NetZeroCarbon

NetZeroCarbon

แชร์

Everything about our planet and more 🌍
ติดต่องานที่ : [email protected] 📩

https://linktr.ee/netzerocarbonth

02/08/2026

ช่วงสายของวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569 คือ เวลาของการจำลองกิจกรรมการเรียนรู้จากดอยตุง ให้เกิดขึ้นจริง ณ สวนลุมพินี แลนมาร์คสำคัญของคนเมืองกรุง โดยกิจกรรมในครั้งนี้ไม่ได้พิธีรีตองใดมากมายไปกว่าการนิ่งสงบ และค่อย ๆ เปิดประสาทสัมผัสต่อธรรมชาติรอบตัว ที่กำลังสื่อสารบางอย่างกับเรา ผ่านการมอง การฟัง การสัมผัส และการดมกลิ่น พร้อมจดบันทึกสิ่งเหล่านั้นลงในสมุดบันทึกประจำตัว
นางสาววิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการแก้ปัญหาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องเข้าใจความเชื่อมโยงของคน ธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน
การจำลองกิจกรรมในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการเชิญชวนให้เหล่าผู้ส่งสารได้มีประสบการณ์และตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติได้โดยตรง ไม่ใช่เพียงแค่การรับฟังการบรรยายเท่านั้น
“ดอยตุงไม่ใช่เพียงพื้นที่โครงการพัฒนา แต่เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่มีชีวิต ต้นไม้ทุกต้น และพื้นที่ทุกตารางนิ้วมีองค์ความรู้แฝงอยู่จากการลงมือทำจริง ทั้งความสำเร็จ บทเรียน ความท้าทาย และแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทอื่นได้ มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่รวบรวม ถอดบทเรียน และถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ออกไปให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ประเทศ และโลก” นางสาววิสิษฐ์อร กล่าว
ด้านนางสาววราภรณ์ ธนะสุริยะเกียรติ ผู้จัดการโครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ในเมือง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวเสริมว่า จุดเด่นของหลักสูตรภายใต้มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตคือ การออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เข้าร่วมไม่ได้เป็นเพียงผู้รับฟัง แต่ได้มีส่วนร่วมผ่าน Experiential Learning หรือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทั้งการลงพื้นที่ การแลกเปลี่ยนกับผู้ปฏิบัติงาน การถอดบทเรียนร่วมกัน และการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้กับโจทย์จริงขององค์กร
ซึ่งมีหลากหลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ด้าน Sustainability ที่เหมาะสำหรับบทบาทของผู้นำในองค์กร, ด้านสิ่งแวดล้อม ที่เน้นการเข้าใจถึงรากปัญหาขยะและวิธีการจัดการ และด้าน Social Enterprise การถ่ายทอดบทเรียนจากธุรกิจเพื่อสังคม โดยยึดหลัก ‘Profit with Purpose’ นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบ Sustainability Workshop ที่สามารถออกแบบเนื้อหาและกระบวนการให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กรได้ด้วยเช่นกัน
หากหน่วยงาน/องค์กรที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติม หรือต้องการปรึกษาแนวทางการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนให้เหมาะกับบริบทขององค์กร สามารถติดต่อ Sustainable Living Academy มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โทร. 053-767-015-7 ต่อ 23700 หรืออีเมล [email protected]

#มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง #ดอยตุง #สวนลุม

01/08/2026

28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีรายงานว่าช้างในอุทยานแห่งชาติแอมโบเซลี 15 เชือก เสียชีวิตโดยปริศนา แต่ล่าสุดได้พบแล้วว่าสาเหตุอาจมาการกินมะเขือเทศปนเปื้อนยาฆ่าแมลง
ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่อุทยานได้พบช้างสิบเชือกมีอาการคล้ายเป็นอัมพาต และเสียชีวิตลงหลังจากนั้น 2 วัน ส่วนช้างอีก 5 เชือกได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ก่อนถูกพบ โดยมีช้างหลายช่วงอายุทั้งเพศผู้และเมีย และพวกมันไม่ได้อยู่โขลงเดียวกัน
หน่วยบริการสัตว์ป่าเคนยา (KWS) กล่าวว่าการทดสอบในห้องปฏิบัติการเบื้องต้นพบไซยาไนด์ในตัวอย่างที่นํามาจากซากสัตว์ ซึ่งคาดว่ามาจากไร่มะเขือเทศที่อยู่ใกล้กับอุทยาน อย่างไรก็ดีหน่วยงานด้านสัตว์ป่าได้แจ้งกับสื่อท้องถิ่นว่าสารที่ช้างกินเข้าไปไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์
เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากการขยายตัวของพื้นที่การเกษตรรอบอุทยาน ช้างที่ไม่ได้รู้เขตแดนเหมือนมนุษย์ก็ตระเวนหาของกินไปเรื่อย โดยไม่รู้ว่าพืชผลทางการเกษตรมีสารพิษตกค้างอยู่
เจ้าหน้าที่กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่มีการบันทึกการตายของช้างในระดับนี้ในภูมิภาคที่พวกเขาปราบปรามการลักลอบล่าสัตว์ได้สําเร็จ

ที่มา
https://www.theguardian.com/environment/2026/jul/30/elephant-deaths-kenya-park-cyanide-poisoning-wildlife
https://www.bbc.com/news/articles/cp9e0v5xmdyo

Photos from NetZeroCarbon's post 31/07/2026

เดือนกรกฎาคมได้ผ่านพ้นไปแล้ว เป็นเดือนที่สายฝนและแสงแดดผลัดกันครองน่านฟ้าเมืองไทย แต่ในอีกหลายประเทศกลับกำลังถูกคลื่นความร้อนครอบครองพื้นที่อย่างหนัก
ตั้งแต่ปลายมิถุนายนจนถึงต้นกรกฎาคม คลื่นความร้อนจากปรากฏการณ์ Omega Block ได้ทำให้ทวีปยุโรปมีอุณหภูมิสูงถึง 40-42 องศาเซลเซียส จากปกติ 20-28 องศาเซลเซียส
Omega Block เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้กระแสลมบิดเบี้ยวและอ่อนกำลังลง ส่งผลให้มวลความร้อนติดอยู่กับที่และเคลื่อนตัวช้ามาก ซึ่งปกติจะแช่อยู่ประมาณ 3-10 วัน แต่อาจลากยาวหลายสัปดาห์ได้ โดยผลกระทบจากความร้อนครั้งนี้ทำให้เกิดภาพประชาชนในยุโรปแห่กันซื้อแอร์ เพื่อบรรเทาร้อน เพราะมันเป็นอันตรายถึงขั้นที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วนับพันราย
ขยับเข้ามาใกล้ตัวเรา แม่น้ำกก ได้ปนเปื้อนสารเคมีแรมปีแล้ว จากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธของบริษัทจีน ที่รัฐฉาน เมียนมา ก่อให้เกิดความไม่พอใจจนนำไปสู่การประท้วงที่สถานกงสุลใหญ่จีน เชียงใหม่ โดยมีใจความว่าให้รัฐบาลไทยและจีนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกี่ยวข้องร่วมกัน ทว่ากลับนำไปสู่การสลายการชุมนุม จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน
เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง โดยมีข้อสังเกตเพิ่มว่าเหมืองดังกล่าว เชื่อมโยงกับโครงการ ‘หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ (BRI) และเป็นต้นตอของมลพิษที่ทำให้สารเคมีและโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง พร้อมอ้างผลตรวจพบสารหนูในแม่น้ำกกเกินค่ามาตรฐาน 2.6 เท่า และในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวิน 5-6 เท่า
เหตุการณ์ประท้วงไม่ได้มีแค่ที่ไทย แต่ที่สหรัฐอเมริกาก็มีการประท้วงเรื่องการสร้าง Data Center เหมือนกัน โดยการชุมนุมครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกันถึง 142 จุด ใน 42 รัฐ รวมถึงเทกซัส จอร์เจีย และแคลิฟอร์เนีย เพื่อเรียกร้องให้หยุดยั้งการขยายตัวแบบไร้การควบคุมของ ‘Big AI’ ที่พวกเขามองว่ากำลังคุกคามเสรีภาพและทรัพยากรของชุมชน
ผลสำรวจจาก Reuters พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 14% เท่านั้นที่สนับสนุนให้สร้าง Data Center ในชุมชนของตัวเอง ประเด็นนี้จึงกลายเป็นเรื่องรวบรวมคนทุกขั้วการเมืองเข้าด้วยกัน โดยฝั่งซ้ายกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมและการผูกขาดของนายทุน ส่วนฝั่งขวาก็กังวลเรื่องสิทธิชุมชนและการสูญเสียทรัพยากร
กลับมาสู่ของเล่นยอดฮิตของไทย ‘สกุชชี่’ ของเล่น ที่กลายเป็นขวัญใจชาวโซเชียล แต่กลับกำลังสร้างประเด็นเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากผลิตด้วยยางสังเคราะห์ ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ทั้งยังใช้ระยะเวลาย่อยสลายนานหลายสิบปี ทำให้สารเคมีหลายชนิดสามารถตกค้างอยู่กับสิ่งแวดล้อมและกลายเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตในท้ายที่สุด
ปิดท้ายเรื่องน่าสนใจเดือนนี้ด้วยเรื่องในทะเล ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสหพันธ์แห่งรีโอเดจาเนโร (UFRJ) ได้เฝ้าตรวจเช็กสุขภาพของฉลามบริเวณชายฝั่งเมืองรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล มาตั้งแต่ปี 2018 จนล่าสุดได้ค้นพบสาร ‘เซทราลีน’ ในเนื้อเยื่อสมองของ ‘ฉลามหัวค้อน’ ซึ่งมาจากระบบบำบัดน้ำเสียที่ไม่สามารถกรองสารเหล่านั้นได้ก่อนปล่อยออกสู่ทะเล
เซทราลีนออกฤทธิ์ต่อสารสื่อประสาท ‘เซโรโทนิน’ ในสมองมนุษย์ และเนื่องจากระบบรับส่งเซโรโทนินในสัตว์มีกระดูกสันหลังมีความคล้ายคลึงกัน ยานี้จึงสามารถเข้าไปทำปฏิกิริยากับโปรตีนในสมองของฉลามได้ด้วย แต่ปัจจุบันยังไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบที่แท้จริง
เรื่องราวสิ่งแวดล้อมในเดือนนี้ก็หมดลงเพียงเท่านี้ เราหวังว่าปัญหาใหญ่อย่างสารพิษในแม่น้ำกกจะได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะเป็นสิ่งที่กระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนโดยตรง

#คลื่นความร้อน #แม่น้ำกก

31/07/2026

เป็นอีกหนึ่งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสวัสดิภาพสัตว์ที่น่าสนใจ เมื่อมีงานวิจัยออกมาว่า ‘ไข่ออร์แกนิก’ อาจส่งผลเสียต่อ ‘ภาวะโลกร้อน’ มากกว่าไข่จากแม่ไก่ขังกรง
ข้อมูลจาก The Guardian ระบุว่ามีงานวิจัยล่าสุดที่ค้นพบว่า แม้การเปลี่ยนมาเลี้ยงไก่แบบปล่อยอิสระ หรือที่เราเรียกกันว่า ‘เลี้ยงแบบออร์แกนิก’ อาจสร้าง ‘ก๊าซเรือนกระจก’ มากกว่าการเลี้ยงแบบขังกรงถึงเท่าตัว แถมยังชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่าง ‘สวัสดิภาพสัตว์’ กับ ‘ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม’
เนื้อหาในวิจัยมีการคาดการณ์ว่า ถ้าสหราชอาณาจักรเปลี่ยนระบบการผลิตไข่ไก่ทั้งหมดไปเป็นแบบปล่อยอิสระออร์แกนิก (Organic Free-range) จะก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 2,316,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ในขณะที่ระบบขังกรงทั้งหมดจะปล่อยเพียง 1,184,000 ตัน เหตุผลเพราะการเลี้ยงออร์แกนิกจำเป็นต้องใช้แม่ไก่จำนวนมากกว่าในการผลิตไข่จำนวนเท่ากัน เนื่องจากไก่ที่ถูกขังกรงมักผลิตไข่ได้มีประสิทธิภาพสูงกว่า
นอกจากนี้การเลี้ยงแบบออร์แกนิกยังมีข้อเสียในแง่ของการใช้ที่ดิน การสะสมสารอาหารส่วนเกินในน้ำ การเพิ่มความเป็นกรด รวมถึงมีอัตราการตายของแม่ไก่สูงสุดอีกด้วย
แฮร์เรียต บาร์ตเล็ตต์ (Harriet Bartlett) จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นผู้วิจัยชี้ว่า งานวิจัยนี้แสดงให้เห็น ‘ข้อแลกเปลี่ยนที่สำคัญ’ (Trade-off) ฟาร์มที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์อาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตที่ต่ำกว่า
อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ใช้ชุดข้อมูลเก่าจากปี 2009 - 2010 และยังไม่ได้ประเมินปัจจัยบวกด้านอื่น เช่น สารเคมีตกค้าง พ่ายสารพิษจากยาฆ่าแมลง หรือความหลากหลายทางชีวภาพ
ด้าน ลี โฮลด์สท็อก (Lee Holdstock) จากองค์กร Soil Association ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์
ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า งานวิจัยนี้สะท้อนภาพเพียงมุมเดียว เพราะแม้ฟาร์มที่เป็นอุตสาหกรรมแบบเข้มข้นจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อฟาร์มต่ำกว่า แต่นวัตกรรมระบบอาหารที่ยั่งยืนแท้จริง จำเป็นต้องคำนึงถึงสุขภาพของดิน คุณภาพน้ำ การใช้สารเคมีสังเคราะห์ และสวัสดิภาพของสัตว์ควบคู่กันไปด้วย

#ไข่ออร์แกนิก #ก๊าซเรือนกระจก

ที่มา
https://www.theguardian.com/environment/2026/jul/29/organic-eggs-climate-caged-chickens-carbon-emissions-environment

30/07/2026

ในโลกของแฟชั่น หลายแบรนด์เริ่มหันมาทำเสื้อผ้าที่ย่อยสลายได้หรือนำกลับมาวนใช้ต่อได้หลายครั้ง เพื่อเน้นถึงความยั่งยืน และล่าสุดมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านั้น นั่นก็คือการที่นักวิจัยสร้างผืนผ้าจาก ‘ถั่งเช่าเชื้อราปรสิต’ ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และปรับแต่งคุณสมบัติการใช้งานด้วยจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ
ทีมนักวิจัยนำโดย เค่อ หลี่ (Ke Li) จากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ได้นำเชื้อราถั่งเช่า (Cordyceps militaris) มาพัฒนาเป็นชุดเดรสที่มีชีวิตและสามารถซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อเสียหาย
แม้เชื้อราชนิดนี้จะโด่งดังจากซีรีส์ The Last of Us ในฐานะเชื้อราที่เปลี่ยนคนเป็นซอมบี้ แต่ในความเป็นจริงมันไม่มีอันตรายต่อมนุษย์
วัสดุนี้ให้สัมผัสแน่นใกล้เคียงกับแผ่นผ้านุ่ม ๆ หรือหนังที่มีความยืดหยุ่น โดยไม่จำเป็นต้องใช้เส้นใยสังเคราะห์หรือโครงสร้างพลาสติก แต่ใช้ส่วนประกอบของเส้นใยรา (Hyphae) ที่เกี่ยวพันกันขึ้นรูปเป็นผืนผ้า และใช้กลีเซอรอลช่วยให้วัสดุไม่นิ่มหรือเปราะกรอบจนเกินไป สำหรับเรื่องกลิ่น สามารถลดกลิ่นหมักตามธรรมชาติได้ด้วยการล้าง การตากแห้ง และกระบวนการหลังการผลิต
จุดเด่นคือการโปรแกรมคุณสมบัติผ่านจุลินทรีย์ชนิดอื่น เช่น การเติมสีสันด้วยการใช้ยีสต์ดัดแปลงพันธุกรรมสร้างสีส้ม น้ำเงิน และม่วง จากธรรมชาติแทนสีย้อมสังเคราะห์ การป้องกัน UV จากการใส่ราดำเพิ่มเข้าไปเพื่อสร้างเม็ดสีเมลานินช่วยดูดซับรังสี UV ไปจนถึงการทำความสะอาดและซ่อมแซมตัวเอง ด้วยการใส่ราประเภทอื่นให้ไล่หยดน้ำได้ และเมื่อผ้าขาด เพียงทาเชื้อราเปียกสูตรใหม่ลงไป เส้นใยก็จะเจริญเติบโตประสานรอยแผลได้เอง
ที่สำคัญผ้าชิ้นนี้ย่อยสลายในดินได้เกือบสมบูรณ์ภายในเวลาเพียง 40 กว่าวัน จัสติน เบียร์ดสลีย์ (Justin Beardsley) จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ชี้ว่าความสามารถในการย่อยสลายนี้เป็นทางออกที่ดีมาก สำหรับปัญหาระยะยาวของขยะแฟชั่น (Fast Fashion) แม้อาจเป็นข้อเสียหากมันย่อยสลายเร็วเกินไปขณะสวมใส่ แต่นวัตกรรมนี้อาจเปิดประตูสู่อนาคตที่เราสามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของเสื้อผ้าตามสภาพอากาศได้แบบเรียลไทม์

#เสื้อผ้าจากเชื้อรา

ที่มา
https://www.newscientist.com/article/2581227-clothes-made-from-living-fungi-can-clean-and-repair-themselves/

'120 วัน พลิกวิธีทำนา สู่การลดคาร์บอน' ดอนเมืองโทล์ลเวย์ x NetZeroCarbon | AWD ลดก๊าซมีเทนจากนาข้าว 30/07/2026

ข้าว 1 เมล็ด ใช้เวลาประมาณ 120 วัน กว่าจะเติบโตเป็นรวงข้าวที่พร้อมเก็บเกี่ยว
แต่สำหรับแปลงนาขนาด 20 ไร่แห่งนี้ 120 วัน คือการพิสูจน์ว่า “การปลูกข้าว” และ “การลดก๊าซเรือนกระจก” สามารถเกิดขึ้นไปพร้อมกันได้
ติดตามเรื่องราวของโครงการทำนาลดคาร์บอน ผ่านการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ตั้งแต่วันแรกของการหว่านข้าวจนถึงวันเก็บเกี่ยว พร้อมผลลัพธ์ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ประมาณ 7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e)
โครงการความร่วมมือระหว่าง ดอนเมืองโทล์ลเวย์ และ NetZeroCarbon เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเกษตรคาร์บอนต่ำ
https://www.youtube.com/watch?v=fk-x71TDbL0
#ทำนาลดคาร์บอน #ลดก๊าซมีเทน

'120 วัน พลิกวิธีทำนา สู่การลดคาร์บอน' ดอนเมืองโทล์ลเวย์ x NetZeroCarbon | AWD ลดก๊าซมีเทนจากนาข้าว ข้าว 1 เมล็ด ใช้เวลาประมาณ 120 วัน กว่าจะเติบโตเป็นรวงข้าวที่พร้อมเ...

30/07/2026

120 วัน กับภารกิจทำนาลดคาร์บอน

จากเมล็ดข้าวสู่รวงข้าวที่พร้อมเก็บเกี่ยว และจากการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) สู่การลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้จริง

ติดตามการเดินทางตลอด 120 วัน ของโครงการทำนาลดคาร์บอน ที่ดอนเมืองโทล์ลเวย์และ NetZeroCarbon ร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อพิสูจน์ว่า “การปลูกข้าว” และ “การดูแลโลก” สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้

#ทำนาลดคาร์บอน #ลดก๊าซมีเทน

29/07/2026

AI กำลังเปลี่ยนโลก แต่การเติบโตของ Data Centers ก็ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นเช่นกัน แม้ Microsoft จะเดินหน้าลงทุนใน AI อย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงยืนยันเป้าหมายสู่การเป็นองค์กร Carbon Negative
ภายในปี 2030

#ไมโครซอฟท์ #ก๊าซเรือนกระจก

28/07/2026

รายงานการทบทวนงานวิจัยใหม่ในวารสาร Limnology and Oceanography นำโดยนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันสมุทรศาสตร์สคริปส์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส (UC San Diego) เตือนว่าการลดลงอย่างรวดเร็วของ ‘ออกซิเจนในมหาสมุทร’ และระบบนิเวศทางน้ำ กำลังผลักดันให้โลกเข้าสู่พื้นที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งอาจเกิดผลกระทบที่ไม่สามารถย้อนคืนได้ในขอบเขตเวลาของมนุษย์
การศึกษาครั้งนี้ได้ทบทวนปฏิสัมพันธ์ของการสูญเสียออกซิเจนใต้น้ำ ซึ่งเกิดขึ้นในมหาสมุทร แหล่งน้ำชายฝั่ง แม่น้ำ และทะเลสาบ กับกระบวนการสำคัญ 9 ประการในกรอบแนวคิด ‘ขอบเขตความปลอดภัยของโลก’ (Planetary Boundaries) ที่ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกในปี 2009 เพื่อระบุกระบวนการทางธรรมชาติที่คอยรักษาความเสถียรของโลก ซึ่งปัจจุบันกิจกรรมของมนุษย์กำลังผลักดันให้มันทะลุขีดจำกัดความปลอดภัย
กรอบแนวคิดเดิมครอบคลุม 9 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ความเป็นกรดของมหาสมุทร, การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ, ละอองลอยในชั้นบรรยากาศ, การลดลงของโอโซน, การเปลี่ยนแปลงของน้ำจืด, การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน, มลพิษทางเคมี และวัฏจักรชีวธรณีเคมี คณะผู้จัดทำจึงเสนอให้ เพิ่ม ‘ภาวะออกซิเจนละลายในน้ำ’ เข้ามาเป็นขอบเขตความปลอดภัยรูปแบบใหม่ของโลก
ภาวะสูญเสียออกซิเจนในน้ำ มีสาเหตุหลักมาจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นจากฝีมือมนุษย์ มลพิษจากสารอาหารเกินขนาด เช่น ปุ๋ยเคมี และการถ่ายเทอากาศในน้ำลึกที่เปลี่ยนไป
การขาดออกซิเจนได้ขัดขวางกระบวนการทางชีวภาพและเคมี ที่ช่วยกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศของโลก พร้อมทั้งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทางน้ำ ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กไปจนถึงฉลาม แม้แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลที่หายใจบนผิวน้ำก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเหยื่อ ถิ่นที่อยู่ และห่วงโซ่อาหาร
ทั้งนี้ผู้วิจัยก็หวังว่ารายงานนี้ จะกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์และผู้กำหนดนโยบาย ตระหนักถึงภัยคุกคามของการสูญเสียออกซิเจนใต้น้ำร่วมกับปัจจัยความเครียดอื่น ๆ ของโลก เนื่องจากการบรรเทาผลกระทบนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและเสถียรภาพของสภาพภูมิอากาศโลก

#ออกซิเจนใต้น้ำ

ที่มา

https://phys.org/news/2026-07-underwater-oxygen-loss-threatens-earth.html

27/07/2026

แค่ทาสีวัวให้เหมือนม้าลาย ก็สามารถลดจำนวนแมลงวันดูดเลือดได้กว่า 50% จริงดิ?!

#ทาสีวัว #ม้าลาย

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


33 SoiSoonvijai 4 Bangkapi Huaykwang
Bangkok
10310

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:30
อังคาร 09:00 - 17:30
พุธ 09:00 - 17:30
พฤหัสบดี 09:00 - 17:30
ศุกร์ 09:00 - 17:30