GROUNDCONTROL
ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก GROUNDCONTROL, ศิลปะ, 23 Trok Rongnamkhaeng, Si Phraya Pier, Yota Road, Sampantawong, Bangkok.
ART DRIVEN AGENCY & PUBLISHER
เชื่อมโยงโลกศิลปะและวัฒนธรรมสู่ชีวิตประจำวัน ผลักดันให้ศิลปะเป็นแรงบันดาลใจและพลังขับเคลื่อนชีวิตของทุกคนในสังคม
ติดต่อโฆษณา : [email protected] GroundControl คือ Arts creative services & publisher ที่มีศิลปะเป็นรากฐานของความคิด ให้เกิดการ takeoff ไอเดียใหม่ ๆ พุ่งทะยานสู่ทุกความเป็นไปได้ ด้วยเป้าหมายที่จะขยายชุมชนคนรักงานศิลป์ และเบลอเส้นแบ่งของโลกศิลปะ เปิด
Ai Weiwei เตรียมจำลองประสบการณ์ถูกคุมขังอีกครั้ง ผ่าน Performance Art ยาว 24 ชั่วโมงครั้งแรกในชีวิต
อ้าย เว่ยเว่ย ศิลปินและนักเคลื่อนไหวชาวจีนผู้เป็นที่รู้จักในฐานะนักวิจารณ์รัฐบาลจีนอย่างเปิดเผย กำลังจะหวนกลับไปเผชิญหน้ากับหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาอีกครั้ง ผ่านผลงาน Performance Art แบบต่อเนื่อง (Durational Performance) ชิ้นแรกในชีวิตที่ชื่อว่า Sewing a Button ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ ที่อาวีวา สตูดิโอส์ เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศสหราชอาณาจักร
ผลงานชิ้นนี้เกิดขึ้น 15 ปีหลังจากอ้าย เว่ยเว่ย ถูกทางการจีนควบคุมตัวในปี 2011 โดยเขาจะใช้เวลา 24 ชั่วโมงเต็มภายในห้องขังจำลองขนาด 25.92 ตารางเมตร ซึ่งสร้างขึ้นจากแบบห้องขังจริงที่เขาเคยถูกกักตัวเป็นเวลานาน 81 วัน
ภายใน Performance ผู้ชมจะได้เห็นกิจวัตรประจำวันของศิลปิน ไม่ว่าจะเป็นการนอน รับประทานอาหาร ออกกำลังกาย อาบน้ำ เขียนหนังสือ รวมถึงการถูกซักถามในประเด็นส่วนตัว การเมือง และปรัชญา โดยมีผู้ดำเนินรายการชาวอังกฤษ นิฮาล อาร์ธานายาเก นักเขียนชาวไอริช เอ็มมา ดาบิรี กวีและนักเขียนชาวอังกฤษ เล็มน์ ซิสเซย์ และนักข่าวชาวสิงคโปร์ ซิง จ์เจิง เข้าร่วมทำหน้าที่ตั้งคำถาม ขณะที่นักแสดงอีก 9 คนจะรับบทเป็นทหารและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อจำลองบรรยากาศการควบคุมตัวอย่างใกล้เคียงความจริงที่สุด
อ้าย เว่ยเว่ย เปิดเผยว่าการกลับมาทบทวนประสบการณ์ดังกล่าวในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่สะท้อนถึงสถานการณ์ร่วมสมัยที่การละเมิดสิทธิและการใช้อำนาจโดยรัฐยังคงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก
การควบคุมตัวของอ้าย เว่ยเว่ย ในปี 2011 ถือเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างมาก แม้ทางการจีนจะอ้างเหตุผลด้านภาษี แต่หลายฝ่ายเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของเขา รวมถึงผลงานศิลปะที่ตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐและการสืบสวนรายชื่อเด็กนักเรียนที่เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวเสฉวนในปี 2008
ก่อนหน้านี้อ้าย เว่ยเว่ย เคยนำประสบการณ์ดังกล่าวมาสร้างเป็นผลงานหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นชุด Diorama S.A.C.R.E.D. (2011–2013) หรือมิวสิกวิดีโอเพลง Du***ss (2013) แต่ Sewing a Button นับเป็นครั้งแรกที่เขากลับไปเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นั้นด้วยร่างกายของตนเองแบบสด ๆ และต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากตัว Performance แล้ว ยังมีการสร้าง Soundscape ประกอบโดย สเปซ แอฟริกา ดูโออิเล็กทรอนิกส์จากแมนเชสเตอร์และเบอร์ลิน พร้อมกิจกรรมอื่น ๆ เช่น โรงน้ำชาจีนที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันผู้ชมทั่วโลกยังสามารถรับชมภาพถ่ายทอดสดจากกล้องวงจรปิดภายในพื้นที่แสดง ผ่านเว็บไซต์ของแฟกทอรี อินเตอร์เนชันแนล รวมถึงจุดฉายสาธารณะในหลายเมืองทั่วโลก เช่น เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย, บัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา และพิคคาดิลลี เซอร์คัส กรุงลอนดอน
สำหรับอ้าย เว่ยเว่ย ผลงานชิ้นนี้อาจไม่ใช่เพียงการย้อนกลับไปเล่าเรื่องอดีต แต่เป็นการตั้งคำถามต่อสภาพสังคมร่วมสมัย ที่เส้นแบ่งระหว่างอำนาจ การควบคุม และเสรีภาพ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเผชิญหน้าอยู่เสมอ
23/06/2026
จ่าฝูงแมว ปะทะ จ่าฝูงหมาเด็ก! ต้าห์อู๋–ออฟโรด ชวนดู CATDOG n joy Live พร้อมทำความรู้จักสูตรใหม่ และโปรโมชันสุดพิเศษที่มีเฉพาะในไลฟ์นี้เท่านั้น!
🐱🐶 สำหรับพ่อหมา แม่แมวแล้ว จะมีอะไรสุขไปกว่าการได้เห็นน้องหมาน้องแมวที่เรารัก กินอิ่มอย่างเอร็ดอร่อย สุขภาพแข็งแรง และเติบโตอย่างมีความสุขในทุกวัน
CAT n joy และ DOG n joy จาก Betagro จึงชวนเหล่าพ่อแม่สัตว์เลี้ยง รวมถึงแฟนคลับต้าห์อู๋–ออฟโรด มาพบกับ CATDOG n joy x DaouOffroad Live ไลฟ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่อัดแน่นทั้งโปรโมชัน ความสนุก และโมเมนต์สุดพิเศษจากพรีเซนเตอร์ทั้งสองคน ที่มีให้เฉพาะในไลฟ์นี้เท่านั้น
ภายในไลฟ์ ต้าห์อู๋ (จ่าฝูงแมว) และ ออฟโรด (จ่าฝูงหมาเด็ก) จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ DOG n joy สูตรใหม่ ที่โดดเด่นเรื่องการใช้เนื้อสัตว์ชนิดเดียวเป็นอันดับ 1 (Pure Protein) ย่อยง่าย ลดโอกาสการแพ้ให้น้องๆ อีกทั้งยังมาพร้อม 3 พลังเสริมภูมิคุ้มกัน ที่เป็นจุดเด่นเหมือนกันกับ CAT n joy ช่วยดูแลขนให้สวยเงางาม ดูแลสุขภาพลำไส้ และเสริมภูมิคุ้มกันที่ดี เพื่อให้น้องหมาได้ทั้งความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการในทุกมื้อ
นอกจากจะได้พบกับโมเมนต์น่ารัก ๆ จากต้าห์อู๋และออฟโรดแล้ว ภายในไลฟ์ยังจัดเต็มด้วยโปรโมชันสุดคุ้ม ทั้งส่วนลด ของแถม และของลิมิเต็ดที่เปิดขายครั้งแรก
🐱 Set ต้าห์อู๋ อบอุ่น ราคาพิเศษ 1,999 บาท
🐶 Set ออฟโรด ฮีลใจ ราคาพิเศษ 1,999 บาท
พร้อมรับฟรี! ผ้าห่มลิมิเต็ดจากต้าห์อู๋–ออฟโรด ที่เปิดตัวและวางจำหน่ายครั้งแรกภายในไลฟ์นี้
ความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะ CAT n joy และ DOG n joy ยังชวนทั้งคนรักสัตว์เลี้ยงและแฟนคลับ DAOU OFFROAD ร่วมสนุกกับกิจกรรม Top Spender และ Lucky Fan CATDOG n joy The Enjoy Date แบบโอ่งเหมียว x DaouOffroad ที่จัดเต็มของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 321,671 บาท
เพียงซื้อผลิตภัณฑ์ CAT n joy หรือ DOG n joy ครบ 299 บาทต่อใบเสร็จ ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569 ก็สามารถร่วมลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษได้ทันที
🐶 สำหรับพ่อแม่น้องหมาน้องแมว
ผู้มียอดซื้อสะสมสูงสุดอันดับ 1–5 มีสิทธิ์รับทองคำแท่ง 1 สลึง
รวมถึงลุ้นรับของรางวัลอีก 20 รางวัล ได้แก่ น้ำพุแมวพร้อมอาหารจาก CAT n joy 10 รางวัล และรถเข็นน้องหมาพร้อมอาหารจาก DOG n joy 10 รางวัล
🐱 สำหรับแฟนคลับต้าห์อู๋–ออฟโรด
รางวัลใหญ่ ได้แก่ สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมสุด Exclusive กับ DAOU และ OFFROAD พร้อม Journal Book พร้อมลายเซ็นสุดพิเศษ สำหรับผู้มียอดสะสมอันดับ 1–10 และ Lucky Fan อีก 10 รางวัล
📌 กติกาการร่วมกิจกรรม (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)
ซื้อผลิตภัณฑ์ CAT n joy หรือ DOG n joy ครบ 299 บาทต่อใบเสร็จ ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569
ทุกยอดซื้อ 299 บาท รับ 1 สิทธิ์ร่วมลุ้นรางวัล (ต่อ 1 ใบเสร็จ)
ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมผ่าน [catdognjoy.com](www.catdognjoy.com) หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook ของ CAT n joy และ DOG n joy
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลและ Lucky Fan วันที่ 10 กันยายน 2569 ผ่าน Facebook ของ CAT n joy และ DOG n joy
สำหรับใครที่อยากดูแลให้น้องหมาน้องแมวมีภูมิคุ้มกันแข็งแรง ไม่แพ้ง่าย รอติดตามโปรโมชันดี ๆ และโมเมนต์สุดฟินจากต้าห์อู๋–ออฟโรดก่อนใคร อย่าลืมติดตามทุกช่องทางของแบรนด์ แล้วมาร่วมสนุกกับกิจกรรมครั้งนี้ไปด้วยกัน
อาหารน้องแมว CAT n joy
instagram.com/catnjoyfc
facebook.com/catnjoy
tiktok.com/
อาหารน้องหมา DOG n joy
instagram.com/dognjoyfc
facebook.com/dognjoy
tiktok.com/
23/06/2026
Artist on our radar: สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่า ‘ศิลปะ’ ฉบับ ‘ANCHI’ ศิลปินผู้จัดเก็บสถานที่พิเศษลงบนภาพวาด
การเดินทาง คือ หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ใครหลายคนรู้สึกสบายใจ อิสระ และเป็นการเปิดขอบเขตสายตา เปิดประสบการณ์ และเปิดจินตนาการ ให้มองเห็นโลกกว้างได้กระจ่างขึ้น การเดินทางมักมาพร้อมกับการทำบันทึก บางคนเลือกบันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย หรืองานเขียน และถ้าคุณเป็นศิลปินที่ชอบการเดินทาง แน่นอนว่าต้องเป็นการวาดภาพแน่นอน
เหมือนกับที่ 'ANCHI' หรือ 'อันชิ - อัญชิสา อัศวเหม' ศิลปินที่เลือกเก็บทุกอย่างไว้บนภาพวาด เธอบอกกับเราว่า ธีมในการทำงานของเธอมักจะวนเวียนอยู่กับสิ่งที่หลายคนคุ้นชินในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำในวันธรรมดา สถานที่พิเศษที่ติดอยู่ในใจ หรือสิ่งของทั่วไปที่แบกเรื่องราวเอาไว้มากกว่าตาเห็น
เธอเล่าว่า “เราคิดว่า ชีวิตประกอบขึ้นจากสิ่งเล็ก ๆ เพราะสิ่งเล็ก ๆ ไม่ว่าจะคำพูดที่ครอบครัวพูดกับเราอยู่เสมอ อย่างแจกันของคุณยายที่เราเห็นทุกวัน จริง ๆ แล้วมันยังมีความทรงจำมากมายที่มาพร้อมกับแจกันใบนี้ หรือสถานที่ที่อาจจะดูธรรมดาทั่วไป แต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ที่แห่งนั้นติดอยู่ในใจ เรารู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้นี่แหละคือสิ่งที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราทุกวันนี้”
และสิ่งที่เธอพบในการทำงานคือ บางทีความทรงจำส่วนตัวก็อาจจะเป็นความทรงจำร่วมก็เป็นได้ “เรารู้สึกว่าบางทีมนุษย์ก็ใกล้ชิดกันมากกว่าที่เราคิด สถานที่บางที่ในภาพที่เราวาดมีคนจดจำได้ในทันทีที่เห็น ภาพวาดของคุณยายที่ถูกทักว่า เหมือนคุณย่าของเขาเลย คำพูดเหล่านี้จากผู้ที่ผ่านมาพบเห็นงานเรา พร้อมรอยยิ้มหรือเรื่องราวที่ตามมาหลังจากได้พูดคุยกัน”
“เรารู้สึกว่ามันสวยงามมาก ๆ ที่คนแปลกหน้าที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนสามารถยืนคุยกันได้นานนับนาทีเพียงเพราะเสี้ยววินาทีในอดีตเราเคยไปเยือนที่เดียวกัน หรือเติบโตมาแบบใกล้เคียงกัน”
เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจ เธอหยิบสองสิ่งขึ้นมาเล่าให้เราฟัง หนึ่งคือความชอบในวัยเด็ก และอย่างที่สองคือเรื่องการเดินทาง เธออธิบาย “แรงบันดาลใจสำคัญน่าจะมาจากความชอบในวัยเด็ก อย่างแรกคือภาพวาดในยุคอิมเพรสชันนิสม์ เราชอบภาพสไตล์นี้เพราะแค่มองก็เหมือนจะรู้สึกได้ถึงไอความอบอุ่น สดใส ออกมาจากภาพ หรือแม้กระทั่งภาพที่ดูหม่นหมองก็ยังทำให้รู้สึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้”
“อีกอย่างคือ ผลงานของ เวส แอนเดอร์สัน (Wes Anderson) โดยเฉพาะ Fantastic Mr. Fox (2009) เป็นแอนิเมชันที่ดูบ่อยที่สุด และอยู่กับเราในเกือบทุกช่วงเวลาของชีวิตเลยก็ว่าได้ ทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่เรานึกถึงในตอนแรกที่เริ่มสร้างสรรค์ผลงาน แต่มีหลายคนที่ทักถึงสองสิ่งนี้บ่อยมาก และพอมามองดูก็คิดว่า งานเราได้รับแรงบันดาลใจจากความชอบวัยเด็กนี้มาไม่น้อยเลย”
“ส่วนแรงบันดาลใจที่ทำให้เริ่มทำงานสไตล์นี้ น่าจะมาจากการเดินทาง การออกไปเห็นโลกกว้าง เจอคนจากหลาย ๆ ที่บนโลกใบนี้ เรียกว่า เป็นความฝันอันดับหนึ่งเลยก็ได้ เราเริ่มต้นจากการวาดภาพสถานที่ในความทรงจำ ตึกรามบ้านช่องในมุมมองของเราคือสิ่งที่สื่อถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนได้เป็นอย่างดี การใช้สีหรือวัสดุที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเมืองมันน่าสนใจดี ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เราอยากวาดภาพเหล่านี้ออกมา และเพิ่มเติมความเป็นตัวเรา หรือความรู้สึกเราเข้าไปในภาพผ่านสีสัน”
ยังมีเรื่องเอกลักษณ์ในงานที่หลายคนสังเกตเห็นว่า เธอมักเลือกใช้สีสันสดใส ลายเส้นที่มีความเป็นเด็ก และพื้นผิวของเทคนิคผสมที่เธอใช้ ซึ่งอันชิก็ตอบว่า ทั้งหมดล้วนมาจากการเลือกที่ตั้งใจ
“เราเป็นคนชอบงานที่มีผิวสัมผัสมาก ๆ อย่างรอยพู่กันที่มีความไม่สมบูรณ์แบบในตัว เลยเลือกใช้เทคนิคผสมเพื่อให้งานมีพื้นผิวที่โดดเด่นขึ้น และยังเป็นเทคนิคที่ทำให้เกิดสีสันที่สดใสด้วย โดยเฉพาะสีกวอชที่มีเม็ดสีแน่น ๆ ตอนนี้ก็ยังเรียนรู้การใช้เทคนิคนี้ไปเรื่อย ๆ รู้สึกว่ายังสำรวจวิธีการใหม่ ๆ รวมถึงเอฟเฟกต์ที่สีเหล่านี้สร้างขึ้นได้อีกมาก”
เธอยังยกตัวอย่างถึงโปรเจกต์ที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้ด้วยว่า “โปรเจกต์ที่กำลังจะทำในตอนนี้จะเป็นโปรเจกต์ที่อยากเล่าถึงประเทศเล็ก ๆ ในยุโรปที่เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของเรา ตอนอายุ 16 ปี เราได้มีโอกาสไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ฮังการีเป็นระยะเวลาเกือบ ๆ หนึ่งปี มันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาในชีวิตที่เรารักและคิดถึงมากที่สุด ฮังการีเป็นที่ที่ทำให้เราเติบโตอย่างแข็งแรง ได้เห็นโลกในมุมที่กว้างขึ้น พบเจอมิตรภาพมากมาย และเป็นสถานที่ที่ทำให้เราได้ค้นพบตัวเองอย่างเต็มที่ เราเลยอยากถ่ายทอดความคิดถึงนั้นออกมาเป็นภาพวาด”
เธอยังยกอีกหนึ่งตัวอย่าง ด้วยการแชร์ถึงนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่จัดขึ้นเมื่อปี 2025 ด้วยว่า “ในปี 2025 เราได้มีโอกาสไปทำนิทรรศการเดี่ยวเล็ก ๆ ครั้งแรกชื่อว่า ‘Finding Me at Nangloeng’ เราได้ไปทำงานในย่านชุมชนนางเลิ้ง แล้วก็ค้นพบชุมชนที่น่ารักและเรื่องราวที่สวยงามมาก ๆ ของชุมชนนี้ เราเลยตั้งใจว่าในอนาคตอยากจะเดินทางไปอีกหลาย ๆ ที่ ไปพบเจอเรื่องราวใหม่ ๆ พบผู้คนจากหลายวัฒนธรรม เรารู้สึกว่ายังมีอีกหลายนับพันที่บนโลกนี้ที่รอให้ผู้คนได้ไปสัมผัสถึงความพิเศษและเรื่องราวใหม่ ๆ เสมอ”
“เราเลยอยากจะเป็นคนที่ได้ไปพบเจอความพิเศษเหล่านั้น แล้วมาบันทึกไว้ผ่านภาพวาดของเรา และจริง ๆ เราเป็นคนชอบทำงานกระดาษมาก เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนได้หยั่งรากลงกับสิ่งที่ทำในเวลาที่สร้างชิ้นงานขึ้นมา ในอนาคตก็คิดว่าคงจะได้เห็นงานที่ผสมคอลลาจเข้ากับเทคนิคผสมที่เราใช้ หรือการวาดลงบนงานประติมากรรมกระดาษ”
ไม่แปลกใจเลยที่งานของ ANCHI ให้ความรู้สึกคล้ายกับโปสการ์ดที่ถูกส่งต่อไปกับจดหมาย ที่คอยบอกเล่าว่าที่นั่นที่นี่มีอะไรรออยู่ เป็นจดหมายที่ชี้ชวนให้เราอยากออกไปสัมผัสโลกใบนั้นด้วยตัวเองบ้างสักครั้ง
ใครที่สนใจอยากติดตามผลงานของเธอสามารถตามได้ที่ Instagram: /
เรื่อง: บงกชกร คำปุ๊ก
กราฟิก: นภกร มีเจตนี
23/06/2026
ก่อนจะจบเดือนมิถุนายน ลองเรียนรู้เรื่อง ‘ความเข้าใจและความเคารพ’ ผ่านหนังกันอีกครั้ง ในเทศกาล Bangkok LGBTQ+ Film Festival ซึ่งงานนี้จัดโดยองค์กรที่สนับสนุนและผลักดันความเท่าเทียมทางเพศโดยเฉพาะ!
BATURU องค์กรวัฒนธรรมเพื่อสตรีและ LGBTIQ+ ระดับโลก ประกาศจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ Bangkok LGBTQ+ Film Festival เป็นเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่จัดขึ้นในช่วง Pride Month โดยมุ่งนำเสนอผลงานภาพยนตร์จากผู้สร้างภาพยนตร์หลากหลายประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความหลากหลายทางเพศ สิทธิมนุษยชน วัฒนธรรม และประเด็นทางสังคมร่วมสมัยผ่านสื่อภาพยนตร์
ไฮไลท์งานนี้คือภาพยนตร์คัดสรร 14 เรื่อง จากผู้กำกับในชุมชนเควียร์หรือผลงานที่มีเนื้อหาขับเคลื่อนและสะท้อนวิถีชีวิตของชุมชน LGBTIQ+ จากทั่วทุกมุมโลก ครอบคลุมทั้งภาพยนตร์สารคดี ภาพยนตร์ดรามา และแอนิเมชัน จากประเทศต่างๆ อาทิ เม็กซิโก, เยอรมนี, แคนาดา, ฝรั่งเศส, สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, เนเธอร์แลนด์ และแน่นอน รวมถึงประเทศไทย
นอกเหนือจากการฉายภาพยนตร์แล้ว เทศกาลนี้ยังมีจุดเด่นที่เน้นกิจกรรมระหว่างคนทำภาพยนตร์และผู้ชม โดยผู้กำกับภาพยนตร์นานาชาติจะเดินทางมาเข้าร่วมงานที่กรุงเทพฯ ด้วยตัวเองเพื่อเปิดโอกาสให้มีการพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองผ่านกิจกรรมเสวนา (Panel Discussions) เวิร์กช็อป (Workshops) และช่วงถาม-ตอบ (Q&A)
ใครสนใจเข้าร่วมชมภาพยนตร์และกิจกรรมต่างๆ ก็สามารถติดตามรายละเอียดโปรแกรมฉาย ตารางกิจกรรมเวิร์กช็อป และการสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ช่องทางของ baturuofficial เลย
Bangkok LGBTQ+ Film Festival 2026
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2569
ที่ Lido Connect, Jim Thompson Art Center และ Baturu Space
ดูรายละเอียดโปรแกรมฉายที่เพจ baturuofficial
23/06/2026
KUSAMA’s POP เปิดโลกสีสันและความหมกมุ่นของ Yayoi Kusama ณ พิพิธภัณฑ์ของเธอในโตเกียว
หากพูดถึง Yayoi Kusama หลายคนอาจนึกถึงลายจุดสีสันสดใส ฟักทองขนาดยักษ์ หรือห้องกระจกที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แต่ที่ Yayoi Kusama Museum ในนครโตเกียว กำลังมีนิทรรศการ KUSAMA’s POP ที่ชวนผู้ชมมองลึกลงไปว่า อะไรคือจุดเริ่มต้นของผลงานเหล่านั้น และเหตุใดศิลปะของคุซามะจึงยังคงดึงดูดผู้คนทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้
นิทรรศการนี้เล่าเรื่องคำว่า “Pop” ในแบบของคุซามะ ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ความสดใสหรือความสนุกเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการนำสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นภาพโฆษณา สิ่งของ หรือวัฒนธรรมสมัยนิยม มาผสมเข้ากับความคิด ความทรงจำ และจินตนาการในโลกส่วนตัวของเธอ จนกลายเป็นภาษาทางศิลปะที่ผู้คนจดจำได้ทันทีเมื่อมองเห็น
สิ่งที่น่าเสียดายเล็กน้อยคือในบางพื้นที่ ทางพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในพื้นที่จัดแสดง ทำให้เราไม่สามารถเก็บภาพผลงานส่วนใหญ่มาฝากกันได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้การชมงานครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ผู้ชมต้องใช้สายตาและความรู้สึกจดจำรายละเอียดต่าง ๆ ด้วยตัวเองอย่างเต็มที่
เมื่อเดินชมภายในนิทรรศการ เราจะได้เห็นผลงานหลายชิ้นที่สะท้อนหัวใจสำคัญของการทำงานของคุซามะ นั่นคือ “การทำซ้ำ” ไม่ว่าจะเป็นภาพพิมพ์จำนวนมากที่ถูกนำมาเรียงต่อกัน วัสดุชิ้นเดิมที่ปรากฏซ้ำ ๆ หรือรูปทรงที่ถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเต็มพื้นที่ แนวทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงอิทธิพลจากวัฒนธรรมมวลชนในช่วงที่เธอใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์กในทศวรรษ 1960 เท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีที่คุซามะใช้ถ่ายทอดประสบการณ์ ความหมกมุ่น และโลกที่เธอมองเห็นผ่านสายตาของตัวเอง
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือการที่คุซามะนำภาพของตัวเองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผลงานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย โปสเตอร์ ใบปลิว หรือสื่อต่าง ๆ ที่จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการ จนรู้สึกราวกับว่าศิลปินไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้างผลงาน แต่ตัวเธอเองก็ได้กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของจักรวาลคุซามะไปแล้วเช่นกัน การได้เห็นภาพเหล่านี้เรียงรายอยู่ตลอดเส้นทางการชมงาน ยังช่วยให้เข้าใจมากขึ้นว่าคุซามะสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองควบคู่ไปกับการสร้างงานศิลปะอย่างไรตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
นิทรรศการยังรวบรวมผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมจากช่วงหลังของเธอ ซึ่งเต็มไปด้วยสีสันสดจัด รูปทรงเรียบง่าย และลวดลายที่ทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง แม้จะดูไม่ซับซ้อน แต่กลับมีพลังทางสายตาอย่างมาก และแสดงให้เห็นว่าภาษาทางศิลปะที่คุซามะพัฒนามาตลอดหลายสิบปียังคงสดใหม่และทรงพลังไม่เปลี่ยนแปลง
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการคือห้องกระจก (Mirror Room) ขนาดเล็กที่เปิดให้สาธารณชนเข้าชมเป็นครั้งแรก ภายในเต็มไปด้วยจุดสีสันสดใสที่สะท้อนต่อเนื่องไปบนผนังกระจกทุกด้าน สร้างความรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ขณะที่อีกห้องหนึ่งเป็นงานจัดวางจากวัตถุเป่าลมขนาดใหญ่ที่เติมเต็มพื้นที่ด้วยสีสันและพลังงานอันสนุกสนาน ราวกับได้เดินเข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการของศิลปิน
สิ่งที่น่าสนใจของ KUSAMA’s POP คือการทำให้เราเห็นว่าเบื้องหลังภาพจำอย่างลายจุด ฟักทอง หรือห้องกระจกนั้น แท้จริงแล้วมีรากฐานมาจากความคิดและประสบการณ์ส่วนตัวของคุซามะ ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำในวัยเด็ก ความหมกมุ่น การมองเห็นภาพซ้ำ ๆ หรือความพยายามทำความเข้าใจกับโลกผ่านการสร้างงานศิลปะ
KUSAMA’s POP จึงไม่ใช่เพียงนิทรรศการที่รวบรวมผลงานของศิลปินระดับโลก แต่เป็นโอกาสในการทำความรู้จัก Yayoi Kusama ในอีกมุมหนึ่ง ผ่านเรื่องราวเบื้องหลังภาษาทางศิลปะที่ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในศิลปินร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และทำให้เข้าใจว่าเหตุใดจักรวาลแห่งสีสัน จุด และการทำซ้ำของเธอ จึงยังคงสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมรุ่นแล้วรุ่นเล่า
KUSAMA’s POP
จัดแสดงระหว่างวันที่ 16 เมษายน – 30 สิงหาคม 2026
ณ Yayoi Kusama Museum
นิทรรศการเปิดให้เข้าชมวันพฤหัสบดี–วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 11.00–17.30 น. โดยต้องจองบัตรเข้าชมล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ของพิพิธภัณฑ์
คุยกับ ‘คุณบุ๊น - เกียรติยศ พานิชปรีชา’ ตัวแทนจาก ‘bit.studio’ สตูดิโอที่ผสานความครีเอทีฟกับเทคโนโลยีล้ำ ๆ จนกลายเป็นงาน Interactive สร้างแรงบันดาลใจกว่า 900 ชิ้น และหลังจากคร่ำหวอดในฐานะผู้สร้างมานานกว่า 14 ปี พวกเขาก็ขอขยับขอบเขตการทำงานให้มันส์ขึ้น ด้วยการปักหมุดสร้างแกลเลอรี ‘bit.studio gallery’ ณ Slowcombo ตรงสามย่าน เพื่อโชว์ผลงานที่ลงมือทำกันมาแบบเดือนต่อเดือน
ตามมาทัวร์ bit.studio และผลงานทั้งหมดกับคุณบุ๊นกันได้เลย!
22/06/2026
GROUNDCONTROL เติบโตขึ้นจากความเชื่อที่ว่า ศิลปะและวัฒนธรรมสามารถเชื่อมโยงผู้คน เปิดมุมมองใหม่ และสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับสังคมได้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสทำงานร่วมกับศิลปิน แบรนด์ องค์กร และเทศกาลสร้างสรรค์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Thailand Printmaking Festival, The Field Society, ART IN THE PARQ: LOG OUT, LOOK IN และอีกหลายโปรเจกต์ที่ทั้งสนุก ท้าทาย และเปิดโอกาสให้เราได้ทดลองไอเดียใหม่ ๆ อยู่เสมอ
วันนี้ เรากำลังมองหาเพื่อนร่วมทีมที่จะมาช่วยกันพาไอเดียเหล่านี้ไปได้ไกลกว่าเดิม 🚀
✨ Project Director (Full Time) — 1 ตำแหน่ง
ดูแลการดำเนินงานของบริษัทในภาพรวม วางระบบการทำงาน บริหารและพัฒนาทีม (ประสบการณ์ 7 ปีขึ้นไป)
✨ Senior Account Manager (1-Year Contract) — 1 ตำแหน่ง
ดูแลความสัมพันธ์กับลูกค้าหลัก บริหารโครงการในภาพรวม แปลงโจทย์ทางธุรกิจให้กลายเป็นงานสร้างสรรค์ และประสานการทำงานระหว่างลูกค้าและทีมภายใน (ประสบการณ์ 5 ปีขึ้นไป)
✨ Sales Executive (1-Year Contract) — 1 ตำแหน่ง
สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ นำเสนอบริการของ GROUNDCONTROL ดูแลลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นจนปิดการขาย และขยายเครือข่ายความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์หลากหลายภาคส่วน (ประสบการณ์ 3 ปีขึ้นไป)
✨ Account Executive (Full Time) — 1 ตำแหน่ง
ดูแลและประสานงานโครงการระหว่างลูกค้าและทีมงาน ติดตามความคืบหน้า ควบคุมไทม์ไลน์ และดูแลให้ทุกงานดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ (ประสบการณ์ 3 ปีขึ้นไป)
✨ Project Coordinator (Full Time) — 1 ตำแหน่ง
สนับสนุนการทำงานของทีมในทุกขั้นตอน จัดเตรียมเอกสาร ประสานงานภายในและภายนอก ติดตามความคืบหน้าของโครงการ รวมถึงดูแลการสื่อสารเบื้องต้นผ่านช่องทาง Social Media (ยินดีรับเด็กจบใหม่)
📍 ออฟฟิศอยู่ย่านประดิพัทธ์ (ห่าง BTS สะพานควายไม่ถึง 1 กม.)
🏡 Work from Home 3 วัน/สัปดาห์
👉 กรอกแบบฟอร์มสมัครงานได้ที่ : https://forms.gle/atubFrgZdeXzoBMM7
หากคุณเชื่อว่าศิลปะ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้เหมือนที่เราเชื่อ ส่งใบสมัครมาได้เลย เรารอทำความรู้จักคุณอยู่
22/06/2026
‘รอแรม’ เมื่อความทรงจำล่องลอยผ่านภูมิทัศน์แห่งการพลัดถิ่นในนิทรรศการของ แพร พัชราภา
TARS Unlimited เตรียมเปิดนิทรรศการ Dwelling Elsewhere (รอแรม) นิทรรศการเดี่ยวครั้งใหม่ของ แพร พัชราภา ศิลปินร่วมสมัยชาวไทย ที่สำรวจ 'การนอนหลับ' ในฐานะภูมิศาสตร์ของการอพยพ พื้นที่กึ่งกลางระหว่างความทรงจำ การพลัดถิ่น และความรู้สึกของการเป็นเจ้าของสถานที่
จากห้องโดยสารเครื่องบินที่ลอยเคว้งกลางอากาศ เงาสะท้อนบนกระจกกลางไทม์สแควร์ ซุ้มโค้งในเมืองตูริน พื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่ม ไปจนถึงริมตลิ่งแม่น้ำโขง สถานที่เหล่านี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจความทรงจำผ่านสายตาของ 'แขกผู้มาเยือน' ในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย
ผ่านประสบการณ์การเดินทางระหว่างประเทศไทย นครนิวยอร์ก และอิตาลี แพร พัชราภา ถ่ายทอดภาพภูมิทัศน์ของการเคลื่อนย้ายและการดำรงอยู่ระหว่างสถานที่ ผ่านเส้นแบ่งที่พร่าเลือนระหว่างความจริง ความฝัน และความทรงจำ ร่องรอยของการเดินทาง พื้นที่รกร้าง และพรมแดนที่เปลี่ยนแปลง กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสำรวจชีวิตของผู้คนที่ถูกแรงผลักจากประวัติศาสตร์และอำนาจที่แปรผันให้หลุดออกจากรากเหง้า
ภายใต้ภาพที่ดูสงบนิ่ง ศิลปินมองเห็นวัฏจักรของการอพยพที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นเดียวกับเส้นแบ่งพรมแดนที่ถูกสร้างขึ้นและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ร่องรอยจากประวัติศาสตร์ เช่น ผลสะเทือนจากการประชุมยัลตา (Yalta Conference) ยังคงซ่อนตัวอยู่ในภูมิทัศน์และชีวิตของผู้คน ผ่านบาดแผลที่ไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
แพรไม่ได้มุ่งสร้างจิตรกรรมที่สมบูรณ์แบบเพื่อประกาศข้อความใดอย่างตรงไปตรงมา หากแต่มองการวาดภาพเป็นกระบวนการสังเกต 'ช่วงขณะ' และเศษซากทางกายภาพที่หลงเหลืออยู่ การทับซ้อนของเนื้อสีทำหน้าที่เปลี่ยนสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ทั้งความทรงจำ ความฝัน และความรู้สึกของการสูญเสีย ให้กลายเป็นวัตถุพยานที่สามารถดำรงอยู่ในโลกจริง
ผ่านชั้นของสีและเรื่องเล่าที่ถูกจินตนาการ ศิลปินเปลี่ยนช่วงเวลาที่เลือนรางให้กลายเป็นภาพสะท้อนของประวัติศาสตร์ร่วม ความไม่แน่นอน และความอดทนอันเงียบงันของผู้คนที่ดำรงอยู่ 'ระหว่างสถานที่'
ชิ้นงานและวัตถุพยานเหล่านี้ล้วนดำเนินไปสู่การผุพังและสูญสลาย ไม่ต่างจากความทรงจำที่ค่อย ๆ เลือนหาย ขณะเดียวกัน แสงสลัวยามผีตากผ้าอ้อมกลับทำให้พื้นที่เหล่านั้นดำรงอยู่กึ่งกลางระหว่างแสงและเงา ระหว่างการปรากฏและการเลือนหาย
Dwelling Elsewhere (รอแรม) จึงไม่ได้เป็นเพียงบันทึกของการเดินทาง แต่เป็นการเชื้อเชิญให้ผู้ชมเผชิญหน้ากับความคลุมเครือของบาดแผลทางประวัติศาสตร์ร่วม และโอบรับความเปราะบางของความทรงจำ
คำว่า 'รอแรม' ในที่นี้ อาจไม่ได้หมายถึงการเดินทางเพื่อค้นหาจุดหมาย หากเป็นการดำรงอยู่ในพื้นที่กึ่งกลาง การปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่องรอยแห่งการอพยพ พลัดถิ่น และรอคอย จนกว่าจะถึงเวลาที่สามารถหลับตาลงอย่างสงบในพื้นที่สักแห่ง
แพร พัชราภา เป็นศิลปินร่วมสมัยชาวไทยที่ทำงานกับภาพภูมิทัศน์และภาพบุคคล ผ่านการมองโลกอย่างละเอียดอ่อน ผลงานของเธอสำรวจความเปราะบางของความทรงจำทั้งในระดับส่วนบุคคลและความทรงจำร่วม โดยหวนมองร่องรอยของผู้คนที่จากไป ผ่านพื้นที่และวัตถุภายในบ้านซึ่งทำหน้าที่เป็นเศษเสี้ยวของชีวิตที่เคยดำรงอยู่ พร้อมเผยให้เห็นกระแสทางอารมณ์และนัยทางสังคมการเมืองที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความธรรมดาของชีวิตประจำวัน
แพรสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มีผลงานจัดแสดงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2565 หนังสือภาพถ่าย Touch Me ได้รับการตีพิมพ์โดย 89books ประเทศอิตาลี ต่อมาในปี พ.ศ. 2567 ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ Fellowship Program ของ apexart ณ นครนิวยอร์ก และในปี พ.ศ. 2568 ได้นำเสนอนิทรรศการ Elsewhere Within: Tangled Threads of Migration ภายในงาน Paratissima ประเทศอิตาลี
ปัจจุบัน ผลงานของเธอได้รับการบรรจุอยู่ในคลังสะสมถาวรของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม (MAIIAM Contemporary Art Museum)
นิทรรศการจะเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในงานเปิดนิทรรศการวันที่ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00–21.00 น. ณ THIS IS UNLIMITED
22/06/2026
TV Buddha: เมื่อพุทธะสบตากับหน้าจอ
พระพุทธรูปองค์หนึ่งนั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้าจอโทรทัศน์ จ้องมองภาพสะท้อนของตัวเองที่ถูกส่งกลับมาแบบเรียลไทม์ ภาพนั้นดูราวกับการทำสมาธิ แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนการติดอยู่ในวงจรที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ผู้มองกลายเป็นสิ่งที่ถูกมอง และภาพที่เห็นก็เป็นเพียงเงาของตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นโดยเทคโนโลยี
นี่คือ TV Buddha (1974) หนึ่งในผลงานวิดีโออาร์ตที่สำคัญที่สุดของ นัม จุน เพ็ก ศิลปินผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกศิลปะแบบสื่อใหม่ ผลงานชิ้นนี้นำพระพุทธรูปไม้เก่าแก่มาวางตรงข้ามกับโทรทัศน์ โดยมีกล้องวิดีโอจับภาพพระพุทธรูปและถ่ายทอดกลับไปยังหน้าจอทันที เกิดเป็นบทสนทนาระหว่างวัตถุทางจิตวิญญาณจากอดีตกับเทคโนโลยีการสื่อสารของโลกสมัยใหม่
ความเรียบง่ายขององค์ประกอบกลับซ่อนคำถามที่ซับซ้อนเอาไว้ พระพุทธรูปเป็นสัญลักษณ์ของความสงบ การหยุดนิ่ง และการมองเข้าไปภายใน ขณะที่โทรทัศน์เป็นตัวแทนของโลกภายนอก โลกแห่งข้อมูล ข่าวสาร ภาพเคลื่อนไหว และความต้องการรับรู้อย่างไม่สิ้นสุด แต่เมื่อทั้งสองสิ่งถูกนำมาอยู่ตรงหน้าเดียวกัน เส้นแบ่งระหว่าง “การพิจารณาตนเอง” กับ “การหมกมุ่นอยู่กับภาพของตนเอง” ก็เริ่มพร่าเลือน
เพ็กซึ่งเติบโตมาในครอบครัวพุทธ มองศาสนาไม่ใช่เพียงระบบความเชื่อ แต่เป็นกรอบทางความคิดที่สามารถนำมาสนทนากับโลกสมัยใหม่ได้ ประสบการณ์ชีวิตของเขาเองเต็มไปด้วยการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรม ตั้งแต่การอพยพออกจากเกาหลีในช่วงสงคราม ไปยังฮ่องกง โตเกียว และเยอรมนี ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในศิลปินที่ผลักดันขอบเขตของศิลปะร่วมสมัย
สำหรับเพ็ก เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็นสิ่งที่กำหนดวิธีที่มนุษย์รับรู้โลก TV Buddha จึงไม่ได้ตั้งคำถามว่าเทคโนโลยีดีหรือเลว หากแต่ชวนให้เราสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสื่อ ว่าเครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น หรือกลับทำให้เราติดอยู่กับภาพสะท้อนที่สร้างขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในแง่หนึ่ง ผลงานชิ้นนี้ยังท้าทายความหมายของประติมากรรม เพราะแม้พระพุทธรูปจะดูเหมือนวัตถุที่หยุดนิ่ง แต่ตัวงานกลับเต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวของเวลา ภาพถ่ายทอดสด เส้นแสงที่สั่นไหวบนหน้าจอ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกวินาที มันเป็นทั้งวัตถุและเหตุการณ์ เป็นทั้งอดีตและปัจจุบันที่ดำรงอยู่พร้อมกัน
แม้ปัจจุบันโทรทัศน์จอแก้วและอุปกรณ์วิดีโอแบบในยุค 1970 จะกลายเป็นสิ่งล้าสมัย แต่คำถามของ TV Buddha กลับยิ่งร่วมสมัยขึ้น ในโลกที่มนุษย์ใช้เวลาจำนวนมากอยู่หน้าจอ ตั้งแต่สมาร์ตโฟน โซเชียลมีเดีย ไปจนถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ เรากำลังใช้เทคโนโลยีเพื่อมองเห็นโลก หรือกำลังมองหาตัวเองผ่านภาพสะท้อนที่เทคโนโลยีสร้างขึ้น?
บางทีพระพุทธรูปในผลงานของเพ็กไม่ได้กำลังมองหน้าจอ แต่กำลังตั้งคำถามกลับมายังเราว่า ผู้ชมที่กำลังจ้องมองมันผ่านหน้าจออีกชั้นหนึ่ง ว่าแท้จริงแล้ว ใครกันแน่ที่กำลังเฝ้ามอง และใครกันแน่ที่กำลังถูกมอง
22/06/2026
ถอดรหัสไบเบิลและคริสต์ศาสนาในซีรีส์ ‘Ticket To Heaven’ เพราะอะไรเด็กชายถึงไม่ไปสวรรค์
“ถ้าสวรรค์ไม่มีเธอ ที่ตรงนั้นฉันก็ไม่อยากไป”
ระหว่างที่ผู้เขียนกำลังร่างบทวิเคราะห์ซีรีส์เรื่อง ‘Ticket to Heaven’ อยู่นี้ เนื้อเรื่องก็กำลังเดินทางมาถึงตอนที่สามพอดี พร้อมกับการเปิดประเด็นที่ชวนให้ใจหวิวไม่น้อย เมื่อซีรีส์หยิบยกเรื่อง ‘7 บาป’ ขึ้นมาพูดถึง และค่อย ๆ ซูมเข้าไปยังคำว่า ‘ราคะ’ ท่ามกลางจังหวะที่ความรู้สึกระหว่าง ‘แทนรัก’ และ ‘บาร์ธ’ เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน
Ticket to Heaven หรือ เด็กชายไม่ไปสวรรค์ คือซีรีส์ BL เรื่องใหม่จากค่าย GMMTV ที่หยิบเอาประเด็นความรักต้องห้ามภายในรั้ว ‘สามเณราลัย’ (Seminary) มาเป็นแกนกลางของเรื่องราว ผ่านชีวิตของ ‘แทนรัก’ เด็กหนุ่มผู้เชื่อว่าการเดินบนเส้นทางแห่งศรัทธาจะพาเขาไปพบพ่อแม่อีกครั้งบนสวรรค์ แต่ทุกอย่างกลับเริ่มสั่นคลอนเมื่อเขาได้พบกับ ‘บาร์ธ’ เพื่อนใหม่ผู้เข้ามาเปลี่ยนความหมายของคำว่า ความเชื่อ ความหวัง และความรักไปพร้อมกัน
ซีรีส์เรื่องนี้เปิดเรื่องราวด้วยภาพของยุคปัจจุบัน ยุคที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมได้รับการรับรองแล้ว ก่อนจะพาผู้ชมย้อนกลับไปยังปีพ.ศ. 2539 ที่ความรักบางรูปแบบยังถูกมองว่าเป็นเรื่องต้องห้าม โดยเฉพาะในพื้นที่ศาสนา และยิ่งเป็นเรื่องซับซ้อนขึ้นไปอีกสำหรับคนที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักบวชอย่างแทนรัก เพราะหากต้องการก้าวต่อไปบนเส้นทางสู่สวรรค์ สิ่งหนึ่งที่เขาจำเป็นต้องแลกคือการละวางความรักในเชิงสมรส เพื่อมอบหัวใจทั้งหมดให้แก่พระเจ้าเพียงผู้เดียว
แต่ยิ่งเรื่องราวดำเนินต่อไป คำถามที่น่าสนใจกลับไม่ใช่เพียงว่า แทนรักจะเลือกพระเจ้าหรือเลือกความรัก หากเป็นความสงสัยที่ย้อนกลับไปยังชื่อเรื่อง ‘เด็กชายไม่ไปสวรรค์’ เพราะหากพิจารณาให้ดี คำว่า ‘ไม่ไป’ นั้นแตกต่างจาก ‘ไปไม่ได้’ อย่างสิ้นเชิง
วันนี้ เราจึงอยากชวนทุกคนมาร่วมกันถอดรหัสสัญญะที่ซ่อนอยู่ใน Ticket to Heaven ตั้งแต่การตีความฉากหลังอย่าง สามเณราลัยในฐานะบันไดสู่สวรรค์ บทพระธรรมจากเอเฟซัส เลวีนิติ และลูกา ที่พูดถึงคนต่างด้าว ผู้หลงหาย และผู้ที่ไม่ใช่คนนอกอีกต่อไป ไปจนถึงชื่อของตัวละครอย่าง ‘บาร์ธ’ และ ‘แทนรัก’ ที่ดูเหมือนจะซ่อนความหมายบางอย่างเอาไว้มากกว่าที่เห็นบนฉากหน้า เพื่อค้นหาไปด้วยกันว่า เพราะอะไรเด็กชายคนนี้ถึงไม่ไปสวรรค์กันแน่
สามารถติดตามชม Ticket to Heaven ได้ทางช่อง GMM25 ทุกวันเสาร์ เวลา 20:30 น. หรือดูย้อนหลังได้ทาง Viu
สุขสันต์เดือน Pride Month ขอให้ทุกคนพบกับสวรรค์ในแบบของตัวเอง
เรื่อง: บงกชกร คำปุ๊ก
กราฟิก: กิติวรรณ เสนีวงศ์
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เว็บไซต์
ที่อยู่
23 Trok Rongnamkhaeng, Si Phraya Pier, Yota Road, Sampantawong
Bangkok
10100