Mirror Thailand
Reflect • Embrace • Empower
06/06/2026
ในซีรีส์ Euphoria ของ Sam Levinson ความสัมพันธ์ระหว่าง Cassie Howard และ Maddy Perez คือหนึ่งในเส้นเรื่องที่สะท้อนความซับซ้อนของมิตรภาพวัยรุ่นได้อย่างเจ็บปวดที่สุด ทั้งคู่เติบโตมาพร้อมบาดแผลจากครอบครัวที่แตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกันคือความต้องการความรัก การยอมรับ และพื้นที่ปลอดภัยในชีวิต
ตลอดทั้งเรื่อง Cassie ถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวการถูกทอดทิ้ง จนนักจิตวิทยาหลายคนมองว่าพฤติกรรมของเธอสอดคล้องกับ Anxious Attachment ซึ่งมีรากมาจากการสูญเสียความรักจากพ่อที่หายไปเพราะปัญหายาเสพติด ความโหยหาความรักนี้ทำให้เธอยอมแลกทุกอย่างเพื่อรักษาความสัมพันธ์ แม้กระทั่งหักหลัง Maddy ด้วยการคบ Nate Jacobs แฟนเก่าของเพื่อนรัก
ในทางตรงกันข้าม Maddy เติบโตมาในครอบครัวผู้อพยพที่สอนให้เธอรู้ว่าชีวิตไม่ได้มอบโอกาสให้ทุกคนเท่ากัน ความทะเยอทะยาน ความมั่นใจ และความชัดเจนในสิ่งที่ต้องการจึงกลายเป็นเกราะป้องกันตัวของเธอมาโดยตลอด
หลังการหักหลัง คำขอโทษของ Cassie ไม่ได้ลบความเจ็บปวดของ Maddy ได้ทันที เพราะการถูกเพื่อนรักทรยศไม่ใช่บาดแผลที่หายได้ด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Maddy กลับช่วยเหลือเธอ ด้วยการร่วมกันสร้าง OnlyFans ที่กลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้ทั้งคู่ได้กลับมาใช้เวลาร่วมกันอีกครั้งในฐานะพาร์ตเนอร์ มากกว่าคู่กรณี
สำหรับ Cassie มันคือโอกาสในการสร้างคุณค่าและรายได้ด้วยตัวเอง ขณะที่สำหรับ Maddy มันคือพื้นที่ให้เธอได้ใช้ความสามารถในการบริหาร วางแผน และควบคุมทิศทางธุรกิจ สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการได้กลับมารู้สึกถึงความเป็นทีมเดียวกันอีกครั้ง
ท้ายที่สุด Nate กลายเป็นหายนะที่ทำลายชีวิตของคนรอบตัว ความจริงข้อนี้ทำให้ Euphoria ตั้งคำถามต่อวัฒนธรรมที่สอนให้ผู้หญิงแข่งขันกันเพื่อให้ได้รับเลือกจากผู้ชาย ราวกับความรักของผู้ชายคือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต
นั่นจึงทำให้ฉากสุดท้ายที่ Cassie บอก Maddy ว่า “เราจะหาทางไปด้วยกัน” มีความหมายมากกว่าการคืนดีระหว่างเพื่อน เพราะเธอไม่ได้วิ่งไล่ตามการยอมรับจากผู้ชายอีกต่อไป แต่เลือกหันกลับมาหาคนที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด คนที่เห็นทั้งด้านดีที่สุดและเลวร้ายที่สุดของเธอ
บทสรุปของ Cassie และ Maddy จึงอาจไม่ใช่เรื่องของการให้อภัยหรือการแก้แค้นเลย เพราะก่อน Cassie จะค้นพบว่าความรักที่ตามหามาตลอดนั้น ไม่ได้อยู่ในอ้อมแขนของผู้ชายคนใดเลย แต่อยู่ในมิตรภาพที่มีมาตั้งแต่แรกต่างหาก
