ASEAN Report

ASEAN Report

แชร์

เรื่องราวทั่วอาเซียน ช่าสารน่าสนใจรอบบ้าน

14/11/2022

เวียดนามลั่น สัมพันธ์แน่นกับจีน
ไม่ให้ใครตั้งฐานทัพในบ้านแน่นอน
14พย.65-ข่าวอาเซียน

การเดินทางเยือนจีนของ นายเหงียนผู่จอง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีความหมายต่อความมั่นคงในทะเลจีนใต้เป็นอย่างยิ่ง

เพราะความตึงเครียดของปักกิ่ง ในทะเลจีนใต้ และไต้หวัน ที่มีสหรัฐฯ แสดงอิทธิพลเหนือย่านนั้น ได้ผ่อนคลายไปได้เปราะหนึ่ง เมื่อรัฐบาลเวียดนาม ออกมาปฏิเสธ การขอตั้งฐานทัพของต่างชาติในแผ่นดินเวียดนาม และจะไม่เข้าร่วมกับกองกำลังของชาติใดเพื่อโจมตีชาติอื่นอย่างเด็ดขาด

หลังจากประธานพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ได้หารือกันอย่างใกล้ชิด และเวียดนามยังประกาศให้โลกรู้ว่า ความสัมพันธ์ของเวียดนามกับจีนนั้น “มีความสำคัญสูงสุด” ในนโยบายต่างประเทศของเวียดนาม

เว็บไซต์ south china morning post รายงานว่า นายเหงียนผู่จอง ได้ประกาศว่า เวียดนามพยายามทำงานร่วมกับรัฐบาลปักกิ่ง เพื่อรักษาสันติภาพและหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกันในทะเลจีนใต้ เพราะความขัดแย้งไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ของสองชาติ และเวียดนามยืนยัน หลักการจีนเดียว

ทางด้าน Song Zhongping อดีตนักวิเคราะห์ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนของจีน มองว่า เวียดนามเป็นหนึ่งใน 5 ชาติ ที่เรียกร้องสิทธิเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ กับจีน ในทะเลจีนใต้ แต่เวียดนามและจีน ก็พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง และรัฐบาลฮานอยพยายามวางตัวเป็นกลางกับนโยบายขยายอิทธิพล มายังทะเลจีนใต้ ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกของรัฐบาลสหรัฐฯ

นอกจากนั้นนาย Song มองว่า ถ้าสหรัฐและจีน ต้องเผชิญหน้ากันในช่องแคบไต้หวัน เวียดนามจะไม่เลือกข้างแน่นอน และเวียดนามไม่ได้ทำสัญญาจัดตั้งฐานทัพในประเทศตนกับชาติใด ไม่เหมือนกับ ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ ที่มีข้อตกลงให้สหรัฐฯ เข้าไปตั้งฐานทัพ ในบ้านตัวเองได้

ส่วนเวียดนามนั้นจะอนุญาตให้เช่าฐานทัพเรือ 2 แห่ง ได้เป็นครั้งคราว ไม่ใช่การให้ใช้ถาวร ไม่ว่าจะเป็นที่ฐานทัพเรืออ่าวคัมราห์น และที่ดานัง และบทเรียนจากช่วงสงครามเย็น ทำให้เวียดนามเรียนรู้ที่จะไม่เลือกข้างแน่นอน

ทางด้านนาย Marc Knapper เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงฮานอย กล่าวว่า เวียดนามคือหุ้นส่วนที่แท้จริงและเท่าเทียม ของสหรัฐฯ ในการแข่งขันกับปักกิ่ง ซึ่งเควิน ฟุง นักวิจัยของมหาวิทยาลัยวาเซดะของญี่ปุ่น มองว่า เวียดนามมีบทเรียนจากสงครามเวียดนามกับสหรัฐฯ ทำให้เชื่อว่า เวียดนามจะไม่ร่วมเป็นพันธมิตรของกองทัพสหรัฐฯ แน่นอน แม้ว่าสหรัฐฯ ประกาศชัดว่า จะสนับสนุนเวียดนาม ในเรื่องข้อขัดแย้งกับจีนเรื่องอธิปไตยเหนือหมู่เกาะก็ตามที

นายเควิด ฟุง ยังย้ำว่า คำแถลงของนายเหงียน ยังทำให้จีนมั่นใจว่า เวียดนามไม่เข้าข้างแนวทางที่ทำให้เกิดความเกลียดชังและต่อต้านจีน นอกจากนั้น เวียดนามยังประกาศชัดว่า จะไม่ทำตาม สิ่งต้องห้าม 4 ประการ หรือ four noes ได้แก่
- ไม่ร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับฝ่ายใด
- ไม่อยู่ข้างชาติใดชาติหนึ่งเพื่อต่อต้านชาติอื่น
- ไม่ให้ชาติใดเข้าไปตั้งฐานทัพในเวียดนาม
- ไม่ใช้กำลังทหารข่มขู่ใคร และบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เควิด ฟุง ยังมองว่า ท่าทีของเวียดนามนั้นชัดเจน เมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์ ที่ยอมให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพ กรณีเกิดเหตุขัดแย้งในไต้หวัน

ทางด้านนาย Xu Qinduo นักวิเคราะห์ของสถาบัน Pangoal Institution มองว่า เวียดนามยังเป็นมิตรทีดีของสหรัฐฯ และยินดีที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุน ในกรณีความขัดแย้งทะเลจีนใต้ แต่การรับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ นั้นมีข้อจำกัด และเวียดนามก็รู้ดีว่า การสนับสนุนอาจแลกมาด้วยการต้องเป็นเครื่องมือเพื่อโจมตีจีน ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้แน่นอน โดยเฉพาะรัฐสังคมนิยมอย่างเวียดนามที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใกล้ชิดกัน อีกทั้งการสร้างความใกล้ชิดกับอาเซียนอย่างสม่ำเสมอ เป็นผลดีต่อจีนเช่นกัน

ทางด้านเว็บไซต์ global times มองเรื่องนี้ว่า จีนและเวียดนาม มีความใกล้ชิดกันมากทางด้านการค้า การลงทุน การเป็นรัฐเพื่อนบ้านชายแดนร่วมกัน ทำให้ สองชาติมีประสบการณ์ยาวนาน ในการแก้ปัญหาหรือส่งเสริมความสัมพันธ์ต่อกันมาช้านาน

และเวลานี้ เวียดนามคือผู้เล่นสำคัญในฐานะผู้นำในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน และเวียดนาม คือห่วงโซ่คุณค่า ที่สำคัญของการผลิต ในระบบเศรษฐกิจโลกไปแล้ว จึงไม่เห็นด้วยกับการต่อต้านการเปิดการค้าเสรี และการปกป้องทางการค้า ของบางประเทศ และการอยู่ใกล้กับจีน ทำให้เวียดนามมีสัมพันธ์กับระบบห่วงโซ่การผลิตของจีน ที่ต่อยอดมาที่เวียดนามด้วย และเวียดนาม เป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดในอาเซียนของจีน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของจีนและเวียดนามนั้น เหนียวแน่น จนแยกกันไม่ออก ความร่วมมือกันที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อเวียดนามและจีนอย่างยิ่ง การขัดแย้งและเผชิญหน้ากับจีนจึงเป็นไปไม่ได้เลย สำหรับเวียดนาม

#จีนเวียดนาม
#เวียดนามจีนสัมพันธ์ดี
#เวียดนามยืนข้างจีน
#เวียดนามไม่ให้ตั้งฐานทัพ
#ทะเลจีนใต้

ติดตามข่าวหุ้นและการลงทุนทางไลน์
• Line : https://lin.ee/TQ14oAe
———————————————————————
ติดตาม TNN Wealth ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ที่
• Website : https://bit.ly/TNNWealthWebsite
• Youtube : https://bit.ly/TNNWealthYoutube
• TikTok : https://bit.ly/TNNWealthTikTok
หรือดูรายการ Live ได้ทาง https://bit.ly/3HmUu4O

14/11/2022

ถ้าชิปคือน้ำมัน
ใครคือผู้นำการผลิตในอาเซียน
14พย.65-ข่าวอาเซียน

เวลานี้อาเซียนกำลังแย่งชิงกันเป็นเบอร์หนึ่ง ของผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ของภูมิภาคกันอย่างแข่งขัน เพราะสร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ แต่ก็ไม่สามารถก้าวขึ้นมายืนตำแหน่งนี้ได้ง่ายนัก เพราะมีความท้าทายรออยู่ ขณะเดียวกันช่วง 3 ปีมานี้ อาเซียนได้เปรียบภูมิภาคอื่นของโลก หลังจากเกิดสงครามการค้าระหว่าง จีนและสหรัฐฯ ทำให้เกิดยุทธศาสตร์ย้ายออกจากจีน และอาเซียนคือเป้าหมายปลายทาง

เวียดนาม
เวียดนามกำลังฉวยโอกาสเป็นผู้ชนะ ในสงครามการค้า ในการย้านฐานผลิต ออกจากจีน โดยเฉพาะเมื่อจีนประกาศชัดว่า จะปิดประเทศต่อไปตามนโยบายโควิดเป็นศูนย์ แต่เวียดนามก็ต้องทำงานหนักมาก โดยเฉพาะการสร้างแรงงานฝีมือ

เว็บไซต์ asiatimes รายงานว่า ดูเหมือนว่า เวียดนามคือเป้าหมายใหญ่ ในการย้ายฐานออกจากจีน สังเกตได้จากการย้ายเข้าของบริษัทเทคชั้นนำ ในรอบหลายปีที่ผ่านมาเช่น

1 บริษัทแอปเปิ้ล ของสหรัฐฯ
จะย้ายฐานไปเวียดนาม โดยจะเริ่มผลิตได้ในปี 2568 ได้แก่
- ย้ายฐานผลิตไอแพด ร้อยละ 20 ออกจากจีน
- ย้ายฐานผลิตแมคบุ๊กส์ ร้อยละ 5 ออกจากจีน
- ย้ายฐานผลิตแอปเปิ้ลวอท์ช ร้อยละ 20 ออกจากจีน
- ย้ายฐานผลิต แอร์พอดส์ ร้อยละ 65 ออกจากจีน

2 บริษัทเสี่ยวหมี่ของจีน
ย้ายการผลิตอุปกรณ์บางส่วนไปเวียดนามแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564

3 บริษัทซัมซุงของเกาหลีใต้
เข้าไปตั้งโรงงานใหญ่ที่เมืองบัคนิงห์ มูลค่า 670 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ( 25,000 ล้านบาท) ตั้งแต่ปี 2557 และในรอบ 8 ปีมานี่ได้เพิ่มการลงทุนเป็น 17,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (645,000 ล้านบาท)

4 บริษัทอินเทลของสหรัฐฯ
เข้าไปเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในโฮจิมินห์ซิตี้ มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(37,000 ล้านบาท) ตั้งแต่ปี 2549

อาจกล่าวได้ว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ผู้ชนะคือเวียดนาม
ตั้งแต่ปี 2553-2563 การส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ของเวียดนามโตปีละร้อยละ 28.6 และโตในอัตรานี้มาตลอดทุกปี นอกจากผลประโยชน์ของสงครามการค้า เวียดนามเองก็มีการปรับกฎหมายการลงทุนเมื่อปี 2543 ให้ทันสมัยและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติด้วย กฎหมายฉบับนี้ปรับปรุงจนสมบูรณ์ดีในปี 2558 มีจุดเด่นคือ

- ให้ต่างชาติถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามได้
- บริษัทต่างชาติไม่จำเป็นต้องเข้าไปร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม ของเวียดนามอีกต่อไป
- ทำให้การผลิตก้าวหน้า ทันสมัย ฉุดเวียดนามขึ้นไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตระดับโลก
- เปิดทางให้ต่างชาติดำเนินการผลิตสินค้าไฮเทคได้เองนี้ ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ดี และส่งมอบสินค้าให้ตลาดโลกได้ทัน

กลางทศวรรษ 2540 ต้นทุนการผลิตสินค้าไฮเทคในเวียดนาม ต่ำสุดในอาเซียน ทำให้เกิดขีดความสามารถในการแข่งขัน ช่วงเวลานี้เงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ไหลเข้าเวียดนามมากที่สุด

ในช่วงทศวรรษ 2550 เกิดแนวคิด จีนบวกหนึ่ง หรือ China plus one
ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หลายบริษัทย้ายเข้า ทำให้เวียดนามกลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ จากอันดับที่ 47 ในปี 2544 เป็นอันดับที่ 10 ในปี 2563 ทำให้มูลค่าส่งออกสินค้ารวมคิดเป็นร้อยละ 1.8 ของการส่งออกของทั้งโลก

ห่วงโซ่การผลิตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ในเวียดนาม
ส่วนใหญ่เป็น “อุตสาหกรรมกลางน้ำ” ที่ผลิตเพื่อส่งออก
ส่วน “อุตสาหกรรมต้นน้ำ” เช่นการออกแบบ ผลิตชิ้นส่วนประกอบ เป็นของต่างประเทศ และ “อุตสาหกรรมปลายน้ำ” ประกอบเป็นสินค้าและจำหน่าย จะอยู่ที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้

ทั้งนี้เวียดนามเพิ่มมูลค่าสินค้าเพื่อส่งออกได้เพียงร้อยละ 55
เพราะบริษัทที่เข้ามาผลิตเพื่อส่งออก ไม่ใช่บริษัทท้องถิ่นเวียดนาม
จึงเก็บเกี่ยวประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี FTA ที่ทำไว้กับสหภาพยุโรป EU ได้ไม่เต็มที่ เวลานี้เวียดนามกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ คือการยกระดับ “ห่วงโซ่มูลค่า” การผลิตให้สูงขึ้นแต่สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือ “เพิ่มทักษะแรงงาน” หรือ upskill จากชั้นล่างเป็นชั้นสูง เพื่อให้บริษัทต่างชาติด้านเทคใน “อุตสาหกรรมต้นน้ำ” วางใจ ในการย้ายฐานมาเวียดนามเพิ่ม และใช้แรงงานของเวียดนาม ในการผลิตและออกแบบสินค้าไฮเทค ซึ่งเวียดนามจะได้ประโยชน์สูงสุด

ปัญหาใหญ่สร้างแรงงานเทคไม่ทัน
เรื่องนี้คือปัญหาใหญ่ของเวียดนาม หากการสร้างทักษะทำไม่ทัน เวียดนามต้องดึง กลุ่ม “เวียดเคียว” หรือนักเรียนนอกกลับบ้าน ดูเหมือนว่า รัฐบาลจะประมาท ในเรื่องการขาดแรงงานทักษะ แม้จะบรรจุเอาไว้ในแผนพัฒนาแห่งชาติ ปี 2564-2573 แต่การสร้างคนก็ไม่ทันกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ พัฒนาไปเร็วกว่า
- กระบวนการเรียน จนทำงานได้ของเวียดนาม เวลานี้อยู่ที่ 10.2 ปี
- หมายความว่าเมื่อเด็ก เข้าเกณฑ์เรียนเมื่ออายุ 7 ปี จะเข้าทำงานในระบบได้เมื่ออายุ 17 ปี
- ซึ่งมีจำนวนนักเรียนที่จบการศึกษาภาคต้นราว 6.9 ล้านคน
- แต่ในจำนวนนักเรียนราวร้อยละ 28.6 เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ยังไม่ทำงาน
- ขอศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเพียง 2 ล้านคน
- แต่เวียดนามต้องการเด็กที่เข้าไปเรียนในระดับสูง ที่จะทำงานด้านเทคโนโลยีได้ 3.8 ล้านคน ซึ่งยังขาดอีก 1.8 ล้านคน

ดังนั้นเวียดนามจะอยู่ในภาวะบีบคั้นอย่างแรง ว่าจะขยับฐานตัวเองขึ้นไปเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ นี้ได้หรือไม่

------------------------------
มาเลเซีย

อุตสาหกรรมไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ ของมาเลเซีย ได้ประโยชน์สูงมาก ในช่วงที่โลกต้องการเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อผลิตคอมพิวเตอร์ แลปท้อป และโทรศัพท์มือถือ เพื่อทำงานทางไกลออนไลน์ ในช่วงระบาดโควิด19

นอกจากนั้นมาเลเซีย ยังมีความใกล้ชิดกับบริษัทเทคในสหรัฐฯ ปลายปี 2564 นางจีนา ไรมอนโด รัฐมนตรีพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้ร่วมหารือกับฝั่งมาเลเซีย และยอมรับว่า สหรัฐฯจะร่วมลงทุนกับมาเลเซีย ในการสร้างห่วงโซ่อุทานเซมิคอนดักเตอร์ ที่มีความโปร่งใส ยืดหยุ่นและมั่นคงกับมาเลเซีย

บริษัทเทครายใหญ่ที่ลงทุนในมาเลเซียแล้วเช่น
1 บริษัทอินเทล ของสหรัฐฯ
โดยจะเข้าไปตั้งโรงงานที่นิคมปลอดภาษี บายัน ละปาส (bayan lepas) ในเกาะปีนัง
และนิคมไฮเทคคูลิม ในรัฐเคดาห์ รวมมูลค่า 7,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (265,000 บาท) ใหญ่กว่าที่ลงทุนในเวียดนาม โครงการนี้สร้างงานได้ 4000 ตำแหน่ง และระหว่างก่อสร้างสร้างงานอีก 5000 ตำแหน่ง

2 Nexperia จากเนเธอร์แลนด์
ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ สำหรับอุตสาหกรรมอัตโนมัติ

3 Infineon จากเยอรมนี
ผู้ผลิต ซิลิคอนคาร์ไบด์ และ แกลเลี่ยม ไนไตรด์ ส่วนประกอบของเซมิคอนดักเตอร์

4 AT&S จากออสเตรีย
ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์

5 Applied Engineering จากสหรัฐฯ
ผู้วางระบบเพื่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ การทหาร การบิน และอื่นๆ

6 Mercedes-Benz จากเยอรมนี
ตั้งศูนย์โลจิสติกส์เอเชียแปซิฟิกในมาเลเซีย

7 BASF จากเยอรมนี
เข้าไปตั้งโรงงานผลิตด้านเคมีภัณฑ์

8 H&R จากเยอรมนี
เข้าไปตั้งโรงงานผลิตในมาเลเซีย

9 Turkish Aerospace จากตุรกี
เข้าไปตั้ง ศูนย์ พัฒนาระบบการบิน ทั้งอากาศยานไร้คนขับ เฮลิคอปเตอร์ และสร้างระบบนิเวศน์ทางการบิน

สำนักงานส่งเสริมการลงทุนของมาเลเซียหรือ NIA เผยว่า มาเลเซียมีแผน สร้างชาติให้อยู่แนวหน้าของศูนย์กลางการลงทุนและสร้างงานคุณภาพสูงของโลก ในแผนพัฒนาชาติฉบับที่ 12 กำหนดให้อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนกิส์และไฟฟ้าหรือ E&E เป็นอุตสาหกรรมหลักสำคัญสุดของชาติ และเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลก

โดยสำนักงานพัฒนาการลงทุนหรือ MIDA ของมาเลเซีย ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ สภาหอการค้าอเมริกันในมาเลเซีย เป้าหมายเพื่อดึงดูดบริษัทด้านเทคของอเมริกันเข้าไปลงทุนในมาเลเซีย ขับเคลื่อนไปสู่การลงทุนในอุตสาหกรรม4.0 รวมทั้งร่วมกันสร้างทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการขยายตัวการลงทุน โดยมีบริษัทอินเทลเป็นหัวเรือหลักในการพัฒนากำลังคน โดยเวลานี้อินเทลจ้างงานแรงงานด้านเทค ในมาเลเซียแล้ว 13,000 คน

เวลานี้มาเลเซียขึ้นเป็นอันดับที่ 3 ของโลกในอุตสาหกรรมทดสอบและบรรจุเซมิคอนดักเตอร์ semiconductor packaging and test คิดเป็นร้อยละ 12 ของตลาดโลก รองจากไต้หวันและจีน ขณะที่การสร้างแรงงานเทคในมาเลเซียนั้นมีการวางแผน ด้านการศึกษามาตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ มูฮัมหมัด ในสมัยแรก เมื่อปี 2543 ทำให้มาเลเซียเดินหน้าไปไกลกว่าใครในการสร้างแรงงานชั้นสูง
#ผู้นำชิปอาเซียน
#ชิปอาเซียน
#เซมิคอนดักเตอร์เวียดนาม
#เซมิคอนดักเตอร์มาเลเซีย
#แรงงานชั้นสูงอาเซียน
ติดตามข่าวหุ้นและการลงทุนทางไลน์
• Line : https://lin.ee/TQ14oAe
———————————————————————
ติดตาม TNN Wealth ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ที่
• Website : https://bit.ly/TNNWealthWebsite
• Youtube : https://bit.ly/TNNWealthYoutube
• TikTok : https://bit.ly/TNNWealthTikTok
หรือดูรายการ Live ได้ทาง https://bit.ly/3HmUu4O

25/10/2022

อินโดนีเซียยังไหว
ต้านพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ปีหน้า
25 ตค.65- ข่าวอาเซียน

เว็บไซต์ Jakarta globe รายงานว่า อินโดนีเซียอยู่ในสถานะที่ดีกว่าเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่เวลานี้ต่างก็เจอกับมรสุมเศรษฐกิจ ครั้งร้ายแรง และคาดว่าในปีหน้า อาการจะหนักกว่านี้ - ทั้งเงินเฟ้อ - เศรษฐกิจถดถอย จากความบอบช้ำหลังโควิด19 - ตกเป็นเป้าหมายการเผชิญหน้าของมหาอำนาจในเวทีภูมิรัฐศาสตร์

นักวิเคราะห์มองว่า อินโดนีเซียนับว่า โชคดีที่สถานการณ์ในบ้านยังเดินหน้าได้ต่อ ด้วยปัจจัยหลายอย่างเช่น
- การบริโภคภายในยังมีกำลัง ด้วยประชากร 260 ล้านคน เป็นตลาดบริโภคขนาดใหญ่
- รัฐบาลคุมเงินเฟ้อได้ในระดับทีี ปลอดภัย
- การจัดหาอาหารราบรื่นและมั่นคง
- อัตราการติดเชื้อโควิด19 ลดลงต่อเนื่อง
- การฟื้นตัวของจีนช่วยให้ สินค้าโภคภัณฑ์หลายตัวของอินโดนีเซียขายได้ที่ตลาดจีน
- อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาส 3 อยู่ที่ระดับร้อยละ 5.2 ส่วนไตรมาสุดท้ายอยู่ที่ร้อยละ 4.8 นับว่าน่าพอใจ
- ส่วนปี 2566 คาดว่าเศรษฐกิจจะโตร้อยละ 5
รายงานข่าวระบุว่า ในเดือนตุลาคม 2565 มีประเทศมากมาย ต่อแถวเข้ารับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ล่าสุดมีมากถึง 28 ประเทศ

โดยในที่ประชุมเครือข่ายนักธุรกิจทั่วโลก ที่กรุงจาการ์ต้า เมื่อกลางเดือนตุลาคมผ่านมา บรรดานักธุรกิจและผู้นำองค์กรระดับโลก ต่างก็เตือนว่า ในปี 2566 มรสุมเศรษฐกิจลูกใหญ่ หรือ perfect strom ได้ก่อตัวขึ้นแล้วและพร้อมโจมตีโลก ขณะที่ประธานาธิบดีโจโกวี้ ของอินโดนีเซีย กลับมองโลกในแง่ดี สำหรับเศรษฐกิจของประเทศ แต่ต้องระมัดระวังและปรับตัวยืดหยุ่นรับสถานการณ์

ทางด้านศาสตราจารย์ ชยาติ กอช แห่งมหาวิทยาลัยเยาวหราล เนห์รู ของอินเดีย เตือนว่า ในหลายประเทศต้องเจอภาวะวิกฤติในหลายเรื่อง เช่น - ขาดแคลนอาหาร- ขาดแคลนพลังงาน - หนี้สินเพิ่มพูน - สภาพอากาศที๋โหดร้าย - การขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่จะส่งผลให้ธุรกิจต่างๆชะลอการขยายกิจการ

ศาสตราจารย์กอช แสดงความเห็นว่า ทั้งอินเดียและอินโดนีเซีย กำลังเจอกับผลกระทบจากนโยบายการเงิน การขึ้นอัตราดอกเบี้ย ครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี และเงินอ่อนค่า ส่งผลต่อการนำเข้าอาหารและพลังงาน

แต่ผู้เชี่ยวฃาญของอินโดนีเซีย มองว่า ประเทศมีบทเรียนจากวิกฤติการเงินปี 2551 จึงวางแผนทางการเงินไว้รัดกุม แต่มองว่าประเทศที่จะกระทบมากในอาเซียนคือสิงคโปร์ เพราะสัดส่วนการค้าต่อจีดีพีสูงมากถึงร้อยละ 200 หรือ 2 เท่า ถ้าการค้าโลกหดตัว สิงคโปร์อาจต้องเตรียมตัวรับมือ

ขณะที่อินโดนีเซียมีสัดส่วนการค้าต่อจีดีพี เท่ากับร้อยละ 25 และคู่ค้าสำคัญคือจีน ที่เศรษฐกิจยังเข้มแข็งและมีสัญญาณการสั่งซื้อสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากอินโดนีเซีย
#อาเซียนพลัส
#มรสุมเศรษฐกิจอาเซียน
#เศรษฐกิจอินโดนีเซีย
#เงินเฟ้ออาเซียน
่อง16
ติดตามข่าวหุ้นและการลงทุนทางไลน์
• Line : https://lin.ee/TQ14oAe
• Facebook : https://www.facebook.com/TNNWealth
—————————————————————————
ติดตาม TNN Wealth ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ที่
• Website : https://bit.ly/TNNWealthWebsite
• Youtube : https://bit.ly/TNNWealthYoutube
• TikTok : https://bit.ly/TNNWealthTikTok
หรือดูรายการ Live ได้ทาง
https://www.facebook.com/TNN16LIVE/

25/10/2022

จักรยานกัมพูชาขายดี
ติด 1 ใน 5 ของโลก
25 ตค. 65 - ข่าวอาเซียน

การส่งออกรถจักรยานของกัมพูชาเพิ่มเป็น 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ( 26,600 ล้านบาท)
ในช่วง 9 เดือนของปี 2565 เพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัว จากช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีก่อน สร้างสถิติใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการผลิตจักรยานเพื่อส่งออกของกัมพูชา

เว็บไซต์ khmertimes รายงานว่า จักรยานที่ผลิตในกัมพูชา ส่งออกไปหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว เช่นสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้และในอาเซียน

กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเผยว่า ยอดการสั่งซื้อจักรยานจากกัมพูชา เพิ่มขึ้นหลังเกิดระบาดโควิด 19 โดยเฉพาะจักรยานเพื่อการออกกำลังกาย ยอดขายดี ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายให้ส่งเสิรมการตลาด เพื่อดึงดูดลูกค้าในตลาดจักรยาน รวมทั้งตลาดในประเทศเอง ก็มียอดการขายเพิ่มขึ้น เป็น 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (570 ล้านบาท)

กัมพูชาหันมาพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตจกรยาน ซึ่งเวลานี้มีศูนย์ผลิต 13 แห่งด้วยกัน โดยอยู่ที่จังหวัดกันดาล ใกล้กับพนมเปญ และจังหวัดสวายเรียง ซึ่งมีการลงทุนไปทั้งสิ้น 112 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (4,200 ล้านบาท)

5 ประเทศที่ส่งออกจักรยานสู่ตลาดโลกมากที่สุด คือ จีน- ไต้หวัน- เนเธอร์แลนด์ -เยอรมนี และกัมพูชา รวมทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 70 ของปริมาณการขายจักรยานที่มีอยู่ทั้งโลก
#กัมพูชาส่งออกจักรยาน
#ส่งออกกัมพูชา
#เศรษฐกิจกัมพูชา
่อง16
ติดตามข่าวหุ้นและการลงทุนทางไลน์
• Line : https://lin.ee/TQ14oAe
• Facebook : https://www.facebook.com/TNNWealth
—————————————————————————
ติดตาม TNN Wealth ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ที่
• Website : https://bit.ly/TNNWealthWebsite
• Youtube : https://bit.ly/TNNWealthYoutube
• TikTok : https://bit.ly/TNNWealthTikTok
หรือดูรายการ Live ได้ทาง
https://www.facebook.com/TNN16LIVE/

17/10/2022

อินโดฯ เจ๋งตลาดออนไลน์ช่วยท้องถิ่นโต
มูลค่าค้าสูง 2% จีดีพี
17 ต.ค.65- ข่าวอาเซียน

Tokopedia ช่วยร้านเล็กโตมูลค่าค้าสูงร้อยละ 2 ของจีดีพี
jakarta Globe รายงานว่า กิจการสตาร์ตอัปชื่อดังของอินโดนีเซีย Tokopedia
ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มค้าออนไลน์รายใหญ่ ได้ออกโซลูชั่นด้านการตลาด
เพื่อช่วยผู้ค้ารายย่อยในประเทศ จนสามารทำให้ธุรกิจเติบโต อย่างต่อเนื่อง

ทางด้านเอ็ดวิน ชายาดี รองประธานฝ่ายการตลาดของ Tokopedia เผยว่า
เครื่องมือใหม่ของ Tokopedia จะช่วยให้ร้านค้าเข้าถึงผู้ใช้แพลตฟอร์ม
ได้ทั่วประเทศถึงร้อยละ 99 โดยเข้าถึงได้ในระดับตำบล ของอินโดนีเซีย เลยทีเดียว

ผู้ขายจะได้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า ผ่าน consumer journey หรือ เส้นทางของผู้บริโภค
ตั้งแต่ก่อนจะเป็นลูกค้า จนตัดสินใจซื้อสินค้า รวมถึงกลับมาซื้อสินค้าซ้ำ
ลูกค้าจะมีโอกาสค้นพบผลิตภัณฑ์ของผู้ขายได้มากขึ้นเมื่อเรียกดูในหน้าแรกของ Tokopedia
โดยตัวโฆษณาใหม่ของ Tokopedia จะแสดงอยู่บนสุดเสมอเมื่อมีการค้นหาสินค้า
โดยเครื่องมือใหม่นี้ จะทำให้ร้านค้าที่ต้องการทำโปรโมชั่นพิเศษ บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น

และยังเจาะกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำมาก เจาะจงลงไปที่ลูกค้าเป้าหมายอย่างเดียว
ร้านค้าสามารถโปรโมทสินค้าผ่าน โปรแกรมแชทโดยตรงได้เลย
และรายการจะแสดงการแจ้งเตือนกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยเฉพาะ
เครื่องมือใหม่นี้ ทำให้มูลค่าการลงทุนในโฆษณาโตขึ้น 7 เท่า ในช่วงปี 2564
ส่วนจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ ที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ก็เพิ่มขึ้น 30 เท่า
รายงานข่าวระบุว่า ร้านค้าสินค้าแฟชั่น ที่เข้าใช้เครื่องมือใหม่นี้ มียอดขายโตมากกว่า 1 เท่า
ส่วนรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 146

Tokopedia เป็นสตาร์ตอัป ระดับยูนิคอร์น ของอินโดนีเซีย
ทำธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซ ให้บริการตลาดออนไลน์ เป็นแพลตฟอร์มขายสินค้าและบริการ
เป็นธุรกิจท้องถิ่น ที่รุกขึ้นมาแข่งขันกับ สตาร์ตอัปรายใหญ่จากจีน และสิงคโปร์
แต่สตาร์ทอัพท้องถิ่นรายนี้ ได้รับเสียงตอบรับจากคนอินโดนีเซียเป็นอย่างดี
โดยในปี 2565 เครือข่ายของTokopedia ให้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่ ร้อยละ 99 ของประเทศ
มีสินค้านำขึ้นไปขายบนแพลตฟอร์ตมากกว่า 865 ล้านชนิด
ร้านค้าที่เข้าไปจดทะเบียนขายสินค้าจำนวนกว่าร้อยละ 86.5 เป็นร้านค้ารายใหม่
โดยมีร้านค้าลงทะเบียนกับแพลต็ฟอร์มเพื่อขายสินค้ามากถึง 12 ล้านร้านค้า
มูลค่าธุรกิจของ Tokopedia คิดเป็นร้อยละ 2 ของมูลค่า GDP ของอินโดนีเซีย

#สตาร์ทอัพอินโด
#สตาร์ตอัปอินโด
#ตลาดออนไลน์อาเซียน

17/10/2022

เอฟทีเอดันค้ากัมพูชาโต
มากกว่า 1.55 ล้านล้านบาท
17 ต.ค.65 -ข่าวอาเซียน

เว็บไซต์ khmertimes รายงานว่า การค้าของกัมพูชาในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2565 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 เป็น 41,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.55 ล้านล้านบาท

โดยมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น ร้อยละ 22 เป็น 17,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ( 655,000 ล้านบาท) ส่วนการนำเข้าก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เป็น 23,760 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (900,000 ล้านบาท)

ทางด้านนาย นายเพ็ญ สุวิชาติ ปลัดกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา เผยว่า มูลค่าการค้าของกัมพูชา เพิ่มมากขึ้นเป็นเพราะข้อตกลงการค้าเสรี FTA ที่กัมพูชาทำกับหลายชาติ ทั้งอาเซียน และจีน และมูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้นก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในประเทศที่เป็นประโยชน์ในช่วงเศรษฐกิจ ฟื้นตัวหลังโควิด19

ข้อตกลง RCEP หรือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
และข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างจีน-กัมพูชา ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมกราคม 2565 ทั้งสองฉบับ เป็นผลดีมากต่อการค้ากัมพูชา ทำให้กัมพูชามีโอกาสส่งออกไปในตลาดโลกได้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ทั้งข้าว กล้วยหอม มะม่วง และสินค้าแปรรูป ส่งออกได้ดีใน 9 เดือนที่ผ่านมา

ทางด้านโจเซฟ แมทธิว ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยนานาชาติ เบลเตย (BELTEI) ในพนมเปญ แสดงความเห็นว่า ข้อตกลง RCEP เป็นเครื่องมือกระตุ้นการค้าให้ตื่นตัว ในกลุ่มประเทศเล็กในภูมิภาค อย่าง กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม
ัมพูชาจีน
#ส่งออกกัมพูชา
#เศรษฐกิจกัมพูชา
#กัมพูชาRCEP

10/10/2022

สปป. ลาวจับมือสิงคโปร์
ลงทุนพลังงานทางเลือก
10 ต.ค. 65 - ข่าวอาเซียน

เว็บไซต์ loatiantimes รายงานว่า สปป. ลาวและสิงคโปร์ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU รวม 4 ฉบับ เพื่อประกันว่าจะร่วมมือกันลงทุน ในพลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน และการอนุรักษ์สิงแวดล้อม เป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ภายในปี 2567 ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี พันคำ วิพาวันแห่งสปป. ลาว ได้เดินทางไปเยือนสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 28-29 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ได้เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีหลีเซียนลุง ของสิงคโปร์ นับเป็นการเยือนครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีสปป. ลาว นับตั้งแต่ขึ้นรับตำแหน่ง

MOU ที่ 2 ประเทศลงนามกันนั้นมีความสำคัญต่อการลงทุนและร่วมมือกันในอนาคต โดยเฉพาะสปป. ลาว ต้องการให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในประเทศ ขณะที่สิงคโปร์ ก็ต้องการลงทุนในโครงการ BCG และโครงการพลังงานสะอาด โดย MOU ทั้ง 4 ฉบับคือ

1) บันทึกความเข้าใจ จัดตั้งการหารือสองฝ่าย โดยกระทรวงการต่างประเทศ
2) บันทึกความเข้าใจ เพื่อความร่วมมือทางเทคนิคและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และการบริหารจัดการน้ำ โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของสิงคโปร์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสปป. ลาว
3) บันทึกความเข้าใจ เพื่อความร่วมมือด้านพลังงาน ระหว่างกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์และกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของสปป. ลาว
4) บันทึกความเข้าใจ เพื่อความร่วมมือด้านดิจิทัล ระหว่างกระทรวงการสื่อสารและข้อมูลของสิงคโปร์ กับกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีของสปป. ลาว

สำหรับ MOU ความร่วมมือด้านพลังงานนั้น เน้นการใช้ทรัพยากรที่สปป. ลาวมีอยู่เพื่อผลิตพลังงานสะอาด การร่วมมือกันพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าในภูมิภาค การส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดนภายในอาเซียน จากสปป.ลาว ผ่านไทย มาเลเซียเข้าสู่สิงคโปร์ รวมถึงการพัฒนาระบบ และมาตรการทางไฟฟ้าให้ปลอดภัยได้มาตรฐาน มีการรายงานและตรวจสอบ เพื่อยืนยันว่า เป็นการส่งไฟฟ้าพลังงานสะอาดคาร์บอนต่ำจริง

โดยก่อนหน้านี้ สปป.ลาว และบริษัท Keppel Electric สิงคโปร์ ได้ลงนามซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด จากสปป. ลาวขนาด 100 เมกะวัตต์ โดยส่งผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าอาเซียน ในโครงการ Asean Power Grid ปริมาณไไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์นี้เพียงพอกับความต้องการใช้พลังงานในช่วงสูงสุดหรือ peak time เพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ซึ่งคาดว่าสิงคโปร์จะต้องหาซื้อพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นอีกเป็น 4,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2035 หรือราวร้อยละ 30 ของปริมาณไฟฟ้าที่ต้องการใช้ทั้งหมด

ทางด้าน ดร. ตันซีเหล็ง รัฐมนตรีกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ คนที่ 1 เผยว่า การซื้อพลังงานสะอาดจากสปป.ลาว จะช่วยกระตุ้นการซื้อขายพลังงานในอาเซียน และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและส่งเสริมสิ่งแวดล้อม สร้างงานและสร้างเศรษฐกิจให้สปป.ลาวและสิงคโปร์

ทั้งนี้ กลุ่มประเทศในอาเซียน ต่างต้องปฏิบัติตาม สัญญาที่ให้ไว้ในการประชุม ภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 หรือ COP 26 ที่จะลดปริมาณคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ได้ตามช่วงเวลาที่ประกาศไว้ โดยสิงคโปร์ให้สัญญาไว้ว่าจะบรรลุผลให้ได้ในปี 2050 หรือ 2593 ดังนั้นการซื้อพลังงานสะอาดมาใช้ หรือการลงทุนในพลังงานสะอาด จะสร้างคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศนั้นๆ และส่งผลดีต่อสภาพภูมิอากาศ และช่วยการดูแลไม่ให้โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซี่ยส โดยความร่วมมือด้านการดูแลสภาพภูมิอาอากศนั้นสิงคโปร์และสปป.ลาว จะแลกเปลี่ยนความรู้และผู้เชี่ยวชาญระหว่างกัน เพื่อร่วมกันลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวในสปป. ลาว

นอกจากนั้นสิงคโปร์ จะให้ความช่วยเหลือเรื่องการท่องเที่ยว การจัดทำระบบบริหารราชการเป็นดิจิทัล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัล รวมทั้งการบริหารข้อมูลดิจิทัลแก่สปป.ลาว และการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชนด้วย
#สิงคโปร์ซื้อไฟฟ้าลาว
#ลาวขายไฟฟ้า
#ไฟฟ้าลาวขายอาเซียน
#สิงคโปร์ลงทุนลาว

10/10/2022

โครงสร้างพื้นฐานจีน
พัฒนาสู่อันดับ 1 ของโลก
10 ต.ค.65 -ข่าวอาเซียน

สำนักข่าว CMG รายงานว่า สหพันธ์โลจิสติกส์และการจัดซื้อแห่งประเทศจีนระบุว่า อุตสาหกรรมโลจิสติกส์สมัยใหม่ของจีน ได้เข้าสู่แนวทางพัฒนาที่รวดเร็วแล้ว จากปี 2555 - 2564 ปริมาณโลจิสติกส์ทางสังคมที่ให้บริการอยู่ ได้เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 7 ต่อปี และจีนได้กลายเป็นตลาดโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน

ในจำนวนนี้ ปริมาณอุตสาหกรรมของบริการและผลิตภัณฑ์โลจิสติกส์
คิดเป็นร้อยละ 90 ของโลจิสติกส์สังคมโดยรวมทั้งประเทศ
และยังคงเติบโตอย่างมั่นคงในภาพรวม ซึ่งหนุนให้จีนจัดอยู่ในอันดับที่ 1
ของประเทศผู้ผลิตด้านโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นเวลา 12 ปีติดต่อกัน

การผสมผสานเทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่ เช่น IoT และคลาวด์คอมพิวติ้ง
กับโลจิสติกส์แบบดั้งเดิมเข้าไว้ด้วยกัน ได้ขับเคลื่อนการยกระดับ
อุตสาหกรรมโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง การเร่งใช้อุปกรณ์ทางเทคโนโลยี เช่น
คลังสินค้าอัตโนมัติ ท่าเรือไร้คนควบคุม การจัดส่งสินค้าด้วยรถยนต์ไร้คนขับ
ได้ช่วยส่งเสริมการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น
การขนส่งสินค้าดิจิทัล นิคมดิจิทัล และคลังสินค้าดิจิทัลให้เติบโตเร็วขึ้น

นอกจากนั้น ระบบโครงสร้างพื้นฐานของจีน ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
มีการพัฒนาสู่คุณภาพสูง เป็นเครือข่ายที่ทันสมัย และสนับสนุนเศรษฐกิจและสังคมของจีนให้พัฒนาด้วยคุณภาพสูง สู่ระดับโลก ความสำเร็จทีจีนทำได้แล้วเช่น

1 ) จีนสร้างเครือข่ายทางรถไฟความเร็วสูงและเครือข่ายทางด่วนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
- มีทางหลวงในชนบทยาว 4.466 ล้านกิโลเมตร
- มีเรือสินค้า 69,000 ลำเข้าและออกจากท่าเรือทุกวัน
- มีเครื่องบิน 26,800 ลำ บินขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร
- มีรถยนต์เดินทางผ่านทางด่วนมากกว่า 60 ล้านคัน
  
2) จีนสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน ระดับโลก
- มีกำลังการผลิต และติดตั้งพลังงานหมุนเวียนเกิน 1,100 ล้านกิโลวัตต์ เป็นอันดับหนึ่งในโลก
- สร้างเครือข่ายน้ำแห่งชาติ ทำให้ความสามารถในการจ่ายน้ำ ของโครงการชลประทานทั่วประเทศเกิน 890,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
#เครือข่ายรถไฟจีน
#เครือข่ายถนนจีน
#โครงสร้างพื้นฐานจีน
#โลจิสติกส์จีน

03/10/2022

"ไม่มีกลัว”
ยุโรปยันไม่มีที่ไหนคุ้มเท่าจีน
3ต.ค.65-ข่าวอาเซียน

ความปั่นป่วนในทะเลจีนใต้
เสียงยั่วยุจากสหรัฐฯ
ข่าวการหดตัวของจีดีพีจีน
การถูกโจมตีเรื่องปิดประเทศและนโยบายโควิดเป็นศูนย์
แม้จะมีข่าว ภาวะกดดันในตลาดจีน หลากหลายเรื่องราว
แต่บริษัทจากยุโรปยังเดินหน้าลงทุนในจีนต่อเนื่อง “ไม่มีคำว่ากลัว”

เว็บไซต์ japantimes รายงานว่า แม้จะมีข่าวมากมายเกี่ยวกับจีน แต่บริษัทยุโรปทุ่มเงินลงทุนเข้าไปในจีนอีกร้อยละ 15 ในรอบ 6 เดือนแรกของปี 2565

หลายฝ่ายต่างก็สงสัย กับการกระทำที่สวนทางของบริษัทเอกชนในยุโรป กับนโยบายการเมืองและเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปหรืออียู ที่มึนตึงต่อจีน และพยายามจะเรียกร้องให้เอกชนลดการลงทุน แยกตัวออกจากจีน แต่ตัวเลขเงินลงทุนที่มุ่งไปจีนมันตรงกันข้ามกับนโยบายที่พยายามผลักดันกันอยู่

นายแม็กซ์ เซนไกลน์ (Max Zenglein) หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของฝ่ายจีนศึกษา สถาบัน Mercator Institute มองว่า จีนยังเป็นตลาดแห่งโอกาส แม้ว่าจะมีความเสี่ยงมากมาย บริษัทเอกชนยุโรปยังปรารถนาจะเข้าไปยังจีน ข้อมูลของบริษัทวิจัย Rhodium Group เผยให้เห็นว่า เงินลงทุนตรงหรือ FDI ของอียูที่ไปจีน ในช่วง 6 เดือนแรก มีมากถึง 5,500 ล้านยูโร สูงกว่าปีก่อนในช่วงเวลาเดียวกันที่ 4,800 ล้านยูโร

จากรายงาน พบว่า 10 บริษัทชั้นนำของอียูที่ลงทุนในจีน ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา จำนวนเงินลงทุนคิดเป็นร้อยละ 80 ของบริษัทจากยุโรปทั้งหมดที่เข้าไปลงทุนในจีน
โดยการลงทุน จะเน้นหนักอยู่ที่ 5 ภาคอุตสาหกรรมคือ -รถยนต์- แปรรูปอาหาร- ไบโอเทคและยา- เคมี -การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค โดยใน 5 อุตสาหกรรมนี้ คิดเป็นร้อยละ 70 ของ FDI ทั้งหมดที่มาจากยุโรป และตัวเลขในอดีตที่ผ่ามา ก็แสดงให้เห็นว่า การลงทุนใน 5 ส่วนนี้เพิ่มขึ้นทุกปี คือ
ปี 2551- 2555 มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 57
ปี 2556-2560 มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 65

บริษัทเอกชนที่มาจาก 4 บิ๊กยุโรป คือเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อังกฤษ และฝรั่งเศส ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ครองมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ร้อยละ 87 ของบริษัทกลุ่มยุโรปทั้งหมดที่เข้าไปลงทุนในจีน
โดยบริษัทเยอรมัน ลงทุนมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 43 ในกลุ่ม บิ๊ก 4

บริษัทเยอรมัน ลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งมีการเติบโตโดดเด่นมากในจีนในรอบ 10 ปีที่ผานมา บริษัทที่เติบโตต่อเนื่องเช่น BMW เวลานี้ได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนกับจีน จากร้อยละ 50 เป็น 75
ส่วนรายอื่นๆ ในจีนก็เริ่มขยายการลงทุน ในส่วนของยานยนต์ไฟฟ้า

4 บริษัทใหญ่ของเยอรมนี คือ — Volkswagen- BMW - Mercedes-Benz Group และบริษัทด้านเคมี BASF นำเงินเข้าไปลงทุนในจีนคิดเป็นร้อยละ 34 ของ FDI ของยุโรปทั้งหมดที่ลงทุนในจีน ในช่วงปี 2561-2564

จากรายงานของ Rhodium Group เผยว่า บริษัทยุโรปยังไปจีน เพราะปัจจัย 3 ข้อคือ
ประการแรก – ตลาดจีนทำกำไรได้ดี
บริษัทขนาดใหญ่ของยุโรป สร้างผลกำไรได้มากในจีนและมีท่าทีว่าจะดีต่อไปอีก แม้ว่าจะมีแรงกดดันเรื่องความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

ประการที่สอง- บริษัทยุโรป ยังมั่นใจที่จะลงทุนต่อในจีนเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่คู่แข่งขันแต่ละค่ายมีนวตกรรมใหม่ออกมาต่อเนื่อง

ประการที่สาม – บริษัทขนาดใหญ่ของยุโรป พยายามรักษาและป้องกันฐานการผลิตในจีนเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ท่ามกลางความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยมีการปรับผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับความต้องการของตลาดท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลจีนก็สนับสนุนเต็มที่

แม้ว่าบริษัทยุโรป ยังต้องการลงทุนต่อเนื่องในจีน แต่การลงทุนในจีนของกลุ่มยุโรปแตกต่างไปจากเดิม มีความระมัดระวังมากขึ้น เพราะสถานการณ์โลกและสถานการณ์ในจีนเองก็มีความเสี่ยง และตึงเครียด โดยหอการค้าสหภาพยุโรปในจีนเผยว่า FDI จากยุโรปยังคงมีมาต่อเนื่อง แต่เวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนในกลยุทธการลงทุน โดยการลงทุนที่มีอยู่ ก็ตั้งอยู่บนหลักการปรับตัวให้อยู่รอดและมีความหลากหลาย ซึ่งจะเห็นได้ว่า ข้อตกลงการลงทุนอย่างครอบคลุมอียู-จีน EU-China Comprehensive Agreement on Investment ยังไม่ได้มีการให้สัตยาบัน ถูกแช่แข็งเอาไว้ตั้งแต่ปี 2564

กระนั้นก็ดี ทั้งโลกทราบดีว่า สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ต้องการย้ายห่วงโซ่อปุทานการผลิตออกจากจีน และลดการพึ่งพาจีนให้น้อยลง แต่การย้ายฐานออกจากจีนคือการทิ้งตลาดจีน ส่วนหนึ่งด้วย และบริษัทจากทั่วโลกรู้ดีว่า จีนคือตลาดใหญ่สุดในโลก ลูกค้ามีกำลังซื้อมากที่สุดในโลก และทำกำไรให้บริษัทมากที่สุดด้วย แต่จากตัวเลขที่สแดงให้เห็นในปีนี้ ชี้ชัดว่า แม้จะมีเรื่องกดดันทางการเมือง แต่เอกชนยุโรป “ไม่มีกลัว” เพราะพิจารณาดูแล้วว่า ไม่มีที่ไหนคุ้มค่าเท่าลงทุนในจีน
#ยุโรปไม่ย้ายออกจากจีน
#เยอรมันลงทุนจีน
#ไม่มีที่ไหนคุ้มค่าเท่าจีน
#ตลาดจีนแข็งแกร่ง

03/10/2022

จีนปั้นสปป. ลาว
สู่ห่วงโซ่อุปทานแร่หายากในอาเซียน
3 ต.ค.65-ข่าวอาเซียน

เว็บไซต์ข่าว Global times รายงานว่า บริษัทเซียเหมิน ทังสเตน คอร์ปอเรชั่น ( Xiamen Tungsten Corporation) ผู้ลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของจีน ได้ลงนามก่อตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัท ชีเฟิงจีหลง โกลด์ไมนิ่ง เพื่อทำเหมืองแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธ ในสปป. ลาว

ผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เผยว่า การลงทุนครั้งนี้เป็นความพยายามของบริษัทจีนที่ต้องการแสวงหาแร่หายาก ซึ่งมีความสำคัญต่อการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในพื้นที่อื่นๆนอกจากจีนและเมียนมา ที่เวลานี้เกิดปัญหาชะงักงันในห่วงโซ่การผลิตแร่หายาก ทำให้แร่ชนิดนี้ราคาพุ่งขึ้นสูง

การเข้าไปร่วมทุน เพื่อผลิตแร่หายากในต่างประเทศของจีน มีความสำคัญต่อ ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนี้ในจีนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นหลักประกันว่าจีนจะมีแหล่งวัตถุดิบต้นน้ำเพียงพอในอุตสาหกรรม และช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับจีนด้วย

การร่วมทุนครั้งนี้ Xiamen Tungsten Corporation จะถือหุ้น ร้อยละ 49
และบริษัท ชีเฟิงจีหลง โกลด์ไมนิ่ง ถือหุ้นร้อยละ 51 ใช้เงินลงทุนในเบื้องต้น 8.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( 315 ล้านบาท) โดยบริษัท Xiamen Tungsten Corporation จะเป็นผู้รับผิดชอบการขุดสำรวจในสปป.ลาว ส่วน ชีเฟิงจีหลง โกลด์ไมนิ่ง จะเป็นผู้ดำเนินการใบอนุญาตกับรัฐบาล สปป. ลาว

เวลานี้บริษัทผู้ถลุงแร่หายากในจีน พยายามออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพราะมีเทคโนโลยีในการปฏิบัติงานที่ดี และการซื้อแร่หายากจากการลงทุนในสปป. ลาว จะช่วยแห้ปัญหาราคาแกว่งตัว และการขนส่งได้อย่างดี ซึ่งแร่หายากที่นำเข้ามาจากเมียนมา มีปัญหาเรื่องการขนส่งเพราะการปิดด่านชายแดนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยแร่หายากที่นำเข้ามาจากเมียนมาจะส่งไปที่โรงงานถลุงแร่ที่เมือง กานโจว มณฑลเจียงซี แหล่งผลิตแร่หายากของจีน

สปป. ลาวเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีแร่หายากจำนวนมาก และการเข้าไปลงทุน พร้อมด้วยเทคโนโลยีของจีน จะทำให้สปป. ลาว เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ ในห่วงโซ่การผลิตแร่หายากในอาเซียน โดยจีนจะอยู่ในอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำในห่วงโซ่นี้

แร่หายาก เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการผลิตสินค้าที่อยู่ในชีวิตประจำวันหลายอย่าง และเป็นส่วนสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่นหน้าจอ แผงวงจร แบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า สินค้าที่ต้องพึ่งพาแร่หายาก เช่น เทสล่า การผลิตเครื่องบินรบรุ่น F-35 -ของสหรัฐอเมริกา และการผลิตคอาวุธต่างๆ ล้วนต้องใช้แร่หายากทั้งสิ้น กล่าวได้ว่า แร่หายากเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมทหารและกองทัพสหรัฐฯ

จีนเป็นเบอร์หนึ่งในการผลิตแร่หายากของโลก ผลิตได้มากถึงร้อยละ 80 ของกำลังผลิตทั่วโลก และมีแหล่งสำรองอีกร้อยละ 35 ของทั้งโลก และสหรัฐฯ เป็นผู้นำเข้าแร่หายากชนิดนี้จากจีนด้วย

#แร่หายากในจีน
#แร่หายากในลาว
#แรร์เอิร์ธในอาเซียน

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


118/1 ชั้น 5 อาคารทิปโก้ ถ. พระราม 6 แขวง สามเสนใน เขต พญาไท
Bangkok
10400