FOODPRO

FOODPRO

แชร์

Food Safety, Quality System, Productivity, Manufacturing System, Supply Chain, Traceability

ความปลอดภัยทางอาหาร วิศวกรรมระบบและการจัดการอุตสาหกรมอาหาร ข่าวฝึกอบรมและรับสมัครงาน

11/06/2026

🚨 หมูยอ แหนม ไส้กรอก กุนเชียง ที่กินอยู่ปลอดภัยไหม? กรมวิทย์ ฯ พบบางผลิตภัณฑ์มีไนไทรต์สูงกว่ามาตรฐานเกือบ 50 เท่า

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยผลการเฝ้าระวังความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปยอดนิยมของคนไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2567–2569) พบข้อมูลที่น่าสนใจและควรได้รับความสนใจจากทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการอาหาร (อ่านรายงานจากกรมวิทย์ จากลิงค์ใน Comment)

แม้ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด แต่กลับพบตัวอย่างบางรายการมีการใช้ "ไนเทรต" และ "ไนไทรต์" สูงเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต และในกรณีหนึ่งตรวจพบไนไทรต์สูงถึง 3,880 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือเกือบ 50 เท่าของค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

ไนเทรตและไนไทรต์ คืออะไร?
ทำไมอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกจึงยังอนุญาตให้ใช้?
และเหตุใดจึงกลายเป็นข่าวใหญ่ครั้งนี้?

ไนเทรต (Nitrate) และไนไทรต์ (Nitrite) เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่ใช้กันมานานหลายร้อยปีในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์แปรรูป

สารที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่

• Sodium Nitrate (โซเดียมไนเทรต)
• Potassium Nitrate (โพแทสเซียมไนเทรต)
• Sodium Nitrite (โซเดียมไนไทรต์)
• Potassium Nitrite (โพแทสเซียมไนไทรต์)

หลายคนอาจตกใจเมื่อได้ยินชื่อสารเคมีเหล่านี้ แต่ในความเป็นจริง สารเหล่านี้ไม่ได้เป็นสารต้องห้าม

ในทางกลับกัน ประเทศไทย สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศทั่วโลก ต่างอนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปภายใต้ปริมาณที่กฎหมายกำหนด

ทำไมโรงงานจึงต้องใช้ไนไทรต์? ไนไทรต์มีบทบาทสำคัญ 3 ประการ

1. ช่วยป้องกันเชื้อ Clostridium botulinum

เชื้อชนิดนี้สามารถสร้างสารพิษโบทูลินัม (Botulinum Toxin) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสารพิษจากอาหารที่อันตรายที่สุดในโลก
การใช้ไนไทรต์อย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคโบทูลิซึม (Botulism) ซึ่งอาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หายใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้

2. ช่วยรักษาสีของเนื้อสัตว์

ไนไทรต์ทำปฏิกิริยากับโปรตีนในเนื้อสัตว์ ทำให้เกิดสีชมพูแดงที่ผู้บริโภคคุ้นเคยในผลิตภัณฑ์ เช่น
• แฮม
• เบคอน
• ไส้กรอก
• โบโลนา
• หมูยอ
• กุนเชียง

หากไม่มีไนไทรต์ ผลิตภัณฑ์อาจมีสีเทาหรือน้ำตาล ซึ่งผู้บริโภคอาจมองว่าไม่น่ารับประทาน

3. ช่วยยืดอายุการเก็บรักษา

ไนไทรต์ช่วยชะลอการเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์บางชนิด ทำให้ผลิตภัณฑ์มีอายุการเก็บรักษายาวนานขึ้น

แล้วทำไมจึงกลายเป็นปัญหา?
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "การใช้" แต่อยู่ที่ "การใช้เกินปริมาณ"

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 468) พ.ศ. 2568 กำหนดให้
• ไนเทรต ใช้ได้ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
• ไนไทรต์ ใช้ได้ไม่เกิน 80 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

หากได้รับไนไทรต์ในปริมาณสูง อาจเกิดภาวะ Methemoglobinemia หรือภาวะที่เม็ดเลือดแดงไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้ตามปกติ
อาการที่อาจพบ ได้แก่
• ตัวเขียวคล้ำ
• เวียนศีรษะ
• หน้ามืด
• หายใจลำบาก
• หัวใจเต้นผิดปกติ
• หมดสติ
• อาจรุนแรงถึงเสียชีวิต

ผลเฝ้าระวัง 3 ปี พบอะไร?

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปในช่วงปี 2567–2569 พบว่า

กลุ่มไส้กรอก โบโลนา และแฮม
• ตรวจพบไนเทรต ร้อยละ 61
• ตรวจพบไนไทรต์ ร้อยละ 55

แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์กฎหมาย
ส่วนกลุ่ม
• แหนม
• หมูยอ
• ไส้กรอกอีสาน
• กุนเชียง

แม้ตรวจพบน้อยกว่า
• ไนเทรต ร้อยละ 38
• ไนไทรต์ ร้อยละ 12

แต่กลับเป็นกลุ่มที่พบการตกค้างเกินมาตรฐานจำนวน 4 ตัวอย่าง

ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตรายย่อยที่ยังควบคุมสูตรการผลิตได้ไม่แม่นยำ

กรณีที่น่ากังวลที่สุด
เจ้าหน้าที่ตรวจพบ "เนื้อสัตว์ปรุงสำเร็จพร้อมบริโภค" ตัวอย่างหนึ่งมีไนไทรต์สูงถึง 3,880 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขณะที่กฎหมายกำหนดไม่เกิน 80 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือสูงกว่ามาตรฐานเกือบ 50 เท่า
มีรายงานผู้บริโภคหลังรับประทานเกิดอาการ
• หน้ามืด
• วิงเวียน
• มือชา
• กล้ามเนื้อกระตุก
• หมดสติ

ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

อีกความเสี่ยงที่หลายคนไม่รู้: ไนโตรซามีน
เมื่ออาหารที่มีไนเทรตหรือไนไทรต์ถูกนำไปผ่านความร้อนสูง เช่น
• ปิ้ง
• ย่าง
• ทอดจนไหม้เกรียม

สารดังกล่าวอาจทำปฏิกิริยากับโปรตีนในอาหารและเกิดเป็น
"ไนโตรซามีน" (Nitrosamine)

ซึ่งเป็นสารที่องค์การอนามัยโลกและหน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารทั่วโลกให้ความสำคัญ เนื่องจากมีศักยภาพในการก่อมะเร็ง
บทเรียนสำคัญสำหรับโรงงานอาหาร

ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่า
Food Safety ไม่ใช่เพียงการมี GMP, HACCP หรือใบรับรองมาตรฐาน
แต่ต้องมีการควบคุมกระบวนการผลิตจริง
โดยเฉพาะ

• การชั่งตวงวัตถุเจือปนอาหาร
• การควบคุมสูตรมาตรฐาน
• การสอบเทียบเครื่องชั่ง
• การทวนสอบสูตรการผลิต
• การตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

เพราะความผิดพลาดเพียงไม่กี่กรัม อาจส่งผลต่อสุขภาพผู้บริโภค และอาจกลายเป็นวิกฤตด้านความปลอดภัยอาหารได้

สำหรับผู้บริโภค คำแนะนำที่ดีที่สุดคือ

"กินให้หลากหลาย ลดการบริโภคอาหารแปรรูปซ้ำ ๆ และเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน"

เพราะความปลอดภัยอาหารที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มต้นที่ห้องปฏิบัติการ แต่เริ่มต้นตั้งแต่โรงงานผู้ผลิตทุกแห่ง

ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออย่างไร?

ข่าวนี้ไม่ได้หมายความว่าหมูยอ แหนม ไส้กรอก หรือกุนเชียงทุกผลิตภัณฑ์ไม่ปลอดภัย เพราะผลการเฝ้าระวังของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่า ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ และสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปของสินค้าได้อย่างชัดเจน เช่น

• มีชื่อและที่ตั้งผู้ผลิตชัดเจน
• มีเลขสารบบอาหาร (เลข อย.)
• มีฉลากแสดงส่วนประกอบ วันผลิต และวันหมดอายุ
• ผลิตจากโรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
• จัดเก็บและจำหน่ายภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสม
• สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตได้เมื่อเกิดปัญหา

ในทางกลับกัน ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่แสดงแหล่งผลิตอย่างชัดเจน ไม่มีฉลาก หรือจำหน่ายในลักษณะที่ไม่สามารถตรวจสอบที่มาของสินค้าได้

สำหรับผู้ประกอบการ ข่าวนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การควบคุมวัตถุเจือปนอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสุขภาพของผู้บริโภค ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว

เพราะในโลกปัจจุบัน ผู้บริโภคไม่ได้เลือกซื้ออาหารเพียงเพราะรสชาติหรือราคาเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความโปร่งใส และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์มากกว่าที่เคย

"เลือกซื้อจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน มีฉลากครบถ้วน และมีที่มาที่ไปชัดเจน" ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทุกคน

#ความปลอดภัยอาหาร #โซเดียมไนไตรต์ #ไนไทรต์ #อาหารแปรรูป #หมูยอ #แหนม #ไส้กรอก #กุนเชียง

11/06/2026

ส่งออกทุเรียนต้องขออนุญาต มกอช. บุกทลายโรงงานลักลอบผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็งส่งออกที่ระยอง ยึดของกลางกว่า 25 ตัน กว่า 8 ล้านบาท

11/06/2026

มกอช. เอาจริง! บุกทลายโรงงานลักลอบผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็งส่งออก ยึดของกลางกว่า 25 ตัน มูลค่ากว่า 8 ล้านบาท

ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านมาตรฐานการส่งออกทุเรียนไปยังตลาดโลก โดยเฉพาะการเพิ่มความเข้มงวดของประเทศคู่ค้าเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานการผลิต ล่าสุด สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า จะไม่ยอมให้ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายทำลายชื่อเสียงของทุเรียนไทย

รายงานจากหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 นายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการตรวจสอบและปราบปรามผู้ลักลอบผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็งเพื่อการส่งออกโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเร่งด่วนที่ได้รับมอบหมายจาก นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นโยบายชัดเจน: มาตรฐานต้องมาก่อน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำชับทุกหน่วยงานในสังกัดให้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างจริงจัง
เป้าหมายสำคัญมี 3 ประการ คือ
• คุ้มครองผู้บริโภคด้านความปลอดภัยอาหาร
• รักษามาตรฐานสินค้าเกษตรไทย
• สร้างและรักษาความเชื่อมั่นของตลาดต่างประเทศต่อทุเรียนไทย
เนื่องจากทุเรียนถือเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรส่งออกที่สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ หากมีผู้ประกอบการบางรายลักลอบดำเนินการโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมทั้งระบบ

ได้รับเบาะแสลักลอบผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็งเพื่อส่งออก
จากข้อมูลร้องเรียนที่ได้รับ มกอช. ทราบว่ามีสถานประกอบการแห่งหนึ่งในพื้นที่
• หมู่ 8
• ตำบลพังราด
• อำเภอแกลง
• จังหวัดระยอง
มีพฤติการณ์ลักลอบผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็งเพื่อการส่งออกโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
จึงได้มอบหมายให้
• นายกิตติเกษม นิ่มสะอาด ผู้อำนวยการกองควบคุมมาตรฐาน
• ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมตรวจสอบเฝ้าระวัง
• พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551
ร่วมกับเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. จังหวัดระยอง ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ดังกล่าวทันที

ตรวจพบกระบวนการผลิตครบวงจร
เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบว่าภายในสถานที่ดังกล่าวมีการดำเนินการผลิตจริงอย่างเป็นระบบ
กระบวนการที่ตรวจพบประกอบด้วย
1. รับซื้อทุเรียนแกะเนื้อจากแหล่งต่าง ๆ
2. นำเข้าสู่กระบวนการคัดแยก
3. แช่เยือกแข็ง
4. บรรจุใส่กล่องกระดาษเพื่อเตรียมส่งออก
5. เก็บรักษาในห้องเย็นรอการขนส่ง
จากการตรวจสอบภายในห้องเย็น เจ้าหน้าที่พบสินค้าทุเรียนแช่เยือกแข็งจำนวนมากถูกจัดเก็บไว้พร้อมส่งออก

ยึดทุเรียนแช่เยือกแข็งกว่า 25 ตัน
ผลการตรวจนับพบว่า มีสินค้าทุเรียนแช่เยือกแข็งอยู่ภายในห้องเย็นรวมทั้งสิ้น
25,847 กิโลกรัม
หรือประมาณ
25 ตัน
คิดเป็นมูลค่าทางการค้ากว่า
8 ล้านบาท
นับเป็นปริมาณสินค้าที่มีมูลค่าสูงและสะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมิใช่การผลิตในระดับเล็ก แต่เป็นการเตรียมสินค้าเพื่อเข้าสู่ตลาดส่งออกอย่างจริงจัง

ความผิดสำคัญ: ไม่มีใบอนุญาตและไม่มีใบรับรองมาตรฐาน
จากการตรวจสอบเอกสารและสถานะการรับรองของสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่พบข้อบกพร่องสำคัญ 2 ประการ ได้แก่
1. ไม่มีใบอนุญาตผู้ผลิตตามมาตรฐานบังคับ
สถานประกอบการแห่งนี้ดำเนินการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็งโดยไม่ได้รับใบอนุญาตผู้ผลิตตามมาตรฐานบังคับ
มกษ 9046-2560
ซึ่งเป็นมาตรฐานสินค้าเกษตรที่กำหนดข้อกำหนดสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็งเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า
2. ไม่มีใบรับรองมาตรฐาน
นอกจากไม่มีใบอนุญาตผลิตแล้ว ยังไม่พบการได้รับใบรับรองมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดสำหรับการผลิตสินค้าประเภทดังกล่าว
ทำให้ไม่สามารถยืนยันได้ว่ากระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ สุขลักษณะ และการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยอาหารเป็นไปตามข้อกำหนดที่รัฐกำหนดหรือไม่

เจ้าหน้าที่สั่งอายัดสินค้าและห้องเย็นทันที
เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายหรือส่งออกสินค้า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างเร่งด่วน ได้แก่
• รวบรวมพยานหลักฐาน
• อายัดสินค้าทั้งหมด
• อายัดห้องเย็นที่ใช้เก็บสินค้า
• ปิดกั้นพื้นที่
• ติดป้ายคำเตือนอย่างชัดเจน
• ล้อมพื้นที่ควบคุมเพื่อป้องกันการเข้าใช้งาน
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบผลิตหรือเคลื่อนย้ายสินค้าออกจากพื้นที่ระหว่างการดำเนินคดี

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญต่อการส่งออกทุเรียนไทย?
หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงกรณีของโรงงานแห่งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง ผลกระทบอาจขยายวงกว้างไปถึงทั้งอุตสาหกรรม
ปัจจุบันประเทศคู่ค้าหลายประเทศ โดยเฉพาะ
• จีน
• สหรัฐอเมริกา
• สหภาพยุโรป
• เกาหลีใต้
• ญี่ปุ่น
ต่างเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบระบบการผลิตอาหารมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงคุณภาพของผลผลิตเท่านั้น แต่รวมถึง
• โรงงานได้รับอนุญาตหรือไม่
• มีระบบควบคุมคุณภาพหรือไม่
• สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่
• มีการรับรองมาตรฐานตามกฎหมายหรือไม่
• มีการควบคุมความปลอดภัยอาหารอย่างเป็นระบบหรือไม่
หากพบว่าสินค้าถูกผลิตจากโรงงานที่ไม่ได้รับอนุญาต อาจนำไปสู่การระงับการนำเข้า การเรียกคืนสินค้า หรือการเพิ่มมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดต่อสินค้าจากประเทศไทยทั้งประเทศได้

บทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า
ยุคที่มุ่งเน้นเพียงการผลิตสินค้าให้ได้ปริมาณมากกำลังสิ้นสุดลง
การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในปัจจุบันจำเป็นต้องดำเนินการภายใต้แนวคิด
"มาตรฐานต้องมาก่อนการส่งออก"
ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ตลาดโลกจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ
• การขออนุญาตตามกฎหมาย
• การรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
• ระบบความปลอดภัยอาหาร
• การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
• การควบคุมเอกสารและบันทึก
• การบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน
เพราะความผิดพลาดของผู้ประกอบการเพียงรายเดียว อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นที่ประเทศใช้เวลาสร้างมานานหลายสิบปี

สัญญาณชัดเจนจากภาครัฐ
การเข้าตรวจยึดทุเรียนแช่เยือกแข็งกว่า 25 ตัน มูลค่ากว่า 8 ล้านบาทในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง มกอช. กำลังยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
ไม่ใช่เพียงเพื่อจับกุมผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่เพื่อปกป้องชื่อเสียงของ "ทุเรียนไทย" ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ
ในโลกการค้ายุคใหม่ "คุณภาพ" อาจทำให้สินค้าแข่งขันได้ แต่ "มาตรฐานที่ตรวจสอบได้" ต่างหาก ที่ทำให้สินค้าอยู่รอดในตลาดโลกอย่างยั่งยืน.

11/06/2026

🦐 เรื่องเล่าที่มาของ Seafood HACCP
หลายคนรู้จัก Seafood HACCP
แต่มีไม่กี่คนที่รู้ว่า...
กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ FDA ต้องการเพิ่มเอกสารให้โรงงาน
แต่เกิดจากบทเรียนราคาแพงที่สะสมมานานหลายสิบปี
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1970-1990 FDA พบเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับอาหารทะเล

⚠️ ผู้บริโภคป่วยจาก Histamine ในปลาทูน่า
⚠️ ผู้บริโภคได้รับสารพิษ Botulinum จากปลาและอาหารทะเลบรรจุสุญญากาศ
⚠️ การระบาดของ Vibrio จากหอยนางรม
⚠️ ปัญหาสารตกค้างจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
⚠️ สินค้าอาหารทะเลนำเข้าที่มีการเน่าเสียและเสื่อมคุณภาพ

FDA ค้นพบความจริงข้อหนึ่งที่สำคัญมาก คือ...
อาหารทะเลหลายชนิด "ดูปกติ" แม้จะมีความเสี่ยงอยู่แล้ว
ยกตัวอย่าง Histamine
ปลาทูน่าที่เกิด Histamine แล้ว
🐟 อาจยังดูสด
🐟 กลิ่นปกติ
🐟 รสชาติปกติ
🐟 ผ่านการปรุงสุกแล้ว
แต่ Histamine จะยังคงอยู่
และไม่สามารถกำจัดได้ด้วยการปรุงสุก
นั่นหมายความว่า
หากรอให้ตรวจพบปัญหาจากสินค้าสำเร็จรูป
ผู้บริโภคอาจได้รับอันตรายไปแล้ว

FDA จึงเริ่มเปลี่ยนแนวคิดครั้งใหญ่
จาก
"ตรวจจับปัญหา"
ไปสู่
"ป้องกันปัญหา"
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของแนวคิด HACCP สำหรับอาหารทะเล
หลังจากศึกษาอันตรายของผลิตภัณฑ์ประมงมานานกว่า 20 ปี

ในปี 1997 FDA จึงออกกฎหมาย
📘 21 CFR Part 123
หรือที่ทั่วโลกรู้จักกันในชื่อ
🦐 Seafood HACCP
ซึ่งกลายเป็นกฎหมาย HACCP ภาคบังคับฉบับแรกของ FDA
ก่อนที่จะมี
📗 Juice HACCP
และ
📘 FSMA Food Safety Plan
เสียอีก
สิ่งที่น่าสนใจคือ
FDA ไม่ได้ใช้ Seafood HACCP เฉพาะกับกุ้ง ปู ปลา หรือปลาหมึกแช่แข็ง
แต่ FDA เคยใช้ข้อกำหนดนี้กับ
🥗 สลัด
🍲 ซุป
🥪 แซนด์วิช
และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่มี Fishery Product เป็นส่วนประกอบ
เพราะสำหรับ FDA
สิ่งสำคัญไม่ใช่ชื่อสินค้า

แต่คือ
"คุณกำลังแปรรูป Fish and Fishery Products อยู่หรือไม่"
ดังนั้นคำถามที่ผู้ส่งออกอาหารไปสหรัฐอเมริกาควรถามตัวเองอาจไม่ใช่
❌ เราเป็นโรงงานอาหารทะเลหรือไม่

แต่ควรถามว่า
✅ สินค้าของเรามี Fish and Fishery Products เป็นส่วนประกอบหรือไม่

เพราะบางครั้ง...
สิ่งที่ผู้ประกอบการคิดว่าเป็นเพียง
"ข้าวเกรียบกุ้ง"
"ข้าวผัดกุ้งแช่แข็ง"
"พิซซ่าซีฟู้ด"
หรือน้ำพริกกุ้ง

อาจถูก FDA มองต่างออกไป
และนั่นคือเหตุผลที่ Seafood HACCP ยังคงเป็นหนึ่งในกฎหมายที่ผู้ส่งออกอาหารไปสหรัฐอเมริกาไม่ควรมองข้ามจนถึงทุกวันนี้.

10/06/2026

แน่ใจหรือว่าสินค้าของคุณไม่จำเป็นต้องทำ Seafood HACCP
ตามที่ U.S.FDA กำหนด ข้าวเกรียบกุ้ง ข้าวผัดทะเล น้ำพริกกุ้ง และอื่นๆที่มีอาหารทะเลผสมแม่เพียงน้อยนิด
ต้องทำ Seafood HACCP หรือไม่ หากส่งออกอเมริกา ต่อที่ Comment

10/06/2026

แน่ใจหรือว่าสินค้าของคุณไม่จำเป็นต้องทำ Seafood HACCP?
เมื่อพูดถึง Seafood HACCP หลายคนมักนึกถึง
• โรงงานกุ้งแช่แข็ง
• โรงงานปลาทูน่า
• โรงงานปลาหมึก
• โรงงานอาหารทะเลส่งออกขนาดใหญ่
และมักตอบตัวเองทันทีว่า
"บริษัทเราไม่ใช่โรงงานอาหารทะเล"

"สินค้าเราเป็นขนม"
"เราเป็นโรงงาน Snack"
"กุ้งมีอยู่ในสูตรนิดเดียว"
จึงสรุปอย่างรวดเร็วว่า
"Seafood HACCP คงไม่เกี่ยวกับเรา"

แต่ความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป
FDA ไม่ได้มองที่ชื่อสินค้า
สิ่งที่น่าสนใจคือ U.S. FDA ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า
"คุณผลิตอาหารทะเลหรือไม่?"
แต่เริ่มจากคำถามว่า
"คุณกำลังแปรรูป Fish and Fishery Products หรือไม่?"
ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของคำถามนี้ อาจเปลี่ยนมุมมองของทั้งโรงงานได้ทันที
เพราะในทางกฎหมาย FDA ไม่ได้สนใจว่าสินค้าของคุณถูกจัดอยู่ในหมวด
• Snack
• Ready-to-Eat Food
• Soup
• Salad
• Convenience

แต่สนใจว่าสินค้านั้นมี Fishery Product เป็นส่วนประกอบหรือไม่ และโรงงานมีการควบคุมอันตรายที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสมหรือไม่
กรณีศึกษาที่หลายคนคาดไม่ถึง

ในปี 2017 FDA ออก Warning Letter ให้กับโรงงานแห่งหนึ่งในรัฐนิวยอร์ก
ชื่อบริษัทคือ Nathan's Soup & Salad Henrietta Inc.
จากชื่อบริษัท หลายคนคงไม่คิดว่าเป็นโรงงานอาหารทะเล
แต่ FDA กลับอ้างอิงข้อกำหนด Seafood HACCP ตาม 21 CFR Part 123
เนื่องจากโรงงานผลิต
• Ready-to-Eat Salads
• Soups
และมีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสัตว์น้ำ เช่น New England Clam Chowder

FDA ระบุว่าโรงงานเป็น Processor of Fish and Fishery Products และไม่สามารถแสดง Hazard Analysis และ HACCP Plan ที่เหมาะสมได้
คำถามที่น่าสนใจคือ
หาก FDA สามารถใช้ Seafood HACCP กับ "ซุป" และ "สลัด" ได้
แล้วเหตุใดสินค้าประเภทอื่นที่มีส่วนประกอบอาหารทะเลจึงจะไม่เข้าข่าย?

เพราะจริงๆ แล้ว การทำ Seafood HACCP ตามกฎหมาย U.S.FDA ไม่ได้ต้องการรับรอง และออก Certificate ของการผ่านการประเมินและรับรองมาตรฐานๆ เช่นเดียวกับการรับรองระบบมาตรฐาน HACCP Codex, BRCGS, FSSC22000 ที่เราคุ้นเคยกัน เพียงให้มีคนที่เข้าใจสามารถทำ Seafood HACCP ตามกฎหมาย ตาม 21 CFR Part 117 โดยจัดทำเอกสารตั้งแต่การวิเคราะห์ และกำหนดมาตรการควบคุม (Conrols Measures) ตาม Guidance ซึ่งสามารถเข้าอบรมหลักสูตรตามกฎหมายที่เป็นหลักสูตรมาตรฐานของ AFDO ที่ U.S.FDA รับรองให้เป็นหลักสูตรมาตรฐาน ให้ผู้ผ่านการอบรมสามารถจัดทำ Seafood HACCP Plan ตามกฎหมายอเมริกาได้ถูกต้อง และเมื่อทำแล้วก็พร้อมแสดงให้ U.S.FDA ร้องขอโดยไม่ต้องขอการรับรองใดๆ ทำนองเดียวกับการทำ Food Safety Plan ตาม 21 CFR Part 117 ที่มี PCQI จัดทำ Food Safety Plan ส่งให้ผู้นำเข้า (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของหลักสูตรอบรม Seafood HACCP ตามกฎหมาย U.S.FDAได้ลิงค์ใน Comment)

เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นเพียงกรณีศึกษาในต่างประเทศ
แต่ในความเป็นจริง โรงงานในประเทศไทยที่ผลิตสินค้า Snack เพื่อส่งออกสหรัฐอเมริกา ก็เคยถูก FDA ตั้งข้อสังเกตในลักษณะเดียวกันมาแล้ว
แม้โรงงานจะไม่ได้ผลิตอาหารทะเลเป็นสินค้าหลัก
แม้สัดส่วนวัตถุดิบสัตว์น้ำในสูตรจะมีเพียงเล็กน้อย
แต่เมื่อโรงงานรับวัตถุดิบอาหารทะเลเข้ามาแปรรูปและนำไปเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์
FDA ยังคงพิจารณาถึงข้อกำหนดของ Seafood HACCP ตาม 21 CFR Part 123
สิ่งที่หลายโรงงานประหลาดใจคือ
FDA ไม่ได้พิจารณาว่ากุ้งหรือปลาหมึกมีอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ในสูตร
แต่พิจารณาว่า
มี Fishery Product อยู่ในกระบวนการผลิตหรือไม่
และมีการวิเคราะห์อันตรายที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสมหรือไม่
ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย
หลายโรงงานมักใช้เหตุผลว่า
• กุ้งมีเพียง 2%
• ปลาหมึกมีเพียง 5%
• เป็นเพียงผงปรุงรส
• เป็นเพียงส่วนผสมรอง
แต่ FDA ไม่ได้กำหนดเกณฑ์เปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำที่ทำให้ได้รับการยกเว้น Seafood HACCP
สิ่งที่ FDA สนใจคือ
• วัตถุดิบนั้นเป็น Fishery Product หรือไม่
• มีอันตรายที่ต้องควบคุมหรือไม่
• โรงงานได้วิเคราะห์และกำหนดมาตรการควบคุมไว้อย่างเหมาะสมหรือไม่
คำถามที่ผู้ส่งออกควรถามตัวเอง
ก่อนจะตอบว่า
"Seafood HACCP ไม่เกี่ยวกับเรา"
ลองถามตัวเองอีกครั้งว่า
• โรงงานมีการรับกุ้ง ปลา ปลาหมึก ปู หอย หรืออาหารทะเลอื่นๆเข้ามาหรือไม่?
• วัตถุดิบเหล่านั้นถูกนำมาแปรรูปหรือผสมในผลิตภัณฑ์หรือไม่?
• มีการวิเคราะห์อันตรายที่เกี่ยวข้องกับ Fishery Product หรือไม่?
• หาก FDA เข้ามาตรวจวันนี้ เราสามารถอธิบายเหตุผลทางกฎหมายและวิชาการได้หรือไม่?
เพราะบางครั้งความเสี่ยงที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
แต่เกิดจากการไม่รู้ว่ากฎหมายกำลังใช้กับเราอยู่
และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงเริ่มกลับมาทบทวนคำถามเดิมอีกครั้งว่า
"แน่ใจหรือว่าสินค้าของคุณไม่จำเป็นต้องทำ Seafood HACCP?"

#แน่ใจหรือว่าสินค้าของคุณไม่ต้องทำSeafoodHACCP
#ข้าวเกรียบกุ้งก็อาจต้องทำSeafoodHACCP
่เท่ากับSeafoodHACCP
่ได้ดูแค่ชื่อสินค้า

#ส่งออกอเมริกาห้ามมองข้าม
#เรียนจากเคสจริงFDA



















#อาหารส่งออก
#ส่งออกอเมริกา

09/06/2026

ทำ HACCP Codex แล้ว ผู้นำเข้าบอกทำ Affirmative Step ไม่ได่้ เพราะโรงงานไม่ทำ Seafood HACCP โรงงานไม่เคยถูก U.S.FDA ปฏิเสธนำเข้า ไม่เคยตรวจพบอันตราย...แต่สุดท้ายผู้นำเข้าหยุดสั่งนำเข้าอาหารทะเลจากโรงงาน Affirmative Step คือ?

09/06/2026

โรงงานไม่เคยถูก FDA ปฏิเสธนำเข้า...แต่ก็ยังอาจสูญเสียลูกค้าได้ โดยไม่รู้ตัว

เมื่อพูดถึงการส่งออกอาหารทะเลไปสหรัฐอเมริกา หลายคนมักให้ความสำคัญกับการตรวจวิเคราะห์สินค้า การรับรองมาตรฐาน หรือการหลีกเลี่ยง Import Alert

แต่มีอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้ส่งออกอาหารทะเลจำนวนมากอาจไม่เคยรตระหนักมาก่อน

นั่นคือ **Affirmative Steps**

ข้อกำหนดตามกฎหมาย U.S. FDA Seafood HACCP (21 CFR 123.12) ที่กำหนดให้ผู้นำเข้าอาหารทะเลในสหรัฐอเมริกาต้องมีหลักฐานยืนยันว่าโรงงานต่างประเทศผลิตสินค้าภายใต้ระบบ Seafood HACCP ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ FDA

ในความเป็นจริง ผู้นำเข้าไม่ได้มีหน้าที่เพียงซื้อสินค้าแล้วนำเข้าเท่านั้น

แต่ยังต้องสามารถพิสูจน์ต่อ FDA ได้ว่า

✅ โรงงานมี Seafood HACCP Plan

✅ มีการดำเนินการตาม HACCP Plan จริง

✅ มีการทบทวนและปรับปรุงเอกสารอย่างต่อเนื่อง

✅ มีหลักฐานการตรวจสอบและการยืนยันความสอดคล้องที่เป็นปัจจุบัน

หากโรงงานผู้ส่งออก

* ไม่มี Seafood HACCP ตามข้อกำหนด U.S. FDA
* มี HACCP แต่ไม่สอดคล้องกับ Fish and Fishery Products Hazards & Controls Guidance
* ไม่สามารถจัดส่ง HACCP Plan ฉบับล่าสุด
* ไม่สามารถจัดส่ง Letter of Guarantee
* ไม่มีเอกสารสนับสนุนที่เพียงพอ
* ไม่ตอบสนองต่อคำขอข้อมูลจากผู้นำเข้า
กรณีทั่วไปหากผู้นำเข้าไม่ได้โดนสุ่มก็อาจไม่เจอปัญหาอะไร แต่หาก U.S.FDA สุ่มขอดูหลักฐานจากบริษัทผู้นำเข้า และผู้นำเข้าอาจไม่สามารถดำเนินการ Affirmative Steps ได้อย่างครบถ้วน
และนั่นอาจกลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายของผู้นำเข้าเอง
หลายครั้ง ผู้นำเข้าไม่ได้หยุดสั่งซื้อเพราะสินค้าไม่ดี
ไม่ได้หยุดสั่งซื้อเพราะพบเชื้อก่อโรค
ไม่ได้หยุดสั่งซื้อเพราะถูกปฏิเสธการนำเข้า
แต่หยุดสั่งซื้อเพราะไม่สามารถพิสูจน์ต่อ FDA ได้ว่าโรงงานดังกล่าวปฏิบัติตาม Seafood HACCP อย่างต่อเนื่อง

ในมุมของผู้นำเข้า

การเปลี่ยนซัพพลายเออร์อาจง่ายกว่าการรับความเสี่ยงจากการถูก FDA ตรวจสอบ ออก Warning Letter หรือแม้แต่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการ Detention Without Physical Examination (DWPE)

กรณี Warning Letter ที่ FDA ออกให้กับผู้นำเข้าอาหารทะเลรายใหญ่ในปี 2026 สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า FDA ไม่ได้ตรวจเฉพาะตัวสินค้าเท่านั้น แต่ยังตรวจระบบการยืนยันความสอดคล้องของซัพพลายเออร์ต่างประเทศด้วย

ดังนั้น ในยุคปัจจุบัน

ผู้ส่งออกอาหารทะเลไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องคุณภาพสินค้า ราคา หรือกำลังการผลิต

แต่ยังแข่งขันกันในเรื่อง

>"ความสามารถในการสนับสนุนให้ผู้นำเข้าสหรัฐอเมริกาปฏิบัติตามกฎหมาย FDA ได้อย่างครบถ้วน"

เพราะบางครั้ง...

โรงงานอาจสูญเสียลูกค้า

ทั้งที่ไม่เคยถูก FDA ปฏิเสธการนำเข้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ทางเพจจะนำกรณีศึกษาของผู้นำเข้าที่โดนตรวจและเรียกหา Affirmative Steps จนนำไปสู่ Warning Letter เพิ่มเติมในโพสต์ต่อไปเร็วๆ นี้

09/06/2026

เคยรู้สึกไหม การทำงานเหมือนได้ฝึกปฏิบัติธรรมจริงๆ
ต้องฝึกความอดทน.. ฝึกการให้อภัย.และฝึกการปล่อยวาง กับเรื่องเดิม ๆ
คนเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทุกวัน (หลายรอบแล้วนะ 😆)

Photos from FOODPRO's post 09/06/2026

🔬 งานนี้เข้าฟรี ชาวสระบุรี ห้ามพลาดกับงาน FFT ProSeries 2026: LAB & Safety Edition ในธีม Smart Labs. Safe Food. Strong Growth Assuring Food Integrity for Growth and Global Standards
พบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่จะมาแชร์ความรู้ เจาะลึกกลยุทธ์ และแนวทางปฏิบัติจริงเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารสู่ระดับสากล ผ่านหัวข้อสัมมนาสุดเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็น
📊 อัปเกรดการประเมินความเสี่ยงในอาหารตามมาตรฐานสากล
🌐 เจาะลึกการบริหารความเสี่ยง ครอบคลุมตลอดซัพพลายเชน
🦠 เทคโนโลยีคุมเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อปฏิวัติความปลอดภัยของอาหาร
⚠️ ถอดบทเรียนกรณีศึกษา: วิธีรับมือเมื่อเจอการปนเปื้อนและป้องกันการเรียกคืนสินค้า
ชาวสระบุรีล็อกคิวให้พร้อม แล้วมาอัปเดตความรู้เพื่อการเติบโตที่มั่นคงขององค์กรไปด้วยกัน! 🚀
🌻 วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
📍 เซอร์เจมส์ รีสอร์ท จ. สระบุรี
🔗 🔗 ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: https://www.foodfocusthailand.com/proseries/2026/fft-proseriesep-3-saraburi-thursday9-july-2026-at-sir-james-resort
📞 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: คุณชาลินี 09-4919-4636, 02-192-9598

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


No 1 Empire Tower 7th Floor South Sathorn, Yannawa, Sathorn
Bangkok
10120

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30