TNN Tech
ข่าวไอที Gadget เทคโนโลยี สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม โลกยุคใหม่
ติดต่อทีมงาน TNN Tech ที่อีเมล [email protected]
ติดต่อลงโฆษณาที่
คุณธนิถา ยิ้มแย้ม
เบอร์ติดต่อ : 088-924-4942
email : [email protected]
LineID : PLuthanitha
01/06/2026
วันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมาเว็บไซต์ Space เปิดเผยข้อมูลสำคัญเมื่อนักดาราศาสตร์ได้ค้นพบหลักฐานชิ้นแรกที่ยืนยันว่าดาวแคระแดง (Red dwarf stars) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ขนาดเล็ก สามารถกลืนกินดาวเคราะห์ในระบบของมันเองได้ ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เคยสันนิษฐานถึงความเป็นไปได้นี้มาแล้ว แต่ยังไม่เคยมีหลักฐานที่แน่ชัดมาก่อนจนกระทั่งการค้นพบครั้งนี้
เบาะแสสำคัญจาก "ธาตุลิเธียม"
ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจด้วยเครื่องมือ Gaia-ESO Spectroscopic (GES) และพบดาวแคระแดงจำนวน 6 ดวงจากกระจุกดาว 3 แห่งที่มีปริมาณ "ลิเธียม" สูงผิดปกติ โดยธรรมชาติแล้ว ดาวแคระแดงมีมวลเพียง 8% ถึง 60% ของมวลพระอาทิตย์ และมีอุณหภูมิพื้นผิวที่เย็นกว่าดาวฤกษ์ของเรา แต่แกนกลางภายในของมันกลับมีความร้อนสูงและมีปฏิกิริยารุนแรงมาก ซึ่งความร้อนดังกล่าวจะเผาผลาญธาตุลิเธียมที่ดาวมีมาตั้งแต่เกิดให้หมดไปอย่างรวดเร็วผ่านกระบวนการนิวเคลียร์ฟิวชัน
ด้วยเหตุนี้ ดาวแคระแดงจึงไม่ควรมีธาตุลิเธียมหลงเหลืออยู่เลย การค้นพบลิเธียมในชั้นบรรยากาศของดาวฤกษ์ที่สลัวและเย็นเหล่านี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าพวกมันได้รับธาตุนี้มาจากการกลืนกินดาวเคราะห์ที่อุดมไปด้วยลิเธียมเข้าไป
โรบิน เจฟฟรีส์ (Robin Jeffries) หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Keele (Keele University) ได้อธิบายถึงการค้นพบนี้ว่า "เนื่องจากดาวฤกษ์มวลน้อยเหล่านี้ควรจะเผาผลาญลิเธียมของมันไปจนหมดแล้ว การมีลิเธียมเพิ่มเข้ามาแม้เพียงเล็กน้อยจากระบบดาวเคราะห์ที่กำลังก่อตัวจึงสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน เหมือนกับการสาดสีลงบนผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า"
ปริมาณการกลืนกินเทียบเท่ามวลโลก 3 ถึง 10 ใบ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าดาวแคระแดงเหล่านี้อาจกลืนกินสสารจากดาวเคราะห์เข้าไปในปริมาณเทียบเท่ากับมวลของโลกถึง 3 ถึง 10 ใบ
กระบวนการทำลายล้างนี้เองที่เป็นสาเหตุให้มีลิเธียมจำนวนมากไหลทะลักเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวฤกษ์ สำหรับดาวแคระแดงถือเป็นดาวฤกษ์ประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 75% ของดาวฤกษ์ทั้งหมดในกาแล็กซีทางช้างเผือก
สำหรับปรากฏการณ์ที่ดาวฤกษ์กลืนกินดาวเคราะห์ของตัวเองอาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไปและพบได้บ่อยมากในจักรวาล การศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในอนาคตจะช่วยไขปริศนาได้ว่า ดาวแคระแดงมักจะกลืนกินดาวเคราะห์ในช่วงใดของวงจรชีวิต ซึ่งจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มีความเข้าใจและเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับช่วงเริ่มต้นในการก่อตัวของระบบดาวเคราะห์ งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Monthly Notices of the Astronomical Society เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ที่มาของข้อมูล Space, Astronomical Society
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand
01/06/2026
เปิดตัวอย่างเป็นทางการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไห่หนาน รูปทรงก้อนเมฆสุดล้ำแห่งเมืองไหโข่ว
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไห่หนาน (Hainan Science Museum) ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งใหม่ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 46,528 ตารางเมตร ได้เปิดให้บริการแก่สาธารณชนแล้วที่เมืองไหโข่ว ประเทศจีน
อาคารแห่งนี้ตั้งอยู่ริมขอบอุทยานพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งชาติแม่น้ำอู๋หยวน (Wuyuan River National Wetland Park) ซึ่งออกแบบโดย Ma Yansong สถาปนิกชั้นนำระดับโลกและผู้ก่อตั้งสตูดิโอ MAD Architects
สถาปัตยกรรมไร้เสาที่ล่องลอยราวกับก้อนเมฆ
การออกแบบภายนอกของพิพิธภัณฑ์มีความโดดเด่นด้วยรูปทรงที่นุ่มนวลคล้ายก้อนเมฆ พื้นผิวของอาคารประกอบขึ้นจากแผงพลาสติกเสริมใยแก้ว (หรือไฟเบอร์กลาส) จำนวน 843 แผ่น สร้างเป็นเปลือกอาคารสีเงินสะท้อนแสงที่จะปรับเปลี่ยนไปตามสภาพก้อนเมฆและช่วงเวลาของวันเพื่อรับมือกับภูมิอากาศเขตร้อนของไห่หนาน
ในส่วนของโครงสร้าง อาคารใช้แกนคอนกรีต 3 แกนเป็นตัวรับน้ำหนักหลัก ซึ่งช่วยปลดแอกพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการภายในไม่ให้มีเสามาบดบังทัศนียภาพ เทคนิคนี้ยังเปิดโอกาสให้ตัวอาคารสามารถยื่นออกไปลอยอยู่เหนือสระน้ำและลานอเนกประสงค์ด้านล่าง สร้างพื้นที่ร่มรื่นให้ชุมชนและผู้ปกครองนักเรียนสามารถเข้ามาใช้พักผ่อนหย่อนใจได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปภายในตัวอาคาร
การเรียนรู้ผ่าน "เส้นทางเกลียววงก้อนเดียว"
สิ่งอำนวยความสะดวกภายในประกอบด้วย ท้องฟ้าจำลอง โรงภาพยนตร์จอยักษ์ โซนนิทรรศการ และพื้นที่จัดการเรียนการสอนกลางแจ้งเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ แต่จุดที่เป็นหัวใจสำคัญของที่นี่คือ ทางเดินลาดแบบเกลียว (Single Spiral) ที่เชื่อมต่อทุกแกลเลอรีเข้าด้วยกัน ทางเดินนี้ออกแบบให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาถึงได้จากช่องแสงบนหลังคา
โดยผู้เข้าชมสามารถสัมผัสประสบการณ์ได้ 2 ทิศทาง คือ เริ่มจากขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุดแล้วเดินไล่ระดับลงมาเพื่อเรียนรู้ตั้งแต่เรื่องอวกาศลึก มหาสมุทร ป่าฝนเขตร้อน ไปจนถึงโซนกิจกรรมสำหรับเด็กที่ชั้นล่าง หรือจะเลือกเดินสวนทางจากชั้นล่างขึ้นไปด้านบน เพื่อขยายขอบเขตการเรียนรู้จากสิ่งที่จับต้องได้ไปสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่
ศูนย์กลางชุมชนและพื้นที่แห่งการตั้งคำถามในยุค AI "หากปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถตอบคำถามได้แทบทุกอย่างแล้ว หน้าที่ของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่การป้อนข้อเท็จจริงอีกต่อไป แต่มันคือการสอนให้เด็กๆ รู้จักวิธีที่จะตั้งคำถาม" Ma Yansong กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการออกแบบที่เน้นความลื่นไหลไร้รอยต่อ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นและการเดินสำรวจอย่างอิสระ
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นให้เป็นแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นเหมือน "ห้องสมุดประชาชน" หรือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับชุมชน เนื่องจากรายล้อมไปด้วยโรงเรียนและโรงเรียนอนุบาลกว่า 30 แห่งในรัศมี 3 กิโลเมตร
นอกจากนี้ ที่นี่ยังช่วยบอกเล่าความสำเร็จระดับท้องถิ่นของเกาะไห่หนาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ปล่อยยานอวกาศริมชายฝั่งของจีน ที่มีประวัติการปล่อยยานสู่วงโคจร ดวงจันทร์ และดาวอังคารมาแล้วกว่า 40 ครั้งตั้งแต่ปี 2016
ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไห่หนานได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยในช่วงทดลองเปิดให้บริการ 4 เดือนที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมแล้วมากกว่า 350,000 คน และมีสถิติผู้เข้าชมสูงสุดถึงกว่า 5,800 คนต่อวัน ถือเป็นความสำเร็จในการผสานวิทยาศาสตร์ สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตของชุมชนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
ที่มาของข้อมูล newatlas, MAD architects
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand
เปิดตัว “สมาร์ตโฟน 2 หน้าจอ” Bigme HiBreak Dual ราคา 12,000 บาท
Bigme เปิดตัว Bigme HiBreak Dual สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ ที่ผสานจอแบบหมึกอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-อิงค์ (E-Ink) และจอแบบ แอลซีดี (LCD) เข้าไว้ในเครื่องเดียว โดยให้หน้าจอ Color E-Ink ขนาด 6.13 นิ้ว ซึ่งให้อารมณ์เหมือนกับเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ eBook มากกว่าสมาร์ตโฟนทั่วไป โดยข้อดีของหน้าจอประเภทนี้คือไม่มีแสงส่องตรงเข้าดวงตาเหมือนจอ โอเหล็ด (OLED) หรือ แอลซีดี (LCD) ทำให้เหมาะกับการอ่านข้อความยาว ๆ การเช็กอีเมล หรือใช้งานโซเชียล โดยไม่กระตุ้นสายตามากเกินไป
#สมาร์ตโฟน #มือถือ
31/05/2026
ยูเครนเตรียมรับ Gripen พร้อมขีปนาวุธ Meteor ปี 2027 เสริมศักยภาพสู้รบรัสเซีย พลิกสมดุลสงครามทางอากาศ
วันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เว็บไซต์ The War Zone รายงานความคืบหน้ายูเครนกำลังเข้าใกล้อีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเสริมขีดความสามารถทางอากาศ หลังรัฐบาลสวีเดนประกาศแผนส่งมอบเครื่องบินขับไล่ กริพเพน ซี/ดี (Gripen C/D) ให้แก่ยูเครนจำนวนสูงสุด 16 ลำ โดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบได้ในช่วงต้นปี 2027 พร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศระยะไกล เมทิเออร์ (Meteor) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในขีปนาวุธอากาศสู่อากาศที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก
รายงานจาก The War Zone ระบุว่า การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี อูล์ฟ คริสเตอร์สัน (Ulf Kristersson) ของสวีเดน และประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelensky) ของยูเครน ที่เมืองอุปซอลา ประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเครื่องบินที่เตรียมส่งมอบจะเป็นเครื่องบินมือสองจากกองทัพอากาศสวีเดน เพื่อให้สามารถนำเข้าประจำการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน โครงการฝึกนักบินและช่างเทคนิคชาวยูเครนสำหรับการปฏิบัติการบนเครื่อง Gripen ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และมีกำหนดขยายการฝึกเพิ่มเติมในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการรับมอบเครื่องบินจริง
ในระยะยาว ยูเครนยังมีเป้าหมายจัดหา กริพเพน อี/เอฟ (Gripen E/F) รุ่นใหม่ล่าสุดจำนวน 20 ลำเป็นชุดแรก โดย พอล ยอนสัน (Pål Jonson) รัฐมนตรีกลาโหมสวีเดน เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวอาจใช้เงินกู้จากสหภาพยุโรปมูลค่าประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 106,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ายูเครนต้องการสร้างกำลังรบทางอากาศด้วยเครื่องบิน Gripen ในระยะยาวถึง 100-150 ลำ และคาดว่าจะสามารถเริ่มรับมอบ Gripen E ได้ภายในปี 2030 อย่างไรก็ตาม บริษัท ซาบ (Saab) ผู้ผลิตเครื่องบินยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการลงนามสัญญาจัดซื้ออย่างเป็นทางการ และยังอยู่ในขั้นตอนการแสดงเจตจำนงเท่านั้น
Meteor อาวุธสำคัญที่อาจเปลี่ยนสมดุลการรบทางอากาศ
สิ่งที่ได้รับความสนใจมากกว่าตัวเครื่องบินคือความเป็นไปได้ที่ Gripen ของยูเครนจะได้รับการติดตั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะเกินสายตา หรือ BVR (Beyond Visual Range) รุ่น Meteor รวมถึงขีปนาวุธ IRIS-T และ AIM-120 AMRAAM
Meteor เป็นขีปนาวุธที่ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบแรมเจ็ต (Ramjet) ทำให้สามารถรักษาความเร็วสูงได้ตลอดเส้นทางบิน มีระยะยิงไกลประมาณ 130 ไมล์ หรือกว่า 200 กิโลเมตร พร้อมระบบเรดาร์ค้นหาเป้าหมายแบบแอ็กทีฟและดาต้าลิงก์สองทางที่ช่วยอัปเดตข้อมูลเป้าหมายระหว่างการบิน
ตลอดช่วงสงครามที่ผ่านมา กองทัพอากาศรัสเซียอาศัยความได้เปรียบจากขีปนาวุธ R-37M ซึ่งมีระยะยิงประมาณ 124 ไมล์ โดยติดตั้งบนเครื่องบินรบ ซู-35เอส (Su-35S) และ มิก-31บีเอ็ม (MiG-31BM) ทำให้สามารถโจมตีจากระยะที่ไกลกว่าอาวุธของฝ่ายยูเครน
แม้แต่ AIM-120C-8 AMRAAM ซึ่งถือเป็นขีปนาวุธอากาศสู่อากาศที่ทันสมัยที่สุดของยูเครนในปัจจุบันและใช้งานบนเครื่องบิน เอฟ-16 (F-16) ก็ยังมีระยะยิงเพียงประมาณ 75-100 ไมล์เท่านั้น
การได้รับ Meteor จึงอาจช่วยลดหรือทำลายความได้เปรียบดังกล่าวของรัสเซีย เปิดโอกาสให้ยูเครนสามารถคุกคามเครื่องบินรบรัสเซียได้จากระยะไกล รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นเครื่องบินที่ทำหน้าที่ทิ้งระเบิดร่อน (Glide Bomb) ซึ่งเป็นอาวุธที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในแนวหน้า
Gripen เหมาะกับสงครามแบบยูเครน
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ Gripen คือ การออกแบบตามแนวคิดการป้องกันประเทศของสวีเดนในยุคสงครามเย็น ซึ่งมุ่งรับมือการรุกรานจากสหภาพโซเวียต
เครื่องบินรุ่นนี้สามารถขึ้นบินและลงจอดบนทางหลวงหรือสนามบินชั่วคราวได้ ใช้ทีมช่างภาคพื้นดินจำนวนน้อย และสามารถเติมเชื้อเพลิง ติดตั้งอาวุธ รวมถึงเตรียมพร้อมขึ้นบินใหม่ได้อย่างรวดเร็ว คุณสมบัติดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธวิธีการรบแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Warfare) ของยูเครน ซึ่งต้องเผชิญการโจมตีสนามบินและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง
ศักยภาพของ Gripen จะเพิ่มขึ้นอีกระดับเมื่อทำงานร่วมกับเครื่องบินเตือนภัยและควบคุมทางอากาศ ซาบ 340 เออีดับเบิลยูแอนด์ซี (Saab 340 AEW&C) ที่ติดตั้งเรดาร์ อีรีอาย (Erieye) ซึ่งสวีเดนเคยประกาศมอบให้ยูเครนก่อนหน้านี้
ระบบดังกล่าวสามารถตรวจจับและติดตามเป้าหมายทางอากาศได้ในระยะไกล ก่อนส่งข้อมูลผ่านระบบดาต้าลิงก์ไปยังเครื่องบิน Gripen และขีปนาวุธ Meteor ระหว่างการบิน ทำให้นักบินสามารถยิงขีปนาวุธใส่เป้าหมายได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเรดาร์ของตนเอง แนวทางการรบลักษณะนี้ช่วยลดโอกาสถูกตรวจจับ เพิ่มความอยู่รอดของนักบิน และทำให้การโจมตีเป้าหมายทางอากาศมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การส่งมอบ Gripen พร้อมขีปนาวุธ Meteor จึงอาจกลายเป็นหนึ่งในความช่วยเหลือทางทหารที่สำคัญที่สุดของยูเครนในช่วงหลายปีข้างหน้า ไม่เพียงเพิ่มจำนวนเครื่องบินรบเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับขีดความสามารถในการต่อสู้ทางอากาศ และอาจส่งผลต่อสมดุลอำนาจเหนือท้องฟ้าในสงครามรัสเซีย-ยูเครนอย่างมีนัยสำคัญ
ที่มาของข้อมูล Saab, The War Zone
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand
“ซาอุดีอาระเบีย” บินโดรนสู้แดดเดือด 45 องศาฯ ส่งยาช่วยผู้แสวงบุญ “พิธีฮัจญ์”
ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงถึง 45 องศาเซลเซียสในนคร มักกะฮ์ หรือ เมกกะ (Mecca) บุคลากรทางการแพทย์ของซาอุดีอาระเบีย ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างโดรนเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการขนส่งเวชภัณฑ์ไปยังคลินิกแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อช่วยเหลือผู้แสวงบุญที่เจ็บป่วยจากความร้อนสะสมระหว่างพิธีฮัจญ์ในปีนี้
แม้พิธีฮัจญ์ จะเป็นแนวปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมประสบการณ์ของทั้งผู้แสวงบุญและผู้ปฏิบัติงานอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดรน หรือแอปพลิเคชันบนมือถือ ซึ่งล้วนเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านโลจิสติกส์และการบริหารจัดการฝูงชนจำนวนมหาศาล ส่งยาและอุปกรณ์การแพทย์ไปยังคลินิกได้อย่างทั่วถึงและทันเวลา
#พิธีฮัจญ์ #ซาอุดีอาระเบีย #โดรน #เทคโนโลยีสาธารณสุข #มุสลิม
31/05/2026
นักวิจัยจาก 3 มหาวิทยาลัย ทัฟส์, อิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน และ มิชิแกน ค้นพบวิธีอัปเกรดเส้นใยผ้าไหม ให้เหนียวจนเกือบเท่าเคฟลาร์ ที่ใช้ทำเสื้อเกราะกันกระสุน
อ่านต่อบนเว็บไซต์ TNN Thailand ลิงก์ในคอมเมนต์
#ผ้าไหม #เส้นไหม #รังไหม #วัสดุศาสตร์ #วัสดุแห่งอนาคต
31/05/2026
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยไรซ์ (Rice University) ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดตัว Living Bandage หรือ “ผ้าพันแผลมีชีวิต” เทคโนโลยีทางการแพทย์รูปแบบใหม่ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเร่งการสมานแผลเรื้อรังด้วยผ่านการปล่อยโปรตีนออกไปรักษาอย่างต่อเนื่องโดยตรงสู่บริเวณบาดแผล
อ่านต่อบนเว็บไซต์ TNN Thailand ลิงก์ในคอมเมนต์
#ผ้าพันแผล #ผ้าพันแผลมีชีวิต #เทคโนโลยีการแพทย์ #แผลเรื้อรัง
31/05/2026
Pursuit เปิดตัว "Electric Ice Explorer" รถบัสลุยธารน้ำแข็งพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของโลก ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในแคนาดา
วันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัท Pursuit Attractions and Hospitality ประเทศแคนาดาสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ด้วยการเปิดตัว "Electric Ice Explorer" รถทัวร์ตะลุยธารน้ำแข็งพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของโลก
รถคันนี้ถูกนำมาให้บริการเป็นส่วนหนึ่งของขบวนรถทัวร์ Columbia Icefield Adventure เพื่อพานักท่องเที่ยวสูงสุด 52 คน ไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธารน้ำแข็งแอธาบาสกา (Athabasca Glacier) ในอุทยานแห่งชาติเจสเปอร์ (Jesper National Park)
นวัตกรรมวิศวกรรมยานยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อธารน้ำแข็งโดยเฉพาะ โปรเจกต์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่นำรถบัสขับเคลื่อน 4 ล้อเครื่องยนต์ดีเซลมาดัดแปลงเป็นระบบไฟฟ้า แต่เป็นการสร้างขึ้นใหม่ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน
บริษัท Pursuit ได้จับมือกับบริษัท Noble Northern จากรัฐแมนิโทบา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดัดแปลงรถบรรทุกขนาดหนักให้เป็นระบบไฟฟ้า ความท้าทายหลัก คือ การจัดการกับน้ำหนักของแบตเตอรี่ ทีมวิศวกรจึงได้ออกแบบแชสซี (Chassis) แบบพิเศษที่มีน้ำหนักเบาลงกว่าโครงรถบรรทุกดั้งเดิมถึง 50%
การลดน้ำหนักตัวถังนี้ช่วยให้รถสามารถแบกรับน้ำหนักของแบตเตอรี่ได้โดยที่น้ำหนักรวมไม่มากเกินไปจนทำให้พื้นธารน้ำแข็งซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เปราะบางเกิดความเสียหายหรือแตกร้าว
อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อรับมือกับสภาพอากาศและภูมิประเทศสุดขั้ว Electric Ice Explorer มาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย ได้แก่
1. แผงโซลาร์เซลล์แบบรับแสงสองด้าน (Bifacial solar panels) สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 6 กิโลวัตต์เพื่อช่วยชาร์จพลังงานให้กับรถ
2. ระบบเบรกแบบชาร์จพลังงานกลับ (Regenerative braking) ช่วยดึงพลังงานกลับมาใช้ใหม่ระหว่างการเบรก
3. ระบบ Geofencing เทคโนโลยีจำกัดขอบเขตพื้นที่ที่ทำงานร่วมกับระบบความปลอดภัยขั้นสูง ช่วยควบคุมและบริหารจัดการความเร็ว รวมถึงการเบรกอัตโนมัติในพื้นที่ที่กำหนดบนธารน้ำแข็ง เพื่อให้รถวิ่งได้ระยะทางไกลที่สุดและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
ยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวควบคู่กับการลดมลพิษ
การใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวให้ดีขึ้นด้วย ห้องโดยสารที่เงียบสงบจะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้ยินและสัมผัสกับเสียงของธรรมชาติบนธารน้ำแข็งได้อย่างเต็มที่และสมจริงมากยิ่งขึ้น
ในด้านสิ่งแวดล้อม รถไฟฟ้ารุ่นนี้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ประมาณ 200 ถึง 300 กิโลกรัมต่อวัน เมื่อเทียบกับรถรุ่นดีเซลที่วิ่งในเส้นทางเดียวกัน
โปรเจกต์นี้ถือเป็นการต่อยอดความพยายามของ Pursuit ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลังจากที่ก่อนหน้านี้บริษัทได้ปรับปรุงรถ Ice Explorer จำนวน 10 คันให้เป็นเครื่องยนต์มาตรฐาน EPA Tier 3 และ 4 เพื่อลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ รวมถึงเปลี่ยนระบบเครื่องปั่นไฟจากดีเซลเป็นโพรเพน ซึ่งช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของศูนย์ปฏิบัติการลงได้กว่า 30% อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อมูลประสิทธิภาพและรายละเอียดอื่น ๆ ของตัวรถยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้ายังได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากกองทุน GreenStep EcoFund ซึ่งเป็นโครงการความยั่งยืนที่ได้รับการสนับสนุนจากนักท่องเที่ยวอีกด้วย
ที่มาของข้อมูล Pursuit, electrek
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand
“Nvidia” ปักหมุด “ไต้หวัน” ลงทุนปีละ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ปั้นศูนย์กลาง AI โลก
Jensen Huang ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิป และบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ประกาศเตรียมเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในไต้หวันอย่างมหาศาล เป็นเงินกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4,800,000 ล้านบาท ต่อปี พร้อมยกย่องไต้หวันว่าเป็นศูนย์กลางอันเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิวัติ AI อย่างแท้จริง
#ไต้หวัน #ชิป #ชิปประมวลผล
31/05/2026
Dolby Atmos พลิกโฉมประสบการณ์ความบันเทิง ทั้งการรับชมภาพยนตร์ เล่นเกม และฟังเพลง ให้สมจริงยิ่งกว่าที่เคย ก้าวข้ามขีดจำกัดของระบบเสียงสเตอริโอแบบดั้งเดิม เปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์และศิลปินสามารสร้างสรรค์ประสบการณ์เสียงแบบ Spatial Audio ที่มีมิติ ลุ่มลึก และสมจริง เสมือนพาผู้ใช้งานเข้าไปอยู่ใจกลางทุกความบันเทิง ทุกอารมณ์ของคอนเทนต์ที่ชื่นชอบ
สัมผัสประสบการณ์เสียง Dolby Atmos บน GT 50 Pro ผ่านเกมยอดนิยมอย่าง Delta Force, PUBG Mobile และ Call of Duty: Mobile ที่ช่วยยกระดับการเล่นเกมพร้อมมอบความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างชา ญฉลาด ตามแบบฉบับเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์คาดหวังจากสมาร์ทโฟนระดับแฟลกชิป
ระบบเสียง Dolby Atmos แบบ Immersive Audio
GT 50 Pro ถือเป็นสมาร์ทโฟน Infinix รุ่นแรกที่รองรับ Dolby Atmos โดยมาพร้อมเทคโนโลยีเสียงขั้นสูงจาก Dolby ที่สามารถใช้งานได้ทั้งผ่านลำโพงภายในเครื่องและหูฟัง พร้อมปรับรูปแบบเสียงให้เหมาะสมกับคอนเทนต์และสภาพแวดล้อมโดยอัตโ นมัติ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งค่าที่ซับซ้อน เมื่อเล่นคอนเทนต์ที่รองรับ Dolby Atmos แม้แต่เสียงเท้าศัตรู หรือเสียงสภาพแวดล้อมในเกมต่าง ๆ เช่น เสียงระเบิด จะถูกถ่ายทอดด้วยทิศทางเสียงที่แม่นยำ ช่วยให้ผู้เล่นตอบสนองได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นในสถานการณ์การต่อสู้แบ บ Battle Royale
สำหรับคอนเทนต์สเตอริโอ เทคโนโลยีประมวลผล Dolby Audio บน GT 50 Pro จะช่วยมอบเสียงที่ทรงพลัง สมจริง เต็มเปี่ยมไปด้วยรายละเอียด ให้มิติเสียงสมจริงยิ่งขึ้นในทุกการรับฟัง พร้อมรองรับโหมดเสียงหลากหลาย เพื่อถ่ายทอดอรรถรสของคอนเทนต์แต่ละประเภทได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสร้างประสบการณ์เสียงที่สมจริงกว่าที่เคยสัมผัส
นอกจากนี้ ระบบเสียงสำหรับการเล่นเกมยังได้รับการปรับจูนเป็นพิเศษ เพื่อเน้นมิติของเสียงการปะทะและ เอฟเฟกต์เสียงปืนให้ทรงพลังและสมจริงยิ่งขึ้น ช่วยยกระดับอรรถรสในการเล่นเกมให้ดื่มด่ำเสมือนอยู่ภายในสมรภูมิจริง
Speaker Mode: เปิดใช้งานระบบเสียง Dolby Atmos แบบเต็มรูปแบบเป็นค่าเริ่มต้น
Headphone Mode: GT 50 Pro รองรับ Dolby Atmos ผ่านหูฟัง และสามารถจดจำสถานะการใช้งานครั้งล่าสุดเพื่อความต่อเนื่องในการรับ ฟัง
รองรับคอนเทนต์หลากหลาย: ทั้งบริการสตรีมมิงภาพยนตร์และเพลง ไฟล์มีเดียภายในเครื่อง เกม มือถือ การแจ้งเตือนของระบบ เสียงเรียกเข้า และอื่น ๆ
GT 50 Pro มาพร้อมโหมดเสียงหลัก 4 รูปแบบ ที่สามารถสลับโปรไฟล์เสียงและปรับการแสดงผลให้เหมาะสมกับกิจกรรมต่า ง ๆ ได้อย่างชาญฉลาด ได้แก่
Smart Mode วิเคราะห์คอนเทนต์ที่กำลังใช้งานและเลือกเอฟเฟกต์เสียงที่เหมาะสมที่สุด โดยอัตโนมัติ
Movie Mode ถ่ายทอดเสียงพูดได้อย่างคมชัด พร้อมมิติเสียงระดับโรงภาพยนตร์
Gaming Mode มอบเวทีเสียงที่กระชับ พร้อมเพิ่มพลังเบสเพื่อช่วยสร้างการรับรู้ตำแหน่งเสียงเสมือนจริง
Music Mode ช่วยเพิ่มความสมดุล รายละเอียด และมิติของชั้นเสียงดนตรีให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ที่มาของข้อมูล Dolby Atmos
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
ที่อยู่
118/1 อาคารทิปโก้ ชั้น11 ถนนพระราม6 แขวงพญาไท เขตพญาไท
Bangkok
10400