JS. Science & Technology

JS. Science & Technology

แชร์

กิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มสาระวิทยาศาสต

08/01/2026

Siwaporn Jeenkrajan

Send a message to learn more

16/08/2020

สัปดาห์วิทยาศาสตร์ 17-21 ส.ค. 63

28/08/2019

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2163075120487590&id=1523107561151019

พลาสติกกระจายตัวอยู่ทุกที่ทั่วโลก! วิจัยในสหรัฐล่าสุดพบ "ไมโครพลาสติกปนเปื้อน ในน้ำฝนแม้กระทั่งบนเทือกเขาสูง นำตัวอย่างฝนมาส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบเส้นใยและเม็ดบีดส์พลาสติกกว่า 90%

คำว่าพลาสติกอยู่ทุกที่คงไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ปัจจุบันมีการพบพลาสติกที่เมื่อนานวันจะแตกกลายเป็นชิ้นเล็กๆ เรียกว่าไมโครพลาสติกตามสิ่งและที่ต่างๆ เราพบไมโครพลาสติกในน้ำ เกลือ ในอากาศ แม้ในพื้นที่ห่างไกลผู้คนก็พบ แม้กระทั่งพบไมโครพลาสติกในอุจจาระมนุษย์ ซึ่งมีวิจัยไม่นานนี้ออกมาบอกว่ามนุษย์นำพลาสติกชิ้นเล็กๆเข้าร่างกายกว่า 1 แสนชิ้นต่อปี

ซึ่งล่าสุดทีมวิจัยในสหรัฐ ได้พบเส้นใยพลาสติกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าในตัวอย่างน้ำฝน จากเทือกเขาระดับสูงกว่า 3,000 เมตร ซึ่งจะมองเห็นได้เมื่อขยายด้วยกำลังขยายประมาณ 40 เท่า

โดยได้รวบรวมน้ำฝนในรัฐโคโลราโด เพื่อศึกษามลพิษจากไนโตรเจน และเมื่อนำตัวอย่างฝนมาส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบเส้นใยและเม็ดบีดส์พลาสติกกว่า 90% ซึ่งเป็นอีกเครื่องยืนยันว่าไมโครพลาสติก ชิ้นเล็กๆนั้นได้กระจายไปในบรรยากาศและรวมตัวกับเม็ดฝน เมื่อฝนตก

วิจัยดังกล่าวเกิดขึ้นโดย องค์กรสำรวจทางธรณีวิยาสหรัฐ U.S. Geological Survey: USGS ซึ่งได้พบว่า 90% ของตัวอย่างน้ำฝนที่เก็บมา มีใยพลาสติก และเม็ดบีดส์พลาสติกอยู่ในนั้น

การศึกษาครั้งนี้พบพลาสติกแม้แต่ในตัวอย่างที่เก็บจากอุทยานแห่งชาติเทือกเขาร็อกกี (Rocky Mountain National Park: Rockies) ที่ระดับความสูง 3,159 เมตร บ่งชี้ว่าการที่มลพิษสะสมในบรรยากาศและรวมตัวกับเมฆตกลงมาเป็นฝนนั้นเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่เฉพาะในเขตเมืองเท่านั้น

โดยอธิบายว่าขยะพลาสติกที่ไม่ถูกรีไซเคิลนั้นเสื่อมสภาพและสลายเป็นชิ้นเล็กลงเรื่อยๆ พร้อมเสริมว่าเส้นใยพลาสติกซึ่งหลุดจากเสื้อทุกครั้งที่ซักก็เป็นที่มาหนึ่งของพลาสติก จากนั้นอนุภาคพลาสติกในบรรยากาศจะรวมกับเม็ดฝนเมื่อฝนตก แล้วไหลลงสู่แม่น้ำ ลำธาร อ่าว มหาสมุทร และแหล่งน้ำบาดาล

ถือเป็นอีกข่าวการวิจัยที่แสดงถึงความรุนแรงของปัญหาขยะพลาสติก ที่ใช้เวลาในการย่อยสลายนาน โดยเมื่อนานวันเข้ามันจะแตกเป็นชิ้นเล็กๆ อันตรายต่อสัตว์ สิ่งแวดล้อม

และย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์แล้ว!

นอกจากนี้พลาสติกเล็กๆ อย่างจากเสื้อผ้า หรือเครื่องสำอางค์ เม็ดบีดส์ ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่เรามองไม่เห็น

ถึงเวลาเราต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

ร่มธรรม ขำนุรักษ์

https://voicetv.co.th/read/xvInVmnxp?fbclid=IwAR1qXNYDaeaXYfQW1yM8HfU1F3ndXJQ20IxypS6aE0bxjZNb4zBEY3uy1R8

https://www.theguardian.com/us-news/2019/aug/12/raining-plastic-colorado-usgs-microplastics

https://www.independent.co.uk/environment/plastic-microplastics-pollution-rocky-mountains-remote-planet-a9055506.html

https://bigthink.com/surprising-science/microplastics-rainwater

24/08/2019

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2667497973281293&id=615167258514385

เอลนีโญ VS ลานีญา ปรากฏการณ์ธรรมชาติคนละขั้ว
ความแปรปรวนของอากาศที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ซีกโลกหนึ่งเกิดภัยแล้ง แต่อีกซีกโลกกำลังเกิดน้ำท่วม หรือบางทีก็กลับกัน บ้านเราเกิดน้ำท่วม อีกซีกโลกเกิดภัยแล้ง ซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบจากอากาศที่แปรปรวนเช่นนี้มาก โดยเฉพาะชาวไร่ชาวนาและชาวประมง ซึ่งความแตกต่าง สุดขั้วนี้ใช่ว่าจะไม่มีที่มา
ปรากฏการณ์ที่เอ่ยมาตอนต้น หลายคนคงคุ้นกัยชื่อกันอยู่บ้างทั้ง เอลนีโญ และ ลานีญา แต่อาจจะยังไม่เข้าใจถึงความแตกต่างของทั้ง 2 ปรากฏาการณ์ ซึ่งก็จะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ตามนี้เลย
เอลนีโญ เป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซิฟิกกลางและตะวันออก อุ่นขึ้นผิดปกติ เกิดจากลมสินค้า ซึ่งเป็นลมประจำปีหรือลมประจำภูมิภาค มีกำลังอ่อนกว่าปกติ น้ำทะเลที่อุ่นจึงถูกพัดไปทางชายฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกน้อยลง ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ไหลย้อนกลับพัดเข้าแทนที่กระแสน้ำเย็นที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้เกิดเมฆฝนรุนแรง จะเห็นได้ว่า พื้นที่ฝนตกชุกหรือเกิดอุทกภัยบ่อย ต้องเผชิญกับความแห้งแล้งเฉียบพลัน ในขณะที่อุณหภูมิของอากาศก็สูงขึ้นกว่าปกติ ปริมาณสัตว์น้ำก็ลดลง บางชนิดถึงขั้นอาจสูญพันธุ์ ชาวประมงจึงจับสัตว์น้ำไม่ได้
ส่วนปรากฏการณ์ ลานีญา เป็นปรากฏการณ์คนละขั้วกับเอลนีโญเลย เพราะอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซิฟิกกลางและตะวันออกเย็นลงผิดปกติ เกิดจากลมสินค้ามีกำลังแรงกว่าปกติ น้ำทะเลที่อุ่นจึงถูกพัดไปทางด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำของฝั่งตะวันตกที่สูงกว่าฝั่งตะวันออกอยู่แล้วยิ่งสูงกว่าเดิม ส่งผลให้ด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเกิดเมฆฝนรุนแรง ส่วนด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกมีความแห้งแล้งกว่าปกติ พื้นที่แห้งแล้ง ต้องเผชิญกับภาวะฝนตกหนัก จนเกิดภาวะน้ำท่วมอุณหภูมิของอากาศต่ำกว่าปกติในทุกฤดู
ทั้ง 2 ปรากฏการณ์นี้ มักจะเกิดสลับกัน เมื่อเกิด เอลนีโญ แล้วจะเกิด ลานีญา ตามมา โดย เอลนีโญจะเกิดขึ้นเฉลี่ย 5-6 ปีต่อครั้ง แต่ละครั้งกินเวลานานราว 12-18 เดือน ส่วนลานีญาจะเกิดขึ้นได้ทุก 2- 3 ปี แต่ละครั้งกินเวลานานราว 9-12 เดือน แต่บางครั้งอาจอยู่นานถึง 2 ปี
สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เอลนีโญ ทำให้เกิดฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้และเกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในทางกลับกัน ลานีญา ทำให้เกิดความแห้งแล้งทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้และเกิดฝนตกหนักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเอลนีโญและลานีญาเกิดจากความผกผันของกระแสอากาศโลกบริเวณเส้นศูนย์สูตรเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้
ความแปรปรวนอากาศของโลกเราที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวันนี้ เชื่อว่าพวกเราทุกคนคงไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ เพียงแค่ช่วยกันหันมาใส่ใจการใช้ชีวิตให้รบกวนและทำร้ายโลกให้น้อยที่สุด เท่าที่จะช่วยได้แล้วแหละ

#คุณภาพสิ่งแวดล้อมคือคุณภาพชีวิต
อ้างอิง : สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

24/08/2019

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=465883423962632&id=165494330668211

ถ้าโลกพูดได้ ... เค้าอยากบอกอะไรกับเรานะ ?
สัปดาห์นี้ ข่าวด้านสิ่งแวดล้อมจากทุกมุมโลกมีแต่ข่าวน่าสะเทือนใจ
ซึ่งทุกข่าวล้วนแล้วแต่มีผลมาจากการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น ทั้งกิจกรรมทางตรงและทางอ้อม
แต่เพราะ โลกพูดไม่ได้ ดิน น้ำ ป่าก็พูดไม่ได้ สัตว์ต่างๆก็พูดไม่ได้ ...
แต่เพื่อนๆทุกคนพูดได้ แล้วคุณอยากจะพูดอะไร บอกอะไรแทนโลกใบนี้บ้าง ?

----- ข่าวสิ่งแวดล้อมสุดสะเทือนใจประจำเดือนสิงหาคม 2562 -----
มาเรียมพะยูนน้อยขวัญใจชาวไทย กินขยะพลาสติกเข้าไปจนลำไส้อุดตัน ลุกลามจนติดเชื้อในกระแสเลือดและตายในเวลาต่อมา
ป่าอเมซอนของบราซิลซึ่งได้ชื่อว่า “ปอดของโลก” ประสบไฟป่าโหมหนักกว่า 3 สัปดาห์ ผลาญพื้นที่ป่าจำนวนมากรวมถึงคร่าชีวิตสัตว์ป่าอีกนับไม่ถ้วน

ชาวไอซ์แลนด์ร่วมไว้อาลัยการสูญเสียธารน้ำแข็งอ็อกโยคุลล์ (Okjokull) ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งแห่งแรกที่ละลายจนหมดสิ้นเนื่องจากสภาวะโลกร้อน

#วารีวิทยา by
#มาเรียม #ขยะพลาสติก #ขยะทะเล #พะยูน

#โลกร้อน
#สกสว

เกิดอะไรขึ้นกับบราซิล ? หลังผึ้งในประเทศ ตายไปแล้วกว่า 500 ล้านตัว ภายใน 3 เดือน 24/08/2019

https://www.flagfrog.com/bee-apocalypse-brazil/

เกิดอะไรขึ้นกับบราซิล ? หลังผึ้งในประเทศ ตายไปแล้วกว่า 500 ล้านตัว ภายใน 3 เดือน ไอน์สไตน์ เคยกล่าวเอาไว้ว่า - "หากผึ้งสูญพันธุ์ มนุษย์ก็จะสูญพันธุ์ตามไปด้วยเช่นกัน"

24/08/2019

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2550798801650385&id=148300028566953

ทำไมต้องห่อยานสำรวจอวกาศด้วยวัสดุสีทอง?

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมยานสำรวจ ดาวเทียม หรือแม้แต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศ ส่วนใหญ่จึงต้องห่อด้วยวัสดุสีทอง วัสดุนี้มีอะไรพิเศษหรือไม่? หรือเพราะความสวยงามเท่านั้น?

> วัสดุนี้คือ Multi-Layer Insulation เคลือบด้วยทองคำ เพื่อควบคุมความร้อน และป้องกันการถูกกัดกร่อนจากรังสีในอวกาศ

🔸 วัสดุ Multi-Layer Insulation คืออะไร?

Multi-Layer Insulation หรือ MLI ประกอบด้วยแผ่นสะท้อนแสงน้ำหนักเบา และบาง หลายๆชั้น ทำมาจากโพลีไมด์หรือโพลีเอสเตอร์ ที่เคลือบด้วยอลูมิเนียมบาง ทั้งนี้องค์ประกอบยังขึ้นอยู่กับตำแหน่งวงโคจรของยาน ว่าจะได้รับปริมาณรังสีจากดวงอาทิตย์มากน้อยเพียงใด

🔸 วัสดุนี้สำคัญอย่างไรกับยานสำรวจ?

วัสดุ MLI นำมาใช้กับยานสำรวจอวกาศเพื่อควบคุมความร้อน และปกป้องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในที่มีความละเอียดอ่อน เนื่องจากต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สุดขั้วในอวกาศ ตั้งแต่ -90 ไปจนถึงมากกว่า 150 องศาเซลเซียส และยังสามารถป้องกันผลกระทบจากการชนของฝุ่น และอนุภาคขนาดเล็กในอวกาศได้

🔸 วัสดุนี้ทำงานอย่างไรในอวกาศ?

ในขณะที่ยานอยู่ในสภาวะที่เป็นสุญญากาศในอวกาศ การแผ่รังสีความร้อน (Heat Radiation) จะส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์มากกว่า การนำความร้อน (Heat Conduction) และการพาความร้อน (Heat Convection) ดังนั้น ในขณะที่ยานต้องโคจรอยู่ในแสงอาทิตย์ MLI จะมีหน้าที่สะท้อนรังสีที่แผ่มาจากดวงอาทิตย์เพื่อให้อุปกรณ์ภายในยังคงทำงานได้ด้วยอุณหภูมิที่พอเหมาะ ส่วนในเวลาที่ยานโคจรไปยังเงาของโลกวัสดุนี้จะรักษาอุณหูมิภายในด้วยการกักเก็บความร้อนเอาไว้ จากอุณหภูมิที่เย็นจัดได้เช่นเดียวกัน

🔸 แล้วทำไมต้องสีทอง?

นอกจากวัสดุที่ใช้จะช่วยในเรื่องของควบคุมความร้อนแล้ว การเคลือบวัสดุก็มีความสำคัญเช่นกัน ทองคำจึงเป็นตัวเลือกที่ดี เนื่องจากทองคำสามารถใช้ประโยชน์หลายอย่างในอวกาศได้ ทั้งช่วยป้องกันการกัดกร่อนจากแสงอัลตราไวโอเลต และรังสีเอกซ์ ดังนั้นสีทองที่เราเห็นก็มาจากทองคำจริงๆ นั่นเอง
อย่างไรก็ตามแผ่นที่เคลือบด้วยทองคำก็ยังไม่สามารถหุ้มตัวยานทั้งหมดไว้ได้ จึงมีการใช้ทองคำแท้สร้างส่วนประกอบบางส่วนแทน
นอกจากนี้ ทองคำยังใช้เป็นส่วนประกอบของชุดมนุษย์อวกาศ โดยใช้เคลือบวัสดุหมวกช่วยสะท้อนแสงอินฟราเรด เพื่อป้องกันอันตรายต่อดวงตาได้อีกด้วย

เรียบเรียง : ศิวรุต พลอยแดง - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.

ที่มา
https://www.nesdis.noaa.gov/content/good-gold-are-satellites-covered-gold-foil
https://en.wikipedia.org/wiki/Multi-layer_insulation

17/08/2019
กองขยะ ซากศพ โลกร้อน เมื่อเอเวอเรสต์ นำไมโครพลาสติกสู่มนุษย์ 17/08/2019

กองขยะ ซากศพ โลกร้อน เมื่อเอเวอเรสต์ นำไมโครพลาสติกสู่มนุษย์ รู้หรือไม่ บนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ปัจจุบันกลายเป็นที่รองรับปริมาณขยะกองมหึมา จากน้ำมือมนุษย์ และเจ้.....

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Ayutthaya?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Ayutthaya
13000