Decode.plus
สื่อคุณภาพของคนรุ่นใหม่ที่คัดเลือกประเด็นอย่างพิถีพิถัน ใส่ใจในบทสนทนาและความจริงของผู้คนทุกชนชั้น
จากสารคดีแบบ Backpack Journalist เปลี่ยนผ่านสู่ Future journalist ภายใต้ชื่อ Decode ขยายพรมแดนงานสารคดีข่าวที่มีชีวิต ทั้งรูปแบบรายการ สารคดี งานเขียน และการเล่าเเรื่องผ่านเสียงเพื่อสร้างบทสนทนาของคนรุ่นใหม่
ขอบคุณทุกการตอบรับ ตลอด 8 ปี ของ รายการ สารคดีข่าว Backpack Journalist
แต่นับจากนี้เราจะออกเดินทางอีกครั้ง ภายใต้พรมแดนใหม่ ทีมเดิม
CRACK หาความเป็นไปได้สำหรับคน Gen นี้ เพื่อช่วยกัน CRAF
27/05/2026
‘รายได้จากแหล่งก๊าซและทรัพยากรธรรมชาติควรเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของรัฐบาลทหารที่เอาไว้เข่นฆ่าประชาชน’
เครือข่ายเมียนมา BMC-CNM ยื่น กสม. ตรวจสอบ ปตท.-ปตท.สผ.-นอร์ธเทิร์น กัลฟ์ ปมรายได้ก๊าซหล่อเลี้ยงรัฐบาลทหารเมียนมา
Blood Money Campaign (BMC) และ Campaign for a New Myanmar (CNM) เปิดเผยคำร้องอย่างเป็นทางการที่ยื่นต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)ของประเทศไทย
โดยระบุว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. รวมถึงบริษัท นอร์ธเทิร์น กัลฟ์ ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน จากการดำเนินธุรกิจพลังงานในเมียนมาหลังการรัฐประหารปี 2564
โดยขอให้ตรวจสอบความเชื่อมโยงของบริษัทพลังงานไทยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทหารเมียนมา พร้อมตั้งคำถามต่อบทบาทของรัฐไทย ในฐานะผู้ผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD ท่ามกลางข้อกล่าวหาว่ารายได้จากก๊าซธรรมชาติยังคงเป็น “เส้นเลือดใหญ่” หล่อเลี้ยงกองทัพเมียนมา
ในคำร้องระบุว่า รายได้จากโครงการก๊าซธรรมชาติในเมียนมากลายเป็นแหล่งรายได้จากต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลทหาร ซึ่งถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมสงครามและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ตะนาวศรี ซึ่งเป็นแนวท่อส่งก๊าซจากแหล่งยาดานา ซอติก้า และเยตากุน
นับตั้งแต่ความพยายามรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 มีผู้เสียชีวิตเกือบ 93,000 คน ผู้ถูกควบคุมตัวโดยพลการมากกว่า 20,000 คน และเกิดการโจมตีทางอากาศมากกว่า 7,200 ครั้ง ขณะที่พื้นที่ตะนาวศรีและเหย่ผิว ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน กลายเป็นหนึ่งในจุดที่เผชิญความรุนแรงอย่างหนัก
Nyan Lynn Thit Analytica อธิบายเพิ่มเติมว่า ระหว่างปี 2564 ถึงเมษายน 2569 กองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศในพื้นที่ดังกล่าวรวม 260 ครั้ง มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 64 คน ขณะที่ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 เพียงปีเดียว ยังเกิดเหตุสังหารหมู่ 11 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตรวม 76 คน
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มผู้ร้องเรียนระบุว่า ปตท. ปตท.สผ. และ นอร์ธเทิร์น กัลฟ์ ปิโตรเลียม สร้างรายได้ให้รัฐบาลทหารเมียนมามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ปตท.สผ. ยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในแหล่งก๊าซเดิม รวมถึงผลักดันโครงการใหม่ในเมียนมา ขณะที่ Gulf Petroleum Myanmar บริษัทลูกของนอร์ธเทิร์น กัลฟ์ ปิโตรเลียม ได้ลงนามความร่วมมือกับ Myanma Oil and Gas Enterprise (MOGE) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร
Mulan จาก Blood Money Campaign กล่าวว่า
“รัฐบาลทหารเมียนมาควบคุม MOGE ได้อย่างสมบูรณ์ บริษัท ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของไทย และบริษัทลูกอย่าง ปตท.สผ. และนอร์ธเทิร์น กัลฟ์ ปิโตรเลียม ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนไทย กำลังจ่ายเงินจำนวนหลายล้านบาทให้รัฐบาลทหารเมียนมาทุกเดือน ซึ่งเอื้อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง การกระทำดังกล่าวเป็นการหล่อเลี้ยงอาชญากรรมสงครามและการสังหารหมู่พลเรือนรายวัน และละเมิดสิทธิมนุษยชนของชุมชนตามแนวท่อส่งก๊าซและประชาชนทั่วประเทศ บริษัทเหล่านี้กำลังละเมิดมาตรฐานสากลด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจกระทบต่อความพยายามของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ดังนั้น เราจึงขอให้ กสม. ไทย ดำเนินการตรวจสอบและยุติการสนับสนุนทางการเงินต่ออาชญากรรมอันโหดร้ายของรัฐบาลทหาร”
ในขณะที่ Keel Dietz (Campaign for a New Myanmar) ยังกล่าวด้วยว่า
“รัฐบาลทหารเมียนมาต้องการสกุลเงินที่สามารถรักษามูลค่าของตนเองได้ในระยะยาว และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลกเพื่อการค้าและการเงินระหว่างประเทศ เพื่อจัดซื้ออาวุธและสนับสนุนกองกำลังทหารที่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน บริษัท ปตท., ปตท.สผ. และ นอร์ธเทิร์น กัลฟ์ ปิโตรเลียม ต้องดำเนินทุกวิถีทางเพื่อให้มั่นใจว่า การดำเนินธุรกิจของตนจะไม่กลายเป็นแหล่งทุนสนับสนุนความโหดร้ายของรัฐบาลทหาร รายได้จากแหล่งก๊าซของเมียนมาควรเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของรัฐบาลทหาร บริษัทน้ำมันและก๊าซ ต้องนำเงินดังกล่าวเข้าสู่บัญชีดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา (escrow accounts) เพื่อรอส่งต่อให้รัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชนเมียนมาในอนาคต”
คำร้องยังเสนอให้มีมาตรการเชิงรูปธรรม เช่น การนำรายได้จากก๊าซเข้าไว้ในบัญชีดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา (escrow accounts) การระงับการลงทุนใหม่ในภาคก๊าซเมียนมา รวมถึงการผลักดันกฎหมายบังคับให้บริษัทไทยต้องตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน
กรณีดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อบริษัทพลังงานไทย ซึ่งไม่ได้ถูกจับตาเพียงในฐานะผู้ประกอบธุรกิจข้ามชาติ แต่ยังถูกตั้งคำถามถึงบทบาททางการเมือง เศรษฐกิจ และจริยธรรม ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อในเมียนมา และความพยายามของรัฐไทยในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่บนเวทีระหว่างประเทศผ่านมาตรฐาน OECD และหลักธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนสากล
กราฟิก : ณิชกานต์ บุญไชย
#รัฐประหารเมียนมา #รัฐบาลทหาร #ทุนพลังงาน
25/05/2026
ทางของคน ทางของสัตว์
เมื่อทางเดินในป่ามิอาจบรรจบกัน
เป็นอีกครั้งหนึ่งในสังคมไทย เมื่อมีกระแสเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐรับผิดชอบต่อการตายของช้างสีดอหูพับในระหว่างการเคลื่อนย้ายช้างจากพื้นที่เกษตรกรรมกลับสู่ภูหลวง ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของช้าง เมื่อลองไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องแล้ว จุดเริ่มต้นของความสูญเสียครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช้างเดินทางออกนอกพื้นที่ของมันและมุ่งเข้าสู่ไร่อ้อยของชาวบ้านในจังหวัดขอนแก่น ส่งผลให้ไร่อ้อยเกิดความเสียหาย จนมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเคลื่อนไหวของช้าง
พ้นไปจากประเด็นการหาผู้รับผิดชอบ ดูเหมือนว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ อยู่ภายใต้ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องหนึ่งที่สังคมมักมองข้ามไป
นั่นคือปัญหาเรื่อง “ป่าปลอดมนุษย์” การทำให้ป่าเป็นพื้นที่ของธรรมชาติบริสุทธิ์ แม้จะตอบสนองต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกระแสหลัก แต่การแบ่งแยกพื้นที่ทางเดินกันระหว่างสัตว์กับมนุษย์ กลับไม่ได้ทำให้ความสูญเสียของสัตว์และชาวบ้านในพื้นที่ ลดน้อยถอยลงไป
“การที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ในระบบนิเวศ และไม่ใช่เพียงมนุษย์เท่านั้น สรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน (ดังเสือจากัวร์ที่รู้ว่าอะไรเป็นเหยื่อ และอะไรไม่ใช่เหยื่อที่มันควรหลีกเลี่ยง) ปรากฏการณ์นี้ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานแล้ว จนกระทั่งการเข้ามาของบริบทสังคมสมัยใหม่ที่เชื่อว่า ป่าควรปลอดมนุษย์”
“ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือจะเป็นสัตว์สายพันธุ์ทั้งหลายซึ่งอาศัยอยู่ในป่า ทุกจังหวะย่างก้าวของชีวิต คือการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ว่า ณ บริเวณที่พวกเขายืนอยู่นั้นคือที่ใด กำลังเผชิญกับอะไร และจะรับมือต่อไปอย่างไรจึงจะสามารถอยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมเดียวกันนั้นได้ เช่นเดียวกับการเดินทางในพื้นที่ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องมีการทำแผนที่ชี้นำการเดินทาง”
- บางส่วนจากบทความ ‘ทางของคน ทางของสัตว์ : เมื่อทางเดินในป่ามิอาจบรรจบกัน’
โดย ธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข นักวิจัย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
🔗อ่านบทความเต็มจากลิงก์ในคอมเมนต์
#ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร #ช้างป่า #ช้างกับคน #ป่าปลอดมนุษย์ #การใช้ประโยชน์ร่วมกันของผืนป่า
🔴[Live] "หะยีสุหลง" กับโอกาสของการปรองดองทางการเมือง | 25 พ.ค. 69
ฉากชีวิตหะยีสุหลง ขยายพื้นที่ประวัติศาสตร์และความทรงจำ มองโอกาสของการปรองดองทางการเมืองในวันนี้
ร่วมพูดคุยกับ...
• ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ | นักวิชาการผู้เขียน “ประวัติศาสตร์วิพากษ์ : สยามไทยกับปาตานี”
• จตุรนต์ เอี่ยมโสภา | หลานหะยีสุหลง
• พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ | ทนายความสิทธิมนุษยชน
• นวลน้อย ธรรมเสถียร | ผู้ผลิตสารคดี
ดำเนินรายการโดย
• วิภาพร วัฒนวิทย์ | ผู้ช่วยบรรณาธิการ decode
#สันติภาพชายแดนใต้ #หะยีสุหลง #ประวัติศาสตร์ #การเมืองไทย
🖱ชมทุกช่องทางออนไลน์ ในคอมเมนต์ 👇
22/05/2026
ข่าวคดีกราดยิง สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถอยออกไปจากหน้าสื่อเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก
จากข้อมูลที่เปิดสู่สาธารณะ ผลล่าสุดของการสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์กราดยิงใส่รถของสส. พรรคประชาชาติรายนี้ ซึ่งเกิดใกล้บริเวณหน้าบ้านพักของเขาเองที่บาเจาะเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 20 มีนาคม มีความคืบหน้าไม่น้อย
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยไปแล้ว 7 คน โดยที่ผู้ถูกจับกุมสองคนหลังสุดต่างได้ประกันตัว แม้ว่าทางทนายความของ สส. กมลศักดิ์จะคัดค้านเพราะเกรงจะส่งผลกระทบไปถึงหลักฐานของคดี อย่างไรก็ตาม ข่าวความคืบหน้าของคดีเริ่มจางหายไป ขณะที่ตัว สส. กมลศักดิ์เองให้ความเห็นกับสื่อว่า เขาเชื่อว่าคนลงมือไม่ได้มีเพียงแค่นี้
อันที่จริงแล้วทีมทนายความของ สส. กมลศักดิ์ ได้ยื่นหนังสือกับทางพนักงานสอบสวน แสดงความเป็นห่วงพร้อมทั้งมีข้อเสนอแนะในเรื่องของการตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม ที่สำคัญที่ทีมทนายความของสส. กมลศักดิ์เสนอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งเก็บข้อมูลการใช้โทรศัพท์ติดต่อของบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลาปฏิบัติการก่อนที่ข้อมูลเหล่านี้จะถูกลบไปตามขั้นตอนของบริษัทผู้ให้บริการ พวกเขาเชื่อว่านี่เป็นหลักฐานที่จะบ่งชี้ถึงการติดต่อต่าง ๆ ซึ่งอาจช่วยให้สาวไปถึงคนอื่น ๆ ที่อยู่เบื้องหลังได้
คดีนี้ปรากฏภาพความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่างอดีตนายทหารและทหารที่ยังรับราชการที่พัวพันในการก่อเหตุ หากไม่นับคนขับรถและเจ้าของอู่ที่รับหน้าที่ “ชำแหละ” รถที่ใช้ก่อเหตุแล้ว ก็ต้องบอกว่า บุคคลสำคัญในกลุ่มนี้ล้วนแต่เป็นอดีตทหารเรือและทหารเรือที่ยังอยู่ในราชการ
“ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าพื้นที่นี้จะไม่เคยมีการตอบโต้กันไปมาระหว่างผู้ถืออาวุธด้วยความโกรธเคืองที่ทะลุมิติความเป็นมืออาชีพ ทว่านี่เป็นกรณีสำคัญอย่างยิ่งที่มีผู้อ้างเหตุไม่ชอบใจผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนจนต้องหาทางกำจัดและด้วยวิธีอันรุนแรง คำถามสำคัญอันเนื่องมาจากเรื่องของการลอบยิงสส. กมลศักดิ์จึงอยู่ที่ว่าทัศนะของเจ้าหน้าที่ต่องานสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ความขัดแย้งนี้ติดลบไปขนาดไหนและมีการปลูกฝังกันไปไกลเพียงใด การผูกโยงเรื่องของสิทธิมนุษยชนเข้ากับการก่อการร้ายและกลายเป็นมูลเหตุสนับสนุนการก่ออาชญากรรมหนนี้ มีผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “ตื่น” กับปัญหานี้บ้างหรือไม่”
บางส่วนจากบทความ เมื่อสิทธิมนุษยชนเป็นผู้ร้าย
โดยนวลน้อย ธรรมเสถียร | ขยายประเด็น
🔗อ่านบทความเต็มจากลิงก์ในคอมเมนต์
#ขยายประเด็น #คดีกราดยิงสสกมลศักดิ์ #ชายแดนใต้ #สิทธิมนุษยชน
21/05/2026
‘THE VEGETARIAN’ เมื่อบ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน
ไม่ใช่แค่กระแสข่าวของไทยในช่วงนี้ แต่อาจเป็นทุกช่วงเวลาของสังคมไทยและยังไม่มีวี่แววจะจบลง
ยิ่งเป็นการตอกย้ำแมสเสจของหนังสือเล่มนี้ได้เป็นอย่างดีว่า บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนจริง ๆ
โดยเฉพาะถ้าคุณไม่ใช่ลูกในอุดมคติของคนในบ้านที่ปฏิบัติตามขนบของสังคมที่ควรจะเป็น
Playread สัปดาห์นี้ชวนอ่านสังคมเกาหลีในคราบปิตาธิปไตยผ่าน THE VEGETARIAN ของฮันกัง
เรื่องราวของ “ย็องเฮ” หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งที่ตัดสินใจเลิกกินเนื้อสัตว์หลังจากฝันร้ายเกี่ยวกับความรุนแรงและเลือด แม้การเป็นมังสวิรัติจะดูเป็นเรื่องเล็กในสายตาคนนอก แต่ในบริบทของสังคมเกาหลีที่เคร่งครัดต่อบทบาทครอบครัวและความเป็น “คนปกติ” การตัดสินใจของเธอกลับถูกมองว่าเป็นความผิดปกติและการต่อต้านสังคมอย่างรุนแรง
3 ช่วงตอนของหนังสือที่เล่าถึงผู้หญิง แต่กลับดังขนัดไปด้วย ‘เสียง’ และ ‘สายตา’ ของผู้ชาย
ในสังคมปิตาธิปไตยของเกาหลีที่เกิดขึ้นในครอบครัว เธอถูกกระทำมาโดยตลอด คนกระทำไม่ได้มาจากเพศชายเท่านั้น แต่การถูกเพิกเฉยต่อความรุนแรงจากคนในครอบครัวที่เป็นเพศหญิงด้วยกันเอง ก็ถือเป็นผู้ที่กระทำต่อเธอเช่นกัน
หรือบางที การไม่กินเนื้อสัตว์ ก็อาจเป็นเส้นทางหลุดพ้นจากอะไรบางอย่างของเธอ
อ่านบทความเต็มได้ที่ ใต้คอมเมนท์
#ปิตาธิปไตยในสังคมเกาหลี
21/05/2026
เพิ่มรอบฉาย! ภาพยนตร์สารคดี “หะยีสุหลง : คนหลังภาพ” สำหรับแฟนๆที่ลงทะเบียนไม่ทันในรอบแรก #เซฟไว้เลย เปิดฉายรอบสอง 📌เวลา 16.30 น.(25 พฤษภาคม 2569) ณ ห้องTHEATER สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
🔗 ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ : https://forms.gle/poa25woePXWyA3vf7
แอดฯ ไม่สปอยอะไรเยอะ ตามชื่อย่อที่ปรากฎในงานเขียนเรื่องความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เสมอมา เรื่องราวของหะยีสุหลงกำลังสะท้อนภาพความซับซ้อนของปัญหาหลายมิติ จนกระทั่งกลายเป็นภาพที่ขัดกันอย่างสุดขั้ว
แม้จะผ่านมา 70 ปี คำร้องขอ 7 ประการของหะยีสุหลงก็ยังคงมีเนื้อหาที่ทันสมัย ขณะที่การสูญหายของเขาคือตัวอย่างปัญหาร่วมของการจัดการความขัดแย้งที่ยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน
แล้วพบกันค่ะ อย่าลืมพกกระบอกน้ำส่วนตัวมาด้วยนะคะ
#สันติภาพชายแดนใต้ #หะยีสุหลง #อุ้มหาย #ความเป็นธรรม
20/05/2026
‘พิษใต้บาดาล’ จากบ่อดำหนองพะวา สู่ บ่อแดงหนองละลอก
การปนเปื้อนใต้ผิวดินครั้งใหญ่ของประเทศที่โรงงานเพียบ อุตสาหกรรมพรึ่บ และช่องโหว่ของกฎหมายไปจนถึงช่องว่างของระบบราชการยังไม่ถูกสังคายนา
ไม่มีผลไม้รสล้ำ คงเหลือแต่อุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าแต่กำลังทิ้งวิถีชีวิตเกษตรกรไว้ข้างหลัง เมื่อสองข้างทางในอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เต็มไปด้วยป้ายรับซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงงาน-รับสมัครพนักงานเพื่อประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
อำเภอบ้านค่าย หนึ่งในอำเภอที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนมลพิษครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อย่างกรณี ‘วิน โพรเสส’ ในตำบลหนองพะวา ถึงแม้ชาวบ้านจะชนะคดีและมีคำสั่งขนย้ายกากอุตสาหกรรมจำนวนมากที่เห็นได้ด้วยตาออกไปจนเกือบหมดแล้ว แต่ความเป็นจริง ชาวบ้านยังไม่มีใครได้รับเงินชดเชยจากบริษัทและสารพิษจำนวนมากที่ ‘ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา’ ยังคงปนเปื้อนอยู่ในผืนดินหนองพะวา
ห่างไปไม่ไกลเพียง 30 นาที ในตำบลหนองละลอก สวนทุเรียนโชติช่วงก็กำลังเผชิญเหตุการณ์ไม่ต่างจากชาวบ้านหนองพะวาเมื่อครั้งอดีต เมื่อน้ำสีแดงผุดขึ้นจากใต้ดินส่งผลให้ทุเรียนมีผิวไหม้ ต้นยางหลายส่วนยืนต้นตาย จุดสังเกตที่น่าสนใจคือก่อนที่หนองพะวาจะกลายเป็นบ่อดำและทุ่งสีทองจากการปนเปื้อนของมลพิษขึ้นมาสู่ผิวดิน ในระยะแรกนั้นก็ปรากฏ ‘บ่อแดง’ เหมือนกับที่สวนทุเรียนโชติช่วงกำลังเผชิญเข้าปีที่ 4
จากหนองพะวาสู่หนองละลอก แม้จะต่างตำบลแต่ผลกระทบของอุตสาหกรรมกำลังรุกคืบเกษตรกรรม แม้จะเปลี่ยนบทบาทจากกลุ่มทุนรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมเป็นผู้ผลิตอุตสาหกรรมโดยตรง หรือกลุ่มทุนไทยกลายเป็นทุนข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีน
ดินเปลี่ยนสีจากทุนเปลี่ยนมือ ชีวิตประชาชนใกล้มลพิษเปลี่ยนไปไม่เหมือนอย่างเคย
“ช่วงที่เราเห็นว่ามันมีบ่อสีแดงผุดขึ้นมาในสวนแล้ว เราไม่กล้าเอาไปรดน้ำต้นยางหรือทุเรียนเลย ขนาดเราไม่ได้ไปกรีดยางแล้วปล่อยทิ้งไว้ จู่ ๆ ยางก็ไม่มีน้ำยางออกมาเลย สปริงเกอร์ที่เอาไว้ใช้รดน้ำทุเรียนก็เริ่มมีคราบสนิมเกาะมากขึ้นบนพลาสติก จนกระทั่งต้นทุเรียนเราก็ตายไปหลายต้น บางต้นไม้ตายแต่ผลมีรอยไหม้”
“ถ้าถามว่าเสียหายเท่าไหร่ รายได้จากที่เคยขายฤดูกาลเป็นล้านก็หารครึ่ง แต่ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มจากเดิมมาอีกครึ่งหนึ่งเพราะเราต้องการรักษาสวนของเราไว้ สรุปแล้วแทบไม่เหลือรายได้เลย” จรัญ โชติช่วง กล่าว
อาจกล่าวได้ว่า เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน ไม่แสดงเจตจำนงที่จะขอให้นำร่างกฎหมาย PRTR กลับมาพิจารณา นั่นทำให้ ร่างกฎหมาย PRTR ที่ใช้เวลารอคอยมานานกว่า 20 ปี จึงจะเข้าที่สภาได้ต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง
“กฎหมาย PRTR ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือสิ่งจําเป็นพื้นฐานของสังคมที่ต้องการความปลอดภัยและความเป็นธรรม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เกิดมลพิษหรืออุบัติภัยสารเคมี ประชาชน กลับไม่สามารถรู้ได้ชัดเจนว่าแหล่งกําเนิดอยู่ที่ใด ใครเป็นผู้ปล่อย และใครต้องรับผิดชอบ”
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ
การปัดตกกฏหมายสิ่งแวดล้อมฉบับสำคัญครั้งนี้ภายใต้รัฐบาลอนุทิน การขับเคลื่อนเพื่อสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมของคนทั้งประเทศ ไม่เพียงแต่จะต้องกลับไปนับหนึ่งอีกครั้ง แต่การล่าถอยท่ามกลางการเกิดอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมจำนวนมากที่เกิดขึ้นโดยกลุ่มทุนหลายสัญชาติ รวมถึงภายใต้นโยบายจากภาครัฐ อาจเป็นสัญญานว่ารัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับคนกลุ่มใดมากกว่ากัน
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ ใต้คอมเมนท์
เขียน : นทธร เกตุชู
ภาพ : พันวิทย์ ภู่กฤษณา
กราฟิก : ณิชกานต์ บุญไชย
#มลพิษปนเปื้อน #วินโพรเสส #กากอุตสาหกรรม #บ่อดำหนองพะวา #บ่อแดงหนองละลอก
19/05/2026
ย้อนมองอุดมการทางสังคมยุค 2475 ผ่านชีวิตของหะยีสุหลง หนึ่งในปัญญาชนรุ่นแรกของสยาม ที่มองการเปลี่ยนแปลงประเทศของทั้งสังคม และ 'การปฏิวัติทางสังคมมาจากคนรุ่นนี้'
คุยถึงอดีตและมองปัจจุบัน กับภาพยนตร์สารคดีสั้นในเสวนาหะยีสุหลงกับโอกาสของการปรองดองทางการเมือง
“ผมคิดว่าหะยีสุหลงมองอนาคตว่า ความสมัยใหม่ที่มันเกิดขึ้นทั่วไปในโลกมันคือแบบนี้ เพราะฉะนั้นแกไม่ได้ต่อสู้เพื่ออดีต”
💬 ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ นักวิชาการผู้เขียน “ประวัติศาสตร์วิพากษ์ : สยามไทยกับปาตานี”
ลงทะเบียนมาดูหนัง ฟังทอร์กไม่ทัน
แต่อยากชวนคุยกันผ่านออนไลน์ วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569
14.00–15.30 น. เสวนา “หะยีสุหลงกับโอกาสของการปรองดองทางการเมือง”
ร่วมพูดคุยโดย
• ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ นักวิชาการผู้เขียน “ประวัติศาสตร์วิพากษ์ : สยามไทยกับปาตานี”
• จตุรนต์ เอี่ยมโสภา หลานหะยีสุหลง
• พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทนายความสิทธิมนุษยชน
• นวลน้อย ธรรมเสถียร ผู้ผลิตสารคดี
ดำเนินรายการโดย
วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ช่วยบรรณาธิการ decode
สามารถรับชมออนไลน์ได้ที่
FB : Thai PBS , decode , Wartani , The Motive ,The Observer
#สันติภาพชายแดนใต้ #หะยีสุหลง #อุ้มหาย #ความเป็นธรรม
19/05/2026
❌ Sold out ❌
เต็มแล้วทุกที่นั่ง รอบปฐมทัศน์ภาพยนตร์สารคดี “หะยีสุหลง : คนหลังภาพ”
ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจลงทะเบียนมาดูหนัง ฟังทอร์คในรอบนี้ สถานีต่อไปติดตามรอบฉายที่จังหวัดปัตตานี เร็ว ๆ นี้ ติดตามรายละเอียดได้ทางเพจเฟสบุ๊ก decode
แต่สำหรับเสวนา “หะยีสุหลงกับโอกาสของการปรองดองทางการเมือง” ช่วงเวลา 14.00–15.30 น. | สามารถติดตามได้ผ่านทาง Facebook LIVE นะคะ
#สันติภาพชายแดนใต้ #หะยีสุหลง #อุ้มหาย #ความเป็นธรรม
19/05/2026
จริงใจแค่ไหน? รัฐสภาผู้ทรงเกียรติ นับถอยหลังบรรจุวาระ PRTR
‘อย่ามองเห็นแค่ GDP เพราะถ้าไม่มีกฎหมายฉบับนี้จะมีคนสูญเสียอีกมาก’
580 ครั้ง คือสถิติอุบัติภัยจากโรงงาน 5 ปีย้อนหลัง (ปี 2563-2567)
ในขณะที่อีก 2 ปี ข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าร่วม OECD บนเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่เราจะไปได้จริงหรือ? ในเมื่อวันนี้กฎหมาย PRTR ยังถูกเตะถ่วง ตัดทอน จนอาจทำให้ธรรมาภิบาลทางสิ่งแวดล้อมของสังคมไทยไม่เกิดขึ้นจริง
วันนี้ (19 พ.ค. 2569) ตัวแทนประชาชนผู้เสนอร่างกฎหมาย PRTR นำโดย เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมกับตัวแทนจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย และประชาชนผู้ประสบปัญหามลพิษจากหลายพื้นที่ เข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้เร่งพิจารณาร่างกฎหมาย PRTR ต่อไปโดยเร็ว
หลังจากที่คณะรัฐมนตรีที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นำเสนอร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาภายในกรอบเวลา 60 วันนับจากวันเปิดประชุมสภาฯ ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
เครือข่ายภาคประชาสังคมชี้ว่า กฎหมาย PRTR เป็นกลไกสำคัญ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม ปกป้องสุขภาพประชาชน และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมยืนยันไม่เห็นด้วยกับการลดทอนเนื้อหาและความสำคัญของกฎหมาย PRTR ให้เหลือเพียงบางมาตราในร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับแก้ไข)
นอกจากนี้ภาคประชาชนยังได้พัฒนาร่างกฎหมาย PRTR ตามกรอบและคู่มือขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) เพื่อช่วยให้รัฐบาลมีฐานข้อมูลระดับประเทศเท่าด้วยชนิดและปริมาณของสารมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม และข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ สำหรับใช้เป็นแนวทางในการลดผลกระทบจากมลพิษและลดความเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีด้วย
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ และในนามผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 11,685 คน ที่ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า “เนื่องจากร่างกฎหมาย PRTR ไม่ได้รับการเสนอจาก ครม. ให้รัฐสภาดำเนินการพิจารณาต่อ ภาคประชาชนจึงต้องมายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเป็นการยืนยันร่างของภาคประชาชน
และขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุเป็นวาระพิจารณาต่อไป ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ที่ว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ตกไปเพราะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังการเลือกตั้งไม่ได้ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ผู้แทนของผู้เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย สามารถมีหนังสือยืนยันต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรภายใน 120 วัน เพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อไป และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร”
ภาคประชาชนได้ย้ำว่าและยืนยันว่า กฎหมาย PRTR จะเป็นเครื่องมือที่เสริมสร้างประสิทธิภาพในการจัดการมลพิษและสารอันตรายที่มีประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน
ในวันนี้ ชาวบ้านจากหลายชุมชนในภาคตะวันออกผู้ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนมลพิษ โดยเฉพาะเมื่อสังคมไทยยังไม่มีเกราะทางกฎหมายในการปกป้องประชาชนจากการปนเปื้อน ทั้งชาวบ้านจากจังหวัดระยอง ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ขอให้ภาครัฐมองการเติบโตในพื้นที่ใหม่ อย่าเพียงมองแต่ตัวเลข GDP ในพื้นที่แต่สวนทางกับคุณภาพชีวิตจริงของประชาชน
💬“GDP หลายจังหวัดในภาคตะวันออกอยู่ที่หลักล้าน แต่คำถามคือความมั่งคั่ง ความร่ำรวยมาถึงประชาชนจริงไหม เพราะเรายังพบแค่สารพิษต่าง ๆ ที่มาถึงหน้าบ้านเรา เรายืนยันต่อรัฐสภาว่าเราอยากให้นำ PRTR เข้าสู่วาระการประชุม เพราะทุกวันนี้กฎหมายที่บังคับใช้ไม่สามารถปกป้องบ้านของเราได้ และเราไม่สามารถแก้ปัญหามลพิษนี้ด้วยตัวเราเองทั้งหมดได้- ”
“บางสารเคมีที่ห้ามใช้แล้วบนโลก มีบัญญัติไว้ในสนธิสัญญาบาเซล แต่กลับมีใช้ที่โรงงานเถื่อนในปราจีนบุรี ถ้ารัฐสภาแห่งนี้ใส่ใจพี่น้องประชาชนจริง อย่ามองแค่ GDP หรือเม็ดเงินที่เข้ามาจากโรงงานพวกนี้ แต่ให้มองเห็นว่าถ้าไม่มีกฎหมายฉบับนี้จะต้องมีคนสูญเสียมากกว่านี้อีกกี่คน” สุเมธ เหรียญพงษ์นาม เครือข่ายคนรักษ์หนองหอย จากจังหวัดปราจีนบุรี กล่าว
จุดเริ่มต้นของกฎหมาย PRTR มาจากที่ประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกที่สหประชาชาติได้จัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2535 โดยที่ประชุมครั้งนั้นมีข้อสรุปว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นทั่วโลกในหลายสิบปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนอย่างรุนแรง เพื่อยับยั้งหายนะในอนาคต โลกเราจำเป็นต้องมุ่งสู่ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้น
จึงขอให้รัฐบาลผู้ลงนามปฏิบัติตามปฏิญญาริโอและแผนปฏิบัติการ 21 จัดทำและปรับปรุงฐานข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางในการลดและควบคุมความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมจากมลพิษต่าง ๆ ต่อมา OECD ในฐานะผู้ขับเคลื่อนหลัก ได้ใช้ชื่อว่า Pollutant Release and Transfer Register (PRTR) และได้จัดทำกรอบและคู่มือการจัดทำ PRTR ที่แต่ละประเทศสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการจัดทำกฎหมายต่อไป
💬 “ร่างกฎหมาย PRTR ของประชาชนได้ออกแบบตามกรอบและคู่มือของ OECD และมีการศึกษาถึงจุดอ่อนจุดแข็งของกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ใช้งานอยู่เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกันที่จะจัดทำเป็นร่างกฎหมายแยกออกจากพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ ประเทศต่าง ๆ ก็แยกกฎหมาย PRTR ออกจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายอื่นเช่นกัน เนื่องจาก PRTR เป็นกลไกและระบบเฉพาะ ที่ไม่ควรไปแฝงอยู่ในกฎหมายอื่น นอกจากนี้ร่างกฎหมาย PRTR ที่ภาคประชาชนนำเสนอนี้ยังได้ผ่านการพิจารณาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ในคณะกรรมาธิการสามัญ ซึ่งมีทั้งผู้แทนภาคประชาชน สมาชิกสภาจากหลายพรรค และหน่วยงานราชการ ก่อนการยุบสภา” เพ็ญโฉม กล่าวย้ำ
อัมรินทร์ สายจันทร์ ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า แม้ตัวแทนรัฐบาลได้ชี้แจงว่าจะมีการผนวกเรื่อง PRTR ไว้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่ภาคประชาชนยังคงยืนยันถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมาย พ.ร.บ. PRTR แยกเป็นกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลมลพิษ รวมถึงหลักเกณฑ์ขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ ได้รับการบัญญัติรับรองอย่างหนักแน่นในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เช่น ขอบเขตการกำหนดประเภทสารมลพิษที่ต้องมีการรายงานและข้อมูลพื้นฐานที่ต้องมีการเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบ PRTR ของไทยจะมีหลักการและองค์ประกอบที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. PRTR ที่ภาคประชาชนเสนอยังได้ออกแบบให้มีคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการเก็บรวบรวม ส่งต่อ และตรวจสอบข้อมูลมลพิษ เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงได้โดยทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงด้วย
💬 “ดังนั้นการผลักดันกฎหมาย PRTR ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกลไกทางกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่คือการวางระบบข้อมูลมลพิษของประเทศให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการปกป้องสุขภาพ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมของตนเอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเร่งเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่” อัมรินทร์ย้ำความจำเป็นของกฎหมาย PRTR
มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า รัฐสภาควรเร่งหยิบร่างกฎหมาย PRTR ขึ้นมาพิจารณาโดยเร็วที่สุด เพราะกฎหมายฉบับนี้ยังคงยืนยันเจตจำนงภาคประชาชนว่า ‘สิทธิในการรับรู้ข้อมูลด้านมลพิษ’ คือหัวใจสำคัญของธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม
ในขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ภายใต้นโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่อาจละเลยกฎหมาย PRTR ได้ หากประเทศไทยมุ่งหวังจะยกระดับมาตรฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมและก้าวเข้าสู่มาตรฐานของ OECD อย่างแท้จริง กฎหมาย PRTR เป็นมาตรฐานสากลด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และเป็นเครื่องมือในการสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม
💬 “เราเห็นความสูญเสียมามากพอแล้ว เราเห็นเหตุการณ์โรงงานระเบิดแต่เราไม่รู้ว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่ข้างในมามากพอแล้ว แล้วที่นายกรัฐมนตรีเห็นว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้เร่งขยาย GDP ในพื้นที่ แท้จริงแล้ว มันเป็นเพียงแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ทุนอุตสาหกรรมจำนวนมากรับไว้ฝ่ายเดียวแต่ทิ้งมลพิษสิ่งแวดล้อมไว้ให้ชาวบ้านหรือเปล่า” มนูญ กล่าวทิ้งท้าย
กราฟิก : ณิชกานต์ บุญไชย
#เปิดเผยมลพิษ #การปนเปื้อนมลพิษ #มลพิษกากอุตสาหกรรม
19/05/2026
✨New Column ท่วงทำนองของชีวิตบทเพลงกับกวีนิพนธ์สำหรับคนที่ไร้สถานพำนัก "Anthem for Nowhere" จากผู้เขียน "ลุกไหม้สิ! ซิการ์" -ชัชชล อัจนากิตติ
ล่องลอยมาในรูปเสียงกระซิบ
ซ้ำซ้ำ
ท่วงทำนองเก่าแก่ที่ประกอบขึ้นด้วยโน๊ตเพียงห้าตัว
ไม่ซับซ้อน
ไล่สลับการจัดวางจนกลายเป็นวรรคตอนที่ติดตรึง
ติดตามมาในหมู่พวกเราจากรุ่นสู่รุ่น
บางส่วนจากคอลัมน์ใหม่แกะกล่องสัมผัสและตีความกับกวีบทแรก : บทเพลงไร้ชื่อ
🔗อ่านบทกวีฉบับเต็มจากลิงก์ในคอมเมนต์
#ชัชชลอัจ #คนไร้ตัวตน
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ บุคคลสาธารณะ
เว็บไซต์
ที่อยู่
Thaipbs
Bangkok
10210