InsThink Learning

InsThink Learning

แชร์

คอร์สฝึกคิดสำหรับเด็ก, คอร์สฝึกพูด, BoardGAMES, คอร์สปิดเทอม, กิจกรรมปิดเทอม, Public Speaking for Kids, Thinking Skills for Kids

คิดให้เป็น พูดให้ดี ประยุกต์ให้ได้

# สอนให้เด็ก 6-18 ปีรู้จักคิดว่าอะไรควรไม่ควร ให้มีเหตุและผลมากขึ้น..
# เมื่อคิดเป็นแล้ว จะมีประโยชน์อะไร ถ้าไม่สามารถสื่อสารออกมาได้ ก็ต้องฝึกพูดออกมาด้วยซิ
# ฝึกทักษะความคิดและการสื่อสารในผู้อื่นในสังคม ผ่าน BoardGAMES

ทุกกิจกรรมสนุก, มีประโยชน์, และได้ผลจริง --- ไม่เชื่อ มาลองนะครับ

Line@: @insthink

19/08/2026

ทำไมลูกชอบถามคำตอบคำ?
บางที…ไม่ใช่เพราะลูกไม่อยากเล่า
แต่อาจเป็นเพราะ เรายังถามไม่ตรงจุด 😅

17/08/2026

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากของการ มอง “ความแตกต่าง” ให้เป็นศักยภาพ แทนที่จะรีบมองว่าเป็นปัญหา

กรณีของ Joe Whale หรือ “The Doodle Boy” สะท้อนว่า สิ่งที่ผู้ใหญ่บางคนมองว่าเป็น “เด็กไม่มีสมาธิ” อาจเป็นเพราะเด็กกำลังจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจอย่างมาก เพียงแต่สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่ห้องเรียนกำลังต้องการให้เขาจดจ่อ
สิ่งที่พ่อแม่ของเขาทำได้ดีมากคือ ไม่ได้พยายามดับพฤติกรรมการวาดรูป แต่เปลี่ยนพื้นที่ให้เขาได้ใช้ความสามารถนั้น จากการวาดในสมุดเรียน → เรียนศิลปะ → ได้รับโอกาสจากร้านอาหาร → กลายเป็นผลงานระดับนานาชาติ

และบทเรียนที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่เรื่อง “เด็ก 9 ขวบหาเงินได้หลายพันดอลลาร์” แต่คือ

พรสวรรค์บางอย่างอาจดูเหมือนปัญหา เมื่อมันเกิดขึ้นในสถานที่ที่ไม่เหมาะกับมัน

เด็กบางคนไม่ได้ต้องการให้เราสอนให้เขา “เหมือนคนอื่น” มากขึ้น แต่อาจต้องการผู้ใหญ่สักคนที่มองเห็นว่า สิ่งที่เขาทำซ้ำ ๆ อย่างมีความสุขนั้น อาจเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดีกว่าคนอื่น
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กควรได้รับอนุญาตให้ละเลยทุกอย่างเพียงเพราะมีพรสวรรค์ แต่ควรช่วยเขาเรียนรู้ ทั้งความรับผิดชอบและพื้นที่ในการใช้ความสามารถ ไปพร้อมกัน

นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดมากสำหรับพ่อแม่และครูว่า
“ก่อนที่จะบอกว่าเด็กมีปัญหา เราได้ลองถามหรือยังว่า… เขากำลังเก่งเรื่องอะไรอยู่?”

สิ่งที่ครูของเขาเรียกว่าการขาดสมาธิ กลับกลายเป็นพรสวรรค์ที่มีมูลค่าหลายพันดอลลาร์ โจ เวล (Joe Whale) เด็กชายวัย 9 ขวบจากเมืองชรูว์สบรี ประเทศอังกฤษ มักถูกตำหนิอยู่เสมอเพราะเขียนสมุดแบบฝึกหัดเต็มไปด้วยรูปวาด อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ของเขาแทนที่จะห้ามไม่ให้เขาวาดรูป กลับพาเขาไปสมัครเรียนคลาสศิลปะนอกเวลา ซึ่งทำให้พรสวรรค์ของเขาได้เปล่งประกายอย่างเต็มที่ เรื่องราวพลิกผันเมื่อร้านอาหาร Number 4 จ้างเขาให้ไปตกแต่งผนังร้านด้วยลายขีดเขียนอันโด่งดังของเขา แลกกับค่าตอบแทน ปัจจุบันเขาเป็นที่รู้จักในชื่อ “The Doodle Boy” มีเว็บไซต์ของตัวเองและมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ พร้อมทั้งมีผลงานร่วมกับแบรนด์อย่าง Nike ทั้งหมดนี้เป็นเพราะครอบครัวของเขาเลือกที่จะสนับสนุนพรสวรรค์ของเขาแทนที่จะหยุดยั้งมันไว้

14/08/2026

เราไม่ได้สอนลูกให้ไม่เคยทำผิด

แต่สอนให้เขา
กล้ายอมรับสิ่งที่ตัวเองทำ
เรียนรู้จากความผิดพลาด
และ รับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง ❤️

เพราะการเติบโตที่แท้จริง
ไม่ใช่การเป็นเด็กที่ “ไม่เคยผิด”

แต่คือการเป็นเด็กที่รู้ว่า
เมื่อทำพลาดแล้ว…ควรรับผิดชอบและแก้ไขอย่างไร

#สอนลูก

12/08/2026

สุขสันต์วันแม่ ❤️

ถึงคุณแม่ทุกคน…

ขอบคุณสำหรับทุกความรัก
ทุกความห่วงใย
ทุกวันที่คอยอยู่ข้างลูก แม้ในวันที่ตัวเองก็เหนื่อย

ขอให้วันแม่ปีนี้
แม่ทุกคนมีความสุข สุขภาพแข็งแรง
ได้กอดลูกนาน ๆ
ได้ยิ้มให้กับเรื่องเล็ก ๆ
และอย่าลืมกอดตัวเองด้วยนะคะ

Photos from InsThink Learning's post 10/08/2026

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา insThinkLearning เราให้ความสำคัญกับ Empathy มาก ๆ ❤️
เพราะเราเชื่อว่า…
การที่เด็ก “เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น”
สำคัญไม่แพ้กว่าเรื่องใด ๆ
เราอยากให้เด็ก ๆ เติบโตขึ้นเป็นคนที่
🌱 เข้าใจตัวเอง
🌱 เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น
🌱 เคารพความแตกต่าง
🌱 และรู้จักใช้ความคิดควบคู่ไปกับความรู้สึก
เพราะในโลกที่ไม่ได้มีแค่คำตอบถูกหรือผิด
การเข้าใจคนอื่น คือทักษะสำคัญที่จะติดตัวเด็ก ๆ ไปตลอดชีวิต
#ทักษะชีวิต #ทักษะทางสังคม #เข้าใจความรู้สึก #เข้าใจผู้อื่น

07/08/2026

ถึงสื่อมวลชนทุกท่าน
ตอนนี้เรารู้ว่าทุกกองบรรณาธิการกำลังแข่งกับเวลา ตัวเลขเปลี่ยนทุกนาที ภาพจากที่เกิดเหตุหลั่งไหลเข้ามาจากทุกทาง และแรงกดดันเรื่อง "ใครไวกว่ากัน" มีผลต่อการทำงาน
แต่ในฐานะสื่อที่ทำงานเรื่องเด็กมาโดยตลอด เราอยากชวนตั้งหลักด้วยกันสักครู่ ก่อนกดเผยแพร่ชิ้นต่อไป
โลกเจอเหตุการณ์แบบนี้มาไม่น้อย และมีบทเรียนที่นานาชาติสรุปไว้ชัดเจนแล้วว่า วิธีการรายงานข่าวมีผลจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อ ไม่ใช่แค่ผลต่อความรู้สึกคนอ่าน
สิ่งที่งานวิจัยเรื่องการนำเสนอข่าวความรุนแรงยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
- รายละเอียดวิธีก่อเหตุ อาวุธ เส้นทางเดิน ไทม์ไลน์แบบละเอียด ไม่ได้ช่วยให้สังคมเข้าใจเหตุการณ์มากขึ้น แต่กลายเป็น "คู่มือ" ให้คนที่กำลังคิดเรื่องเดียวกันอยู่
- การเผยแพร่ภาพ คลิป หรือชื่อผู้ก่อเหตุซ้ำๆ ทำให้เหตุการณ์ดูยิ่งใหญ่ในสายตาคนที่อยากมีตัวตนผ่านความรุนแรง ยิ่งเผยแพร่มาก ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีเหตุถัดไป
- นี่คือหลักการเดียวกับที่ใช้กับข่าวการฆ่าตัวตายมานาน เพราะกลไกทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบคล้ายกัน
ผู้ก่อเหตุเป็นเด็ก เรื่องนี้มีผลทางกฎหมายชัดเจนอยู่แล้วเรื่องการไม่เปิดเผยตัวตนผู้เยาว์ แต่มากกว่านั้น คือทุกครั้งที่มีการขุดคุ้ยประวัติ ผลการเรียน ความสัมพันธ์ในครอบครัว มาเล่าราวกับหาคำตอบเดียวว่า "เพราะอะไรเด็กคนนี้ถึงเป็นแบบนี้" มันมักจบลงที่การชี้นิ้วไปที่ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง ทั้งที่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ระบบรอบตัวเด็กทั้งหมด โรงเรียน การเข้าถึงอาวุธ ช่องว่างของการดูแลสุขภาพใจในวัยรุ่น
พร้อมจับสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุแค่ไหน
สิ่งที่เราอยากชวนทำ:
- ยึดข้อมูลจากแหล่งทางการเท่านั้น ในจังหวะที่ตัวเลขยังไม่นิ่ง การรอยืนยันไม่ใช่ความล่าช้า แต่คือความรับผิดชอบ
- โฟกัสที่ผู้สูญเสียด้วยความเคารพ ไม่ใช่ล้วงลึกความเจ็บปวดเพื่อภาพที่กระทบใจที่สุด
- พูดถึงทางออก ไม่ใช่แค่โศกนาฏกรรม เช่น มีช่องทางไหนที่เด็กและครอบครัวเข้าถึงความช่วยเหลือได้จริง
- ถ้าจะตั้งคำถามเชิงสาเหตุ ให้ตั้งในระดับระบบ ไม่ใช่ระดับตัวบุคคลหรือครอบครัวเดียว
เด็กหลายแสนคนทั่วประเทศกำลังเห็นข่าวนี้ผ่านมือถือของตัวเองตอนนี้ วิธีที่เราเล่าเรื่องนี้วันนี้ มีผลต่อความรู้สึกปลอดภัยของพวกเขาไปอีกนาน

05/08/2026

การมอบ "วิธีคิด" และ "ทักษะชีวิต" ให้ลูกคือการสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ที่จะทำให้ลูกลุกขึ้นได้ทุกครั้งที่ล้ม ❤️

#ทักษะชีวิต #เลี้ยงลูกเชิงบวก #สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก

03/08/2026

ลองฟังให้จบก่อนนะคะ แล้วค่อยสอนหรือแนะนำลูกก็ยังไม่สาย แบบนี้น่าจะช่วยให้เข้าใจกันมากขึ้นด้วยค่ะ

#ฟังลูกให้จบก่อนรีบสอน

หนึ่งในสัญชาตญาณที่แรงกล้าที่สุดของคนเป็นพ่อแม่คือ “การอยากสั่งสอน”

ทันทีที่ลูกเดินมาเล่าเรื่องปัญหาที่โรงเรียน พูดความในใจ หรือระบายความรู้สึกออกมา บางครั้งเขายังเล่าไม่ทันถึงครึ่งประโยคด้วยซ้ำ สมองของคนเป็นพ่อแม่ก็สลับโหมดเข้าสู่ “ผู้เชี่ยวชาญ” ทันที แล้วรีบแทรกสวนขึ้นมาด้วยประโยคคลาสสิกอย่าง "ก็เพราะลูกทำแบบนี้ไง" หรือ "แม่บอกแล้วใช่ไหมว่า..."

