INVESTING.in.th

INVESTING.in.th

แชร์

INVESTING.in.th
ร้านหนังสือของนักลงทุน

11/06/2026

👀👀
หนังสือใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ใครยังไม่ได้สั่งจอง How Countries Go Broke หมดเขตรับของแถมสุดพิเศษเป็นเสื้อลัทธิ How Countries Go Broke จำนวน 1 ตัว หมดเขต 15 มิถุนายนนี้นะครับ! แอดแปะลิงก์ไว้ให้ในคอมเมนต์นะครับ
ไม่มีปกก็สวยไปอีกแบบ ขลังดีครับ
#สำนักพิมพ์หนังสือRayDalio #นักลงทุนที่ทำหนังสือเป็น

11/06/2026

นี่คือหุ้นที่ Warren Buffett เคยเข้าซื้อตอนวิกฤต จนบางตัวกำไรกว่า 10 เท่า ด้วยวิธีการแบบนี้ครับ
อ่านต่อได้ที่คอมเมนต์
#สำนักพิมพ์เพื่อVI #สำนักพิมพ์ในเครือINVESTING #นักลงทุนที่ทำหนังสือเป็น

10/06/2026

ผู้คิดทฤษฎี Black Swan บอกไว้ ตลาดหุ้นที่ขึ้นต่อเนื่อง ก็เหมือนชีวิตไก่งวงที่อยู่ดีมีสุขมา 1,000 วัน จนกระทั่งโดนเชือดวันที่ 1,001 ครับ
1. Black Swan หรือหงส์ดำ เป็นทฤษฎีที่พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดได้ยากมาก แต่เกิดแล้วส่งผลรุนแรงมหาศาล เหมือนกับความเชื่อของคนสมัยก่อนที่เชื่อว่าหงส์ทุกตัวในโลกเป็นสีขาว แต่แค่เจอหงส์สีดำตัวเดียว ก็ล้มล้างความเชื่อทั้งหมดได้
2. ผู้คิดค้นทฤษฎีนี้คือคุณ Nassim Taleb ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์แห่งหนึ่งที่ทำกำไรได้เป็นร้อย % เวลาเกิดวิกฤต เพราะแนวคิดของคุณทาเลบคือ เขาเชื่อว่าตนเองไม่สามารถคาดเดาตลาดได้ สิ่งเดียวที่รู้คือยังไงก็จะต้องเกิดวิกฤต เขาจึงลงทุนในสินทรัพย์ที่จะสร้างผลตอบแทนหลายเท่าถ้าวิกฤตเกิดขึ้นจริง นี่คือแก่นวิธีการลงทุนของเขาครับ
3. คุณทาเลบเขียนหนังสืออยู่หลายเล่ม หนึ่งในเล่มที่ดังมากคือ The Black Swan ซึ่งเล่าเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ทั้งเล่ม เขายกตัวอย่างว่าเหตุการณ์ Black Swan มันอาจเกิดได้ง่ายกว่าที่คิด โดยสมมติว่าเราเป็น “ไก่งวง” ที่ถูกเลี้ยงดูอย่างดี มีคนเลี้ยงให้น้ำให้อาหารทุกวัน จนเชื่ออย่างสนิทใจว่าสิ่งนี้ “จะคงอยู่ตลอดไป”
4. แต่พอถึงเทศกาลคริสต์ที่ไก่งวงขายดีเป็นพิเศษ เมื่อนั้นเองที่ไก่งวงแบบเราถึงเริ่มเข้าใจว่า “เหตุการณ์ไม่คาดฝัน” คืออะไร แม้จะใช้ชีวิตราบรื่นมา 1,000 วัน ทุกอย่างก็พังลงในวันที่ 1,001 ตอนโดนเชือด
5. คุณทาเลบบอกว่า เรื่องนี้ไม่ต่างกับความเชื่อของนักลงทุนที่เห็นตลาดดูดีและคิดว่ามันจะเป็นแบบนั้นต่อไปอีกนาน เหมือนกับไก่งวงที่เชื่อว่าจะได้รับอาหารสบายๆ ตลอดไป การใช้ข้อมูลในอดีตมาคาดการณ์อนาคตแบบซื่อๆ คือสาเหตุหลักที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้ครับ
6. ความน่ากลัวของ Black Swan คือ มันมักเกิดขึ้นตรงจุดที่คนรู้สึกปลอดภัยที่สุด พอหุ้นขึ้นติดต่อกันนาน ความมั่นใจก็จะยิ่งเพิ่มตาม ลงทุนมากขึ้น เอาเงินมาใส่มากขึ้น หรืออาจถึงขั้นกู้เงินมาลงทุน ทั้งที่วันโดนเชือดใกล้เข้ามาทุกที
7. คุณทาเลบยังบอกอีกว่า ไม่มีใครสามารถป้องกัน Black Swan ได้ เพราะถ้าป้องกันได้ แปลว่าพอจะคาดการณ์ได้ และถ้าคาดการณ์ได้ มันก็ไม่ใช่ Black Swan ดังนั้น วิกฤตใหญ่มักจะมาจากสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายมาก
8. แต่ถึงแม้จะป้องกัน Black Swan ไม่ได้ เราก็ยังพอมีทางรับมือกับมันได้อยู่ ถ้าให้สรุปแบบสั้นๆ ในสิ่งที่คุณทาเลบแนะนำก็คือ ดูว่าสถานการณ์ไหนจะทำให้หมดตัวได้และระวังให้ดี, เตรียมแผนสำรองไว้หลายๆ แผน, เลี่ยงการก่อหนี้, สนใจคำแนะนำในแง่ร้ายบ้าง, และอย่าเชื่อผู้เชี่ยวชาญมากเกินไปครับ
สำหรับใครที่สนใจศึกษาแนวคิด Black Swan หรือหงส์ดำเพิ่มเติมว่ามันทำงานยังไง ส่งผลต่อการลงทุนและชีวิตประจำวันเรายังไงบ้าง ทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงเป้นเล่มที่ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกแนะนำกันอย่างลับๆ อ่านต่อได้ในหนังสือ The Black Swan ฉบับแปลไทย สั่งซื้อราคาพิเศษได้จากในคอมเมนต์ครับ
#สำนักพิมพ์ม้ามืด #สำนักพิมพ์ในเครือINVESTING #นักลงทุนที่ทำหนังสือเป็น

10/06/2026

ในช่วงที่หุ้นอเมริกาลงแดงทั้งกระดานแบบนี้ แอดคิดว่าหลายคนน่าจะเอาไปเทียบกับวิกฤตตลาดหุ้นปี 2000 ที่ตอนนั้นหุ้นเทคหลายตัวราคาขึ้นไป 10-100 เท่า หรือเรียกอีกอย่างว่า Dot Com Bubble และพอฟองสบู่แตก ดัชนี NASDAQ ก็ร่วงลงมาเกือบ 80% และใช้เวลา 10 กว่าปีถึงจะกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้
สาเหตุที่ฟองสบู่ดอตคอมแตกนั้นมีหลายอย่างครับ หนึ่งในนั้นคือหุ้นของบริษัทดอตคอมทั้งหลายโตเร็วมาก แต่ขาดทุนกันมโหฬาร บางบริษัทรายได้น้อยมากแต่หุ้นก็ขึ้นแค่เพราะเอาคำว่า dot com ไปต่อท้ายชื่อบริษัท
พอเทียบกับตลาดหุ้นช่วงนี้ หลายคนก็มองว่าไม่ต่างอะไรกับหุ้น AI ทุกวันนี้เลย แต่อีกฝั่งก็มองว่าสถานการณ์ต่างออกไป หุ้น AI หลายตัวมีรายได้และกำไรโตจริง ตราบใดที่กำไรโต ตลาดหุ้นก็ “ไม่น่า” จะเกิดวิกฤตแบบเดียวกับปี 2000
แต่ถ้าแอดบอกว่ามันอาจเป็นเหมือนวิกฤตที่ “ใหญ่กว่านั้น” คือวิกฤตปี 1929 ล่ะครับ?
ในหนังสือ How Countries Go Broke ซึ่งเป็นหนังสือเล่มล่าสุดของ Ray Dalio ที่มีเนื้อหาว่าอเมริกาจะล้มละลายเมื่อไหร่ มีเนื้อหาช่วงหนึ่งที่คุณเรย์พูดถึงวิกฤตปี 1929 ด้วย
วิกฤตครั้งนั้นเรียกอีกอย่างว่า Great Depression เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นไปเกือบ 4 เท่าในเวลาไม่ถึง 5 ปี ก่อนจะถล่มลงเกือบ 90% ในปี 1929 หุ้นหลายตัวถูกถอดออกจากตลาด และใช้เวลาถึง 25 ปีกว่าตลาดหุ้นจะฟื้นตัวกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้ครับ
โดยในหนังสือ How Countries Go Broke คุณเรย์บอกว่าสิ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นโตได้ตั้ง 4 เท่า ไม่ได้มาจากการเก็งกำไรอย่างเดียว แต่มาจากหุ้นเทค การเติบโต และการก่อหนี้
ในเรื่องหุ้นเทค ตอนปี 1929 เศรษฐกิจอเมริกากำลังบูมสุดขีดเพราะมีเทคโนโลยีใหม่หลายอย่าง ทั้งวิทยุ ทั้งรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ พอเทคโนโลยีดีขึ้น การจับจ่ายใช้สอยของคนก็โตขึ้น “หุ้นเทค” ในยุคนั้นจึงมีรายได้และกำไรเติบโตจริง แต่ปัญหาคือ ราคาหุ้นดันขึ้นเยอะไปหน่อย
พอตลาดหุ้นโต เศรษฐกิจโต คนเริ่มมั่นใจ การ “ก่อหนี้” ก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ทั้งการก่อหนี้จากบริษัทที่เอามาลงทุนในธุรกิจเพิ่ม และการก่อหนี้จากนักเก็งกำไรที่ขนเงินเข้าตลาดหุ้นเพิ่ม เลยทำให้ฟองสบู่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายฟองสบู่ปี 1929 ก็แตก แม้บริษัทจะมีรายได้และกำไรเติบโตจริง แต่คุณเรย์บอกเสมอว่า เมื่อไหร่ที่ “หนี้”​ เยอะเกินกว่า “รายได้” เมื่อนั้นก็คือจุดจบของฟองสบู่ครับ
ที่น่าสนใจคือ สถานการณ์ในช่วงปี 1929 มีหลายอย่างที่คุณเรย์บอกว่าคล้ายคลึงกับยุคปัจจุบันในปี 2026 คือเศรษฐกิจโตนะ บริษัทมีกำไรจริง แต่ทั้งรัฐและเอกชนก่อหนี้หนักมากเหมือนกัน รวมถึงมีความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกประเทศควบคู่กันด้วย ต่างจากปี 2000 ที่วิกฤตดอทคอมมาจากตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว
คุณเรย์ยังมีอินดิเคเตอร์ส่วนตัวชื่อ Bubble Gauge จากสิ่งที่คุณเรย์เล่าในช่วงต้นปี 2026 เขาบอกว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงเริ่มต้นของฟองสบู่แล้ว
แอดขอหมายเหตุไว้ก่อนว่า การที่สถานการณ์ปัจจุบันมีบางส่วนคล้ายกับวิกฤตปี 1929 และการที่คุณเรย์บอกว่าเราอยู่ในช่วงเริ่มต้นของฟองสบู่ ไม่ได้แปลว่าวิกฤตจะเกิดวันพรุ่งนี้ หรือไม่ได้แปลว่าลงทุนหุ้นไม่ได้ กองทุน Bridgewater ที่คุณเรย์ก่อตั้ง ก็ยังคงถือหุ้นอยู่ประมาณ 1/4 ของเงินลงทุนทั้งหมด
แต่มันเป็นข้อเท็จจริงที่เราควรสนใจเพื่อ “เพิ่มความระมัดระวัง” เพราะต้องไม่ลืมว่า Ray Dalio เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่เชี่ยวชาญเศรษฐกิจเป็นอันดับต้นๆ ของโลก การเพิ่มความระมัดระวังก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ดีกว่าทุ่มลงทุนสุดตัวแล้วเกิดวิกฤตขึ้นมาจริงๆ ครับ
สำหรับใครที่อยากอ่านเคสของปี 1929 เพิ่มเติม หรืออยากรู้ว่าวัฏจักรช่วงนั้นกับตอนนี้เหมือนหรือต่างกันยังไง ทำไมคุณเรย์ถึงบอกว่าอเมริกาจะล้มละลายได้ อ่านต่อได้ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาครับ How Countries Go Broke สั่งจองฉบับแปลไทยได้จากในคอมเมนต์ มีของแถมพิเศษถึงวันที่ 15 นี้เท่านั้นครับ
#สำนักพิมพ์หนังสือRayDalio #สำนักพิมพ์ในเครือINVESTING #นักลงทุนที่ทำหนังสือเป็น

10/06/2026

หนังสือชุด Flash Sale ลดพิเศษ 30% ถึง 31 กรกฎาคม 2569 ที่เว็บไซต์
🔥โปรโมชั่นพิเศษ สำหรับผู้อ่านทุกท่าน
ไม่รู้จะอ่านเล่มไหน เราจัดชุดอ่านคู่กันให้แล้วครับ
สั่งซื้อง่ายๆ แค่รายการเดียว ได้ถึง 3 เล่ม
หรืออยากให้แอดจัดชุดไหนเพิ่ม ติดต่อ Inbox มาได้เลยครับ
ปล. ยกเว้นหนังสือใหม่นะครับ ฮาๆ
🔥พิเศษต่อที่ 2 สำหรับลูกค้า Dime
ที่มีคูปองส่วนลดช้อปหนังสือ จากแคมเปญ "Black to School"
ลดสูงสุด 100.- ไม่มีขั้นต่ำ
ใช้ร่วมกับ Flash Sale ได้เลยครับ ลดแล้วลดอีก คุ้มที่สุดก่อนหมดเขต 31 กรกฎาคมนี้ รีบช้อปเลย!

#นักลงทุนที่ทำหนังสือเป็น

10/06/2026

นี่คือ ฟองสบู่ จริงหรือไม่? Ray Dalio นักลงทุนพอร์ตหมื่นล้าน มีวิธีดูฟองสบู่แบบนี้ครับ
อ่านต่อได้ที่คอมเมนต์
#สำนักพิมพ์หนังสือRayDalio #นักลงทุนที่ทำหนังสือเป็น

09/06/2026

นักเก็งกำไรชาวสวิสบอกไว้ ถ้าหุ้นขึ้นจนกำไรเยอะแล้ว อย่ารอขายที่จุดสุงสุด และจงขายเร็วเกินไปอยู่เสมอ ด้วยเหตุผลแบบนี้ครับ
1. ว่ากันว่าชนชาติที่เก็งกำไรเก่งที่สุดในโลกคือคนสวิตเซอร์แลนด์ เพราะคนประเทศนี้ขึ้นชื่อมากในเรื่องธนาคาร การเงิน และความกล้าเสี่ยงโชค ซึ่งมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดยลูกชายของนายธนาคารชาวสวิสเพื่ออธิบายวิธีคิดเรื่องการเก็งกำไรโดยเฉพาะครับ ว่าคนสวิสเก็งกำไรยังไงจนรวย หนังสือเล่มนั้นชื่อ The Zurich Axioms
2. ในหนังสือเล่มนี้ มีอยู่บทหนึ่งที่ใช้ชื่อหัวข้อน่าสนใจมาก คือบทที่บอกว่า “จงรีบเร่งขายทำกำไรเร็วเกินไปอยู่เสมอ” เพราะมันสวนทางกับความรู้สึกที่หากเราลงทุนแล้วมีกำไร หลายครั้งก็อยากถือต่อเพื่อให้มันกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ ถือหุ้น MU แล้วมีกำไรก็อยากถือต่อ แต่หนังสือเล่มนี้มีมุมคิดที่น่าสนใจอยู่ครับ
3. อยากแรกเลย ผู้เขียนบอกว่าไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าจุดสูงสุดอยู่ที่ไหน และราคาจะวิ่งจบลงเมื่อไหร่ การขาย "เร็วเกินไป" จึงเป็นการป้องกันไม่ให้กำไรที่เรามีอยู่ต้องกลายเป็นการขาดทุน
4. อย่างที่สองคือ การตัดสินใจถือหุ้นตัวนั้นหรือการลงทุนนั้นๆ เพราะอยากได้กำไร "มากขึ้นเรื่อยๆ" มันมักเป็นเพราะความโลภ พอหุ้นขึ้นเยอะ ทุกคนมักจะมองโลกในแง่ดีเกินไปและเชื่อว่ามันจะไปต่อได้อีกเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งก็โลภอยากได้อีกโดยไม่รู้ตัว การขายเร็วเกินไปจึงช่วยป้องกันความโลภได้ ไม่ให้ความโลภทำลายพอร์ตตัวเอง
5. หลายคนอาจรอให้หุ้นเริ่มตกแล้วค่อยขาย แต่ในความเป็นจริง มีหลายครั้งเลยครับที่ราคาไม่ได้ค่อยๆ ซึมลง แต่มัน “ดิ่งลง” อย่างเร็วจนอาจขายไม่ทัน การหยุดด้วยการขายโดยที่ยังมีกำไรอยู่ จะทำให้เรามีความมั่นใจมากกว่า
6. ผู้เขียนยังบอกอีกว่า ถ้าขายเร็วเกินไปแล้วมันยังขึ้นต่ออีก ก็ไม่มีอะไรต้องเสียดาย เพราะในระยะยาว (ในมุมของผู้เขียน) การขายทำกำไรเร็วจะช่วยรักษาเงินต้นและกำไรส่วนใหญ่ไว้ได้ดีกว่าครับ
สำหรับใครที่อยากรู้เพิ่มเติมว่าหลักคิดการเก็งกำไรแบบชาวสวิสมีอะไรอีกที่น่าสนใจ คนประเทศนี้คิดแบบไหนถึงกลายเป็นประเทศที่รวยเป้นอันดับต้นๆ ของโลก สามารถอ่านต่อได้ในหนังสือระดับตำนานเล่มนี้ครับ The Zurich Axioms ฉบับแปลไทย สั่งซื้อราคาพิเศษได้จากในคอมเมนต์ครับ
#สำนักพิมพ์ม้ามืด #สำนักพิมพ์ในเครือINVESTING #นักลงทุนที่ทำหนังสือเป็น

09/06/2026

ว่ากันว่าสำหรับคนทำหนังสือ หนังสือคือนามบัตร และเรื่องนี้ก็เป็นจริงเช่นกันในการเจรจาซื้อลิขสิทธิ์กับต่างประเทศครับ
ในแต่ละปีเราได้รับโอกาสพบเจอกับตัวแทนจากต่างประเทศเป็นระยะๆ เพื่อพูดคุยกันเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ว่าจะนำเล่มไหนมาแปลเป็นภาษาไทย และเป็นธรรมดาของทุกการพูดคุยที่ต้องเตรียมนามบัตรไปด้วย
แต่ของอีกชิ้นที่แอดและบก.ใหญ่จะนำไปด้วย ก็คือหนังสือของเราหลายๆ เล่ม เป็นเหมือน "นามบัตรใบใหญ่" ที่สามารถเปิดอ่านได้ ซึ่งเล่มที่แอดนำไปพูดคุยด้วยรอบนี้ก็คือหนังสือ How Countris Go Broke ฉบับแปลไทยของคุณ Ray Dalio
สิ่งที่แอดรู้สึกใจฟูอย่างหนึ่งก็คือ เวลาตัวแทนจากต่างประเทศเห็นหนังสือที่เราทำ พอได้เห็นผลงานจริง เห็นความงดงามของสันหนังสือที่เรียงต่อกัน เห็นการดีไซน์แต่ละเล่มที่เป็นงานศิลปะชิ้นเอก รวมถึงเห็นว่าเรามีหนังสือการลงทุนที่เนื้อหาเข้มข้นเยอะมาก ทั้งแนว VI, Trader, Hybrid, Economic, Business ฯลฯ สิ่งที่หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันคือ
"เป็นสำนักพิมพ์ด้านการลงทุนที่ฮาร์ดคอร์มาก มีแต่หนังสือดีๆ เพียบเลย"
รู้หรือไม่ว่า ลิขสิทธิ์บางเล่มที่เราซื้อมาแปลเป็นภาษาไทย บางเล่มแทบไม่มีประเทศอื่นซื้อไปแปลเลย แต่ประเทศไทย (ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่นัก) กลับมีหนังสือเหล่านั้นครบเซท อย่างหนังสือซีรีส์ Market Wizards ก็มีแปลไทยครบ หรือหนังสือ How Countries Go Broke เอง หลายประเทศก็ยังไม่ได้นำไปแปลเป็นภาษาตนเอง แต่เรามีเปิดให้จองเป็นภาษาไทยแล้ว
ถ้าหนังสือเป็นนามบัตรจริง การมีนามบัตรที่เป็นหนังสือแปลระดับโลก แถมยังเป็นภาษาไทยด้วย แอดว่ามันเท่มากที่เรามีหนังสือลงทุนดีๆ ให้อ่านในฉบับแปลไทยไม่แพ้ประเทศยักษ์ใหญ่ และทั้งหมดนี้เกิดมาจากทุกคนช่วยกัน ทั้งนักแปล บก. ทีมงานที่เกี่ยวข้อง และลูกค้านักลงทุนทุกท่านที่คอยสนับสนุนตลอดมาครับ

#สำนักพิมพ์เพื่อVI
#สำนักพิมพ์เพื่อTrader
#สำนักพิมพ์หนังสือRayDalio
#สำนักพิมพ์ม้ามืด
#นักลงทุนที่ทำหนังสือเป็น

09/06/2026

#6วันสุดท้าย! #แถมฟรีเสื้อยืด มูลค่า 333.-
เมื่อสั่งจองหนังสือ “How Countries Go Broke ภาคภาษาไทย” #ฉบับปกแข็ง
ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 นี้เท่านั้น!
เล่มนี้ พิมพ์ครั้งแรก ทางสำนักพิมพ์จัดพิมพ์ปก 2 แบบครับ
คือ "ปกแข็ง" และ "ปกอ่อน"
รู้หรือไม่ ?
หนังสือ How Countries Go Broke ภาคภาษาไทย
ฉบับ "ปกแข็ง" ในการพิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ ตีพิมพ์ "จำนวนจำกัด" ในครั้งนี้
และหากหมดรอบนี้ ยังไม่มีแพลนพิมพ์ซ้ำเพิ่มในช่วงเร็วๆ ครับ
ไม่มีวางจำหน่ายที่หน้าร้านหนังสือทั่วไป
มีจำหน่ายเฉพาะช่องทางออนไลน์ของ สำนักพิมพ์ เท่านั้น
ราคา ปกแข็ง 999.-
#พิเศษ สั่งจองภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2569
แถมฟรี! เสื้อยืด How Countries Go Broke มูลค่า 333.-
และฉบับ "ปกอ่อน" หนังสือจะมีวางจำหน่ายที่หน้าร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หากมีวางที่หน้าร้านแล้ว แอดจะอัพเดตให้ทราบให้ครั้งนะครับ
ราคา ปกอ่อน 666.-
สั่งจองตอนนี้ ลดพิเศษเหลือเพียง 533.-
ตอนนี้หนังสืออยู่ระหว่างกระบวนการพิมพ์
ขอบคุณทุกรายการสั่งจอง และสนับสนุนสำนักพิมพ์ของเราตลอดมาครับผม
ความหนา 416 หน้า
เนื้อหาภายใน 4 สีทั้งเล่ม
แปลโดย ปิยะศักดิ์ ดวงบัณฑิตกุล ผู้จัดการกองทุนสายมหภาค
จัดส่งภายใน 20 กรกฎาคม 2569
🔵 สั่งจองได้แล้ววันนี้ ผ่านช่องทางออนไลน์ทั้ง Website และ Shopee ได้จากในคอมเมนต์
🔴 โปรโมชั่นพิเศษ 2 ต่อ เฉพาะการสั่งผ่านเว็บไซต์โดยตรงเท่านั้น!
ต่อที่ 1 ซื้อคู่กับเล่มใดก็ได้ 2 เล่มขึ้นไป ส่งฟรี! เพียงใส่โค้ด RAYDALIO ภายใน 20 กรกฎาคมนี้
ต่อที่ 2 ซื้อพร้อมกับหนังสือ Principles ภาคภาษาไทย (ปกอ่อน) แถมฟรี! หนังสือ Principles for Success ภาคภาษาไทย (ปกอ่อน) มูลค่า 333 บาททันที 1 เล่มต่อ 1 คำสั่งซื้อ จำกัด 300 ท่านแรกเท่านั้น
#สำนักพิมพ์หนังสือRayDalio #สำนักพิมพ์ในเครือINVESTING #นักลงทุนที่ทำหนังสือเป็น

09/06/2026

“การขาดทุนครั้งแรกคือการขาดทุนที่ดีที่สุด” วิธีการรับมือวันตลาดหุ้นแดงทั้งกระดาน จาก Mark Minervini
อ่านต่อได้ที่คอมเมนต์
#สำนักพิมพ์เพื่อTrader #สำนักพิมพ์ในเครือINVESTING #นักลงทุนที่ทำหนังสือเป็น

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านขายของ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


63 ซอยนวมินทร์ 85 แขวงนวมินทร์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร เขตบึงกุ่ม
Bangkok
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00