อ่านแง่มุมความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต่อได้ใน
https://mirrorthailand.com/culture/films/103159
06/06/2026
ขอเตือนก่อนว่าคลิปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์หนักมาก ถ้าไม่อยากโดนสปอยล์พินเก็บไว้ก่อนนะแล้วค่อยมาดูหลังชมภาพยนตร์จบแล้ว แต่ถ้าใครที่ดูภาพยนตร์เรื่อง The Drama แล้วยังไม่กระจ่าง มีคำถามในหัวเ กิดประเด็นถกเถียงกับคนข้างๆ และยังหาคำตอบไม่ได้ อีพีแหละเหมาะกับคุณ เพราะเราจะร่วมถกกันตั้งแต่ซีนแรกจนถึงซีนสุดท้าย (แต่ถ้าใครชอบดูสปอยล์ก่อนหนังก็เข้าทางคุณเลย)
ในอีพีนี้ชวนตั้งคำถามกับมาตรวัดทางศีลธรรม ถึงการตัดสินใจกระทำหรือการเลือกไม่ทำของนางเอกเรื่องนี้ที่นำแสดงโดย Zendaya รวมถึงบทบาทพระเอกที่นำแสดงโดย Robert Pattinson ในฐานะคนรักที่ต้องรับมือกับความลับดาร์กๆ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนแต่งงาน ซึ่งเหตุการณ์ในอดีตกลับมาทิ่มแทงและสร้างความร้าวฉานให้กับทุกคนในความสัมพันธ์ นั่นจึงที่มาของคำถามที่อยากให้ผู้ชมมาพูดคุยด้วยกันต่อว่า
“มันแฟร์มั้ยถ้าจะเอาอดีตมาตัดสินคนรักในเวอร์ชันปัจจุบัน?”
พบกับ รุ้ง วรางทิพย์ สัจจทิพวรรณ และ ฟาโรห์ The Common Thread ในรายการ Gender Friendly พอดแคสต์ที่ชวนเพื่อนต่างเพศมาพูดคุยในประเด็นที่สังคมเห็นต่างภายใต้บรรยากาศเปิดกว้าง เป็นมิตร และปลอดภัย
รับชมเนื้อหาเต็มได้ทาง YouTube : Mirror Thailand
#รีวิวหนัง
06/06/2026
‘พี่ต้น’ คนนั้นที่เราเคยเชียร์ตอนอยู่ ‘บ้าน AF’ ตอนนี้ ‘แชมป์ AF8’ คนนี้นั่งอยู่ตรงหน้าเรา เขายังเป็นคนเดิมที่มากความสามารถ เสียงร้องทรงพลังอันเป็นเอกลักษณ์ที่มีหนึ่งเดียวยังคงเหมือนเดิม และรอยยิ้มสวยที่แฟนๆ หลายคนชอบก็ยังโดดเด่นออกมาไม่ต่างจากวันแรกที่รู้จัก แต่สิ่งที่มีเพิ่มขึ้นในวันนี้ คือเสน่ห์และความสุขที่แพร่กระจายไปรอบๆ จนคนที่อยู่ใกล้สัมผัสได้ เสน่ห์และความสุขที่ว่านั้น ‘ต้น-ธนษิต จตุรภุช’ เรียกมันว่า “การเป็นตัวเองโดยไม่ต้องซ่อน” ซึ่งหมายถึง ความภูมิใจที่จะตะโกนออกมาดังๆ ว่า “ฉันเป็นศิลปินเกย์” และ “เป็นเกย์ออกสาว”
ต้นอยู่วงการมา 14 ปี ช่วงต้นของอาชีพ วันแรกๆ เขาถูกบอกว่า “อย่าสาวนะ เดี๋ยวไม่มีงาน” กระทั่งเมื่ออยากเล่นละคร ก็ถูกห้ามว่า “เล่นไม่ได้หรอก พูดไดอาล็อกยาวๆ แล้วจะออกสาว” โดยไม่เปิดโอกาสให้ลองออดิชันก่อนด้วยซ้ำ ออกเพลงมาเป็นสิบๆ เอ็มวีก็ต้องเป็น Point of view ชาย-หญิง ทั้งที่คนร้องเป็นเกย์ ไปจนถึงติดความกล้าๆ กลัวๆ ที่จะออกสาวในความสัมพันธ์ เพราะคนชอบบอกว่าเป็นเกย์ออกสาว “เดี๋ยวเธอจะนก”
แต่หลายสิ่งเปลี่ยนไป เมื่อได้ ‘แต่ง Drag’ เขาค้นพบพลังหญิงจากการสวมคาแรกเตอร์ครั้งนั้น ต้นรัก ‘งาน’ ตัวเองมากขึ้นจากการรักและโอบกอดตัวตนที่ได้ออกสาว และคิดว่างานเพลงหรือการทำโชว์มีพลังขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ต้นได้รู้ว่า แม้มีคนอคติต่อความสาว แต่คนที่รักในความสาวก็มีเสมอ เช่นเดียวกับแฟนหนุ่มและครอบครัว ที่แฮปปี้ที่เห็นเขาชอบบียอนเซ่ แต่งแดร็ก จิกส้นสูง อีกทั้งซิงเกิ้ลล่าสุดอย่าง ‘สักที’ (Once) ในเอ็มวีก็ได้ฉายภาพ Nightlife ของเกย์ผ่านประสบการณ์ตรง (เลือกพระเอกเอ็มวีมาเล่นเองด้วย!) ซึ่งต้นดีใจสุดๆ ที่ได้ทำเอ็มวีจากสายตาเกย์แบบนี้ “สักที”
ยุคนี้เขารู้สึกหายใจโล่งขึ้น เพราะมีคนส่วนหนึ่งพร้อมเข้าใจ แต่ใช่ว่าอคติที่มีต่อคนออกสาวจะไม่เหลือ เพราะแม้จะเห็นศิลปินหรือนักแสดงรุ่นใหม่ออกสาวมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังถูกตั้งคำถาม บ้างก็ไม่สามารถพูดว่าตัวเองเป็น LGBTQ+ เขาจึงหวังว่าสักวันจะได้เห็นศิลปินหรือนักแสดงพูดได้ว่า “เป็น LGBTQ+” โดยไม่ต้องกลัว
นี่คือ ‘ต้น’ 1 ใน 7 คน จากโปรเจกต์ “ออกสาวแล้วไง? : Feminine Energy - Redefining Strength” โดย Mirror Thailand ซึ่งขอโอบกอดพลังความสาวใน Pride 2026 เพราะความสาวไม่ใช่เรื่องผิด และความสาวคือ ‘ความสุข’ ของบางคนที่ได้เฉิดฉายเพราะได้ ‘เป็นตัวเอง’
อ่านบทสัมภาษณ์ทั้งหมดที่: https://mirrorthailand.com/conversation/conversation/103153
#ออกสาวแล้วไง
06/06/2026
แน่นอนว่าที่เรียกว่า ‘พืชกะเทย’ นั้นไม่ใช่เพียงคอนเซปต์ แต่เราหมายถึงนิยามในทางพฤกษศาสตร์นั่นคือพืชที่มีดอกสมบูรณ์เพศ (Hermaphroditic) ซึ่งก็คือบรรดาพืชที่มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน
และสำหรับ Alice Austen House พิพิธภัณฑ์ในนิวยอร์ก ก็นับว่าเป็นสถานที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับโปรเจกต์รวมพืชพันธุ์กะเทยอย่าง Q***r Ecologies Garden ที่ตั้งใจบอกเล่าถึงความหลากหลายทางเพศและเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษา LGBTQ ได้เข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เพราะที่นี่เคยเป็นบ้านอันอบอุ่นของ Alice Austen ช่างภาพหญิงผู้มาก่อนกาลแห่งยุควิคตอเรียน และ Gertrude Tate ครูสอนเต้นรำผู้เป็นคนรัก ซี่งทั้งคู่คบหากันยาวนานกว่า 53 ปี และอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันร่วม 30 ปี
นอกจากเป็นช่างภาพแล้ว Alice Austen ยังรักสวนเป็นชีวิตจิตใจ เธอคือผู้ก่อตั้งชมรมสวนแห่งเกาะสแตเทน (Staten Island Garden Club) โดยใช้สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งแรงบันดาลใจในการถ่ายภาพและเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเพื่อนผู้หญิงของเธอ ให้สามารถหลบเร้นจากขนบธรรมเนียมยุควิกตอเรียนอันเข้มงวดที่กดทับผู้หญิงและกลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศแบบ LGBTQ+ ในยุคนั้น ในภายหลัง บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวชีวิตและผลงานภาพถ่ายของ Alice และเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของประวัติศาสตร์ LGBTQ ในสหรัฐอเมริกา
โปรเจกต์ Q***r Ecologies Garden หรือการปลูกพืชกะเทยในสวนบ้านของ Alice เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2023 เพื่อระลึกถึงสวนแห่งนี้ในฐานะพื้นที่แห่งการยอมรับและการมีตัวตนของกลุ่ม LGBTQ โดยทีมงานของ Alice Austen House ร่วมกับกลุ่มนักเรียน Gender S*xuality Alliance และกลุ่มนักศึกษาจากสถาบันพฤกษศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ได้ช่วยกันรวบรวมสายพันธุ์พืชกะเทยมาปลูกไว้ในสวนของพิพิธภัณฑ์ และยังบอกเล่าเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในพืชแต่ละชนิดผ่านเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็น
วิสทีเรีย พรรณไม้ช่อสวยที่มีดอกสมบูรณ์เพศสีม่วงอ่อนซึ่งเป็นต้นไม้เด่นในบ้านหลังนี้นับตั้งแต่ยุคของ Alice Austen ที่มักชวนเพื่อนหญิงของเธอมาสังสรรค์กันใต้ร่มวิสทีเรียทุกครั้งที่ดอกผลิบาน
หงอนไก่ ดอกสมบูรณ์เพศที่ได้ชื่อทางวิทยาศาสตร์มาจากคำว่า kḗleos ในภาษากรีก ซึ่งหมายถึง ‘การแผดเผา’ เนื่องจากเป็นดอกไม้ที่มีลักษณะคล้ายเปลวเพลิง พืชชนิดนี้จึงนิยมใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเด็ดเดี่ยวและความกล้าหาญ
ลาเวนเดอร์ ดอกสมบูรณ์เพศสีสวยและมีกลิ่นหอม ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม LGBTQ ตั้งแต่ยุค 1920s ที่รัฐบาลอเมริกันเริ่มกวาดล้างกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ จนถูกเรียกว่าเหตุการณ์ Lavender Scare มาจนถึงบุค 1960s ที่กลุ่มเลสเบี้ยนถูกกลุ่มองค์กรเพื่อสตรีเรียกว่าเป็นภัยคุกคามสีลาเวนเดอร์ (The Lavender Menace) จนถึงปัจจุบัน ลาเวนเดอร์ยังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญเช่นในการประชุมกฎหมายลาเวนเดอร์ประจำปี (Lavender Law Conference) ซึ่งจัดโดยสมาคมเนติบัณฑิตแห่งชาติ LGBTQ+ ในสหรัฐอเมริกา
บลูเบอร์รี่ พืชที่มีดอกสมบูรณ์เพศซึ่งมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเหนือและมักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของชุมชน LGBTQ เช่นกัน และเมื่อไม่นานมานี้ คำว่า Blueberry Bisexual ก็เริ่มถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อแสดงจุดยืนในการต่อต้านการเกลียดกลัวและการลบตัวตนไบเซ็กชวล เพราะบลูเบอร์รี่ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนหรือถูกมองอย่างไรก็ยังคงเป็นบลูเบอร์รี่
ชบา ดอกไม้สมบูรณ์เพศที่ชื่อของมันอย่าง Hibiscus ได้ถูกหยิบไปใช้เป็นชื่อทางการแสดงของศิลปินเควียร์ผู้ปรากฏตัวในภาพถ่าย Flower Power เมื่อปี 1967 ซึ่งเขาเป็นคนนำดอกไม้ไปเสียบไว้ที่ปลายลำกล้องปืนของทหารเพื่อเรียกร้องสันติภาพในช่วงสงครามเวียดนาม
ฯลฯ
เพิ่มเติมสำหรับ Alice Austen (1866 – 1952) เธอคือช่างภาพหญิงคนแรกของสหรัฐอเมริกาที่ออกไปถ่ายภาพนอกสตูดิโอ โดยเธอจะแบกอุปกรณ์ถ่ายภาพขึ้นหลังและปั่นจักรยานออกไปเก็บภาพแนวสตรีทและหนึ่งในบรรดาภาพสีขาวดำจำนวนกว่า 7,000 รูปที่เธอบันทึกไว้ก็คือภาพที่สะท้อนความสัมพันธ์สุดเฉพาะตัวของผู้หญิงในยุควิคตอเรียน รวมถึงภาพดอกไม้ที่เธอพบเจอระหว่างทาง
เธอพบเจอกับ Gertrude Tate ตอนที่เธออายุ 31 ปี และ Gertrude อายุ 26 ปี ทั้งคู่คบหากันอย่างยาวนานตั้งแต่ยังสาวจนถึงบั้นปลายชีวิต ในปี 1929 ตลาดหุ้นพังทลายและเศรษฐกิจล่มส่งผลให้ Austen ต้องสูญเสียความมั่งคั่งไป จนกระทั่งในปี 1945 เธอก็ต้องสูญเสียบ้านหลังนี้และจำเป็นต้องแยกกันอยู่กับ Gertrude ซึ่งต้องย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัวตัวเอง นับจากนั้นเธอทั้งคู่ยังคงไปมาหาสู่กัน แต่เมื่อทั้งคู่เสียชีวิตลง ความหวังที่จะได้ฝังเคียงคู่กันก็ได้ถูกปฏิเสธโดยครอบครัวทั้งสองฝ่าย
ปัจจุบันบ้านของ Alice Austen เป็นทรัพย์สินของเมืองนิวยอร์ก และดำเนินการในฐานะพิพิธภัณฑ์โดย Friends of Alice Austen House และ Historic House Trust
อ้างอิง
https://historichousetrust.org/houses/alice-austen-house/
https://aliceausten.org/announcing-our-queer-garden/
https://queerecologiesproject.org/
https://www.gothamcenter.org/exhibits/alice-austen/life-with-gertrude-tate
FIVE ME พาไปสัมผัสตัวตนของ 'จีเนียส-โนวา มาคูก์เลีย' ศิลปิน LGBTQ+ ผู้นิยามตัวเองแบบขำ ๆ ว่า 'ศิลปินตดอับ' ที่ตัดสินใจลุยบนเส้นทางสายศิลปินอิสระอย่างเต็มตัว
เราชวนจีเนียสมาแชร์หลายหลายเรื่องราวในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกทรานส์ตัวเองตอนอายุ 24 ปี ทัศนคติต่อการมองเพศสภาพของตัวเอง ที่เธอไม่ได้รู้สึกว่าต้องพยายามเพื่อที่จะเป็นผู้หญิงเลย เพราะคนที่มองเราเป็นผู้หญิงก็จะมองเราเป็นผู้หญิงอยู่วันยังค่ำ นอกจากนี้จีเนียสยังเล่าถึงความมุ่งมั่นในฐานะศิลปินที่ไม่ได้ยึดติดกับยอดวิวหรือความแมส ขอเพียงแค่บทเพลงของตัวเองได้ทำหน้าที่ส่งต่อพลังและอยู่เป็นเพื่อนในวันที่ใครสักคนแตกสลาย นั่นคือความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของการเป็นศิลปินแล้ว
FIVE ME EP.35 พาทุกคนไปสำรวจ 5 สิ่งที่เป็นตัวตนของ 'จีเนียส' ได้แก่ ‘น้องช้าง’ ตุ๊กตาเน่าอายุ 26 ปี ไอเทมรักที่สุดที่เป็นเหมือนไทม์แมชชีนรีมายด์ถึงความสดใสและความกล้าฝันในวัยเด็ก , ‘สร้อยจากคนสำคัญ’ ของขวัญจุดประกายให้กลับมามองเห็นคุณค่าในตัวเองและไม่ยอมแพ้ , ‘เครื่องหนีบผม’ ไอเทมคู่ใจที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน, ‘rosie’ อัลบั้ม Solo ของ ROSÉ แรงบันดาลใจชั้นดีที่สะท้อนจิตวิญญาณศิลปิน และ ‘หูฟัง’ พื้นที่เซฟโซนที่เยียวยาจิตใจและคอยขับเคลื่อนพลังงานชีวิตผ่านเสียงเพลงในทุก ๆ ค่ำคืน
รับชม ‘จีเนียส’ แบบเต็ม ๆ ทาง YouTube : Mirror Thailand
“ออกสาวแล้วไง? ทำไมจะไม่ดี”
“อย่าสาวนะ เดี๋ยวไม่มีงาน” คำสั่งจากผู้ใหญ่ในวันที่ ต้น ธนษิต ชนะประกวด AF8 มาใหม่ๆ ที่ทำให้เขาต้องกอดเก็บตัวตนที่แท้จริงไว้ หรือแม้กระทั่งในคอมมูนิตี้เกย์ด้วยกันช่วงที่เขาออกเดทแรกๆ ก็ยังถูกกระแสสังคมหล่อหลอมว่า “อย่าสาวมาก เดี๋ยวเธอจะนก” จนทำให้ ‘ความสาว’ กลายเป็นเหมือนข้อห้ามและกำแพงที่คอยกดทับตัวตนอยู่เสมอ
แต่เมื่อกล้าก้าวข้ามผ่านทุกคำตัดสินเหล่านั้น ต้นก็ได้ค้นพบความสุขที่แท้จริงจากการปลดล็อกความเป็นตัวเอง และพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อกล้าออกสาวกลับยิ่งเปล่งประกายได้อย่างแท้จริง วันนี้เขาพร้อมแล้วที่จะยืดอกพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ฉันเป็น LGBTQ+ Artist” และอยากเห็นอนาคตที่ ‘สเปซของศิลปินเกย์’ เปิดกว้างขึ้น เพื่อให้ทุกคนสามารถเอกซ์เพรสความเป็นตัวเองออกมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยไม่ต้องยอมสยบให้ความคาดหวังของใคร
ชมคลิปเต็มของ ต้น ธนษิต จากโปรเจกต์ “ออกสาวแล้วไง? : Feminine Energy - Redefining Strength” ได้แล้วตอนนี้ และติดตามคอนเทนต์อื่นๆ ในแคมเปญได้ตลอดเดือนมิถุนายนนี้
#ออกสาวแล้วไง
ถ้าการแก้แค้นด้วยความรุนแรงอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง แล้วผู้ที่ถูกกระทำมีทางเลือกอะไรบ้างที่ไม่ใช่การใช้ความรุนแรงตอบโต้กลับไป ฟังกันต่อได้คลิปนี้
พบกับ รุ้ง วรางทิพย์ สัจจทิพวรรณ และ ฟาโรห์ The Common Thread ในรายการ Gender Friendly พอดแคสต์ที่ชวนเพื่อนต่างเพศมาพูดคุยในประเด็นที่สังคมเห็นต่างภายใต้บรรยากาศเปิดกว้าง เป็นมิตร และปลอดภัย
รับชมเนื้อหาเต็มได้ทาง YouTube : Mirror Thailand
#รีวิวหนัง
05/06/2026
ซีรีส์ที่แฟนๆ หลายคนเรียกว่า ‘เกย์วัฒนธรรม’ กำกับโดย ‘ครูเด่น-ภาณุวัฒน์ อินทวัฒน์’ ทั้งเกย์อีสาน ‘เขมจิราต้องรอด’ และเกย์อโยธยา ‘ภพเธอ’ มีเส้นเรื่องแฟนตาซีและเรื่องราวความรักอันเข้มข้น ซึ่งไม่ได้ Based on True Stories แต่อย่างใด เพราะเรื่องราวต้นฉบับมาจากนิยาย และชีวิตจริงเราอาจยืนยันไม่ได้ว่าจะมีคนที่ถูกคำสาปผีรำพึงแบบ น้องเขม หรือข้ามภพชาติไปสืบหาความจริงในอดีตได้แบบ ณคุณ แต่หลายๆ ความรู้สึกของตัวละครกลับพูดได้ว่า “Based on True Feelings” เพราะบางส่วนในซีรีส์มันมาจากส่วนหนึ่งของประสบการณ์จริงของเกย์ ทั้งจากตัวครูเด่น คนรักของครูเด่น เพื่อนของครูเด่น คนรอบตัวของครูเด่น และคนในสังคมต่างๆ ที่ครูเด่นมองเห็น
วันที่ครูเด่นสวมแหวนแต่งงาน และได้จดทะเบียนสมรส นับเป็นวันแรกของการมี #สมรสเท่าเทียม แถมยังเป็นวันที่เขาต้องไปออกกองเขมจิราฯ ต่อ ระหว่างขับรถไปกองกับคนรัก ทั้งคู่ร้องไห้และนึกถึง จินตนา และ ชญาดา คู่รักแซฟฟิกในเรื่อง ที่จินตนาเคยบอกว่า “มันจะเป็นไปได้ไหม สักวันหนึ่งหรือภพชาติหนึ่งที่คนรักเพศเดียวกันจะแต่งงานกันได้” สิ่งนี้ย้ำเตือนว่าความรักนั้นสวยงามและมีคนที่ struggle มาก่อน และเราต้อง respect พวกเขา
หรือตัวละคร พ่อครูภรัณ กับ เขม ที่จดทะเบียนสมรสและรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ตั้งคำถามกับความรักของตัวเอง หรือทับถมตัวเองแบบครูเด่นตอนเด็กๆ ที่ถูกครูที่โรงเรียนบอกว่า เขาจะไม่มีวันสุขสมหวัง ไม่มีทางมีความรักดีๆ ให้กลับมามีความหวังและไม่ลดทอนคุณค่าของตัวเอง เช่นเดียวกับใน ภพเธอ ตัวละคร หมอจอม ที่แคร์สายตาคนอื่น ไม่อยากให้คนรู้ว่าเป็นเกย์เพราะยังรับตัวตนของตัวเองไม่ได้ ครูเด่นบอกว่าอย่างน้อยเมื่อต้องบรีฟนักแสดง “เราอธิบายได้ว่ามันรู้สึกประมาณไหน เพราะตอนอายุ 13 เรายังรู้สึกแบบหมอจอมเลย”
จนถึงการถูกยอมรับในครอบครัวระหว่าง พี่หมื่นกับณคุณ ครูเด่นหยิบความรู้สึกของคนรักที่โตมาตามกรอบประเพณีมาใส่ และใช้บทสนทนาวันที่คุยกับพ่อของคนรักเพื่อขอคนรักแต่งงาน มาเป็นแรงบันดาลใจ หรือฉากที่ พี่รุ่ง โดนโบยเพราะเป็นเกย์ ส่วนหนึ่งก็มาจากชีวิตเพื่อนสนิท ที่เมื่อพ่อรู้เข้าก็โดนฟาดและไล่ออกจากบ้าน
ครูเด่นแทรกประเด็นการถูกกดทับของเกย์ เพราะเขาก็เคยถูกกดทับ และสนใจวัฒนธรรมเพราะเชื่อว่า เราสามารถเชื่อมโยงกับคนที่ต่างจากเราด้วยสิ่งนี้ จนรวมกันเป็น ‘เกย์วัฒนธรรม’ อันเป็นเอกลักษณ์ในผลงาน
อ่านบทสัมภาษณ์ทั้งหมดที่: https://mirrorthailand.com/conversation/conversation/103154
#ครูเด่นภาณุวัฒน์ #เขมจิราต้องรอด
05/06/2026
นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่ายินดี เมื่อพระคาร์ดินัล Luis José Rueda Aparicio ผู้นำสูงสุดแห่งคริสตจักรคาทอลิกประเทศโคลอมเบีย ได้ทำพิธี ‘ล้างเท้า’ ให้กับเหล่า S*x Worker หญิงข้ามเพศ เนื่องในวันพฤหัสบดีอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Thursday) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นการแสดงการยอมรับและเคารพในตัวตนของพวกเธอเทียบเท่ากับคริสนชนคนอื่นๆ จากที่พวกเธอถูกตีตราด้วยอคติและถูกกีดกันจากสังคมกระแสหลักของโคลอมเบียมาอย่างยาวนาน
พิธีวันพฤหัสบดีอันศักดิ์สิทธิ์ คือพิธีกรรมเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงล้างเท้าให้แก่เหล่าอัครสาวกก่อนร่วมรับประทานอาหารมื้อสุดท้าย (The Last Supper) โดยจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีก่อนถึงวันอีสเตอร์ ซึ่งพระคาร์ดินัลผู้ประกอบพิธีจะต้องนั่งลงใช้น้ำล้างเท้าให้กับผู้คน เพื่อระลึกถึงความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขของพระเยซู
และในปี 2026 นี้ นับเป็นปีที่สองที่พระคาร์ดินัลทำพิธีในย่านซานตาเฟ ซึ่งเป็น ‘ย่านโคมแดง’ หรือเขตผ่อนปรนให้มีการให้บริการทางเพศภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภายในเมืองโบโกตา เมืองหลวงของประเทศโคลอมเบีย ผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้มีตั้งแต่ผู้ให้บริการทางเพศจนถึงเหล่าคนยากไร้ โดยคนส่วนใหญ่มักมีภาพจำว่าซานตาเฟคือย่านอันตรายและเป็นจุดอับแสงของประเทศ
“การที่สังคมเลือกปฏิบัตินั้นคือการสร้างความแบ่งแยก มันคือการสร้างระบบชนชั้นซึ่งควรจะหมดไปเนิ่นนานแล้ว สิ่งนี้ไม่ควรมีอยู่ในสังคมอีกต่อไป” พระคาร์ดินัล Aparicio กล่าวกับสำนักข่าวท้องถิ่น
“มันเป็นสิ่งงดงามอย่างแท้จริงค่ะ” Valentina Rojas หนึ่งในหญิงข้ามเพศที่ได้เข้ารับการล้างเท้ากล่าว พร้อมเสริมว่าการได้เข้าร่วมพิธีนี้ทำให้เธอรู้สึก “เป็นสุขและเป็นที่รัก พวกเราทุกคนล้วนได้รับการยอมรับในดินแดนแห่งพระผู้เป็นเจ้า”
พิธีล้างเท้าในย่านโคมแดงของกรุงโบโกตาที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองนี้ จึงเป็นมากกว่าพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ประจำปี แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังที่แสดงให้เห็นว่า ‘ศาสนา’ และ ‘ความหลากหลายทางเพศ’ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูล การคุกเข่าล้างเท้าให้กลุ่มหญิงข้ามเพศผู้ให้บริการทางเพศโดยผู้นำศาสนาระดับสูง นับเป็นการส่งข้อความอันทรงคุณค่าไปถึงคนทั่วโลกอย่างชัดเจนว่าพื้นที่แห่งความเชื่อและความศรัทธานี้พร้อมเปิดรับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะมีเพศสภาพใดหรือประกอบอาชีพใดก็ตาม
อ้างอิง
https://www.them.us/story/colombias-highest-ranking-catholic-official-washed-the-feet-of-trans-sex-workers?fbclid=IwY2xjawSOaV1leHRuA2FlbQIxMABicmlkETFEbm9MOXZPa3BZVVhJb1dyc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHqSBthomQF6Z3B_J0AvximuEQOivmbScAjQp_OgBgaaJdcQwZVrJ_EDBR35d_aem__c0V4ffGllmWbBlSJ6fiDA
https://www.youtube.com/watch?v=giy_Iy2yIZc
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
86 Rama 4 Rd, Silom, Bang Rak
Bang Rak
10500
เวลาทำการ
| จันทร์ | 10:00 - 19:00 |
| อังคาร | 10:00 - 19:00 |
| พุธ | 10:00 - 19:00 |
| พฤหัสบดี | 10:00 - 19:00 |
| ศุกร์ | 10:00 - 19:00 |