังนิยามไม่ชัด ส่งผลสู่เรื่องของการตลาด ช่องทางขาย การตั้งราคา ทุกอย่างเลยผิดตามกันไปหมด
นี่คือสิ่งที่ผมเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกในหลายธุรกิจ บริษัทที่ยอดขายโต ลูกค้าเพิ่ม ตลาดไปได้ดี
แต่สุดท้ายเจ้าของธุรกิจกลับพูดประโยคเดียวกัน “เงินสดไม่พอ”
ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากวิกฤตใหญ่ แต่มาจาก “รอยรั่วเล็ก ๆ ในโครงสร้างธุรกิจ”
ต้นทุนที่ไม่เคยถูกตั้งคำถาม
โครงสร้างราคาที่ผิดตั้งแต่ต้น
Cash Flow ที่ถูกมองข้าม
และเมื่อผู้บริหารอ่านตัวเลขไม่ออก สัญญาณเหล่านี้จะไม่มีวันถูกเห็น
สำหรับผม CEO ไม่จำเป็นต้องทำบัญชีเป็น แต่ “CEO ต้องอ่านงบการเงินให้ขาด”
นี่คือเหตุผลที่ผมนำประสบการณ์จากการทำงานจริง ทั้งการบริหารองค์กร และการเข้าไปแก้ปัญหาให้หลายธุรกิจ มาถ่ายทอดในหัวข้อ Profit Strategist กลยุทธ์เพิ่มกำไรและสภาพคล่องทางการเงิน เราจะคุยกันเรื่องที่ผู้บริหารต้องใช้จริง ไม่ว่าจะเป็น
Unlocking Hidden Profits
วิธีการสแกนงบการเงินแบบผู้บริหาร เพื่อค้นหา "กำไรที่ซ่อนอยู่"
และอุดรอยรั่วของต้นทุนแฝงที่กัดกินธุรกิจของคุณ
Profit Multipliers
กลยุทธ์การบริหารจัดการทรัพยากรทางการเงิน
เพื่อทวีคูณผลกำไรให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน
Real Case Study
เรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง เจ็บจริง และแก้ปัญหาได้จริง
เพื่อให้คุณเห็นภาพและนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตัวเองได้ทันที
การทำธุรกิจวันนี้ ความเร็วสำคัญ
แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ การตัดสินใจบนตัวเลขที่คุณเข้าใจจริงๆ
แล้วพบกันใน Builder Class - คลาสปั้นผู้บริหารสู่นักสร้างกำไร ครับ
27/02/2026
ผมมักจะพูดเรื่อง Company First อยู่เสมอ และรู้ว่าหลายคนน่าจะเข้าใจความหมายผิด
บางคนคิดว่า Company First คือ การที่ CEO อยากให้ทุกคนทุ่มชีวิตให้องค์กร ทำงานหนักเกินขอบเขต ไม่มี Work–Life Balance
ไม่ใช่เลย...ทุกคนควรมีชีวิตส่วนตัว มีครอบครัว มีสุขภาพ และเวลาของตัวเอง
Company First ไม่ได้เกี่ยวกับจำนวนชั่วโมงทำงาน
แต่มันเกี่ยวกับ Mindset ครับ เรากำลังพูดถึง กรอบความคิดเวลาตัดสินใจ
ก่อนจะเลือกทำอะไรสักอย่าง
เราควรถามตัวเองว่า “สิ่งนี้ดีต่อบริษัทในระยะยาวหรือไม่?”
ไม่ใช่ดีต่อแผนกของเรา
ไม่ใช่ดีต่อแค่ CEO
ไม่ใช่ดีต่อตัวเรา
ไม่ใช่ดีแค่ในระยะสั้น
เพราะเมื่อบริษัทแข็งแรง ทุกคนก็แข็งแรง
Company First คือ การคิดแบบเจ้าของ (Ownership)
กล้าตัดสินใจเพื่อภาพใหญ่ แม้บางครั้งจะไม่สบายสำหรับเราในระยะสั้น
คนทำงาน คือผู้ที่สร้าง “เหตุ” ที่ถูกต้อง เพื่อทำให้ผลลัพธ์ที่ควรจะเป็นไปตามมา
องค์กรที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการที่มีคนทำงานหนักที่สุด แต่เกิดจากคนที่คิดถูกทิศที่สุด
นี่คือ ความหมายที่แท้จริงของ Company First ครับ
26/02/2026
หลายครั้งที่ผมเข้าไปให้คำปรึกษา สิ่งที่ได้ยินบ่อยมากคือ "เรากำลัง Focus กับสินค้านี้อยู่”
แต่พอถามต่อว่า Focus อะไร? คำตอบที่ได้ คือ
“เราจะทำ 3 Product นี้”
นั่นไม่ใช่ Focus มัน คือ การกระจายพลัง
แล้ว Focus จริง ๆ คืออะไร?
Focus คือ การเลือกเพียง “หนึ่งเดียว” และจัดสรรทรัพยากรทั้งหมดไปที่สิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็น... ทีม งบประมาณ พลังความคิด เวลา การตลาด
ที่สำคัญทุกอย่างต้องวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน
เพราะพลังที่ถูกแบ่ง ไม่มีวันสร้างแรงกระแทก
ตลาดไม่เคยจดจำบริษัทที่มีหลายตัวเก่งพอใช้
ตลาดจดจำบริษัทที่มี "ตัวเดียว แต่ชนะขาด”
คุณไม่สามารถมี Hero 3 ตัวได้
ถ้ามี 3 ตัว แปลว่าไม่มี Hero เลย
องค์กรที่โตเร็วจริง มักมี Product เดียวที่ชัดมาก
ที่เหลือคือ Support ไม่ใช่คู่แข่งกันเองในบ้าน
ความจริงที่หลายองค์กรไม่อยากยอมรับคือ
ถ้ายังเลือกไม่ได้ว่าจะให้ตัวไหนเป็น Hero แปลว่า คุณยังไม่กล้าพอ
Focus ไม่ใช่การทำหลายอย่างดีขึ้นเล็กน้อย
Focus คือ การตัด การยอมเสีย และการเลือก
แล้วทำสิ่งเดียว ให้ดีที่สุดในตลาด
คำถามคือ วันนี้องค์กรของคุณ
มี Hero จริง ๆ แล้วหรือยัง?
22/01/2026
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมมีโอกาสได้ร่วมแชร์เรื่อง AI Transformation ของ Jaymart Group ที่เรากำลังขับเคลื่อนอยู่ กับทีม Pi R Square ซึ่งสิ่งที่กลุ่มเจมาร์ทของเรากำลังทำอยู่นั้น เป็นการเริ่มต้นสร้าง AI Mindset ในการนำ AI มาใช้ในการธุรกิจของ ซึ่งกลุ่มเราเราเองได้ทำโครงการ AI Maturity Bootcamp เพื่อฝังสิ่งนี้ในพนักงาน
สิ่งที่ได้จากการพูดคุยครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็น “บทเรียนของผู้นำ” ที่ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับองค์กรที่กำลังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
🔺 เทคโนโลยีทำให้เราเก่งขึ้น หรือโง่ลง?
ตัวอย่างง่าย ๆ คือ Google Maps สมัยเด็ก ๆ สามารถจำเส้นทางได้แทบทุกสาย แต่วันนี้ หลายคนจำทางไม่ได้แม้แต่เส้นทางประจำของตัวเอง เทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นจริง แต่ในขณะเดียวกัน “มันก็ทำให้เราโง่ลง” คิดน้อยลง พึ่งพามากขึ้น และหลงทางได้ง่ายขึ้นโดยไม่รู้ตัว
นี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหาเทคโนโลยี แต่เป็น สัญญาณเตือนสำหรับผู้นำ ว่า ถ้าเราใช้เครื่องมือโดยไม่รู้ตัวเองกำลังสูญเสียอะไรไป เราจะค่อย ๆ เสีย “ความสามารถของมนุษย์” โดยไม่รู้ตัว
🔺 Human-in-the-Loop ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือหัวใจ
AI วันนี้เก่งมาก แต่ AI เก่งขึ้นได้ ไม่ใช่เพราะมันฉลาดเอง แต่เพราะมนุษย์ทั้งโลกช่วยกันป้อนข้อมูล ฝึกมัน และตรวจมัน ถ้าองค์กรใช้ AI แต่เอาคนออกจากกระบวนการคิด ตัดสินใจ และเรียนรู้ องค์กรนั้นจะไม่มีวัน “เก่งขึ้น” พร้อมกับ AI ได้เลย
“Human-in-the-Loop” ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือแนวคิดเชิง Leadership ว่า เราให้คนเรียนรู้ไปพร้อมกับเทคโนโลยีหรือไม่ และเราเปิดพื้นที่ให้คนตั้งคำถาม แก้ไข และพัฒนา AI หรือเปล่า
AI ที่ไม่มีมนุษย์ในวงจร จะกลายเป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่ศักยภาพที่องค์กร “เติบโตไปด้วยกัน”
🔺 AI Transformation ต้องเริ่มจาก Human First
หนึ่งในกับดักของการทำ AI Transformation คือการโฟกัสที่ Cost Reduction และ Efficiency เร็วเกินไป การลดต้นทุนที่ผิดวิธี ไม่ใช่การใช้ AI แต่คือการ “ตัดคนออก” โดยไม่พัฒนาคน
การ Transformation ที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี แต่มาจากการทำให้คนเข้าใจว่ากำลังเปลี่ยนไปเพื่ออะไร เห็นว่าตัวเองมีบทบาทตรงไหน และเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนั้น
ดังนั้น สิ่งที่ต้องมาคิดต่อคือ AI ควรเป็นเครื่องมือขยายศักยภาพของคน ไม่ใช่เครื่องมือแทนที่คน
🔺 AI Maturity ไม่ได้วัดที่ Tool แต่ที่การใช้งานจริง
จากประสบการณ์ในการทำงาน ผมพบว่าองค์กรจำนวนมาก “ทำ AI ได้” แต่ “ไม่ได้นำไปใช้จริง” หลายองค์กรยังอยู่ในระดับทดลอง (Experimental), มี POC, มี Use Case บางส่วน แต่ยังไม่ถึงจุดที่ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำวัน
คำถามสำคัญของผู้นำ “ไม่ใช่เรามี AI อะไรบ้าง” แต่คือ พนักงานของเรา ใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาจริงหรือยัง คำตอบนี้ไม่มีใน Dashboard ต้องได้มาจากการฟังเสียงพนักงาน ทำ survey และเริ่มจาก Critical Needs ที่จริงก่อน
บทเรียนสำคัญสำหรับผู้นำ AI Transformation ไม่ใช่โปรเจกต์ ไม่ใช่ Tool และไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน แต่คือ กระบวนการเรียนรู้ต่อเนื่อง การนำคนไปพร้อมกับเทคโนโลยี และการออกแบบองค์กรให้ “คิดเป็น” มากขึ้น
สุดท้ายแล้ว ผมมองว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งแต่ ผู้นำ คือคนกำหนดทิศทางว่าองค์กรจะใช้มันเพื่ออะไร และนั่น คือหัวใจของ AI Transformation ที่แท้จริงครับ
AI Transformation Is Not About Technology.
It’s About How We Lead, Learn, and Stay Human.
12/01/2026
ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน efin Let’s PROFIT RUN 2026 ที่สวนรถไฟ บอกเลยว่านี่ไม่ใช่งานวิ่งธรรมดา
นี่คืองานที่สะท้อน “พลังของคอมมูนิตี้” ที่ขับเคลื่อนด้วยคนในตลาดทุนและชาวคริปโต มาวิ่งเพื่อสุขภาพ และเพื่อสังคม
เป็นวันที่อากาศเย็นๆ และบรรยากาศดีมาก เต็มไปด้วยรอยยิ้มของคนที่อยาก “กำไร” ทั้งในชีวิตและจิตใจ จริงๆครับงานนี้
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ บุคคลสาธารณะ
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok