Net Zero Techup

Net Zero Techup

แชร์

♻️ Climate change is a global issue impacting the entire planet.

This page was created as a small footprint to raise awareness about net zero in a simple, accessible way.

🇹🇭 This blog is not-for-profit.

🌍 www.netzerotechup.com

Photos from Thailand CCUS Alliance, TCCA's post 11/05/2026
09/03/2026

🌏 𝐂𝐥𝐢𝐦𝐚𝐭𝐞 𝐑𝐢𝐬𝐤 𝐈𝐧𝐝𝐞𝐱 𝟐𝟎𝟐𝟔: สภาพอากาศสุดขั้วกำลังกลายเป็น "𝐍𝐞𝐰 𝐍𝐨𝐫𝐦𝐚𝐥” ของยุคโลกเดือด 🔥

รายงาน Climate Risk Index 2026 ระบุว่า ในปี 2024 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 17 ของโล ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากที่สุด เช่น น้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน และภัยแล้ง

ดัชนีนี้ประเมินผลกระทบจากภัยพิบัติด้านสภาพภูมิอากาศโดยพิจารณาจากจำนวนผู้เสียชีวิต จำนวนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทั่วโลกในช่วงปี ค.ศ. 1995–2024 เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากกว่า 9,700 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 832,000 คน และเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

🔑 Key Highlights:

1️⃣ ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
● ช่วง 1995–2024 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากที่สุด ได้แก่ Dominica, Myanmar และ Honduras
● ในปี 2024 ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ
St. Vincent and the Grenadines, Grenada และ Chad โดยไทยอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลก

2️⃣ ผลกระทบจากภัยพิบัติด้านภูมิอากาศในช่วง 30 ปี
ระหว่าง 1995–2024
● เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากกว่า 9,700 ครั้ง
● มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 832,000 คน
● ความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

3️⃣ ภัยพิบัติที่สร้างผลกระทบมากที่สุด ได้แก่
● น้ำท่วม – ส่งผลกระทบต่อประชากรมากที่สุด (48%)
● พายุ – สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากที่สุด (58%)
● คลื่นความร้อน และพายุ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลัก (อย่างละประมาณ 33%)

4️⃣ รูปแบบของความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
ประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม
● ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดไม่บ่อยแต่สร้างความเสียหายสูง เช่น Dominica, Myanmar, Honduras
● ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น Philippines, India, Haiti, Nicaragua

งานวิจัยด้านภูมิอากาศชี้ว่า Climate Change ทำให้ทั้งสองประเภทเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น

5️⃣ ประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบหนักที่สุด
แม้ว่าทุกประเทศจะได้รับผลกระทบ แต่ประเทศใน Global South มีความเปราะบางมากกว่า
● ในปี *ฝ2024 ประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงสุด 8 ใน 10 ประเทศ เป็นประเทศรายได้ต่ำหรือรายได้ปานกลางระดับล่าง
● ในช่วง 1995–2024 ไม่มีประเทศรายได้สูงอยู่ใน Top 10

6️⃣ ผลกระทบจาก Climate Change ชัดเจนขึ้น
การศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า
● Climate change เพิ่มความถี่และความรุนแรงของ extreme weather
● ในปี 2024 climate change ทำให้เกิดวันที่มีความร้อนอันตรายเพิ่มขึ้น 41 วัน สำหรับผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก
ฤดูร้อนปี 2024 เป็นฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์

7️⃣ สิ่งที่โลกต้องทำต่อไป
รายงานเสนอว่าโลกจำเป็นต้อง
● ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน
● เพิ่มการลงทุนด้าน climate adaptation
● จัดการ loss and damage
● เพิ่ม climate finance เพื่อช่วยประเทศที่เปราะบาง

💡 จะเห็นได้ว่า เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วกำลังกลายเป็น “New Normal” ของยุคโลกเดือด ประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งทั้งการลดคาร์บอนและการปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านภูมิอากาศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

🚩 ที่มา: Germanwatch (2025)

Photos from PMU-B บพค.'s post 26/02/2026
Photos from Net Zero Techup's post 25/02/2026

🌏 𝐀𝐬𝐢𝐚 𝐈𝐦𝐩𝐚𝐜𝐭 𝐅𝐨𝐫𝐮𝐦 𝟐𝟎𝟐𝟔: 𝐀𝐝𝐯𝐚𝐧𝐜𝐢𝐧𝐠 𝐌𝐢𝐬𝐬𝐢𝐨𝐧-𝐃𝐫𝐢𝐯𝐞𝐧 𝐂𝐨𝐥𝐥𝐚𝐛𝐨𝐫𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 𝐀𝐜𝐫𝐨𝐬𝐬 𝐀𝐬𝐢𝐚

วันนี้ 25 ก.พ. 2026 แอดมินได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการ Asia Impact Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ "Unleashing Science for Southeast Asia: Water, Air Quality and Disaster Resilience” ซึ่งจัดขึ้นโดย Asia Science Mission (ASM) ร่วมกับ บพค. (PMU-B) และ Future Earth Thailand ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ

🎯 การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีระดับนโยบายที่มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือเชิงพันธกิจ (Mission-Driven Collaboration) ระหว่างผู้นำระดับสูงจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคการกุศล การเงินเพื่อการพัฒนา ภาครัฐ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมชุมชน เพื่อรับมือกับวิกฤตเชิงระบบของเอเชีย โดยเฉพาะประเด็น น้ำ คุณภาพอากาศ และความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนทรัพยากร และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางสังคมและระบบนิเวศของภูมิภาค

🔑 ประเด็นหลักจากการเสวนา
🔹️ การแก้ปัญหาการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อนและกระจัดกระจาย (Fragmentation) สู่ระบบนิเวศความร่วมมือที่มีเอกภาพ
🔹️ การใช้รูปแบบ Working Forum เพื่อถอดบทเรียนจากโครงการสาธิตในพื้นที่จริงทั่วเอเชีย
🔹️ การทำความเข้าใจกลไก Scaling Solutions และการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านการลงทุนและการดำเนินงาน
🔹️ การยกระดับการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์

🚀 ก้าวถัดไปของภูมิภาคเอเชีย
ASM ได้นำเสนอกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค (Regional Framework) รูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยง วิทยาศาสตร์–การปฏิบัติ–นโยบาย อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการจัดลำดับความสำคัญและการประสานงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับจากโครงการนำร่องไปสู่ การปรับเปลี่ยนเชิงระบบ (system-level transformation) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

💡ผลลัพธ์จากเวทีนี้จะเป็นรากฐานสำคัญของ Roadmap เชิงพันธกิจของเอเชียเพื่อเสริมสร้าง Resilience, Sustainability และเส้นทางสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

🚩 ที่มา: บพค. (PMU-B) และ Future Earth Thailand
https://www.facebook.com/share/v/16yJcG6Juw/
https://asia.futureearth.org/event/asia-impact-forum-2026-advancing-mission-driven-collaboration-across-asia/

Photos from Thailand CCUS Alliance, TCCA's post 03/02/2026

🎥 #รับชมย้อนหลัง อบรมหลักสูตร #เทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอนสำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีต
🚩 ทาง 𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲: 𝗧𝗵𝗮𝗶𝗹𝗮𝗻𝗱 𝗖𝗖𝗨𝗦 𝗔𝗹𝗹𝗶𝗮𝗻𝗰𝗲
https://youtube.com/playlist?list=PLopCljp9iGK0Xff9uISi-UKLaTp6oCOXS&si=qdptiqpE89Vh60tt

30/01/2026

🇬🇧 UK ชะลอเก็บภาษี CBAM: เสี่ยงกระทบผู้ผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศ
กรณีของสหราชอาณาจักร (UK) สะท้อนให้เห็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของการออกแบบนโยบายคาร์บอนที่ไม่สอดคล้องกับคู่ค้าหลัก เมื่อ UK เลื่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีคาร์บอนชายแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ออกไปจนถึงปี 2026 ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) เริ่มใช้ CBAM เต็มรูปแบบแล้วตั้งแต่ปี 2025

ในเชิงกลไก นโยบายที่ไม่พร้อมกันนี้เปิดช่องให้สินค้านำเข้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนเมื่อเข้าสู่ EU เปลี่ยนเส้นทางมายังตลาด UK ที่ยังไม่มีต้นทุนคาร์บอนชายแดน ส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศต้องแข่งขันกับสินค้าที่ไม่สะท้อนต้นทุนคาร์บอนจริง

🏭 สมาคมผลิตภัณฑ์แร่แห่งสหราชอาณาจักร (Mineral Products Association: MPA) ชี้ว่า ความเสี่ยงดังกล่าวทับซ้อนกับปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนพลังงานสูง การลงทุนลดคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น และการไม่ได้รับการชดเชยภายใต้โครงการ Energy Intensive Industries (EII) ทั้งที่เป็นอุตสาหกรรมที่เข้าเกณฑ์ ส่งผลให้ในปี 2024 การผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 75 ปี

นอกจากนี้ แนวทางของ UK ที่มีแผนจะไม่นำการปล่อยทางอ้อม (indirect emissions) มาคำนวณในช่วงแรก และการใช้ค่าเริ่มต้นจากค่าเฉลี่ยโลกเมื่อไม่มีข้อมูลยืนยัน อาจทำให้ราคาคาร์บอนที่เรียกเก็บจากผู้นำเข้าไม่สะท้อนต้นทุนจริงของคาร์บอนฝังตัว (embodied carbon) และไม่สามารถสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมได้

🇹🇭 บทเรียนเชิงนโยบายต่อประเทศไทย
1️⃣ ความพร้อมของระบบ MRV (Monitoring, Reporting, Verification) จะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
2️⃣ หากไทยยังไม่มีมาตรการคาร์บอนชายแดนหรือเครื่องมือใกล้เคียง อาจเผชิญความเสี่ยงในการเป็นตลาดปลายทางของสินค้าคาร์บอนสูง
3️⃣ การพัฒนา Roadmap Thailand CBAM ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมหนักในการเปลี่ยนผ่าน จะช่วยลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระยะยาว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความท้าทายของ UK คือ “ภาพสะท้อนล่วงหน้า” ของสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับไทย หากการออกแบบนโยบายคาร์บอนไม่เชื่อมโยงกับบริบทการแข่งขันทางการค้าโลก

📌 ที่มา: S&P Global

25/01/2026

📢 𝐓𝐡𝐚𝐢𝐥𝐚𝐧𝐝 𝐂𝐚𝐫𝐛𝐨𝐧 𝐌𝐚𝐫𝐤𝐞𝐭: 𝐅𝐫𝐨𝐦 “𝐎𝐟𝐟𝐬𝐞𝐭” 𝐭𝐨 “𝐀𝐬𝐬𝐞𝐭”
ตลาดคาร์บอนเครดิตไทย กำลังเปลี่ยนจาก Carbon Offset เป็น Carbin Asset อ้างอิงข้อมูลจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในช่วงปี 2020–2025 ตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของไทย (T-VER) สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน จากตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย “ปริมาณและการกักตุน” ไปสู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพและการใช้งานจริง”

📗 #บทเรียนจากรอบตลาด
● ปี 2022 ตลาดเคยพุ่งสู่จุดสูงสุด ด้วยปริมาณซื้อขายกว่า 1.18 MtCO₂eq จากกระแส Net Zero หลังการประชุม COP26
● ช่วงปี 2023–2024 ตลาดเข้าสู่ระยะ Market Correction ปริมาณการซื้อขายลดลงมาอยู่ที่ราว 0.6–0.8 MtCO₂eq ต่อปี
● ขณะเดียวกัน ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับเพียงไม่กี่สิบบาท เพิ่มสูงขึ้นเป็น 80–125 บาท/tCO₂eq

🌳 #คุณภาพกลายเป็นตัวแปรหลักของราคา
● โครงการพรีเมียม โดยเฉพาะ ภาคป่าไม้ (Nature-based Solutions) มีราคาเฉลี่ยสูงถึง 279 บาท/tCO₂eq
● ในบางธุรกรรม ราคาเคยทะยานถึง 3,000 บาท/tCO₂eq สะท้อนว่าผู้ซื้อไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงปริมาณการชดเชย แต่ให้คุณค่ากับคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และ Co-benefits ของโครงการ

💸 #โครงสร้างอุปสงค์อุปทานที่ไม่สมดุล
● ฝั่งอุปทาน: โครงการพลังงานหมุนเวียน (ชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์) ยังคงเป็นฐานหลักของตลาด จากต้นทุนการพัฒนาที่คุ้มค่า
● ฝั่งอุปสงค์: ความต้องการกลับเทไปสู่ Carbon Removal และการกักเก็บคาร์บอนจากธรรมชาติ เช่น ป่าไม้และเกษตรกรรมยืนต้น ซึ่งมีซัพพลายจำกัดและใช้ระยะเวลานานในการพัฒนา ส่งผลให้ราคาเครดิตภาคป่าไม้สูงกว่าเครดิตพลังงานถึง 3–5 เท่า

📊 #ภาพรวมตลาดปีงบประมาณ2025
● ปริมาณการซื้อขายสะสม: 595,486 tCO₂eq
● มูลค่ารวม: 86.6 ล้านบาท
● ราคาเฉลี่ยทั้งตลาด: 145 บาท/tCO₂eq (เพิ่มขึ้นจากปี 2024)
● ผู้ซื้อหลักเป็น End-users ที่ใช้เครดิตเพื่อเป้าหมาย ESG และ Net Zero ไม่ใช่การเก็งกำไร
● ภาคป่าไม้ยังคงเป็นกลุ่มพรีเมียมสูงสุด โดยโครงการ P-REDD+ ครองสัดส่วนมูลค่าตลาดสูงสุด
● ภาคพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะ ชีวมวล (Biomass) เป็นกลุ่มที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด

🚀 #ทิศทางอนาคต: 📈 Quality over Quantity
ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยมีแนวโน้มเติบโตเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณในระยะสั้น โดยมี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1️⃣ การยกระดับสู่ Premium T-VER ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (เช่น CORSIA และ Article 6 ของความตกลงปารีส)
2️⃣ ราคาที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น อาจแตะระดับ 300–500 บาท/tCO₂eq ภายใน 3 ปีข้างหน้า
3️⃣ การเข้ามาของสถาบันการเงินและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่อิงกับคาร์บอนเครดิต เช่น Carbon Credit-Linked Loan

🇹🇭 ดังนั้น จะเห็นได้ว่าตลาดคาร์บอนเครดิตไทยกำลังก้าวพ้นจากช่วง “ทดลองและเรียนรู้” เข้าสู่ระยะของการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีกลไกราคา ความน่าเชื่อถือและมาตรฐานการรับรอง เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ปี 2050

📌 แหล่งข้อมูล: #องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ( )
🔗 https://carbonmarket.tgo.or.th

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง วาณิชย์ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่อยู่


Bangkok