XSELF

XSELF

แชร์

พื้นที่ที่เปิดกว้างให้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสายอาชีพ ได้เป็น The Best Version ในแบบของคุณเอง

29/11/2022

ออกเฟซบุ๊ก เข้าไอจี กดเข้าไปที่ติ๊กต่อก ไถฟีดยังไงก็หนีไม่พ้นวัยรุ่นพันล้าน หันไปทางซ้าย คนนี้มีบ้าน หันไปทางขวาเดี๋ยวก็มีรถ มองใกล้ๆ ตัวหน่อยก็เห็นคนเลื่อนขั้นกันจนท้อ ทำไมน้อ คนนั้นไม่ใช่เรา กับแค่ถูกหวยสักครั้งก็ยังไม่เคยได้ขึ้นรางวัลกับเขาสักที! – ไหนใครเคยรู้สึกแบบนี้บ้างคะ 🙆🏼‍♀️
นี่เป็นเรื่องปกติมากๆ ที่เราจะรู้สึกด้อยกว่าคนอื่น แต่ความจริงอีกข้อคือความสำเร็จของคนอื่นโดยเฉพาะคนวัยเดียวกัน ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่านี่คือความล้มเหลวของเรานะคะ แต่ละคนต่างก็มีช่วงเวลาผลิบานแตกต่างกันไป เพราะเราต่างก็มีปัจจัยและเงื่อนไขในชีวิตที่แตกต่างกัน
ข่าวร้ายคือเราไม่อาจรู้ได้ว่าวันไหนเราจะสำเร็จแบบคนอื่นบ้าง แต่ข่าวดีแบบสุดๆ คือเราสามารถสำเร็จได้แม้จะเริ่มช้ากว่าคนอื่นค่ะ ซึ่งคีย์สำคัญของความสำเร็จนั้นคือการฝึกฝนอย่างตั้งใจ สม่ำเสมอ และเป็นระบบ หรือที่เรียกว่า Deliberate Practice ที่คิดค้นโดยนักจิตวิทยาชื่อดัง Anders Ericsson นั่นเองค่ะ
🌻 Deliberate Practice คืออะไร?
Deliberate Practice หรือการฝึกฝนโดยเจตนา คือการฝึกฝนอย่างมีเป้าหมาย มีสมาธิ และตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอค่ะว่าเราเดินมาถึงจุดไหนของเป้าหมายแล้ว การฝึกฝนแบบนี้เราจะรู้แน่นอนว่าเรากำลังฝึกเพื่ออะไร ฝึกยังไง เพื่อให้เราไม่เดินหลงทางไปไหนค่ะ
🌈 Deliberate Practice วัดกันที่ระยะเวลาการฝึกหรือเปล่า?
เคยได้ยินกฎ 10,000 ชั่วโมงของ Malcolm Gladwell ที่กล่าวในหนังสือ Outlier มั้ยคะว่าถ้าเราอยากจะเป็นที่สุดของรุ่น เราต้องฝึกฝนอย่างน้อย 10,000 ชั่วโมงขึ้นไป แต่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยหลายคนก็บอกค่ะว่าจริงๆ แล้ว ตัวเลข 10,000 ชั่วโมงนี้ไม่ใช่ Magic Number ที่ต้องใส่ใจขนาดนั้น เพราะความสำเร็จไม่ได้ขึ้นกับการทำซ้ำๆ ย้ำๆ ในระยะเวลานาน แต่ขึ้นกับความตั้งใจและระเบียบวินัยของเราค่ะ
🎯 Deliberate Practice เสกได้ทุกอย่าง?
ต้นทุนของแต่ละคนมีไม่เท่ากันก็จริง ทั้งพันธุกรรม เงินทอง มันสมอง จึงไม่ได้หมายความว่าเราจะสำเร็จตามใจปรารถนาจากการ Work hard เสมอค่ะ แต่การที่เราฝึกฝนอย่างเป็นระบบเพื่อให้เท้าของเราขยับเข้าถึงฝั่งฝันทีละนิด แน่นอนว่าย่อมดีกว่าคนที่มีต้นทุนแต่ใช้ไม่เป็นจนเสียโอกาสนะคะ
🌅 Deliberate Practice ทำยังไง?
1️⃣ หาแรงจูงใจ หาสิ่งที่สนใจอยากพัฒนา
หนึ่งในสิ่งสำคัญก่อนเริ่มฝึกฝนอย่างจริงจังคือการค้นหาว่าความสนใจของเราอยู่ตรงไหน และอะไรกันที่เราจะทุ่มเทแรงกายแรงใจได้อย่างสุดชีวิตค่ะ อาจจะเป็นทั้งสิ่งที่เราทำได้ดีแต่อยากทำให้ดีกว่าเดิม หรือเป็นสิ่งที่เราทำได้ไม่ดีเลยก็ได้ เพราะถ้าเราไม่มีแรงจูงใจในสิ่งนั้นมากพอ เราอาจจะล้มเลิกกลางทางได้นั่นเองค่ะ
2️⃣ ตั้งเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง
Deliberate Practice จะสำเร็จได้เร็วมากขึ้นก็ต่อเมื่อเรากำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนค่ะ แต่แทนที่จะตั้งเป้าใหญ่ๆ ให้ซอยเป้าหมายนั้นออกเป็นส่วนๆ แล้วค่อยๆ บรรลุเป้าเล็กๆ นั้นไปเรื่อยๆ อย่าง Benjamin Franklin นักคิดนักเขียนคนสำคัญของอเมริกาเขาตั้งเป้าใหญ่ไว้ค่ะว่าตัวเองจะต้องเป็นนักเขียนที่เก่งให้ได้เพื่อลบคำสบประมาทของพ่อ
Franklin ตั้งคำถามว่าเขาบกพร่องที่ตรงไหน จากนั้นก็เริ่มศึกษางานเขียนดังๆ ทีละบรรทัด ก่อนจะเขียนงานในหัวข้อเดียวกันด้วยภาษาของตนเอง เขาจึงเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองต้องพัฒนาเป็นอันดับแรกคือ ‘คำศัพท์’ ค่ะ จากนั้น Franklin ก็โฟกัสไปที่การศึกษาคำศัพท์ให้กว้างขวางขึ้น ก่อนที่จะพัฒนาการเขียนของตัวเองในแนวทางอื่นต่อไปค่ะ
จากตัวอย่างของ Franklin เรานำมาปรับใช้กับตัวเองได้ง่ายๆ แบบนี้ค่ะ สมมติถ้าเราอยากทำขนมปังยีสต์ธรรมชาติให้เก่งๆ เราอาจจะแบ่งเป้าหมายเล็กๆ ไว้หลายระดับค่ะ เริ่มจากเป้าแรกคือทำความเข้าใจเรื่องสัดส่วนขนมปังและการชั่ง ตวง วัด เมื่อเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงจะทำตามเป้าต่อไปคือทดลองทำขนมปังจากยีสต์ผงทั่วไปดูก่อน ก่อนที่จะตั้งเป้าต่อๆ ไปไม่ว่าจะเรื่องการนวดขนมปัง การควบคุมอุณหภูมิ ไปจนถึงการเลี้ยงยีสต์ค่ะ
