LuLu Lab

LuLu Lab

แชร์

Put the matter in a nutshell
Culture • History • Pop • Life • Opinion

08/05/2026

⛈️ ฝนตกฉ่ำ ๆ แบบนี้ข้าวต้มร้อน ๆ ต้องมาแล้วนะฮะ.. 😋
#ลูลู่แล็บ

👨‍👦 “ตั้งแต่ฉันเกิดมายังไม่เคยกินข้าวต้มอร่อยเหมือนวันนั้นเลย” กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับ “ข้าวต้มสามกษัตริย์” อาหารทรงประดิษฐ์ ในรัชกาลที่ 5
ข้าวต้มเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมในสังคมไทยทุกชนชั้นมาช้านาน ก่อรากผูกกอขึ้นหลายสูตรหลากรส ให้เราสามารถเลือกกินได้แทบไม่ซ้ำเลยทีเดียว “ข้าวต้มสามกษัตริย์” ก็เป็นข้าวต้มอีกสูตรหนึ่ง แต่ไม่เป็นที่คุ้นเคยกับชาวเราในปัจจุบันนัก หากบอกว่า 2 ใน 3 กษัตริย์ที่ว่า คือ ปลาหมึก และกุ้งก็บอกได้เลยว่านั่นมัน “ข้าวต้มทะเล” ที่ใครๆ ก็คุ้นเคย แต่พอได้ยินว่าอีก 1 กษัตริย์คือ ปลาทู ทางนี้ก็ยอมรับว่าออกอาการเหลอหลาเบาๆ เหมือนกัน ข้าวต้มใส่ปลาทูเนี่ยนะ..
ว่าแล้วก็ขอเท้าความก่อนว่า “ข้าวต้มสามกษัตริย์” เป็นสูตรข้าวต้มที่เกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบหลัก 3 อย่าง คือ ปลาทู ปลาหมึก และกุ้ง ซึ่งทำให้ข้าวต้มชนิดนี้มีความพิเศษกว่าข้าวต้มสูตรอื่นที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน วิธีทำไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยากมากความอะไร เพียงแค่ได้วัตถุดิบที่สดใหม่มาปรุงก็จะยิ่งเพิ่มความอร่อยในแบบที่แตกต่างออกไป
หากใครจำบทความเมื่อเดือนที่แล้วเกี่ยวกับปลาทูที่นับเป็นพระกระยาหารทรงโปรดลำดับต้นๆ ของรัชกาลที่ 5 ชนิดที่ว่าต้องมีแม่ครัวประกอบอาหารชนิดนี้กันโดยเฉพาะเลยทีเดียวก็คงไม่แปลกใจนักที่ข้าวต้มสูตรนี้ถือกำเนิดขึ้นจากครัวเคลื่อนที่ส่วนพระองค์
โดย “ข้าวต้มสามกษัตริย์” นี้ เกิดขึ้นในคราวเสด็จประพาสต้นทางทะเลครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2447 จากปากอ่าวแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ไปยังปากอ่าวบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยจดหมายนายทรงอานุภาพ ซึ่งเป็นพระนามแฝงของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้บันทึกไว้ว่า
“...เมื่อวันที่ 24 เวลาเช้า เสด็จทรงเรือฉลอมแล่นใบออกประพาสละมุ* ที่เขาจับปลาตามปากอ่าวแม่กลอง มีเรือฉลอมแล่นไปในกระบวนสามลำด้วยกัน เที่ยวนี้ซื้อกุ้งปลาที่เขาจับได้ตามละมุ แล้วต้มข้าวต้มสามกษัตริย์ขึ้นในเรือฉลอม ที่เรียกว่าข้าวต้มสามกษัตริย์นั้นก็คือ ต้มอย่างข้าวต้มหมู แต่ใช้ปลาทู กุ้ง กับปลาหมึกสดแซกแทนหมู เป็นของทรงประดิษฐ์ขึ้นในเช้าวันนั้นเอง ตั้งแต่ฉันเกิดมายังไม่เคยกินข้าวต้มอร่อยเหมือนวันนั้นเลย”
และเพื่อไม่ให้อาหารสูตรนี้ต้องเหลือเพียงเรื่องเล่าในความทรงจำ ใครพอมีความสามารถในการทำครัวอยู่บ้าง ลองทำดูช่วงนี้ก็เหมาะดีนะคะ ได้ซดข้าวต้มร้อนๆ ในช่วงที่อากาศเย็นๆ แบบนี้ แค่คิดก็ฟินแล้ว...
หมายเหตุ* ละมุ คือ โป๊ะจับปลาขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ฝั่ง
#ลูลู่แล็บ #ของอร่อย #อาหารชาววัง

01/05/2026

💦 ทำไมวอมแบต (wombat) ถึงไม่ชอบฝน❓
#ลูลู่แล็บ

29/04/2026

💁🏻‍♀️ “เจ้าจอมเอิบ” ทอดปลาทูเก่งเป็นที่หนึ่ง จนได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากรัชกาลที่ 5
ถ้าจะคุยกันเรื่องการปรุงอาหารจากปลาทู หลายคนคงจะเห็นตรงกันว่าการทอดเป็นวิธีที่คลาสสิคและถูกปากเราคนไทยมากที่สุด เป็นการปรุงที่แพร่หลายแต่ดันไม่ง่ายอย่างที่ตาเห็น อย่างที่ผู้รู้ว่า ถ้าจะทำให้อร่อยที่สุด คือจะต้องไม่ทอดจนเนื้อปลาเกรียมเกินไปหนังเป็นสีน้ำตาลเข้ม แต่ต้องทอดให้เป็นสีเหลืองทอง เนื้อปลายังชุ่มฉ่ำจากไขมันในตัวปลา มีกลิ่นหอมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของปลาทูทอด
ซึ่งสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ข้าราชบริพานในพระองค์ต่างรู้ดีว่าทรงโปรดเสวยปลาทูเป็นอย่างมาก และจะทรงไว้วางพระราชหฤทัยในการทอดปลาทู แค่เจ้าจอมเอิบ คนเดียวเท่านั้นก็ว่าได้ ยังทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2453 มีความว่า
“พระยาบุรุษ ...พิธีตรุษนี้จะไปต่อวัน 14 ค่ำ 12-13 ค่ำว่าง คิดจะหาข้าวกินที่นาพญาไทเช่นครั้งก่อน โดยบอกดุ๊กและอาภา พระยาวรพงษ์ พระยาเวียงในไปแล้ว ให้คิดอ่านจัดการสำหรับกินข้าวเช่นคราวก่อนอีก เรื่องทอดปลาทูข้าอยู่ข้างจะกลัวมาก ถ้าพลาดไปแล้วข้ากลืนไม่ลง ขอให้จัดตั้งเตาทอดปลาที่สะพานต่อเรือข้างหน้าข้างใน บอกกรมวังจัดรถให้นางเอิบออกไปทอดปลา เตรียมเตาและกระทะไว้ให้พร้อม”
ทั้งนี้เจ้าจอมเอิบ (เอิบ บุนนาค) เป็นธิดาของเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) สมุหเทศาภิบาลมณฑลเพชรบุรี เจ้าจอมเอิบจึงเติบโตในแดนปลาทู มีฝีมือทอดปลาทูจนได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย
นอกจากนี้ คนรักประวัติศาสตร์สมัยนั้นน่าจะรู้จักท่านในอีกแง่มุมคือ ฝีมือการถ่ายภาพ ท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถในการเล่นกล้องและเทคนิคการถ่ายรูปมากท่านหนึ่งในพระราชสำนัก นับเป็นช่างถ่ายภาพสมัครเล่น ที่มีความสามารถด้านการถ่ายและล้างเองได้อย่างชำนาญ จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 5 เป็นอันมาก
พอลองค้นคว้าเรื่องราวของท่านดูแล้วก็พบว่าท่านเป็นสตรีที่มีความครบเครื่องมากเลยทีเดียว ทั้งบันทึกมากมายถึงความงามของท่าน ความเก่งกาจเรื่องงานครัวบางประเภท นอกจากนั้น ยังเป็นมือนวดถวาย เป็นสไตลิสต์ส่วนพระองค์ และยังมีหัวก้าวหน้าเรื่องศิลปะการถ่ายและล้างฟิล์มอีกต่างหาก
ใครอยากรู้จักเจ้าจอมเอิบท่านมากขึ้น ลองไปหาอ่านจากหนังสือ “เจ้าจอมก๊กออ” ได้เลยค่ะ รับรองว่าตื่นตาตื่นใจจนวางไม่ลงแน่นอน
#ลูลู่แล็บ
Source:
- หนังสือ “เจ้าจอมก๊กออ”
- finearts.go.th
- silpa-mag.com
- thairath.co.th

24/04/2026

🥵 ร้อนดี.. ดีที่ไม่ตายอ่ะคับ อากาศโหดขนาดนี้แผนหนีร้อนแบบไวแบบสับต้องมาแล้ว
#ลูลู่แล็บ

20/04/2026

เขียวไปก็ใช่จะดี‼️ นักวิจัยหัวจะปวด เมื่อน้ำทะเลครึ่งโลกมีสีเขียวเข้มขึ้นเรื่อยๆ
มหาสมุทรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกได้เปลี่ยนสีไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยกลายเป็นสีเขียวมากกว่าสีน้ำเงิน และผู้ร้ายที่มีความเป็นไปได้ที่สุดก็คือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (climate change)
รายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ฉบับล่าสุดระบุว่า จากการเฝ้าติดตามของทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านมหาสมุทรและภูมิอากาศ ระหว่างปี ค.ศ. 2002-2022 หรือกว่า 2 ทศวรรษพบว่า 56% ของมหาสมุทรทั่วโลกกำลังเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มขึ้น แม้ปรากฏการณ์นี้จะทำให้โลกดูเป็นสีเขียวมากขึ้น แต่นี่กลับไม่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ มหาสมุทรเปลี่ยนสีเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น แสงสะท้อนจากอนุภาคและตะกอนในน้ำ และสารอินทรีย์ที่เน่าเปื่อย แต่ปัจจัยหลักในการเปลี่ยนสีคือ จำนวนประชากรสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วในน้ำทะเลอย่างไฟโตแพลงก์ตอน (phytoplankton)
มหาสมุทรส่วนใหญ่ปรากฏเป็นสีฟ้าต่อสายตามนุษย์ แต่จริงๆ แล้วสีของมหาสมุทรนั้นมีผสมกันทั้งสีน้ำเงิน สีเขียว และแม้แต่สีแดง และจากภาพถ่ายดาวเทียมจากการสะท้อนแสงของผิวมหาสมุทรซึ่งบันทึกไว้โดยดาวเทียม MODIS-Aqua ของ NASA ทำให้ทีมวิจัยสามารถใช้เซ็นเซอร์แยกสีที่ละเอียดกว่าสายตามนุษย์ได้ ช่วยให้มีข้อมูลยืนยันว่า มหาสมุทรของโลกกำลังเปลี่ยนสีจริงๆ โดยเฉพาะ บริเวณมหาสมุทรเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร ที่เป็นสีเขียวเข้มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของโลก เนื่องจากภาวะโลกร้อน
โดยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศดังกล่าว ทำให้จำนวนประชากรไฟโตแพลงก์ตอน ซึ่งใช้สารคลอโรฟิลล์สีเขียวและกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงผลิตพลังงานให้กับตัวเอง ต่างเติบโตและเพิ่มจำนวนประชากรขึ้นอย่างมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว
อีกประเด็นที่ทิ้งไม่ได้คือ การกระจายตัวของสารอาหารในมหาสมุทร เมื่อผิวน้ำอุ่นขึ้น ชั้นบนของมหาสมุทรจะแบ่งชั้นมากขึ้น ทำให้สารอาหารขึ้นสู่ผิวน้ำได้ยากขึ้น เมื่อมีสารอาหารน้อยลง ไฟโตแพลงก์ตอนขนาดเล็กก็จะมีโอกาสอยู่รอดได้มากกว่าไฟโตแพลงก์ตอนขนาดใหญ่
ซึ่งการที่ประชากรไฟโตแพลงก์ตอนเติบโตและมีอยู่มากเกินไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ล้วนส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศในมหาสมุทรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะแม้ว่าไฟโตแพลงก์ตอนจะสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ และช่วยให้เกิดการจมคาร์บอนลงสู่ก้นมหาสมุทรได้มากขึ้น แต่การเพิ่มจำนวนประชากรอย่างเกินขีดจำกัดของพวกมัน ไม่ได้ทำให้ภาวะโลกร้อนลดความรุนแรงลง
เนื่องจากการเติบโตเกินขีดจำกัดของประชากรไฟโตแพลงก์ตอน จะทำให้ผืนน้ำโดยรอบขาดออกซิเจนจนกลายเป็นเขตมรณะ (dead zone) ซึ่งยากที่สิ่งมีชีวิตจะเหลือรอดและอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นได้ และส่งผลให้ห่วงโซ่อาหารหลักของท้องทะเลถูกทำลายในที่สุด
#ลูลู่แล็บ

15/04/2026

🧐 หมวกกันน็อคสำหรับนักกีฬาในยุคแรก กับความสู้ชีวิตของนักประดิษฐ์
สำหรับกีฬาโหดๆ อย่างอเมริกันฟุตบอล สิ่งป้องกันเดียวจากการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ก็คือหมวกกันน็อค ถึงแม้จะไม่ 100% ก็ตาม และถ้าย้อนกลับไปดูหมวกกันน็อคสำหรับผู้เล่นรุ่นแรกสุดจากภาพปกที่นำมาให้ดูกันก็พบว่า มีลักษณะคล้ายกับหมวกนักบินแบบบุนวมที่ความปลอดภัยนั้นดูห่างไกลกับหมวกแบบไฮเทคที่ผู้เล่นอเมริกันฟุตบอลในปัจจุบันใช้กันอยู่มาก จากภาพก็เรียกได้ว่าสู้ชีวิตสุดๆ ตั้งแต่นักประดิษฐ์ไปจนถึงนักกีฬากันเลยทีเดียว
ข้อมูลที่ว่าใครเป็นผู้คิดค้นหมวกกันน็อคในกีฬาอเมริกันฟุตบอลเป็นคนแรกนั้นยังไม่มีความชัดเจนนัก อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1896 จอร์จ “โรส” บาร์เคลย์ (George “Rose” Barclay) ผู้เล่นกองหลังของทีม Lafayette College ได้เริ่มใช้สายรัดและหูฟังเพื่อป้องกันส่วนหูของเขาก่อนลงสนาม และต่อมารูทีนนี้ของจอร์จก็กลายเป็นที่รู้จักในฐานะ "สายรัดศีรษะ"
สายรัดศีรษะในตอนนั้นทำขึ้นจากหนังสัตว์ที่มีความหนาจำนวนสามเส้น เพื่อโอบรัดรอบศีรษะของนักกีฬา ในขณะที่มีบางแหล่งข้อมูลระบุว่า หมวกกันน็อคสำหรับนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลนั้นถูกทำขึ้นครั้งแรกโดยช่างทำรองเท้าในเมืองแอนนาโพลิส รัฐแมริแลนด์ โดยเขาได้รับการว่าจ้างให้ทำหมวกเซฟตี้ให้กับนายทหารเรือระดับสูงคนหนึ่ง ที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ว่า อยู่ในสภาวะที่มีความเสี่ยงสูงถึงชีวิตหรือขั้นวิกลจริตได้ทันที หากได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแรงอีกครั้งที่ศีรษะ
หลากหลายความพยายามในการตั้งต้นทำหมวกกันน็อคสำหรับกีฬาประเภทนี้นั้นเกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1900 หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญในช่วงแรกคือ การชุบหนังสัตว์ที่เป็นวัสดุในการทำให้แข็งเสียก่อน นอกจากนั้นในปี ค.ศ. 1917 ยังมีอีกก้าวที่สำคัญคือ การยกส่วนบนของหมวกให้สูงขึ้นไม่ติดศีรษะขณะสวมใส่ เพื่อลดแรงกระแทกที่ศีรษะเมื่อเจอการปะทะ ทำให้ทศวรรษที่ 1920 ถือเป็นครั้งแรกที่หมวกกันน็อคถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในกีฬาอเมริกันฟุตบอล
หมวกกันน็อคในช่วงเวลานั้นทำจากหนังและถึงจะมีช่องว่างภายในเพื่อผ่อนแรงปะทะ แต่ช่องว่างก็ยังไม่เพียงพอ ทำให้สามารถป้องกันได้เพียงเล็กน้อย เป็นผลให้เกิดการบาดเจ็บบ่อย อีกทั้งยังดูดซับความร้อนได้มาก ทำให้สวมใส่ไม่สบาย
ในช่วงทศวรรษที่ 1950 การนำโพลิเมอร์เข้ามาใช้เป็นวัสดุหลักกลายเป็นทางเลือกใหม่ ยุคหมวกกันน็อคหนังในลีก NFL จึงสิ้นสุดลงนับจากนั้น จนในปี ค.ศ. 1955 ได้มีการเพิ่มกฎการใส่หน้ากากสำหรับผู้เล่น เพื่อลดการบาดเจ็บที่จมูกและฟันที่หัก ทั้งยังมีกฎใหม่ที่ห้ามผู้เล่นจับหน้ากากฝ่ายตรงข้ามขึ้นเป็นครั้งแรกอีกด้วย
#ลูลู่แล็บ
Source: rarehistoricalphotos.com

10/04/2026

🧐 ของสิ่งเดียวกันแค่มองคนละมุม ก็เห็นภาพที่ต่างกัน หรือแม้จะมองมุมเดียวกัน แต่คนละเวลาก็อาจเห็นภาพที่ต่างกันออกไป "เพราะเรื่องเดียวกันอาจเข้าใจคนละความหมาย การสื่อสารจึงสำคัญ"
#ลูลู่แล็บ

08/04/2026

😔 บทเรียนที่เลวร้ายจากภัยสงคราม จากแสนล้านความเจ็บปวดและการสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่า หรือนำกลับมาได้ ไม่ว่าจะใช้เวลาอีกเท่าไรก็ตาม...
#ลูลู่แล็บ

😔 ดอกผลจากต้นไม้พิษที่ชื่อว่า "สงคราม"
ย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพของหญิงสาวขณะนั่งอาบแดดที่ชายหาดในไมอามี โดยเธอต้องนำธงที่แสดงความเป็นคนจีนติดตัวไปด้วยเพื่อไม่ให้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนญี่ปุ่น (ธงที่แสดงในภาพที่หญิงสาวใช้เป็นธงชาตินิยมจีน ที่ปัจจุบันเป็นธงชาติไต้หวันอย่างเป็นทางการ)...
อีกทั้งภาพของคนงานเชื้อสายจีนที่ต้องติดป้ายไว้ที่เสื้อเพื่อความปลอดภัยว่า.. "ผมเป็นคนจีน ไม่ใช่คนญี่ปุ่น"... แล้วเหตุใดคนจีนที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ช่วงปลายปี ค.ศ. 1941 จึงต้องแสดงตนเช่นนั้น ?
ทั้งหมดเป็นผลมาจากเหตุการณ์ในวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 เมื่อเครื่องบินของญี่ปุ่นได้โจมตีฐานทัพเรือสหรัฐฯ ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และคร่าชีวิตชาวอเมริกันจากการโจมตีในครั้งนั้นไปกว่า 2,300 ราย ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้คนเชื้อสายเอเชียตะวันออกที่ดูคล้ายคนญี่ปุ่นไม่ปลอดภัยในสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป...
เหตุการณ์ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์นั้นร้ายแรงและสะเทือนใจคนอเมริกันมาก กระแสการแอนตี้คนญี่ปุ่นในสหรัฐฯ เริ่มรุนแรงขึ้น มีการปลดคนงานเชื้อสายญี่ปุ่นออกเป็นจำนวนมาก และในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 แฟรงคลิน เดลาโน โรเซอเวลต์ (Franklin Delano Roosevelt) ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ได้มีคำสั่งให้จับกุมคนเชื้อสายญี่ปุ่นเกือบ 120,000 คน และบังคับให้พวกเขาเข้าค่ายกักกัน ถึงแม้ราว 80,000 คนในจำนวนนั้นจะถือเป็นคนอเมริกันโดยกำเนิดแล้วก็ตาม...
และนี่คือหนึ่งบทเรียนที่เลวร้ายจากภัยสงคราม จากแสนล้านความเจ็บปวดและการสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่า หรือนำกลับมาได้ ไม่ว่าจะใช้เวลาอีกเท่าไรก็ตาม...
#ลูลู่แล็บ

06/04/2026

🛟 ล่องแม่น้ำแซน (La Seine) ในวันฟ้าครึ้มชวนให้ได้บรรยากาศที่แตกต่าง.. 🥰
#ลูลู่แล็บ

03/04/2026

🌿 ความหมายของ “ใบมะตูม” เมื่อวัฒนธรรมความเชื่อสองสายมาบรรจบ
ภาพการรับพระราชทานใบไม้ซักอย่างมาเหน็บที่หูในงานพระราชพิธีต่างๆ น่าจะสะกิดความสงสัยใครหลายคนเบาๆ มาตลอด...
ใบมะตูมเป็นพฤกษชาติ ลักษณะรูปร่างใบเล็กมน ปลายเรียวแหลมอ่อนนุ่มมีก้าน ใบเรียงติดกันเป็นรูปสามแฉก ในก้านหนึ่งมี 3 ใบ ด้วยความที่ใบมะตูมมีลักษณะเป็นสามแฉกจึงเชื่อว่าใบมะตูมเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าทั้งสาม อันได้แก่ พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ
ทั้งนี้ หากดูตามคัมภีร์ศิวะปุราณะจะมีการกล่าวถึงต้นมะตูมว่า เป็นต้นไม้ของพระศิวะ ใบมะตูมมีอำนาจในการทำลายบาป แฉกทั้งสามของใบมะตูมเทียบได้กับตาที่สามและตรีศูลของพระศิวะ ต่อมาพราหมณ์จึงถือว่า ใบมะตูมเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและความเป็นมงคล จึงใช้พรรณไม้นี้ประกอบกับน้ำพระพุทธมนต์บรรจุในสังข์สำหรับถวายพระมหากษัตริย์ เพื่อพระราชทานเป็นพระราชประเพณี
ใบมะตูมจึงเป็นใบไม้สำคัญ และถือเป็นใบไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบในพระราชพิธีสำคัญของไทย พระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานใบมะตูมเพื่อทัดที่หูขวาในพิธีอันเป็นมงคล เช่น พระราชทานให้กับพระยาแรกนาและเทพีในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ไปจนถึงพิธีเสกสมรสและสมรสพระราชทาน ตามครรลองของศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ในประเทศไทยที่อยู่คู่กันมาแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ เรายังสามารถพบเห็นงานพิธีบางอย่างที่ชาวไทยประกอบขึ้นเองตามบ้านหรือศาสนสถานพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีวิธีการปฏิบัติทั้งแบบพุทธและแบบพราหมณ์ควบคู่กันไปตามที่ตนเคารพยึดมั่น จนเกิดเป็นวัฒนธรรมเคารพบูชาที่เหนียวแน่นจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันในสังคมไทย
#ลูลู่แล็บ
Source:
- royaloffice.th
- citycracker.co

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ บุคคลสาธารณะ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บุคคลสาธารณะ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok