Shift Know

Shift Know

แชร์

เทคโนโลยีและวิธีการในการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

02/11/2023

ดอกไม้ในแอนตาร์กติกา ความงามหรือสัญญาณอันตรายของโลก
ความจริงแล้วเราน่าจะพอใจที่เห็นดอกไม้บาน แต่การที่ดอกไม้สีสันสดใสบานในแอนตาร์กติกา ทวีปที่หนาวสุดขั้วนั้น กลับทำให้เป็นที่น่าตกใจ เพราะจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีพืชเติบโตขึ้นในที่ที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะ ความสวยงามที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีอย่างแน่นอน
แอนตาร์กติกา ทวีปที่อยู่ใต้สุดของโลก พื้นที่เกือบทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งหนาเฉลี่ย 1.9 กิโลเมตร ทำให้เป็นทวีปที่หนาว แห้งแล้งและลมแรงที่สุด ซึ่งจากรายงานการวิจัย พบว่า ทวีปน้ำแข็งแห่งนี้กำลังถูกคุกคามด้วยพืชที่มีการขยายพันธุ์พร้อมกับการละลายของน้ำแข็งอย่างรวดเร็วจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งถือว่าเป็น“สัญญาณเตือนหายนะครั้งใหญ่ของโลก”
จากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยอินซูเบรีย (University of Insubria) ประเทศอิตาลี ที่เผยแพร่เมื่อปี 2022 ได้ศึกษาจำนวนพืชพื้นถิ่นของแอนตาร์กติกา 2 ชนิด ได้แก่ หญ้าขนแอนตาร์กติก (Deschampsia Antarctica) และเพิร์ลเวิร์ตแอนตาร์กติก (Antarctic Pearlwort) บนเกาะซิกนีย์ (Signy Island) พบว่า มีจำนวนเพิ่มขึ้นและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับช่วง 50 ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งสาเหตุเกิดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น จนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2012 รวมถึง “แมวน้ำขน” (Fur Seals) ที่เป็นศัตรูทางธรรมชาติที่คอยเหยียบย่ำต้นไม้เหล่านี้ มีจำนวนลดลง จึงทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
อุณหภูมิในทวีปแอนตาร์กติกามีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น และได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2022 พื้นที่แอนตาร์กติกาตะวันออกเผชิญหน้ากับคลื่นความร้อนที่รุนแรงที่สุดจนถึงปัจจุบัน ทำให้อุ่นขึ้นประมาณ 2 องศาเซลเซียส จากภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า น้ำแข็งรอบทวีปแอนตาร์กติกากำลังลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ แผ่นน้ำแข็งที่ลอยอยู่บนพื้นผิวของแอนตาร์กติกา มีปริมาณเหลือไม่ถึง 17 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งควรจะมีอย่างน้อย 18.71 ล้านตารางกิโลเมตร
การที่เราเห็นดอกไม้บานในที่ที่ไม่ควรอยู่ ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือจุดเปลี่ยนของโลกใบนี้ และการที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ซึ่งล้วนเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นตัวเร่งทุกอย่าง ให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดเร็วขึ้น ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องช่วยกันควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกิจกรรม เพื่อไม่ให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงกลายเป็นหายนะที่ไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีก
อ้างอิง:
https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2730808
https://mgronline.com/science/detail/9660000089217
https://www.bangkokbiznews.com/environment/1091233
https://www.igreenstory.co/antarcticas-floral-awakening/
https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8/166501
#ส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

31/10/2023

ไป-กลับ ที่ทำงาน วันละ 40 km

ใช้ไฟกี่หน่วย ?

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางกี่บาท ?

รถยนต์ไฟฟ้า โดยทั่วไปในปัจจุบัน มีอัตราการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ย 160 Wh/km
หากคิดคร่าวๆ ออกไปทำงานและกลับมาบ้าน ระยะทาง 40 km หากอัตราสิ้นเปลือง ประมาณ 160 Wh/km หรือ 0.16 kWh/km
Battery ที่เราต้องกลับไปชาร์จที่บ้าน จะประมาณ 6.4 kWh หรือ 6.4 หน่วยไฟฟ้านั่นเอง
ซึ่งราคาในการชาร์จเป็นเท่าไรนั่น ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการชาร์จของเรานั่นเอง
หากเราชาร์จหน่วยละ 5 บาท ก็เท่ากับว่าเรามีค่าใช้จ่ายในการเดินทางประมาณ 32 บาท/วัน
บทความต่อไปจะมาดูกันว่า ถ้าชาร์จแบบนี้ทุกๆวัน จะใช้เวลานานเท่าไร ?
ฝากกด Like และกดติดตาม ไว้ด้วยนะครับ
FB: Shift Know

#รถไฟฟ้า #ชาร์จ #กระแสสลับ #รถไฟฟ้า #ประหยัด
#ลดค่าใช้จ่าย

30/10/2023

EV Charger แรงกว่า แต่ใช้เวลาเท่าเดิม?

เราอาจจะเคยนำรถไฟฟ้า เข้าไปชาร์จในหลายสถานที่ ชาร์จ AC 7.4 kW ใช้เวลา 11 ชั่วโมง ชาร์จด้วย AC 22kW ก็ช้เวลาตั้ง 11 ชั่วโมง เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?
ในกรณีชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ หรือ AC Charger
รถยนต์ไฟฟ้าจำเป็นที่จะต้องมี On-Board Charger ที่ทำหน้าที่ “แปลงไฟฟ้ากระแสสลับเป็นกระแสตรง” ก่อนชาร์จเข้าสู่แบตเตอรี่
เปรียบเสมือนเป็นตัวกำหนดขีดความสามารถในการชาร์จของแบตเตอรี่
ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เช่น BYD Atto3, BYD Seal, Ora Good Cat, MG 4 Electric และ NETA V มี On-Board Charger กระแสสลับ 1 เฟส 32 แอมป์ หรือขนาด 7.4 กิโลวัตต์ (kW)
กรณีชาร์จด้วย AC Charger 7.4 kW จะใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ ขนาด 82.5 kWh (BYD Seal) จาก 0 – 100% เป็นเวลาประมาณเท่าไร?
การชาร์จ 1 ชั่วโมง จะได้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 7.4 kWh เวลาชาร์จก็จะประมาณ 11.1 ชั่วโมง
กรณีชาร์จด้วย AC Charger 22 kW (3 เฟส 32 แอมป์) จะใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ ขนาด 82.5 kWh จาก 0 – 100% เป็นเวลาประมาณเท่าไร?
การชาร์จ 1 ชั่วโมง จะได้พลังงานไฟฟ้าเท่าเดิม 7.4 kWh เนื่องจาก On-Board Charger รับไฟฟ้าได้เพียงแค่ 1 เฟส กระแสไม่เกิน 32 แอมป์ หรือ 7.4 kW ดังนั้น เวลาชาร์จก็จะประมาณ 11.1 ชั่วโมง
ดังนั้นการเลือก AC Charger ประจำบ้าน ให้เหมาะสมกับรถยนต์ไฟฟ้าที่เรามีใช้งานอยู่จึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยพิจารณาทั้ง
- On-Board Charger ของรถยนต์ไฟฟ้า ว่าสามารถรับได้เท่าไร ไฟฟ้ากี่เฟส รองรับกระแสที่กี่แอมแปร์ รวมเป็นพิกัดเท่าไหร่

- AC Charger ว่าสามารถจ่ายได้เท่าไร ไฟฟ้ากี่เฟส จ่ายกระแสที่กี่แอมแปร์ รวมเป็นพิกัดเท่าไหร่
แล้วท่านคิดว่ากรณีชาร์จด้วย AC Charger 11 kW (3 เฟส 16 แอมป์) จะใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ ขนาด 82.5 kWh จาก 0 – 100% เป็นเวลาประมาณเท่าไร?
FB: Shift Know

#รถไฟฟ้า #ชาร์จ #กระแสสลับ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ตัวแทน / บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10900