แต่ความจริงที่น่าคิดและเป็นหัวใจสำคัญของเพจเราคือ “ทุกครั้งที่เราพูดแทรกเพื่อรีบสอน เรากำลังปิดประตูความลับในใจของลูกทีละบาน”

การที่ลูกไม่ยอมคุยกับพ่อแม่เมื่อโตขึ้น ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากคุย แต่เป็นเพราะเขาเรียนรู้แล้วว่า พูดไปก็ไม่ได้พูดจนจบ และจุดจบคือการโดนดุหรือโดนสอนอยู่ดี การฝึกหัวใจให้ช้าลง ปิดปากให้สนิท และ “ฟังลูกให้จบ” ก่อนกางตำราสอน คือสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง

1. ลูกเดินมาหาเพื่อต้องการ "คนรับฟัง" ไม่ใช่ "ผู้พิพากษา"
ต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กก่อนว่า เวลาเขาเจอปัญหามา สมองและอารมณ์ของเขากำลังสับสนรุมเร้า

สิ่งแรกที่เขาต้องการไม่ใช่ "วิธีแก้ปัญหา" ที่สมบูรณ์แบบ แต่เขาต้องการ "พื้นที่ปลอดภัย" ที่บอกว่าอารมณ์และความรู้สึกของเขาในตอนนี้มีคนเข้าใจและยอมรับ

เมื่อเราชิงสอนทันที สมองส่วนอารมณ์ของลูกจะรู้สึกเหมือนถูกปฏิเสธและโจมตี ทันใดนั้นเขาจะปิดรับคำสอนของเราทันที ต่อให้คำแนะนำของพ่อแม่จะถูกต้องแค่ไหนก็ตาม เพราะใจเขาปิดไปตั้งแต่คำพูดแรกที่เราแทรกขึ้นมาแล้ว

2. เวทมนตร์ของความเงียบ 3 วินาที
ลองฝึกเทคนิคง่ายๆ ในบ้านที่จะช่วยเปลี่ยนเราจาก "ผู้สั่งสอน" เป็น "ผู้รับฟังที่แท้จริง"

เวลาลูกเล่าเรื่องจบ หรือจังหวะที่เขาหยุดพูด อย่าเพิ่งรีบพูดสวนขึ้นมาทันที ให้ใจเย็นๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วนับ 1 ถึง 3 ในใจเงียบๆ

บ่อยครั้งที่ความเงียบ 3 วินาทีนี้ จะเป็นพื้นที่ว่างที่ปลอดภัยให้ลูกได้เรียบเรียงความคิดและระบายสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจต่อ เพราะบางครั้งประโยคแรกที่เขาพูดออกมา อาจเป็นแค่เปลือกนอก แต่เรื่องจริงที่เป็นปมในใจจะตามมาหลังจากที่เรายอมเงียบและตั้งใจฟัง

3. ทวนความรู้สึกสะท้อนความเข้าใจ ก่อนให้คำแนะนำ
ก่อนที่จะเริ่มป้อนทฤษฎีหรือสั่งสอน ให้เปลี่ยนมาใช้คำพูดที่แสดงให้เห็นว่าเราอยู่ข้างเดียวกับเขาก่อนเสมอ

ทวนความรู้สึก "แม่ฟังแล้ว รู้สึกว่าหนูคงจะโกรธ/เสียใจมากเลยใช่ไหมลูก" หรือ "อ๋อ เรื่องมันเป็นแบบนี้เอง หนูกำลังอึดอัดใจอยู่ใช่ไหม"

ชวนคิดชวนคุย เมื่อลูกรู้สึกว่าได้รับการรับฟังจนหมดใจแล้ว ค่อยชวนเขาหาทางออกด้วยคำถาม เช่น "แล้วเรื่องนี้หนูคิดว่าเราจะทำยังไงดีลูก?" หรือ "หนูอยากให้แม่ช่วยตรงไหนบอกได้เลยนะ"

คำสอนที่ออกมาหลังจากที่ลูกรู้สึกว่า "พ่อแม่เข้าใจเขาแล้ว" จะมีพลังและน้ำหนักมากกว่าคำสอนที่ยัดเยียดให้ตั้งแต่แรกเป็นร้อยเท่า

การเป็นพ่อแม่ที่ดี ไม่ใช่คนที่มีคำตอบให้ลูกในทุกเรื่อง แต่คือคนที่พร้อมจะเงียบและเปิดใจกว้างเพื่อรับฟังเสียงที่แผ่วเบาที่สุดในหัวใจของลูก

"สอนตัวเองและเตือนใจเสมอว่า... ปล่อยให้ลูกพูดจนจบประโยค ยอมฟังในสิ่งที่เราอาจจะไม่อยากฟัง เพื่อให้ลูกยังอยากเดินมาเล่าทุกเรื่องให้เราฟังในวันที่เขาโตขึ้น ความรักไม่ได้แสดงออกผ่านการพูดสั่งสอนที่ยาวเหยียด แต่แสดงออกผ่านความอดทนที่จะรับฟังอย่างตั้งใจ ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อหาช่องจับผิด บ่มเพาะพื้นที่ปลอดภัยนี้ในบ้านตั้งแต่วันนี้ เพราะเมื่อลูกรู้ว่าที่นี่มีคนพร้อมรับฟังเสมอ เขาจะไม่มีวันเตลิดไปหาคนรับฟังที่อันตรายนอกบ้านอย่างแน่นอน"

31/07/2026

🎤 Young Speakers Level 1 (อายุ 9 – 11 ปี)

เปิดโอกาสให้ลูกได้พัฒนาทักษะการพูดอย่างมั่นใจ
กล้าคิด กล้าสื่อสาร และกล้าแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ ✨

📅 วันที่ 10 – 14 สิงหาคม
⏰ เวลา 13.00 – 16.00 น.
📍 สถานที่: พระรามเก้า
https://goo.gl/maps/26GEfAYaa6Q2zrny7

เพราะ “การพูดและการสื่อสาร” คือทักษะสำคัญในทุกเส้นทางอาชีพ
คอร์สนี้จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้ฝึก:

✅ เทคนิคการพูดหน้าห้อง (Public Speaking) อย่างมั่นใจ
✅ การสื่อสารให้เข้าใจง่ายและน่าสนใจ
✅ การตอบคำถามและการสื่อสารแบบตัวต่อตัว
✅ การจัดระเบียบความคิดก่อนพูด

บรรยากาศการเรียนเป็นกันเอง สนุก และได้ลงมือฝึกจริง 💬

✨ ให้ลูกเริ่มต้นสร้างความมั่นใจตั้งแต่วันนี้
เพราะ “ทักษะการสื่อสาร” คือพลังที่ติดตัวไปตลอดชีวิต

📩 สนใจสอบถามหรือสมัคร ทักข้อความได้เลยค่ะ
Line: (https://lin.ee/3w6K5dJ)
📞 0845154151
�m.me/insthinklearning�
https://insthinklearning.com

#พัฒนาทักษะลูก #เด็กกล้าแสดงออก #เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ

21/07/2026

😊

เมื่อลูกเติบโตขึ้น
เขาจะจดจำรายละเอียดในชีวิต
ตอนที่ยังเป็นเด็กได้น้อยมาก ๆ
แต่สิ่งหนึ่งที่เขาจะไม่มีวันลืม ก็คือ
ช่วงเวลาแห่งความสุข
และรอยยิ้มที่ได้มีร่วมกับคุณ

#ลูกหมุนรอบตัว

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


2 Soi Rama IX 62 (Seri 8 Soi 12)
Bangkok
10250

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 18:00
อาทิตย์ 09:00 - 18:00