3️⃣ ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
เคยสังเกตมั้ยคะว่าเวลาเราเริ่มเล่นกีฬาอะไรก็ตาม หรือแม้แต่ออกกำลังกายก๊อกแก๊กตามประสา ถ้าเราเริ่มฝึกแล้วหยุดไปนาน เมื่อกลับมาเล่นอีกครั้ง เราจะพบว่าสกิลการเล่นและร่างกายของเราไม่สู้เท่าเดิมเท่าไหร่ มันจะเหนื่อยง่าย เมื่อยง่ายไปหมด
เช่นเดียวกับการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาค่ะ การฝึกฝนโดยเจตนาเพื่อให้เราสำเร็จถึงฝั่งฝันนั้นอาศัยความสม่ำเสมอสูงมาก อย่างคนที่ทำขนมปังยีสต์ธรรมชาติเก่งๆ นั้นแทบจะทำขนมปังทุกวันเลยค่ะ และกว่าจะได้ขนมปังที่ขึ้นรูปสวยงาม ทุกคนต่างก็มีขนมปังที่พังแล้วพังอีกหลายร้อยก้อนแล้วทั้งนั้นค่ะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เจ้าของร้าน ‘From Scratch’ ที่ดังใน Tiktok ซึ่งเคยเล่าว่ากว่าจะทำขนมได้ทุกอย่างและประสบความสำเร็จในการเปิดร้านได้ขนาดนี้ เธอฝึกทำขนมเกือบทุกชนิดตั้งแต่อายุ 12 ปี เลยนะคะ
กับเรื่องที่ดูเหมือนจะไร้สาระและต้องพึ่งดวงคือเรื่องการชิงโชคทั้งจากหวยและช่องทางอื่นๆ ค่ะ แอดเคยอ่านข้อความหนึ่งของคนที่มักจะได้รางวัลจากการชิงโชคอยู่เสมอค่ะว่าคนอื่นอาจจะมองว่าเขาได้ของรางวัลมาเพราะโชคช่วย แต่รู้หรือเปล่าว่ากว่าจะได้มา เขาต้องเฝ้าส่งหมายเลขไปชิงโชคกี่ครั้งกัน ทำเอาแอดเซอร์ไพรส์ไปเลยค่ะว่ากับเรื่องโชคยังต้องอาศัยความสม่ำเสมอเลยเหรอเนี่ย
4️⃣ เมื่อถึงเวลาฝึกก็ฝึกอย่างมีสมาธิ
จากข้อที่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทุ่มเวลาในแต่ละวันให้สิ่งนั้นๆ ไปตลอดนะคะ งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการฝึกฝนอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน ความถี่ 3-5 วันต่อสัปดาห์ แล้วเอาเวลาที่เหลือไปพักนั้นดีกว่าการตะบี้ตะบันฝึกวันละ 2 ชั่วโมงขึ้นไปค่ะ การฝึกฝนโดยเจตนาจึงขึ้นกับสมาธิเวลาฝึกด้วยนั่นเอง
อย่างนักจิตวิทยา Ericsson ผู้คิดค้นการฝึกนี้ก็พบค่ะว่านักไวโอลินเก่งๆ ในสถาบันดนตรีชั้นนำนั้นจะฝึกไวโอลินวันละเพียงหนึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้นแต่พวกเขาจะฝึกแบบนี้ ‘ทุกวัน’ ซึ่งมีผลต่อความชำนาญของพวกเขามากๆ และยังดีกว่าฝึกวันละหลายชั่วโมงแต่เว้นไปหลายวันค่ะ
5️⃣ เก็บฟีดแบ็กจากคนรอบตัวมาพัฒนา
เมื่อเราทำบางอย่างไปเรื่อยๆ เราอาจหลงลืมหรือมองไม่เห็นข้อบกพร่องไปเลย ฟีดแบ็กจากคนอื่นๆ จึงช่วยให้เราเห็นว่าเราจะปรับปรุงหรือฝึกฝนอะไรได้อีกบ้างเพื่อให้เป้าหมายบรรลุนั่นเองค่ะ
ถ้าเราอยากทำขนมปังให้อร่อยขึ้น ลองให้คนรอบตัวหรือคนที่ทำขนมปังเก่งๆ ช่วยชิมและแนะนำค่ะ ถ้าเราอยากเขียนให้เก่งขึ้น ลองให้หนอนหนังสือใกล้ตัวช่วยติงานของเราก็ได้ค่ะ ที่สำคัญ ข้อนี้ใช้ได้สุดๆ กับนักศึกษาฝึกงานหรือ First jobber นะคะ ถ้าเราอยากทำงานเป็นและทำงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ลองเปิดรับความเห็นจากพี่ๆ ในที่ทำงานแล้วนำมาแก้ไขค่ะ
ถ้ามีพรสวรรค์แต่ใช้ไม่ถูกต้องก็ยังต้องแพ้ให้พรแสวงนะคะ ความสำเร็จของคนอื่นที่เราเห็นอาจไม่ได้ได้มาอย่างง่ายดายแต่เต็มไปด้วยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและตั้งใจทั้งนั้นค่ะ เราอาจจะไม่สำเร็จในวันนี้ แต่ถ้าเรามีเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างตั้งใจ ฝึกฝนอย่างเต็มที่ และไม่ยอมแพ้ไปเสียก่อน สักวัน ผลตอบแทนของคนที่มุ่งมั่นก็จะกลับมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งค่ะ
XSELF ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่อยากเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองให้สำเร็จได้ในที่สุดนะคะ✨
ติดตามทิปส์การสื่อสาร การพัฒนาตัวเอง และเคล็ดลับกระชับความสัมพันธ์ ให้คุณรู้วิธีพูด ปรับแอทติจูดได้ และใช้ภาษากายได้ยอดเยี่ยมกับ XSELF ได้ ผ่านทางช่องทางเหล่านี้
Facebook / YouTube : XSELF
Instagram : xself.official

24/11/2022

ใครเป็นเหมือนกันบ้างคะ ตั้งแต่จำความได้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ก็มักจะยกย่องชื่นชมเด็ก IQ สูงหรือเด็กฉลาดมาตลอด พอโตขึ้นมาอีกหน่อย สื่อก็เริ่มบอกเราว่า ฉลาดที่สมองอย่างเดียวไม่พอ ต้องฉลาดในการควบคุมอารมณ์ด้วยนะ แต่รู้มั้ยคะว่าเดี๋ยวนี้ หลายคนเริ่มหันมาส่องสปอตไลต์ไปที่ AQ แล้วค่ะ!
คนให้ความสำคัญกับ AQ แค่ไหนน่ะหรือคะ เรียกได้ว่าตั้งแต่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของคนเรา หลายๆ สื่อในต่างประเทศก็หันมาพูดถึง AQ กันทั้งนั้นค่ะ แถมหัวข้อเรื่อง AQ ก็ยังถูกหยิบยกไปพูดบนเวที TED Talk โดย Natalie Fratto รองประธานบริษัท Goldman Sachs ด้วยค่ะว่า
“IQ เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่คุณต้องมีเพื่อสมัครงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป AQ เป็นตัวชี้วัดว่าคุณจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน” ว่าแต่ AQ หรือ Adversity Quotient คืออะไรกันแน่ วันนี้ XSELF จะพาไปไขข้อข้องใจกันค่ะ
>AQ คืออะไร?
AQ หรือ Adversity Quotient คือความสามารถในการปรับตัว แก้ไขปัญหา และเอาชนะความท้าทายของชีวิตที่คิดค้นขึ้นโดย Paul Stoltz เมื่อปี 1997 ค่ะ เจ้า AQ ตัวนี้ระบุได้ว่าคนเราจะตอบสนองต่อความยากลำบากในชีวิต ตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงความเครียดหรือความกดดันอื่นๆ ได้ยังไงบ้างนั่นเองค่ะ
>ทำไม IQ กับ EQ ต้องหลีกทางให้ AQ ในยุค 2022
ถ้าเราอ้างอิงจากที่ Paul Stoltz ระบุไว้ วิธีการวัดว่าแต่ละคนมี AQ สูงแค่ไหนนั้นมี 4 หลักการด้วยกันค่ะ ซึ่ง Stoltz เรียก 4 หลักการที่ว่าว่า CORE ซึ่งประกอบขึ้นจาก
🎯C-Control ความสามารถในการควบคุม = เมื่อเผชิญกับความท้าทายหรือปัญหาใหม่ๆ คนที่มี AQ สูงจะโฟกัสว่าสามารถทำอะไรได้บ้างในสถานการณ์แบบนี้แทนที่จะตระหนกกับเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุม ดังนั้นไม่ว่าจะมีอะไรใหม่ๆ เข้ามา คนเหล่านี้ก็จะไม่กลัว และกล้าที่จะเรียนรู้เพราะเมื่อล้มแล้วก็ยังสามารถลุกขึ้นมาได้นั่นเองค่ะ
😉 O-Ownership ความสามารถในการเป็นเจ้าของปัญหา = ถ้าทำอะไรผิดพลาด คนที่มี AQ สูงจะยอมรับผิดได้ไม่ยาก และพร้อมที่จะเป็นเจ้าของความผิดพลาดนั้นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ค่ะ
🤜 R-Reach ความสามารถในการจำกัดการเข้าถึงปัญหา = เมื่อมีสารพัดปัญหาถาโถมเข้าใส่ คนที่มี AQ สูงจะไม่ปล่อยให้ปัญหานั้นๆ ไปกระทบด้านอื่นๆ ในชีวิตจนกินไม่ได้นอนไม่หลับค่ะ เช่น ถ้ามีปัญหาเรื่องงาน เมื่อพ้นเวลางานแล้วก็ไม่เก็บมาคิดใส่ใจจนทำให้ไม่ได้พักผ่อน หรือถ้ามีปัญหาเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ก็จะไม่เอาปัญหานั้นมาพัวพันจนทำงานไม่ได้นั่นเองค่ะ
🤘E-Endurace ความสามารถในการอดทนกับสิ่งต่างๆ = คนที่มี AQ สูงจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคหรือปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตง่ายๆ แต่จะอดทนและพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อก้าวพ้นสิ่งต่างๆ ค่ะ
เมื่อเทียบกับสถานการณ์โรคระบาดและสถานการณ์ทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศที่กำลังเกิดขึ้น รวมถึงการแข่งขันในที่ทำงานและโรงเรียนที่มากขึ้นกว่าเก่าในปัจจุบัน
คนที่มี AQ สูงหรือคนที่สามารถรับมือกับสารพัดปัญหาในชีวิตได้อย่างดี มีความอดทนอดกลั้น และสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ได้จึงน่าจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตได้อย่างแฮปปี้มากกว่าคนอื่นๆ และน่าจะเป็นพนักงานดีเด่นที่องค์กรรักนั่นเองค่ะ
>เราคือใครในสมรภูมิ AQ!
จริงๆ แล้วไม่ได้มีการวัดผลแน่นอนหรอกค่ะว่าเรามี AQ เท่าไหร่ แต่ Stoltz ก็ได้แบ่งกลุ่มคนไว้คร่าวๆ 3 กลุ่มโดยเปรียบเทียบคนเราเป็นนักปีนเขา
🙇‍♂️ Quitter คือกลุ่มคนที่ถอดใจตั้งแต่เห็นยอดเขาสูง คนกลุ่มนี้คือคนที่มี AQ ต่ำ เรียกว่าแค่เห็นยอดเขาก็ท้อและยกธงขาวแล้วนั่นเองค่ะ ถ้าเปรียบกับในชีวิตจริง Quitter คือคนที่มักจะบอกตัวเองและคนอื่นเสมอว่าปัญหาหรือความรู้ใหม่ๆ ที่เข้ามานั้นมันยากเกินจะแก้ไข
🏕 Camper หรือชาวตั้งแคมป์ทั้งหลายเป็นคนที่มี AQ ในระดับปานกลาง เห็นยอดเขาแล้วไม่ท้อไปก่อน แต่ค่อยๆ เดินขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าเหนื่อยก็พัก แต่พักเสร็จแล้วดันอยากจะพอแค่นี้ ไม่ยอมเดินไปให้ถึงยอดเขา ในชีวิตจริง ชาว Camper คือคนที่มี AQ ปานกลางที่พร้อมเผชิญกับปัญหาบ้าง แต่ไม่อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เท่าไหร่ แต่ถ้าได้รับคำชมหรือความช่วยเหลือก็อาจจะจุดไฟที่มอดในใจให้กลับมาสู้ต่อก็ได้ค่ะ
🗻 Climber คือนักปีนเขาตัวจริงที่มี AQ สูงปรี๊ด เรียกว่า “ไม่ว่าจะสูงแค่ไหน ก็ไปถึง ไม่มีคำว่าสูง วัดได้ หากใจถึง” ในชีวิตจริงคือคนที่มีเป้าหมายแล้วพร้อมพุ่งชน เจอปัญหาก็ไม่หวั่นเพราะถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายใหม่ๆ จึงเป็นคนที่องค์กรรักองค์กรหลงค่ะ นอกจากนั้นในชีวิตทั่วไปก็ถือเป็นคนที่แฮปปี้ได้ไม่ยากเพราะเชื่อว่าทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงเสมอ เราเพียงต้องปรับตัวให้ทัน
>AQ ต่ำอย่าเพิ่งท้อ เพราะของแบบนี้ฝึกกันได้
แม้ AQ จะวัดไม่ได้อย่างความสามารถด้านอื่นๆ แต่ AQ ก็เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่เราสามารถฝึกฝนได้นะคะ อย่าง Penny Locaso ผู้ก่อตั้ง BKindred บริษัทด้านการศึกษาในออสเตรเลียได้แนะนำ 3 วิธีเพิ่ม AQ ไว้ค่ะว่า
1️⃣ เมื่อเจอสถานการณ์ใหม่ๆ ให้ลองใช้สมาธิกับสิ่งนั้นเพื่อให้เราโฟกัสได้ว่าจะต้องปรับตัวหรือแก้ปัญหากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังไง
2️⃣ ลองถามคำถามในหัวข้อที่เราไม่คุ้นเคยกับหัวหน้าหรือคนรอบตัวที่เราทำงานด้วยเพื่อฝึกความกล้าและฝึกให้เรากลัวน้อยลงค่ะ
3️⃣ ถ้าสงสัยอะไร อย่าเพิ่งค้นหาคำตอบนั้นจาก Google แต่ให้ลองหาคำตอบจากการสนทนากับผู้คนรอบตัวเราค่ะ ไม่ว่าจะคนในครอบครัว เพื่อน คนในที่ทำงาน หรือคนที่เราไม่สนิทด้วยก็ยิ่งดีเลยค่ะ เพื่อให้สมองของเราไม่ขี้เกียจเกินไป ทั้งยังได้ฝึกความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยนะคะ
ส่วนอีกคำแนะนำจาก Otto Scharme อาจารย์อาวุโสของ MIT Sloan School of Management ที่แอดชอบมากคือให้เราเปิดกว้างกับความเป็นไปได้ใหม่ๆ และลดอัตตาของตัวเองลงค่ะเพื่อที่เราจะได้เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นถ้าเราคิดไม่ออกว่าจะแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญยังไงดี ก็ให้ลองมองสถานการณ์ต่างๆ ในมุมมองของคนอื่นดูค่ะว่าถ้าพ่อแม่เราเจอปัญหาแบบนี้ เขาจะแก้ปัญหาแบบไหน หรือถ้าเพื่อนเราเจอเรื่องกระทบจิตใจ เขาจะทำยังไงกันนะ
ใครที่มี AQ ต่ำหรือปานกลางก็ไม่จำเป็นต้องเศร้าใจไปนะคะ ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราพิเศษน้อยลงเลยค่ะ และไม่ว่ามี IQ, EQ หรือ AQ สูงหรือน้อยกว่าใครๆ ก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ เพียงมองว่าตัวชี้วัดของนักคิดเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เรามองหา ยอมรับ และพัฒนาข้อบกพร่องของตัวเองได้ดีขึ้นค่ะ XSELF ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนค่อยๆ ฝึกฝน พัฒนาตนเองให้เป็นตัวเราในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใครนะคะ 💗
ติดตามทิปส์การสื่อสาร การพัฒนาตัวเอง และเคล็ดลับกระชับความสัมพันธ์ ให้คุณรู้วิธีพูด ปรับแอทติจูดได้ และใช้ภาษากายได้ยอดเยี่ยมกับ XSELF ได้ ผ่านทางช่องทางเหล่านี้
Facebook / YouTube : XSELF
Instagram : xself.official

15/11/2022

2-3 ปีมานี้ คำว่า ‘self-esteem’ หรือการเห็นคุณค่าในตัวเองกลายเป็นประเด็นฮอตฮิตที่ถูกพูดถึง บ้างก็ว่าการมี self-esteem สูงคือหัวใจสำคัญของชีวิตที่แฮปปี้ บ้างก็ว่าการมี self-esteem นั้นดีเพราะจะทำให้เรามั่นใจในตัวเอง
แต่เคยสังเกตมั้ยคะว่าพอสังคมให้ค่ากับการมี self-esteem สูงเสียดฟ้า คนที่มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเองแบบเราๆ กลับยิ่งรู้สึกแย่กับตัวเองเข้าไปใหญ่ เพราะกับแค่คุณค่าของตัวเองก็ยังหาไม่เจอ หนำซ้ำคนที่เคยมี self-esteem สูงๆ ก็อาจกลับมามี self-esteem ต่ำแบบฮวบฮาบได้เพียงเพราะความล้มเหลวครั้งเดียวเท่านั้น
⁉️ แล้วถ้าไม่สอนให้คนเรารู้จักเห็นคุณค่าในตัวเอง แล้วจะสอนให้รู้สึกกับตัวเองแบบไหนกันนะ XSELF จึงขอชวนทุกคนไปรู้จักกับ self-compassion นำทัพข้อมูลมาโดย Kristin Neff ศาสตราจารย์ด้านการพัฒนาและวัฒนธรรมมนุษย์ แผนกจิตวิทยาการศึกษา มหาวิทยาลัยเทกซัสออสติน และผู้เขียนหนังสือ Self-Compassion: The Proven Power of Being Kind to Yourself กันค่ะ
😰 ปัญหาของ self-esteem
👉 self-esteem คือความพึงพอใจและการเห็นคุณค่าในตัวเองซึ่งเป็นไอเดียที่ดีมากค่ะ แต่หากใช้ผิดมันจะกลายเป็นการตัดสินคุณค่าของตัวเองได้ด้วย
🥺 บางคนผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับความคิดเห็นและการได้รับการยอมรับจากคนรอบตัว ซึ่งแน่นอนว่ามนุษย์เรามีคนรัก ก็ต้องมีคนเกลียดใช่มั้ยคะ การผูกคุณค่าของเราเองไว้ที่คนอื่นจึงเป็นเรื่องไม่ยั่งยืนเลย
😖 นอกจากจะผูกคุณค่าของตัวเองไว้ที่คนอื่นแล้ว เรามักจะผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับ ‘ความสำเร็จ’ เริ่มเห็นปัญหามั้ยคะว่า ถ้าเราเป็นคนที่ทำอะไรไม่เคยสำเร็จเลย เราจะยิ่งรู้สึกแย่กับตัวเองเข้าไปใหญ่ ส่วนถ้าเราเป็นคนที่สำเร็จมาตลอด แต่ดันผิดพลาดแค่ครั้งเดียว self-esteem ของเราก็จะพังไม่เป็นท่าเช่นกัน
😈 หลายคนยังพยายามสร้าง self-esteem หรือหาคุณค่าของตัวเองด้วยการเปรียบเทียบกับคนอื่น พยายามมองว่าเราพิเศษกว่าคนอื่นแค่ไหน และคนอื่นด้อยกว่าเราหลายเท่า! แท้จริงแล้ว self-esteem จึงไม่ใช่ปัญหา แต่การพยายามให้ได้มาซึ่ง self-esteem โดยการเปรียบเทียบนี่แหละคือปัญหา เพราะเราจะไม่ได้รู้สึกมีคุณค่าด้วยตัวเองจากภายใน แต่จะรู้สึกมีคุณค่าจากการดูแคลนคนอื่น
🤐 เวลาที่เราผิดพลาดจริงๆ เราจะยอมรับความผิดพลาดนั้นไม่ค่อยได้ และจะเอาแต่โทษสิ่งรอบข้าง โดยตั้งคำถามว่า ‘ทำไมต้องเป็นฉัน’ แทนที่จะล้มแล้วลุก มองว่ามันเป็นประสบการณ์ให้เราได้เรียนรู้ เราจะล้มแล้วยิ่งจมดินกันเข้าไปใหญ่ได้เลยค่ะ
⁉️จากที่ได้กล่าวถึงไปแล้วข้างบน สำหรับ Kristin Neff การมี self-compassion หรือความเห็นอกเห็นใจต่อตัวเองจึงอาจเป็นเรื่องที่ดีกว่า
self-compassion หรือความเห็นอกเห็นใจตนเอง คือการที่เราปฏิบัติกับตัวเองเหมือนกับที่เราปฏิบัติกับเพื่อนสนิท หมายความว่าไม่ว่าเพื่อนสนิทของเราคนนี้จะแย่ ห่วย ไม่ประสบความสำเร็จแค่ไหน พวกเขาก็จะเห็นอกเห็นใจ รับฟัง และพร้อมเดินไปกับเพื่อนที่อาจไม่คูลเท่าไหร่นักอย่างเราอยู่ดีนั่นเองค่ะ
🌠 การฝึกให้ตัวเองเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจตัวเองสูง จะทำให้เราเข้าใจว่าไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่สมบูรณ์แบบ เราต่างมีจุดแข็ง จุดอ่อน และปัญหาที่เผชิญแตกต่างกัน
💕 เวลาเราล้ม เราจะไม่พูดว่า ‘ทำไมต้องเป็นฉัน’ แต่เราจะยอมรับความผิดพลาดนั้นได้ และกล้าลองอีกหลายๆ ครั้ง เพราะเข้าใจดีว่าความล้มเหลวไม่ได้ทำให้คุณค่าของเราลดน้อยลงไป และถ้าเราลองแล้วมันพลาดอีก นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีคุณค่า แต่หมายความว่าเรากำลังใช้ชีวิตเช่นเดียวกับที่คนอื่นกำลังพยายามใช้ชีวิตอยู่นั่นเองค่ะ
🥰 เมื่อเรามีความเห็นอกเห็นใจในตนเอง หรือ self-compassion ที่มากพอ เราจะมี self-esteem หรือการเห็นคุณค่าในตัวเองไปโดยปริยาย ทั้งยังเป็น self-esteem ที่ไม่ได้เอาไปผูกกับความสำเร็จ การยอมรับของคนอื่น และการตัดสินคุณค่าของตัวเองด้วยค่ะ แต่มันจะมาจากการที่เราใจดีและเห็นความเป็นมนุษย์ของตัวเองนี่แหละ
💗 เห็นมั้ยคะว่า self-compassion นั้น healthy กับหัวจิตหัวใจของเรามากแค่ไหน XSELF จึงอยากให้ทุกคนเห็นว่าการที่เรามี self-esteem ต่ำก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีความสุขหรือใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้นะคะ เราจึงไม่จำเป็นต้องโบยตีและกดตัวเองให้ต่ำกว่าเดิม ถ้าเรายังไม่สำเร็จแบบใครเขา เพียงแค่เราเข้าใจและเห็นใจตัวเองมากพอ เราจะกลับมาตั้งหลักและสู้ต่อไปได้ค่ะ มันอาจจะไม่ได้สุขที่สุด แต่มันคือความสุขที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงว่าคนเรานั้นมีล้มก็ต้องมีลุก วนไปแบบนี้นั่นเอง ✨
ติดตามทิปส์การสื่อสาร การพัฒนาตัวเอง และเคล็ดลับกระชับความสัมพันธ์ ให้คุณรู้วิธีพูด ปรับแอทติจูดได้ และใช้ภาษากายได้ยอดเยี่ยมกับ XSELF ได้ ผ่านทางช่องทางเหล่านี้
Facebook / YouTube : XSELF
Instagram : xself.official

10/11/2022

สมัยยังเด็กยังเล็ก ช่วงที่โทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดคือ Nokia 3360 หลายคนคงมีหนังสือและสารพันของเล่นเป็นเพื่อนสนิท ชนิดที่ให้นั่งอ่านหนังสือเป็นชั่วโมงยังไม่พอ ต่อจิกซอว์อีกชั่วโมงยังได้ แต่พอโทรศัพท์มือถือเข้ามาเป็นสิ่งสำคัญ รู้ตัวอีกทีสมาธิที่เคยมีก็หายไป แค่หนังสือ 1 เล่มบางๆ ยังใช้เวลาอ่านเป็นเดือน ไม่ต้องพูดถึงงานบ้านหรืองานอื่นๆ โฟกัสได้ไม่นานก็ต้องหันมาจับมือถือเข้าแอปไปเช็กข่าวอีกแล้ว
เห็นทีเราคงต้องปรับพฤติกรรมกันชุดใหญ่ใช่มั้ยคะ แต่จะให้เปลี่ยนนิสัยที่ติดไปแล้วก็คงยาก ถ้ามีตัวช่วยที่ใช้งานง่ายก็คงดีไม่น้อย XSELF จึงอยากชวนไปทำความรู้จัก 6 แอปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ที่ไม่ได้แค่ทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น แต่ยังมีลูกเล่นสนุกๆ ให้เราไม่เบื่อ และรู้สึกภูมิใจที่เอาชนะตัวเองได้ค่ะ
🌲Forest ตัวช่วยโฟกัสที่ทั้งสนุก ดีต่อเรา และดีต่อโลก
ด้วยสถิติ 40 ล้านคนกว่าใน 136 ประเทศทั่วโลก คงไม่ต้องบอกว่า Forest เป็นแอปช่วยโฟกัสอันดับหนึ่งในใจใครหลายคนแค่ไหน หลักการทำงานก็ไม่ซับซ้อน เพราะทีมงานหยิบเอาเทคนิคการทำงานแบบ Pomodoro ที่แบ่งเวลาการทำงานและเวลาการพักเป็นสล็อตสั้นๆ มาทำให้น่าสนใจและสนุกขึ้นค่ะ
สรุปความปัง :
👉Forest ทำให้เราสนุกกับการโฟกัสกับสิ่งต่างๆ ด้วยการให้รางวัลคนเก่ง เมื่อเราทำงานได้นานตามระยะเวลาที่กำหนด เราจะได้ต้นไม้มา 1 ต้น แต่ถ้าเราหยุดโฟกัสกับงานมาเล่นมือถือ ต้นไม้ของเราก็จะตายทันที นั่นหมายความถ้าเราโฟกัสได้เรื่อยๆ ในทุกวัน จากต้นไม้ 1 ต้นก็จะกลายเป็นป่าขนาดย่อมที่ทำให้เราภูมิใจ
👉เรายังสามารถสะสมคะแนนไปเรื่อยๆ แล้วนำไปให้ผู้พัฒนาแอปปลูกต้นไม้ในโลกจริงๆ ได้ด้วย เรียกว่าถูกใจสายกรีน และทำให้รู้สึกว่าการพยายามมีสมาธิในการทำงานของเรามีคุณค่านั่นเองค่ะ
💧WaterDo ตัวช่วยจัดการงานให้ To do list ธรรมดาๆ กลายเป็นเรื่องสนุก
หลังประสบความสำเร็จกับ Forest มาแล้ว ทีมงานจึงพัฒนาอีกแอปอย่าง WaterDo เป็นตัวช่วยจัดการสารพัดสิ่งที่เราต้องทำในแต่ละวัน ไม่ว่าจะงานนอกบ้าน ในบ้าน หรืองานไหนๆ
สรุปความปัง :
👉กลไกสนุกชวนทำงาน เพราะแอปจะเปลี่ยนสารพันงานต่างๆ ที่เราพิมพ์ลงไปให้เป็นลูกบอลน้ำ เมื่อเราทำงานเสร็จก็แค่แตะให้ลูกบอลแตก!
👉แถมยังจัดระเบียบได้ด้วยว่าลูกบอลลูกไหนหรืองานชิ้นไหนสำคัญที่สุดของวันนั้น ทั้งยังแบ่งงานต่างๆ ในแต่ละวันได้ค่ะว่างานไหนคืองานบ้าน งานออฟฟิศ หรืองานเกี่ยวกับครอบครัว
👉เมื่อเราทำงานสำเร็จลุล่วง เราจะได้แต้มเพื่อปลดล็อกหีบสมบัติและสร้างเกาะเล็กๆ ในจินตนาการ
👉สิ่งที่เราชอบมากๆ คือแอปจะมีการรายงานประจำวันว่างานของเรานั้นเสร็จลุล่วงไปแค่ไหน ช่วยดึงให้เรากลับมาโฟกัสกับงานได้ดีขึ้นค่ะ
💕Serene ตัวช่วยที่รวมความปังไว้ใน 1 แอพ
ถ้า Forest เน้นทำงานยาวๆ WaterDo เน้นจัดตารางชีวิต Serene ก็ถือเป็นแอปที่รวมครบจบในหนึ่งเดียวเพราะนอกจากจะวางแผนงานประจำวันได้แล้ว ยังบล็อกไม่ให้เราเถลไถลอีกด้วย
สรุปความปัง :
👉วิธีการใช้งานแสนง่าย เพียงตั้งเป้าหมายประจำวัน เลือกเว็บไซต์ที่จะบล็อก แล้วตั้งเวลาที่จะบล็อกค่ะ
👉ระหว่างทำงาน แอปจะเตือนเราเสมอว่าวันนี้เราต้องทำอะไรให้เสร็จบ้าง เหมือนมีเลขาประจำตัวเลยค่ะ
👉แอปมีเพลงให้เราเลือกเปิดคลอระหว่างทำงานด้วยนะ
☕️imissmycafe เว็บสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนนั่งทำงานในคาเฟ่
สภาพแวดล้อมที่ดีช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพใช่มั้ยคะ บางคนอาจชอบฟังเพลงปกติทั่วไปเวลาทำงาน บางคนอาจจะอยากฟังเสียงฝนมากกว่า บ้างก็ชอบเสียงโช้งเช้งแต่อบอุ่นในคาเฟ่ imissmycafe เว็บไซต์รวมสารพัดเสียงที่โด่งดังขึ้นในช่วงโควิด-19 ระบาดแรกๆ เหมาะและตอบโจทย์ได้ทุกคนเลยค่ะ
สรุปความปัง :
👉ในเว็บจะมีเสียงให้เราเลือกมิกซ์หลากหลายมากค่ะ ไม่ว่าจะเสียงบาร์เทนเดอร์ เสียงชงกาแฟ กระทั่งเสียงฟ้าฝน แถมยังเปิดเพลงใน Spotify คลอได้ด้วยนะ
🙅‍♂️Don't Waste Today แอปช่วยวิเคราะห์การผัดวันประกันพรุ่ง
ชาวผัดวันประกันพรุ่งต้องโหลดแอปนี้! เพราะแค่ชื่อแอปอย่าง Don't Waste Today ก็เสียดสีแกมให้กำลังใจเราไปในตัวแล้วค่ะ นี่เป็นแอปฟรีที่จะคอยถามเราเสมอๆ ว่าเรากำลังเถลไถลอยู่หรือเปล่า เพื่อช่วยให้เรากลับมาโฟกัสที่เป้าหมายในแต่ละวันได้ค่ะ
สรุปความปัง :
👉แอปจะให้เราเลือกเหตุผลที่เราผัดวันประกันพรุ่ง จากนั้นก็จะนำไปวิเคราะห์และสรุปให้เราเห็นค่ะว่าเราเถลไถลเพราะอะไร เช่น ขาดแรงบันดาลใจ ไม่มีสมาธิ ไม่มีแรง ช่วยให้เราเห็นต้นตอของการไม่ทำงานสักทีและพยายามเอาชนะต้นตอนั้นให้ได้ค่ะ
🛌SleepTown แอปดีๆ ที่ช่วยให้เรานอนได้ลึกและยาวนาน
อาจไม่เกี่ยวกับความ Productive ระหว่างวัน แต่เรื่องการหลับนอนให้ครบรอบที่สมบูรณ์นั้นมีผลต่อการทำงานไม่น้อยใช่มั้ยล่ะคะ แต่ไม่ว่าจะอยากนอนเร็วแค่ไหน บางครั้งเราก็เผลอใจปล่อยจอยไถจอจนดึกดื่น เงยหน้าขึ้นมาอีกที ตีสองแล้ว! SleepTown จึงเป็นอีกทางออกหนึ่งที่อาจช่วยทำให้คนที่ชอบเอาชนะนอนได้มากกว่าเดิม
สรุปความปัง :
👉เพราะเป็นทีมพัฒนาเดียวกับ Forest และ WaterDo การทำงานของแอปนั้นจึงคล้ายๆ กัน เพียงแต่เปลี่ยนจากการทำงานต่อเนื่องยาวนานเพื่อแลกกับต้นไม้ 1 ต้น มาเป็นการนอนอย่างเต็มอิ่มเพื่อให้ได้บ้านมา 1 หลัง นั่นเอง เรียกว่าช่วยทำให้เราพยายามนอนเร็วได้ แล้วก็สนุกด้วย
🎯ทุกแอปต่างมีลูกเล่นสนุกๆ ให้เราได้เล่นทั้งนั้นเลยค่ะ แต่จะเข้ากับไลฟ์สไตล์ของทุกคนแค่ไหนต้องลองโหลดมาทดลองใช้กันดูนะคะ XSELF ขอเชียร์อัพให้ทุกคนค่อยๆ กลับมาบูสต์ความ Productive กันได้อีกครั้ง กลับมามีสมาธิและพลังในการทำสิ่งต่างๆ ให้ได้ค่ะ
ติดตามทิปส์การสื่อสาร การพัฒนาตัวเอง และเคล็ดลับกระชับความสัมพันธ์ ให้คุณรู้วิธีพูด ปรับแอทติจูดได้ และใช้ภาษากายได้ยอดเยี่ยมกับ XSELF ได้ ผ่านทางช่องทางเหล่านี้
Facebook / YouTube : XSELF
Instagram : xself.official

07/11/2022

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทหรือฟรีแลนซ์ ไม่ว่าจะขายสินค้าหรือนำเสนอบริการ ในแต่ละวันทุกคนล้วนต้องใช้ ‘ไอเดีย’ ในการทำงานกันทั้งนั้น แต่ปัญหาคือใช่ว่าเราจะปิ๊งไอเดียใหม่ๆ ได้ทุกครั้งที่ต้องการนี่สิ 😅
แต่เช่นเดียวกันกับทักษะอื่นๆ การปิ๊งไอเดียเป็นทักษะที่ฝึกฝนกันได้! Maria Brito ภัณฑารักษ์และนักเขียนได้รวบรวมเทคนิคการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ของนักออกแบบระดับโลกเอาไว้ในหนังสือ ‘How Creativity Rules the World’ วันนี้แอดจึงขอนำมาเล่าต่อให้ทุกคนฟังค่ะ💡
1️⃣ มองหาสิ่งใหม่ในสิ่งเก่า
อดีตเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจไม่รู้จบ และบางทีก็อาจเป็นที่มาของไอเดียใหม่ๆ ได้ด้วย จริงๆ แล้วกล้องถ่ายรูปเครื่องแรกถูกประดิษฐ์ขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โน่นแหนะ แต่ในปี 2006 Frank Wang ก็ยังประดิษฐ์กล้องที่ล้ำสุดๆ ออกมาได้ เป็นกล้องที่สามารถถ่ายรูปและวิดีโอได้จากบนท้องฟ้า ใช่แล้วค่ะ แอดกำลังพูดถึง ‘โดรน’ นั่นเอง! ทุกวันนี้ใครๆ ก็รู้จักและเคยเห็นโดรน โดยเฉพาะคนที่ทำงานในแวดวงโปรดักชั่นซึ่งต้องเคยใช้โดรนกันมาแล้วทั้งนั้น ทำให้ในปัจจุบันตลาดโดรนมีมูลค่าสูงถึง 27 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งลำพังบริษัท DJI ของ Wang ก็ถือครองส่วนแบ่งตลาดไป 70% แล้วค่ะ
2️⃣ รื้อถอนโครงสร้างเดิม
การดึงเอาเฉพาะบางส่วนจากของเดิมมาต่อยอดก็เป็นอีกหนึ่งเทคนิคปิ๊งไอเดียใหม่ๆ คนส่วนใหญ่คงจินตนาการไม่ออกว่าชีวิตที่ต้องลุกขึ้นไปกดเปลี่ยนช่องที่โทรทัศน์นั้นเป็นอย่างไร ซึ่งต้องขอบคุณบริษัท Zenith ที่รื้อเอาแผงควบคุมในโทรทัศน์ออกมาศึกษาและพัฒนาจนกลายเป็น ‘รีโมต’ ที่เราคุ้นเคยกันดี แถมเจ้าสิ่งประดิษฐ์นี้ยังถูกนำไปต่อยอดใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีก เช่น รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ ทำให้ชีวิตของพวกเราง่ายดายและสะดวกสบายสุดๆ ไปเลย
3️⃣ ผนวกทุกอย่างเข้าด้วยกัน
ตรงกันข้ามกับเทคนิคด้านบน เทคนิคนี้คือการนำทุกอย่างมาหลอมรวมเข้าด้วยกัน กรณีตัวอย่างที่น่าสนใจคือ concept store หรือร้านที่รวบรวมสินค้าและบริการหลากหลายประเภทไว้ในที่เดียว เช่น สปาและร้านอาหาร คาเฟ่และร้านขายสินค้ารักษ์โลก แม้ทุกวันนี้ทุกคนต่างคุ้นชินกับร้านลักษณะนี้แล้ว แต่ในปี 1991 ที่ concept store แห่งแรกในโลกอย่าง 10 Corso Como เปิดให้บริการที่มิลาน ก็ถือว่าพลิกวงการและเป็นที่ฮือฮามากทีเดียวค่ะ
4️⃣ ผสมผสานคู่ตรงข้าม
การท้าทายความคิดความเชื่อแบบเดิมๆ โดยเฉพาะเรื่อง ‘คู่ตรงข้าม’ เป็นบ่อเกิดของไอเดียใหม่ๆ มานักต่อนักแล้วค่ะ ตัวอย่างอันลือลั่นคือน้ำหอม Chanel No.5 ที่ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง Coco Chanel ได้ให้โจทย์กับนักปรุงน้ำหอม Ernest Beaux ว่า ขอกลิ่นที่ละลายเส้นแบ่งระหว่างผู้หญิงที่น่าเคารพและดาวยั่ว อีกทั้งในขั้นตอนการออกแบบขวด Chanel ยังเลือกใช้ขวดสี่เหลี่ยมที่ได้แรงบันดาลใจมาจากขวดใส่วิสกี้ ซึ่งให้ความรู้สึกแข็งแรงและดูเป็นผู้ชาย แตกต่างจากขวดน้ำหอมผู้หญิงที่มักจะโค้งเว้าและอ่อนช้อย สุดท้ายจึงออกมาเป็นหนึ่งในน้ำหอมที่คลาสสิกที่สุดตลอดกาล
5️⃣ เชื่อมโยงข้ามศาสตร์ข้ามศิลป์
เมื่อนำความรู้หลายแขนงมารวมกัน ไอเดียแปลกใหม่ก็พวยพุ่ง! ดูตัวอย่างจากบริษัท Polar ที่ผสมผสานความรู้ด้านการแพทย์ เทคโนโลยี และการออกแบบเข้าด้วยกัน จนสามารถประดิษฐ์สายรัดข้อมือสำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจชิ้นแรกในโลกได้เมื่อปี 1982 จากนั้นต่อมาก็มีหลายบริษัทที่กระโจนเข้าสู่ตลาด smart watch หรือ wearable tech นี้ด้วย โดยที่รู้จักกันดีที่สุดคงหนีไม่พ้น Fitbit และ Apple นั่นเองค่ะ
อ่านจบแล้วอย่าลืมลองนำเทคนิคทั้ง 5 ไปเป็นโจทย์ในการฝึกฝนทักษะการปิ๊งไอเดียใหม่ๆ นะคะ แอดขอให้ทุกคนสมองไบรท์ไฟติดกันรัวๆ เลย🔆
ติดตามทิปส์การสื่อสาร การพัฒนาตัวเอง และเคล็ดลับกระชับความสัมพันธ์ ให้คุณรู้วิธีพูด ปรับแอทติจูดได้ และใช้ภาษากายได้ยอดเยี่ยมกับ XSELF ได้ ผ่านทางช่องทางเหล่านี้
Facebook / YouTube : XSELF
Instagram : xself.official

31/10/2022

‘อยากเอวสับไฟลุก’ ‘อยากขาเล็กกว่านี้’ ‘อยากมีซิกแพ็กกับเขาบ้าง’ ‘ถ้าผอมกว่านี้คงมีแฟนไปแล้ว’
เชื่อว่าทุกคนคงเคยรู้สึกไม่พอใจกับร่างกายของตัวเองบ้าง แม้แต่กับคนที่มีรูปร่างงดงามในสายตาคนอื่นก็อาจมีบางส่วนของร่างกายที่ไม่ชอบอยู่ดีใช่มั้ยคะ จนเวลาจะลงรูปในโซเชียลมีเดียก็ต้องแต่งแล้วแต่งอีก บางคนถึงกับไม่ลงรูปตัวเองไปเสียอย่างนั้น
ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นก็เพราะมาตรฐานความงามที่สังคมพร่ำบอกว่าเราต้องหุ่นแบบนั้น ต้องแซ่บแบบนี้ จนเราพลอยเกลียดรูปร่างของตัวเองไปเลย บางคนถึงกับอดอาหารอย่างไม่ถูกต้อง ออกกำลังกายอย่างหนักจนร่างกายโทรม กระทั่งรู้สึกซึมเศร้าเพราะพยายามทุกวิธีแล้วก็ไม่สามารถมีหุ่นในอุดมคติได้จนรู้สึกล้มเหลวไม่เป็นท่า
XSELF เข้าใจความรู้สึกเกลียดร่างกายของตัวเองเป็นอย่างดีเลยค่ะ และรู้ซึ้งจากใจจริงว่ามันไม่เฮลตี้กับจิตใจของเราแม้แต่น้อย จึงอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Body Positivity และ Body Neutrality แนวคิดเกี่ยวกับร่างกายที่จะช่วยให้เรามองตัวเองในมุมใหม่นั่นเองค่ะ
👍 Body Positivity คืออะไร
Body Positivity หรือความคิดเชิงบวกเกี่ยวกับร่างกายของตนเองคือแนวคิดที่เชื่อว่าทุกคนมีภาพลักษณ์ที่ดี สวย หล่อได้ไม่ว่าสังคมจะมองยังไง เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกไม่ดีกับตัวเลขบนตาชั่ง เราไม่จำเป็นต้องพยายามฟิตหุ่นหลังคลอด เราไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายถ้าไม่อยาก เพื่อให้คนกลับมารักและยอมรับรูปร่างของตนเอง ตั้งตำถามกับมาตรฐานความงามอันไม่สมจริงและสื่อโฆษณาที่สร้างความงามอันอุดมคติค่ะ
⁉️ ปัญหาของ Body Positivity
Body Positivity ช่วยให้ทุกคนมั่นใจและรักตัวเองมากขึ้นจริงๆ ค่ะ แถมสื่อโฆษณาต่างๆ ก็เริ่มเปิดกว้างให้กับรูปร่างที่หลากหลายมากขึ้น แต่ไอเดียนี้ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยว่าอาจจะ Toxic รึเปล่า เพราะหนึ่งในแนวคิดนี้คือไม่ว่าเราจะน้ำหนักเกินมาตรฐานแค่ไหน เราก็ควรรู้สึกดีกับตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องออกกำลังกาย ทั้งยังสามารถกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อไปได้
อีกประเด็นทางใจคือหลายคนยังบอกด้วยค่ะว่าไอเดียนี้ยิ่งทำให้รู้สึกแย่มากขึ้น เพราะมันเป็นการพยายามปิดบังความคิดลบๆ ด้วยการพยายามมองโลกในแง่ดี ทั้งที่จริงแล้วเราไม่เคยยอมรับร่างนี้จริงๆ แถมการพร่ำบอกให้คนรักรูปร่างของตัวเองก็ยิ่งตอกย้ำว่า สังคมเราผูกติดคุณค่าของคนกับรูปร่างภายนอกมากกว่าสิ่งอื่นใด
👉 สู่ Body Neutrality
เพราะแบบนี้ Body Neutrality หรือความคิดกลางๆ เกี่ยวกับร่างกายของตนเองจึงเกิดขึ้นค่ะ นั่นคือจะดีกว่ามั้ยถ้าเราไม่ต้องพยายามคิดบวกกับร่างกายของตัวเอง ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นจริงๆ แต่หันกลับมามองว่าเราจะรักร่างนี้สุดๆ ไม่รักมัน หรือรักมันแค่บางส่วนก็ได้ เพราะร่างกายก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของตัวตนเราเท่านั้น การที่เราจะอ้วน ผอม หรือรูปร่างแบบไหนก็ไม่ได้เป็นตัวบอกว่าเรามีคุณค่าน้อยหรือมากกว่าใครๆ นะคะ
ไม่จำเป็นต้องบอกว่าเราสวยเริ่ดเชิ่ดแบบ Body Positivity แต่เคารพและยอมรับร่างกายแบบที่มันเป็น ถ้าเราขาใหญ่เพราะพ่อแม่ให้มาซึ่งเราไม่ชอบเลย เราก็ไม่จำเป็นต้องฝืนพันธุกรรม เพียง ‘รู้เท่าทัน’ ว่าเรามีมันอยู่และพยายามสร้างสมดุลที่ดีระหว่างอาหารและการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีนั่นเองค่ะ
How to ใช้สองเพื่อนซี้ Body Neutrality และ Body Positivity ให้เรารักตัวเองมากขึ้น
แม้ Body Positivity จะถูกตั้งคำถามจากสังคม แต่มันก็ช่วยให้เรารู้สึกดีกับตัวเองได้จริงๆ นะคะ เพียงแต่เราก็ควรจะมี Body Neutrality เพื่อดึงตัวเองไม่ให้โฟกัสกับรูปร่างมากเกินไปค่ะ
1️⃣ บอกรักตัวเองเมื่อรู้สึกรัก และปรับความคิดเมื่อรู้สึกเกลียด
ถ้าวันไหนรู้สึกรักตัวเองมากเป็นพิเศษนั่นชี้ว่าเรากำลังมี Body Positivity อยู่ค่ะ และเมื่อเกิดความรู้สึกนี้แล้ว ก็ต้องใช้อย่างถูกวิธีด้วย เริ่มจากเลือกส่วนที่เราชอบขึ้นมาและบอกกับตัวเองว่าเรารักส่วนนั้นๆ มากแค่ไหน เช่น ฉันรักสะโพกของตัวเองสุดๆ หรือเสื้อตัวนี้เข้ากับแขนของฉันสุดๆ
แต่หากวันไหนที่รู้สึกไม่ดีกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย ให้เราลองพิจารณาร่างกายของเราในเชิงฟังก์ชั่นมากกว่าความงดงามค่ะ เช่น เมื่อมีความคิดว่าฉันไม่ชอบขาใหญ่ๆ ของตัวเองแม้แต่น้อย ก็ให้ลองมองว่าเจ้าขาคู่นี้พาเราไปเที่ยวมากี่ที่ต่อกี่ที่กันนะ หรืออาจจะมองว่าแต่ขาใหญ่ๆ คู่นี้ก็ไม่ได้บอกว่าเราจะไม่ควรค่าแก่การถูกรักสักหน่อย เพราะคุณค่าของเรามีมากกว่านั้นตั้งเยอะนี่นา
2️⃣ รีเซ็ตโซเชียลมีเดีย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าโซเชียลมีเดียมีผลกับเรามากแค่ไหน เราจึงควรค่อยๆ เลือกติดตามคนที่จะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองนะคะ เช่น แทนที่จะติดตามนางแบบเอวสับ ซึ่งทำให้เราเปรียบเทียบตัวเองกับเขาและทำให้เรายึดติดแต่ผลลัพธ์ เราก็อาจติดตาม Vlog One Day With Me ของคนที่พยายามมีชีวิตเฮลตี้ๆ นอกจากเราจะค่อยๆ ซึมซับชีวิตประจำวันแบบนั้นจนอยากจะลองทานอาหารหรือออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้างแล้ว เราก็จะเห็นกระบวนการระหว่างสร้างหุ่นหรือสร้างสุขภาพที่ดีว่าเราจะรีบเร่งไม่ได้
3️⃣ เลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับรูปร่าง
เป็นเหมือนกันใช่มั้ยคะที่มักจะเก็บเสื้อผ้าที่เคยใส่ได้เอาไว้ในตู้ เพราะหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะกลับมาใส่มันได้ แต่เสื้อผ้าเหล่านี้อาจทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองหนักกว่าเก่า ลองหยิบตัวที่ไม่ได้ใส่มาเป็นปีไปบริจาคแล้วหาเสื้อผ้าสบายๆ มาใส่ก็อาจจะเวิร์กนะคะ เพราะนั่นจะทำให้เรากดดันตัวเองน้อยลงและรู้สึกดีกับร่างกายในปัจจุบันของเราได้มากขึ้น
4️⃣ ตั้งเป้าหมายเพื่อสุขภาพ มากกว่าเพื่อรูปร่างเป๊ะปัง
ถ้าไถ Tikitok ของคนที่มีชีวิตเฮลตี้หลายๆ คลิป เราจะเห็นจุดร่วมของหลายคนที่แรกเริ่ม พวกเขาลดน้ำหนักเพราะอยากสวยหุ่นดีซึ่งนั่นจะทำให้รู้สึกท้อแท้และรู้สึกแย่กับตัวเองได้ง่ายๆ หากไม่สามารถลดน้ำหนักได้ตามเป้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขากลับมาดูแลตัวเองอีกครั้งโดยตั้งเป้าหมายเพื่อให้ตัวเองสุขภาพดียิ่งขึ้น เดินแล้วไม่หอบง่าย หรือจะได้ถ่ายคล่องท้องไม่อืด เมื่อนั้นแหละค่ะ ชาว Tiktok เหล่านี้ก็จะรู้สึกรักตัวเองมากขึ้นและกลับมากินดี ออกกำลังกายดีแบบยั่งยืนเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น
เรียกว่าเป็นการนิยามการกินดีเพื่อ ‘สุขภาพ’ ของ ‘ตัวเอง’ ไม่ใช่เพื่อ ‘หุ่นปังๆ’ ของ ‘สังคม’ และเป็นการนิยามการออกกำลังกายใหม่ว่าเรากำลังออกกำลังกายเพื่อให้เรา ‘มีส่วนร่วม’ กับร่างกายของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อ ‘เปลี่ยนแปลง’ สิ่งที่เราเป็นนั่นเองค่ะ
เมื่อเราปรับความคิดเรื่องสุขภาพได้แล้ว เราจะไม่ได้อยากทานผักแบบตะบี้ตะบันเพื่อลดน้ำหนักซึ่งจะทำให้บางคนรู้สึกฝืน แต่เราจะอยากทานผักแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อปรับสมดุลร่างกาย และเราไม่อยากออกกำลังกายหนักหน่วงจนท้ออีกต่อไป แต่จะเริ่มออกกำลังกายทีละนิดทีละหน่อยเพื่อให้เวลาทำกิจกรรมนอกบ้านแล้วไม่เหนื่อยหอบ หรือมีสุขภาพดีแบบยั่งยืนนั่นเองค่ะ
💕 การปรับเปลี่ยนความคิดของตัวเองเป็นเรื่องยากแต่ทำได้ค่ะ เพียงแต่ต้องใช้เวลาและความอดทน XSELF จึงขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่มีความรู้สึกแบบนี้อยู่ ลองมองว่าการมี Body Positivity และ Body Neutrality ไม่ใช่เป้าหมายที่เราต้องบรรลุ แต่เป็นสิ่งที่เราต้องค่อยๆ เรียนรู้และปรับใช้กับตัวเองตลอดชีวิต แล้วสักวันหนึ่ง เราจะหันกลับมาเคารพร่างกายของเราในแบบที่มันเป็นได้อย่างแท้จริงค่ะ
ติดตามทิปส์การสื่อสาร การพัฒนาตัวเอง และเคล็ดลับกระชับความสัมพันธ์ ให้คุณรู้วิธีพูด ปรับแอทติจูดได้ และใช้ภาษากายได้ยอดเยี่ยมกับ XSELF ได้ ผ่านทางช่องทางเหล่านี้
Facebook / YouTube : XSELF
Instagram : xself.official

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok