Hanatabi

Hanatabi

コメント

ว่ากันว่าความเครียดและการไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพจะทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงอย่างรวดเร็วโดยไม่เกี่ยวกับว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้ความเชื่อที่ว่า…นี่เพิ่งอายุ 20 กว่าๆ ยังแข็งแรงดี ไม่เป็นไรหรอกน่า จึงอาจไม่จริงเสมอไป เพราะฉะนั้นคราวนี้เราจะมาคุยเรื่องภูมิคุ้มกัน โดยว่ากันตั้งแต่ความรู้พื้นฐานไปจนถึงเคล็ดลับในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยข้อมูลทั้งหมดในที่นี้รวบรวมมาจากข้อเขียนภาษาญี่ปุ่นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาอาการไข้และอักเสบที่หาสาเหตุไม่พบ อาการปวดข้อ และความผิดปกติทางด้านภูมิคุ้มกันต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนและการรักษาด้วยการปรับวิถีชีวิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยของบริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกต่างๆ ซึ่งเป็นด่านแรกของการสัมผัสสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก เช่น เยื่อเมือกในลำไส้ ในระบบทางเดินหายใจ
ภูมิคุ้มกันคืออะไร
ระบบป้องกันตนเองของร่างกายซึ่งมีหน้าที่กำจัดเชื้อโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรียหรือไวรัส รวมไปถึงเซลล์มะเร็ง เซลล์ที่ทำงานในระบบภูมิคุ้มกันราว 60-70% อยู่ในลำไส้ ความพิเศษของเซลล์ภูมิคุ้มกันในลำไส้เหล่านี้คือ มันจะทำงานต่อสู้กับเชื้อโรคอยู่ที่นี่ จนเกิดความชำนาญ จดจำเชื้อโรคได้ดีแล้วจึงจะถูกส่งเข้าสู่กระแสเลือดให้เดินทางไปทั่วร่างกาย เพื่อตรวจจับสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายหรือหมดความจำเป็นต่อร่างกาย นอกจากเชื้อโรคแล้ว เซลล์ภูมิคุ้มกันเหล่านี้ยังมีหน้าที่กำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว เซลล์ที่ผิดปกติ (เซลล์มะเร็งเป็นต้น) และของเสียจากเซลล์ด้วย เพื่อรักษาการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ
ระบบภูมิคุ้มกันแบ่งง่ายๆได้เป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกได้แก่การ “ป้องกัน” ไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยอาศัยระบบภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกต่างๆ เช่น ที่ตา จมูก ช่องปาก ลำไส้ และขั้นตอนที่สองในการ “กำจัด” สิ่งแปลกปลอมที่เล็ดลอดเข้ามาได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ทั่วร่างกาย ทั้งสองขั้นตอนต่างมีความสำคัญ แต่ด่านแรกที่สำคัญมาก เพราะช่วยปกปักรักษาเราจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีเชื้อโรคอยู่สารพัดคือระบบภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกต่างๆ
ระบบภูมิคุ้มกันจะถดถอยลงตามวัยใช่หรือไม่
เซลล์ที่ทำหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกันทั่วร่างกายสร้างจากอวัยวะต่างๆ เช่น ไขสันหลัง ซึ่งแน่นอนว่าการทำงานของอวัยวะทั้งหมดล้วนแต่ถดถอยลงตามวัย เมื่ออายุมากขึ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ผลิตได้จึงลดลง ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ก็ลดลง จะเห็นได้จากกราฟว่าภูมิคุ้มกันของคนจะสูงสุดในช่วงวัย 20 จากนั้นก็จะค่อยๆลดลง แต่ทั้งนี้สภาพความชราของร่างกาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุเท่านั้น อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นเนื่องจากความเครียดก็มีผลอย่างมากต่อความชราของร่างกายด้วย สิ่งสำคัญสำหรับคนที่ภูมิคุ้มกันทั่วร่างกายเริ่มหย่อนประสิทธิภาพคือต้องพยายามเพิ่มภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกซึ่งเป็นด่านแรกสำหรับการป้องกันการติดเชื้อ
ภูมิคุ้มกันตรวจวัดได้หรือไม่
สามารถตรวจวัดได้จากเลือดหรือน้ำลาย อย่างเช่นในการตรวจสุขภาพก็จะมีการตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดขาวและดูอัตราส่วนองค์ประกอบต่างๆ เพื่อดูความสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้อิมมูโนโกลบูลินจี (IgG) ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่พบในเยื่อเมือกต่างๆ ซึ่งเป็นแนวหน้าของภูมิคุ้มกันก็ตรวจหาได้จากน้ำลาย แต่วิธีตรวจเช็คระดับภูมิคุ้มกันของตนเองง่ายๆ เบื้องต้นทำได้โดยการตอบคำถามข้างล่าง ถ้ามีข้อที่เข้าข่ายตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ก็มีความเป็นไปได้ว่าระดับภูมิคุ้มกันของคุณอยู่ในระดับต่ำ
รู้สึกเย็นที่ท้องหรือแขนขา
ไม่ค่อยรับประทานผักหรือผลไม้
อดนอนเป็นประจำ
ทำงานที่ต้องนั่งมากและออกกำลังกายไม่พอ
กำลังลดความอ้วน
อยู่ในสภาวะที่มีความเครียดสูง
เป็นหวัดง่าย
ท้องผูกหรือท้องเสียบ่อย
เป็นแผลร้อนในหรือเป็นเริมที่ริมฝีปากบ่อย
ช่วงนี้รู้สึกอารมณ์หดหู่ ไม่ค่อยได้ยิ้มหรือหัวเราะ
ถ้าระดับภูมิคุ้มกันต่ำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแรง ก็จะกำจัดเชื้อโรคต่างๆได้ไม่ดี ทำให้เป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย จะเกิดอาการอ่อนเพลียได้ง่ายและหายช้า นอกจากนี้ยังเป็นแผลร้อนในได้ง่าย การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติจะปรวนแปร ทำให้ท้องผูกหรือท้องเสีย รวมทั้งเกิดปัญหาผิวพรรณได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โครงสร้างของเซลล์ภูมิคุ้มกันจะเสียสมดุลทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติ จนมีปฏิกริยาตอบสนองกับสิ่งที่ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกายอย่างรุนแรง ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าอาการแพ้ต่างๆ เช่น การจาม มีน้ำมูกไหล มีผื่นคัน และยังหมดความสามารถที่จะยับยั้งเซลล์มะเร็งที่ว่ากันว่าเกิดขึ้นในร่างกายของทุกคนมากถึงวันละ 5,000 เซลล์ได้
สาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำคืออะไร
มีรายงานทางการแพทย์ระบุว่าอายุที่เพิ่มขึ้น การออกกำลังกายอย่างหนัก ความเครียด การอดนอน การใช้ชีวิตอย่างไม่มีระเบียบแบบแผนที่แน่นอน การขาดการบริโภคผักหรือโปรตีน ภาวะก่อนมีประจำเดือนต่างๆเหล่านี้ทำให้ภูมิคุ้มกันตก โดยทั่วไปถ้ารู้สึกอ่อนล้าทั้งทางกายและใจก็เชื่อไว้ก่อนได้เลยว่าระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายกำลังลดต่ำลง
การไม่รับประทานอาหารเช้า มีผลให้อุณหภูมิในร่างกายไม่เพิ่มขึ้นตลอดวันเนื่องจากขาดพลังงาน ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำจะมีผลให้ทั้งระดับภูมิคุ้มกันและระดับการเผาผลาญลดลง นอกจากนี้ภาวะที่ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานบกพร่องเนื่องจากความเครียดก็จะมีผลให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง เนื่องจากหลอดเลือดหดตัว เซลล์ภูมิคุ้มกันออกลาดตระเวนไปตามกระแสเลือดได้ยากขึ้น การอดนอนก็ทำให้ภูมิคุ้มกันตกต่ำ จึงทำให้เป็นหวัดได้ง่ายหรือรู้สึกอ่อนเพลีย นอกจากนี้ เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกกันว่าเซลล์เพชฌฆาตหรือเซลล์ NK จะทำงานได้ดีเมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหว (ออกกำลังกาย) ในระดับที่เหมาะสม ถ้าออกกำลังกายไม่เพียงพอประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ NK ก็จะลดลงเป็นผลให้ระดับภูมิคุ้มกันลดต่ำลง
ภูมิคุ้มกันยิ่งสูงยิ่งดีใช่มั้ย
ระบบภูมิคุ้มกันเป็นเหมือนดาบสองคม จึงไม่ใช่ยิ่งสูงแล้วจะยิ่งดีเสมอไป ถ้าภูมิคุ้มกันบางชนิดเพิ่มสูงมากเกินไปจะทำให้เกิดการทำลายเซลล์ของร่างกายตนเองเป็นเหตุให้เกิดโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง หรือทำให้เกิดอาการแพ้ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนได้ เช่น แพ้ละอองเกสรหรือแพ้ฝุ่นละออง ในเรื่องของภูมิคุ้มกัน เราจึงควรมองไปที่ภาพรวมมากกว่า ว่าทำอย่างไรร่างกายจะอยู่ในภาวะสมดุล เพื่อให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีที่สุดตามภาวะที่พึงเป็นตามธรรมชาติ
แล้วเราจะเพิ่มภูมิคุ้มกันได้อย่างไร
ถ้าระบบประสาทอัตโนมัติเสียสมดุล ทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติกซึ่งมีหน้าที่เตรียมร่างกายให้พร้อมรับความกดดันทำงานมากเกินไป การไหลเวียนของเลือดและการทำงานของอวัยวะต่างๆจะถูกจำกัดทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลง ความเครียดทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานมากขึ้น เราจึงต้องหาวิธีคลายเครียดเพื่อให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกซึ่งทำงานเกี่ยวกับการพักผ่อนทำงานมากขึ้น วิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือการนอนหลับที่มีคุณภาพดี นอกจากนี้ อุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นจะทำให้ระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นด้วย จึงควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อโดยเน้นไปที่อาหารที่ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น การออกกำลังกายที่ให้ผลดีคือการออกกำลังกายที่ทำให้เหงื่อซึมเพียงเล็กน้อยและรู้สึกผ่อนคลาย เช่นการเดินราว 30 นาที เพราะการออกกำลังกายที่หนักกว่านั้นจะให้ผลในทางตรงกันข้าม
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานดีที่สุดในตอนกลางคืน ถ้าไม่นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ระบบภูมิคุ้มกันย่อมทำงานได้ไม่ดี การพยายามเพิ่มคุณภาพการนอนให้สูงขึ้นจึงมีความสำคัญ และสิ่งหนึ่งที่ช่วยเพิ่มคุณภาพในการนอนได้คือการแช่น้ำอุ่นๆก่อนนอน และงดการใช้มือถือก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง
ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นแล้วดียังไง
การเจ็บป่วยจะลดลงเพราะระบบป้องกันตัวจากเชื้อโรคต่างๆทำงานได้ดี เมื่อระบบประสาทอัตโนมัติทำงานได้อย่างสมดุล อุณหภูมิร่างกายโดยรวมจะสูงขึ้น ทำให้หลอดเลือดขยายตัว กระแสเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันออกลาดตระเวณทั่วร่างกายได้ดี การเผาผลาญก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ต่อให้คนรอบข้างเป็นหวัดก็จะไม่ติด ความอ่อนเพลียก็จะลดลง
ระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานมากเกินไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานมาก อะดรีนาลีนจะหลั่งออกมามากเกินไป เซลล์เม็ดเลือดขาวประเภทแกรนูโลไซต์ซึ่งมีตัวรับอะดรีนาลีนอยู่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งแกรนูโลไซต์ที่ว่านี้หลังจากทำงานเสร็จมันจะปล่อยอนุมูลอิสระออกมาจำนวนมาก ทำให้การไหลเวียนของเลือดลดลงเป็นสาเหตุให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลง อนุมูลอิสระที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เซลล์ของอวัยวะภายในเสื่อมสภาพและเสียสมดุล การหดตัวของหลอดเลือดทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ระบบย่อยทำงานได้ไม่ดีเป็นผลให้ท้องผูก ภูมิคุ้มกันลดลงเพราะเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ลดจำนวนลง ซึ่งนอกจากจะทำให้นอนไม่หลับ หรือเกิดความอยากอาหารอย่างมากแล้ว ยังมีผลกระทบต่อการหลั่งฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน เช่น ปวดท้องประจำเดือนมากหรือประจำเดือนมาผิดปกติได้
สภาวะที่สมดุลที่สุดของร่างกายเป็นแบบไหน
ร่างกายที่สมดุลที่สุดคือร่างกายที่สลับโหมดระหว่างกลางวันและกลางคืนได้อย่างสมบูรณ์ จังหวะชีวิตตามธรรมชาติที่พึงเป็นคือในตอนเช้าระบบประสาทซิมพาเทติกจะทำงานเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเคลื่อนไหวร่างกายและการใช้สมอง หลังจากนั้นร่างกายจะค่อยๆปรับเข้าสู่โหมดที่ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกทำงานมากในตอนกลางคืน
ระบบประสาทซิมพาเทติกและระบบประสาทพาราซิมพาเทติกเปรียบได้เหมือนคันเร่งและเบรกของรถยนต์ เราไม่สามารถขับรถยนต์อย่างมีประสิทธิภาพได้โดยการใช้เพียงอย่างเดียว แต่เนื่องจากระบบประสาททั้งสองแบบเป็นระบบประสาทอัตโนมัติที่เราไม่สามารถสั่งให้เปลี่ยนแปลงอย่างที่เราต้องการได้ จึงต้องรักษาสมดุลด้วยการดูแลเรื่องอาหารการกิน การนอนหลับ การทำให้ร่างกายอบอุ่น เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมของร่างกายให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา
หลายคนบอกว่าโควิด-19 คือบทลงโทษจากโลก เหมือนมนุษย์เป็นไวรัสร้ายที่กำลังถูกภูมิคุ้มกันของโลกเล่นงาน แต่วันนี้เราอยากเสนออีกมุมมองหนึ่งค่ะ
หนึ่ง
เราทุกคนล้วนเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าเราจะเคยตระหนักถึงมันหรือไม่ สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเราให้ดำเนินไป คือปฏิสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน กำลังกายกำลังใจของคนมากมายที่ขับเคลื่อนสิ่งต่างๆอยู่ในจุดที่เราอาจจะไม่เคยมองเห็น แต่เมื่อมันสูญหายไป วันนี้ทุกคนรับรู้ได้ถึงกระทบ โควิด-19 ไม่ได้มาเพื่อพรากเราจากกัน แต่เพื่อสอนให้เรารู้ว่า เราต่างสำคัญต่อกันและกันมาเพียงใด
สอง
สุขภาพของเราอยู่ในมือเรา การแพทย์ที่ก้าวหน้าอาจจะช่วยเราได้บ้าง แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรจะเอาชนะไว้รัสได้จริง นอกจากภูมิคุ้มกันของเรา ที่จะดีหรือแย่ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมในชีวิตแต่ละวันของเราเอง
ไวรัสทำให้เราต้องหยุดกิจกรรมบางอย่าง แต่บทสนทนา ความสัมพันธ์ ความรัก บทเพลง การอ่านหนังสือดีๆ การดูแลตัวเองและความหวังไม่จำเป็นต้องหยุด
สิ่งที่เราควรถามตัวเองทุกวันในช่วงกักตัวคือ
1.วันนี้รู้สึกขอบคุณในสิ่งใดบ้าง
อาจจะเป็นอาหารอร่อยที่ได้ลงมือทำเอง (หรือมีคนทำให้) โอกาสที่จะทำบางสิ่งบางอย่างที่ผัดผ่อนมานานให้สำเร็จ

2.วันนี้ได้ให้ความสนใจหรือช่วยเหลือใครบ้าง
อาจจะมีบางคนกำลังคิดถึง รอการทักทายจากคุณอยู่ หรืออาจจะมีคนในชุมชนใกล้ๆที่กำลังต้องการความช่วยเหลือที่คุณพอให้ได้

3.อะไรคือ "ความเป็นปกติ" ที่คาดหวัง แต่ได้ตัดสินใจที่จะปล่อยวางในวันนี้
ไม่มีเวลาไหนที่จะเหมาะไปกว่าเวลานี้ในการสอนตัวเองให้เข้าใจในความไม่เที่ยงและไม่แน่นอนของทุกสิ่ง แม้เราจะยึดถือสิ่งใดว่าเป็น "ปกติ" อย่างเหนียวแน่นเช่นไร ก็ไม่ใช่หลักประกันว่ามันจะดำรงอยู่เช่นนั้นได้ตลอดกาล

4.วันนี้ฉันจะออกไปข้างนอกอย่างไร
เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ทุกคนควรได้รับแสงแดดในปริมาณที่เหมาะสม การออกจากบ้านไปรับอากาศภายนอกบ้างเป็นความจำเป็น ที่ควรทำได้ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันตัวเองที่เหมาะสม เช่น รักษาระยะห่าง ไม่ไปอยู่ในที่แออัด

5.วันนี้ฉันจะเคลื่อนไหวร่างกายอย่างไร
การวิ่งหรือบริหารร่างกายสร้างกล้ามเนื้อหนักๆไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน แต่การเปลี่ยนอิริยาบถ เดินไปมาบ้าง ไม่เอาแต่นั่งหน้าจอทั้งวัน (พวก WFH) หรือเอาแต่นอนดูหนังเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคน

6.อะไรคือความงดงามที่ฉันจะสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้ในวันนี้
เพียงเพราะกิจกรรมข้างนอกช้าลง ไม่ได้แปลว่าโลกหยุดหมุน และความฝันไม่ต้องรอให้ไวรัสหยุดระบาด เพราะนี่คือเวลาเหมาะที่สุด ที่จะจับปากกา หยิบพู่กัน ดึงกีตาร์ออกมาปัดฝุ่น..หรืออาจจะเป็นแค่การหัดทอดไข่ดาวให้น่ากินก็ได้ ทุกทักษะที่คุณขัดเกลา จะช่วยให้อำนาจในการสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับโลกนี้กลับมาอยู่ในมือคุณ

Hanatabi การท่องเที่ยวและสัพเพเหระเกี่ยวกับญี่ปุ่น

Photos from Hanatabi's post 30/06/2023

เมื่อวานพี่รินขับรถออกจากโตเกียวมาพักค้างคืนที่เมืองโกะโจ จ.นารา เพื่อที่วันนี้จะได้ไปขึ้นเฟอรี่ที่โอซาก้าไปคาโกชิม่า
ขาออกจากโตเกียวทุรกันดารมาก อิเครือข่ายทางด่วนในโตเกียวเป็นอะไรที่น่ากลัวเพราะถ้าหลงเข้าแยกผิดชีวิตอาจจะต้องวนอยู่บนทางด่วนหาทางออกจากเมืองไม่เจอ🥹 นี่กว่าจะหลุดออกจากโตเกียวมาได้ก็เหนื่อยแล้ว เลยไปแวะเซอร์วิสแอเรียที่เอบินะ
เซอร์วิสแอเรียนี้ใหญ่มาก ของกินเพียบ ปกติคนเป็นล้าน แต่เย็นวันธรรมดาโล่งมาก แวะเติมพลังด้วยเครื่องดื่มปั่นไวท์ช็อคสตรอว์เบอร์รี่ อร่อยน้ำตาไหลค่ะ
พี่รินมาถึงนาราดึกมาก หลงบ้างไรบ้าง จอดรถรับคิวบ้าง สู้ชีวิตมาก 5555 จริงๆไม่ได้ตั้งใจ นึกว่าจะไปถึงทัน แต่แผนเปลี่ยน
ที่พักที่นาราเป็น Airbnb ห้องใหญ่เว่อมาก คืนละหมื่นเยนนิดๆ นอนได้สามคน มีที่จอดรถฟรี ถ้ามาหลายคนและขับรถเที่ยว แนะนำนะคะ โซนนี้ไม่ได้ฮิตมาก ยังเงียบสงบ ซอยที่ตั้งที่พักอัดแน่นไปด้วยเรือนแถวไม้โบราณ มีคาเฟ่ ศาลเจ้า ถ้ามีเวลาน่าจะเดินเที่ยวได้ทั้งวัน จะไปเที่ยวในตัวเมืองนารา โอซาก้าหรือวาคายามะก็ไม่ไกลค่ะ สนใจอยากตามรอย ไปทางนี้ค่ะ

https://abnb.me/eiK1XDjJ2Ab

ใกล้ๆที่พักมีออนเซน ค่าบริการ 700 เยน จัดว่าถูกค่ะ น้ำเป็นสีเขียวน้ำนม แช่แล้วผิวลื่นดีงามมาก นี่ก็เช็คเอาท์แล้วมาจ่อมแหมะนานมาก พักเหนื่อยจากขับรถเมื่อคืน ไม่เน้นเที่ยวไหน เพราะโปรแกรมที่ยาคุชิมะแน่นมาก ต้องเซฟแรงไว้รอสมาชิกทัวร์ ออนเซนชื่อ Kongo no yu อยู่ใน Riverside Hotel เซิร์จกูเกิลตามนี้ได้เลยค่ะ
คืนนี้ขึ้นเรือเฟอรี่ข้ามคืนเป็นครั้งแรกในชีวิต แล้วจะมาอัพเดทนะคะ

08/06/2023

เกาะยาคุชิมะที่รินจะพาเดอะแก๊งค์ไปออกทริปรอบนี้โด่งดังเพราะป่าสนโบราณที่เป็นมรดกโลก ก่อนที่รินจะได้ไป รินก็มีภาพพจน์เหมือนคนอื่นคือมองว่ากิจกรรมบนเกาะนี้มีแต่ trekking แต่หลังจากไปมาสองรอบ รวมเวลาติดเกาะประมาณหนึ่งเดือน ก็พบว่าเกาะนี้ยังมีเรื่องสนุกๆอีกมากมาย นอกจากปลายทาง trekking ที่โด่งดังอย่างโจมอนสุกิแล้วที่นี่ยังมีป่ามอสแสนสวย ที่เป็นแรงบันดาลใจของฉากในอนิเมชันของจิบลี และมีแม่น้ำรวมทั้งน้ำตกที่สวยงามมากมาย คนญี่ปุ่นเรียกเกาะนี้ว่าเทือกเขาแอลป์กลางทะเล เพราะบนยาคุชิมะเกาะเดียว มียอดเขาที่สูงที่สุดในคิวชูชุมนุมกันอยู่ถึง 8 ยอด และด้วยความที่เป็นเกาะหินแกรนิตที่เกิดจากลาวา แม่น้ำและทะเลรอบเกาะจึงใสมาก และมีสีฟ้าอมเขียวที่สวยมาก
ด้วยทำเลที่อยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น และระดับความสูงที่แตกต่างกันมากทำให้เกาะนี้มีสภาพอากาศตั้งแต่อบอุ่นแบบคิวชูในช่วงฤดูร้อน ไปจนถึงหนาวจัดหิมะทับถมเหมือนฮอกไกโดบนยอดเขาในฤดูหนาว
ช่วงที่รินจะพาทัวร์ไปเป็นช่วงต้นฤดูร้อนที่กิจกรรมทางน้ำสนุกที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทะเลหรือน้ำตก โปรแกรมมีความฮาร์ดคอร์เหมือนฝึกทหารเบาๆ แต่ความจริงไม่ต้องถึกเบอร์แรงนักก็ได้ค่ะ ขอแค่แข็งแรงตามสมควร ทัวร์ยังเปิดรับอยู่นะคะ ใครสนใจแต่ไม่มั่นใจว่าจะไหว ทักมาคุยได้ที่ไลน์ค่ะ โปรแกรมนี้น่าจะจัดครั้งเดียว ถ้าสนใจเรียนเชิญนะคะ

02/06/2023

พี่รินมีทัวร์กลุ่มเล็กที่กำลังจะจัดในเดือน ก.ค ซึ่งรับสมาชิกเพิ่มได้อีก 2 คน ถ้าอ่านรายละเอียดแล้วสนใจแอ๊ดไลน์มาสอบถามเพิ่มเติมได้ค่ะ ทริปนี้ไม่ใช่ทริปแรกที่จัดนะคะ จัดมาหลายครั้งแล้ว แค่เว้นช่วงไปนาน เพราะทำเมื่ออยากทำ ไม่ได้ทำเป็นอาชีพหลักนะคะ

ทริปนี้กิจกรรมฮาร์ดคอร์มาก ทำกิจกรรมค่อนข้างหนักต่อเนื่องทุกวัน ถ้าจะไปต้องมั่นใจว่าแข็งแรงและชอบกิจกรรมเอาท์ดอร์จริงๆนะคะ สมาชิกที่คอนเฟิร์มแล้วซื้อตั๋วแล้วอยู่ในวัยมหาลัย คุณพ่อคุณแม่ส่งลูกมาได้นะคะ

🎈โปรแกรม Yakushima Adventure Trip 11-22 กค. 2023🎈

วันที่ 11 กค.
บินจากไทยไปฟุกุโอกะ ต่อเครื่องบินมายาคุชิมะ ช่วงเย็นเช็คอินเข้าที่พัก เดินเที่ยวในละแวกใกล้ๆ
วันที่ 12 กค. 
พายเรือคายัคในแม่น้ำอัมโบ บ่าย shower climbing ปีนน้ำตกขึ้นไปเล่นน้ำ
วันที่ 13 กค.
เดินป่าสนโบราณ เทนมอนโนะโมริ
วันที่ 14 กค.
นั่งรถเที่ยวรอบเกาะ เก็บแรงไปปีนเขาต่อพรุ่งนี้
วันที่ 15 กค.
ป่ามอสโมโนโนะเคะและจุดชมวิวไทโกะอิวะ
วันที่ 16 กค.
พายเรือซีคายัค เที่ยวทะเล ไปดูน้ำตกที่ไหลลงทะเลโดยตรง
วันที่ 17 กค.
ขี่จักรยานเที่ยวเส้นทางบนเขา และแวะชมหมู่บ้านต่างๆ
วันที่ 18 กค.
พายซับบอร์ดไปไหว้ศาลเจ้าริมทะเล/บ่าย snorkeling
วันที่ 19 กค.
เดินป่าปีนน้ำตกจากุจิโนะทาคิ
วันที่ 20 กค.
สัมผัสประสบการณ์ดำน้ำ Scuba /บ่ายเขียนคันจิลงเสื้อยืด สอนโดยศิลปิน calligraphy
วันที่ 21 กค.
บินออกจากเกาะ นอนฟุกุโอกะหนึ่งคืน ฟรีเดย์
วันที่ 22 กค. 
บินกลับไทย

ค่าทริป 79,000 บาท (ทัวร์กลุ่มเล็กมากมีแค่ไม่เกิน 6 คน) เนื่องจากใกล้เวลาเดินทางมากแล้ว จะต้องชำระเต็มเมื่อจองนะคะ (หาตั๋วให้ได้ก่อนค่อยจองนะคะ) ทริปนี้มีสมาชิกแล้ว ออกเดินทางแน่นอนค่ะ

ราคานี้ไม่รวมตั๋ว (มีไฟลท์แนะนำ จองให้ได้แต่จ่ายเพิ่มตามราคาจริง หรือจองเอง) สิ่งที่รวมคือค่ากิจกรรมและไกด์ท้องถิ่นตลอดทริป ค่าอาหารตั้งแต่เย็นวันที่ 11 ก.ค. ไปจนถึงเช้าวันที่ 21 ก.ค. ค่าที่พักทุกคืน ช่วงอยู่ฟุกุโอกะมีคนคอยช่วยดูแล แต่ค่าอาหารจัดการเองนะคะ

ที่พักจะเป็นเรียวกังแบบญี่ปุ่น พักห้องละสองคน ร้านอาหารบนเกาะมีไม่มาก อาหารแต่ละมื้ออาจไปกินที่ร้านบ้าง จัดให้ในที่พักบ้าง หรือเป็นข้าวกล่องไปกินระหว่างกิจกรรมบ้าง

ทัวร์ที่พี่รินจัดจะค่อนข้างสมบุกสมบัน ไม่ใช่ทัวร์สายชิลนะคะ รายละเอียดต่างๆจะทยอยมาโพสให้อ่านเพิ่ม กดติดตามเพจไว้นะคะ

02/06/2023

สวัสดีเพื่อนๆที่ตามมาจากช่องและทุกคนที่ผ่านมาเจอกันนะคะ เพจนี้เป็นเพจท่องเที่ยวที่พี่รินเคยทำและหยุดทำไปพักนึง ตอนนี้จะกลับมาเริ่มทำใหม่ เพราะจะกลับมาเริ่มทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอีกครั้ง ฝากเนื้อฝากตัวและฝากทัวร์ด้วยค่ะ😆

13/04/2020

ว่ากันว่าความเครียดและการไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพจะทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงอย่างรวดเร็วโดยไม่เกี่ยวกับว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้ความเชื่อที่ว่า…นี่เพิ่งอายุ 20 กว่าๆ ยังแข็งแรงดี ไม่เป็นไรหรอกน่า จึงอาจไม่จริงเสมอไป เพราะฉะนั้นคราวนี้เราจะมาคุยเรื่องภูมิคุ้มกัน โดยว่ากันตั้งแต่ความรู้พื้นฐานไปจนถึงเคล็ดลับในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยข้อมูลทั้งหมดในที่นี้รวบรวมมาจากข้อเขียนภาษาญี่ปุ่นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาอาการไข้และอักเสบที่หาสาเหตุไม่พบ อาการปวดข้อ และความผิดปกติทางด้านภูมิคุ้มกันต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนและการรักษาด้วยการปรับวิถีชีวิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยของบริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกต่างๆ ซึ่งเป็นด่านแรกของการสัมผัสสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก เช่น เยื่อเมือกในลำไส้ ในระบบทางเดินหายใจ
ภูมิคุ้มกันคืออะไร
ระบบป้องกันตนเองของร่างกายซึ่งมีหน้าที่กำจัดเชื้อโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรียหรือไวรัส รวมไปถึงเซลล์มะเร็ง เซลล์ที่ทำงานในระบบภูมิคุ้มกันราว 60-70% อยู่ในลำไส้ ความพิเศษของเซลล์ภูมิคุ้มกันในลำไส้เหล่านี้คือ มันจะทำงานต่อสู้กับเชื้อโรคอยู่ที่นี่ จนเกิดความชำนาญ จดจำเชื้อโรคได้ดีแล้วจึงจะถูกส่งเข้าสู่กระแสเลือดให้เดินทางไปทั่วร่างกาย เพื่อตรวจจับสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายหรือหมดความจำเป็นต่อร่างกาย นอกจากเชื้อโรคแล้ว เซลล์ภูมิคุ้มกันเหล่านี้ยังมีหน้าที่กำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว เซลล์ที่ผิดปกติ (เซลล์มะเร็งเป็นต้น) และของเสียจากเซลล์ด้วย เพื่อรักษาการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ
ระบบภูมิคุ้มกันแบ่งง่ายๆได้เป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกได้แก่การ “ป้องกัน” ไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยอาศัยระบบภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกต่างๆ เช่น ที่ตา จมูก ช่องปาก ลำไส้ และขั้นตอนที่สองในการ “กำจัด” สิ่งแปลกปลอมที่เล็ดลอดเข้ามาได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ทั่วร่างกาย ทั้งสองขั้นตอนต่างมีความสำคัญ แต่ด่านแรกที่สำคัญมาก เพราะช่วยปกปักรักษาเราจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีเชื้อโรคอยู่สารพัดคือระบบภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกต่างๆ
ระบบภูมิคุ้มกันจะถดถอยลงตามวัยใช่หรือไม่
เซลล์ที่ทำหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกันทั่วร่างกายสร้างจากอวัยวะต่างๆ เช่น ไขสันหลัง ซึ่งแน่นอนว่าการทำงานของอวัยวะทั้งหมดล้วนแต่ถดถอยลงตามวัย เมื่ออายุมากขึ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ผลิตได้จึงลดลง ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ก็ลดลง จะเห็นได้จากกราฟว่าภูมิคุ้มกันของคนจะสูงสุดในช่วงวัย 20 จากนั้นก็จะค่อยๆลดลง แต่ทั้งนี้สภาพความชราของร่างกาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุเท่านั้น อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นเนื่องจากความเครียดก็มีผลอย่างมากต่อความชราของร่างกายด้วย สิ่งสำคัญสำหรับคนที่ภูมิคุ้มกันทั่วร่างกายเริ่มหย่อนประสิทธิภาพคือต้องพยายามเพิ่มภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกซึ่งเป็นด่านแรกสำหรับการป้องกันการติดเชื้อ
ภูมิคุ้มกันตรวจวัดได้หรือไม่
สามารถตรวจวัดได้จากเลือดหรือน้ำลาย อย่างเช่นในการตรวจสุขภาพก็จะมีการตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดขาวและดูอัตราส่วนองค์ประกอบต่างๆ เพื่อดูความสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้อิมมูโนโกลบูลินจี (IgG) ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่พบในเยื่อเมือกต่างๆ ซึ่งเป็นแนวหน้าของภูมิคุ้มกันก็ตรวจหาได้จากน้ำลาย แต่วิธีตรวจเช็คระดับภูมิคุ้มกันของตนเองง่ายๆ เบื้องต้นทำได้โดยการตอบคำถามข้างล่าง ถ้ามีข้อที่เข้าข่ายตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ก็มีความเป็นไปได้ว่าระดับภูมิคุ้มกันของคุณอยู่ในระดับต่ำ
รู้สึกเย็นที่ท้องหรือแขนขา
ไม่ค่อยรับประทานผักหรือผลไม้
อดนอนเป็นประจำ
ทำงานที่ต้องนั่งมากและออกกำลังกายไม่พอ
กำลังลดความอ้วน
อยู่ในสภาวะที่มีความเครียดสูง
เป็นหวัดง่าย
ท้องผูกหรือท้องเสียบ่อย
เป็นแผลร้อนในหรือเป็นเริมที่ริมฝีปากบ่อย
ช่วงนี้รู้สึกอารมณ์หดหู่ ไม่ค่อยได้ยิ้มหรือหัวเราะ
ถ้าระดับภูมิคุ้มกันต่ำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแรง ก็จะกำจัดเชื้อโรคต่างๆได้ไม่ดี ทำให้เป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย จะเกิดอาการอ่อนเพลียได้ง่ายและหายช้า นอกจากนี้ยังเป็นแผลร้อนในได้ง่าย การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติจะปรวนแปร ทำให้ท้องผูกหรือท้องเสีย รวมทั้งเกิดปัญหาผิวพรรณได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โครงสร้างของเซลล์ภูมิคุ้มกันจะเสียสมดุลทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติ จนมีปฏิกริยาตอบสนองกับสิ่งที่ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกายอย่างรุนแรง ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าอาการแพ้ต่างๆ เช่น การจาม มีน้ำมูกไหล มีผื่นคัน และยังหมดความสามารถที่จะยับยั้งเซลล์มะเร็งที่ว่ากันว่าเกิดขึ้นในร่างกายของทุกคนมากถึงวันละ 5,000 เซลล์ได้
สาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำคืออะไร
มีรายงานทางการแพทย์ระบุว่าอายุที่เพิ่มขึ้น การออกกำลังกายอย่างหนัก ความเครียด การอดนอน การใช้ชีวิตอย่างไม่มีระเบียบแบบแผนที่แน่นอน การขาดการบริโภคผักหรือโปรตีน ภาวะก่อนมีประจำเดือนต่างๆเหล่านี้ทำให้ภูมิคุ้มกันตก โดยทั่วไปถ้ารู้สึกอ่อนล้าทั้งทางกายและใจก็เชื่อไว้ก่อนได้เลยว่าระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายกำลังลดต่ำลง
การไม่รับประทานอาหารเช้า มีผลให้อุณหภูมิในร่างกายไม่เพิ่มขึ้นตลอดวันเนื่องจากขาดพลังงาน ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำจะมีผลให้ทั้งระดับภูมิคุ้มกันและระดับการเผาผลาญลดลง นอกจากนี้ภาวะที่ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานบกพร่องเนื่องจากความเครียดก็จะมีผลให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง เนื่องจากหลอดเลือดหดตัว เซลล์ภูมิคุ้มกันออกลาดตระเวนไปตามกระแสเลือดได้ยากขึ้น การอดนอนก็ทำให้ภูมิคุ้มกันตกต่ำ จึงทำให้เป็นหวัดได้ง่ายหรือรู้สึกอ่อนเพลีย นอกจากนี้ เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกกันว่าเซลล์เพชฌฆาตหรือเซลล์ NK จะทำงานได้ดีเมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหว (ออกกำลังกาย) ในระดับที่เหมาะสม ถ้าออกกำลังกายไม่เพียงพอประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ NK ก็จะลดลงเป็นผลให้ระดับภูมิคุ้มกันลดต่ำลง
ภูมิคุ้มกันยิ่งสูงยิ่งดีใช่มั้ย
ระบบภูมิคุ้มกันเป็นเหมือนดาบสองคม จึงไม่ใช่ยิ่งสูงแล้วจะยิ่งดีเสมอไป ถ้าภูมิคุ้มกันบางชนิดเพิ่มสูงมากเกินไปจะทำให้เกิดการทำลายเซลล์ของร่างกายตนเองเป็นเหตุให้เกิดโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง หรือทำให้เกิดอาการแพ้ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนได้ เช่น แพ้ละอองเกสรหรือแพ้ฝุ่นละออง ในเรื่องของภูมิคุ้มกัน เราจึงควรมองไปที่ภาพรวมมากกว่า ว่าทำอย่างไรร่างกายจะอยู่ในภาวะสมดุล เพื่อให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีที่สุดตามภาวะที่พึงเป็นตามธรรมชาติ
แล้วเราจะเพิ่มภูมิคุ้มกันได้อย่างไร
ถ้าระบบประสาทอัตโนมัติเสียสมดุล ทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติกซึ่งมีหน้าที่เตรียมร่างกายให้พร้อมรับความกดดันทำงานมากเกินไป การไหลเวียนของเลือดและการทำงานของอวัยวะต่างๆจะถูกจำกัดทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลง ความเครียดทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานมากขึ้น เราจึงต้องหาวิธีคลายเครียดเพื่อให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกซึ่งทำงานเกี่ยวกับการพักผ่อนทำงานมากขึ้น วิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือการนอนหลับที่มีคุณภาพดี นอกจากนี้ อุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นจะทำให้ระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นด้วย จึงควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อโดยเน้นไปที่อาหารที่ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น การออกกำลังกายที่ให้ผลดีคือการออกกำลังกายที่ทำให้เหงื่อซึมเพียงเล็กน้อยและรู้สึกผ่อนคลาย เช่นการเดินราว 30 นาที เพราะการออกกำลังกายที่หนักกว่านั้นจะให้ผลในทางตรงกันข้าม
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานดีที่สุดในตอนกลางคืน ถ้าไม่นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ระบบภูมิคุ้มกันย่อมทำงานได้ไม่ดี การพยายามเพิ่มคุณภาพการนอนให้สูงขึ้นจึงมีความสำคัญ และสิ่งหนึ่งที่ช่วยเพิ่มคุณภาพในการนอนได้คือการแช่น้ำอุ่นๆก่อนนอน และงดการใช้มือถือก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง
ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นแล้วดียังไง
การเจ็บป่วยจะลดลงเพราะระบบป้องกันตัวจากเชื้อโรคต่างๆทำงานได้ดี เมื่อระบบประสาทอัตโนมัติทำงานได้อย่างสมดุล อุณหภูมิร่างกายโดยรวมจะสูงขึ้น ทำให้หลอดเลือดขยายตัว กระแสเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันออกลาดตระเวณทั่วร่างกายได้ดี การเผาผลาญก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ต่อให้คนรอบข้างเป็นหวัดก็จะไม่ติด ความอ่อนเพลียก็จะลดลง
ระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานมากเกินไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานมาก อะดรีนาลีนจะหลั่งออกมามากเกินไป เซลล์เม็ดเลือดขาวประเภทแกรนูโลไซต์ซึ่งมีตัวรับอะดรีนาลีนอยู่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งแกรนูโลไซต์ที่ว่านี้หลังจากทำงานเสร็จมันจะปล่อยอนุมูลอิสระออกมาจำนวนมาก ทำให้การไหลเวียนของเลือดลดลงเป็นสาเหตุให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลง อนุมูลอิสระที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เซลล์ของอวัยวะภายในเสื่อมสภาพและเสียสมดุล การหดตัวของหลอดเลือดทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ระบบย่อยทำงานได้ไม่ดีเป็นผลให้ท้องผูก ภูมิคุ้มกันลดลงเพราะเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ลดจำนวนลง ซึ่งนอกจากจะทำให้นอนไม่หลับ หรือเกิดความอยากอาหารอย่างมากแล้ว ยังมีผลกระทบต่อการหลั่งฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน เช่น ปวดท้องประจำเดือนมากหรือประจำเดือนมาผิดปกติได้
สภาวะที่สมดุลที่สุดของร่างกายเป็นแบบไหน
ร่างกายที่สมดุลที่สุดคือร่างกายที่สลับโหมดระหว่างกลางวันและกลางคืนได้อย่างสมบูรณ์ จังหวะชีวิตตามธรรมชาติที่พึงเป็นคือในตอนเช้าระบบประสาทซิมพาเทติกจะทำงานเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเคลื่อนไหวร่างกายและการใช้สมอง หลังจากนั้นร่างกายจะค่อยๆปรับเข้าสู่โหมดที่ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกทำงานมากในตอนกลางคืน
ระบบประสาทซิมพาเทติกและระบบประสาทพาราซิมพาเทติกเปรียบได้เหมือนคันเร่งและเบรกของรถยนต์ เราไม่สามารถขับรถยนต์อย่างมีประสิทธิภาพได้โดยการใช้เพียงอย่างเดียว แต่เนื่องจากระบบประสาททั้งสองแบบเป็นระบบประสาทอัตโนมัติที่เราไม่สามารถสั่งให้เปลี่ยนแปลงอย่างที่เราต้องการได้ จึงต้องรักษาสมดุลด้วยการดูแลเรื่องอาหารการกิน การนอนหลับ การทำให้ร่างกายอบอุ่น เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมของร่างกายให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา

10/04/2020

หลายคนบอกว่าโควิด-19 คือบทลงโทษจากโลก เหมือนมนุษย์เป็นไวรัสร้ายที่กำลังถูกภูมิคุ้มกันของโลกเล่นงาน แต่วันนี้เราอยากเสนออีกมุมมองหนึ่งค่ะ
หนึ่ง
เราทุกคนล้วนเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าเราจะเคยตระหนักถึงมันหรือไม่ สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเราให้ดำเนินไป คือปฏิสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน กำลังกายกำลังใจของคนมากมายที่ขับเคลื่อนสิ่งต่างๆอยู่ในจุดที่เราอาจจะไม่เคยมองเห็น แต่เมื่อมันสูญหายไป วันนี้ทุกคนรับรู้ได้ถึงกระทบ โควิด-19 ไม่ได้มาเพื่อพรากเราจากกัน แต่เพื่อสอนให้เรารู้ว่า เราต่างสำคัญต่อกันและกันมาเพียงใด
สอง
สุขภาพของเราอยู่ในมือเรา การแพทย์ที่ก้าวหน้าอาจจะช่วยเราได้บ้าง แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรจะเอาชนะไว้รัสได้จริง นอกจากภูมิคุ้มกันของเรา ที่จะดีหรือแย่ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมในชีวิตแต่ละวันของเราเอง
ไวรัสทำให้เราต้องหยุดกิจกรรมบางอย่าง แต่บทสนทนา ความสัมพันธ์ ความรัก บทเพลง การอ่านหนังสือดีๆ การดูแลตัวเองและความหวังไม่จำเป็นต้องหยุด
สิ่งที่เราควรถามตัวเองทุกวันในช่วงกักตัวคือ
1.วันนี้รู้สึกขอบคุณในสิ่งใดบ้าง
อาจจะเป็นอาหารอร่อยที่ได้ลงมือทำเอง (หรือมีคนทำให้) โอกาสที่จะทำบางสิ่งบางอย่างที่ผัดผ่อนมานานให้สำเร็จ

2.วันนี้ได้ให้ความสนใจหรือช่วยเหลือใครบ้าง
อาจจะมีบางคนกำลังคิดถึง รอการทักทายจากคุณอยู่ หรืออาจจะมีคนในชุมชนใกล้ๆที่กำลังต้องการความช่วยเหลือที่คุณพอให้ได้

3.อะไรคือ "ความเป็นปกติ" ที่คาดหวัง แต่ได้ตัดสินใจที่จะปล่อยวางในวันนี้
ไม่มีเวลาไหนที่จะเหมาะไปกว่าเวลานี้ในการสอนตัวเองให้เข้าใจในความไม่เที่ยงและไม่แน่นอนของทุกสิ่ง แม้เราจะยึดถือสิ่งใดว่าเป็น "ปกติ" อย่างเหนียวแน่นเช่นไร ก็ไม่ใช่หลักประกันว่ามันจะดำรงอยู่เช่นนั้นได้ตลอดกาล

4.วันนี้ฉันจะออกไปข้างนอกอย่างไร
เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ทุกคนควรได้รับแสงแดดในปริมาณที่เหมาะสม การออกจากบ้านไปรับอากาศภายนอกบ้างเป็นความจำเป็น ที่ควรทำได้ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันตัวเองที่เหมาะสม เช่น รักษาระยะห่าง ไม่ไปอยู่ในที่แออัด

5.วันนี้ฉันจะเคลื่อนไหวร่างกายอย่างไร
การวิ่งหรือบริหารร่างกายสร้างกล้ามเนื้อหนักๆไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน แต่การเปลี่ยนอิริยาบถ เดินไปมาบ้าง ไม่เอาแต่นั่งหน้าจอทั้งวัน (พวก WFH) หรือเอาแต่นอนดูหนังเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคน

6.อะไรคือความงดงามที่ฉันจะสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้ในวันนี้
เพียงเพราะกิจกรรมข้างนอกช้าลง ไม่ได้แปลว่าโลกหยุดหมุน และความฝันไม่ต้องรอให้ไวรัสหยุดระบาด เพราะนี่คือเวลาเหมาะที่สุด ที่จะจับปากกา หยิบพู่กัน ดึงกีตาร์ออกมาปัดฝุ่น..หรืออาจจะเป็นแค่การหัดทอดไข่ดาวให้น่ากินก็ได้ ทุกทักษะที่คุณขัดเกลา จะช่วยให้อำนาจในการสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับโลกนี้กลับมาอยู่ในมือคุณ

01/04/2020

4 ยาแห่งความหวังสำหรับการรักษาโควิด-19 ในญี่ปุ่น
ยา 4 ชนิดที่ว่าได้แก่ เรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) อาวิแกน (Avigan) คาเลทรา (Kaletra) และอัลเวสโก (Alvesco)
1.-เรมเดซิเวียร์
เป็นยาที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เพื่อใช้รักษาโรคอีโบลา จึงยังไม่ผ่านการรับรองในประเทศใดเลย อเมริกานำไปลองใช้กับผู้ป่วยโควิด-19 และพบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
2.-อาวิแกน
เป็นยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่พัฒนาโดยบริษัท FUJIFILM Toyama Chemical ให้ผลดีในการยับยั้งไวรัส แต่เนื่องจากมีรายงานว่าพบผลข้างเคียงต่อตัวอ่อน (ทำให้รูปร่างผิดปกติ) จากการทดลองในสัตว์ จึงใช้ในหญิงมีครรภ์ไม่ได้
อาวิแกนกลายเป็นที่สนใจของชาวโลก เมื่อกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนประกาศว่า ยาฟาริพิราเวียร์ ยาสามัญที่ผลิตโดยใช้ตัวยาต้นแบบตามอาวิแกนใช้รักษาได้ผลอย่างชัดเจนในการวิจัยทางคลินิก รวมทั้งแถลงนโยบายที่ว่าจะให้ Zhejiang Hisun Pharmaceutical (เจ้อเจียงไฮซันเภสัชกรรม) ผู้ผลิตยารายใหญ่ในจีนเร่งทำการผลิตฟาริพิราเวียร์
ในญี่ปุ่นมีการทำวิจัยทางคลินิกของยาอาวิแกนที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ฟูจิตะใน จ. ไอจิ ซึ่งรับผู้ป่วยจำนวนมากจากเรือไดมอนด์ พรินเซสไปรักษา โดยทำการวิจัยในกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีอาการน้อยและไม่มีอาการโดยจะสิ้นสุดการวิจัยในเดือน ส.ค.
3.-คาเลทรา
คือยาที่มีการนำไปใช้มากที่สุดในญี่ปุ่น นับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดใหม่ๆโดยมีการทำวิจัยทางคลินิกกับผู้ป่วย 54 ราย (ตัวเลข ณ วันที่ 1 มี.ค.) คาเลทราเป็นยาต้านไวรัส HIV ที่คิดค้นโดย AbbVie Inc. ผู้ผลิตยาในอเมริกา พบว่ายับยั้งไวรัสได้ดี จีนเองก็ได้ลองใช้คาเลทรามาตั้งแต่ช่วงต้นของการระบาดและมีสื่อนำมารายงานว่าได้ผลดี
4.-อัลเวสโก (Alvesco)
เป็นยาเสตียรอยด์แบบสูดดมสำหรับรักษาโรคหอบหืดของบริษัท TEIJIN PHARMA ในญี่ปุ่น ที่พุ่งแรงแซงโค้งมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโรงพยาบาลอาชิการาคามิ จ.คานางาวะ รายงานกรณีตัวอย่างของผู้ป่วยสูงอายุ 3 รายจากเรือสำราญที่ได้รับยาอัลเวสโกในช่วงต้นเดือน มีค.โดยกล่าวว่า “เชื่อว่าอัลเวสโกน่าจะช่วยลดจำนวนไวรัสได้อย่างรวดเร็วและป้องกันการลุกลามไปเป็นปอดบวมรุนแรง”
นอกจากยาที่เป็นตัวเลือกน่าสนใจที่สุดในปัจจุบันทั้ง 4 ตัวนี้ ยังมียาคลอโรควิน (chloroquine) ที่ใช้ต้านโรคมาลาเรีย ซึ่งเริ่มได้รับความสนใจ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “คลอโรควินใช้รักษาโควิดได้ผล” แต่สถานการณ์จริงค่อนข้างสับสน เพราะหลังจากนั้นสื่อรายงานข่าวว่ามีผู้ป่วยอาการทรุดหนักลงเพราะได้รับคลอโรควิน
ในญี่ปุ่นเองเคยเกิดกรณีฟ้องร้องของผู้ป่วยที่จอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากได้รับยาคลอโรควินมาแล้ว เพราะฉะนั้นถึงแม้ยาจะใช้รักษาโควิดได้ผลจริง ก็ยังต้องระมัดระวังเรื่องการนำไปใช้อย่างมาก
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยโตเกียวได้ออกมาแถลงว่า ยารักษาโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน Nafamostat อาจจะช่วยป้องกันการติดเชื้อโควิดได้ Nafamostat เป็นยาที่ใช้อยู่ในประเทศญี่ปุ่นมาเกือบ 30 ปี จึงมีข้อมูลรับรองความปลอดภัยมากเพียงพอ ทั้งยังมีจำหน่ายในท้องตลาดอยู่แล้วในชื่อทางการค้าว่า “FUTHAN”
ยาอื่นที่กำลังได้รับความสนใจก็มีเช่น ยาไรบาวิริน (Ribavirin) และยาอินเตอร์เฟอรอน (Interferon) ที่ใช้รักษาโรคตับอักเสบซี
เมื่อวันที่ 4 มี.ค. Takeda Pharmaceutical แถลงว่าจะผลิตยาใหม่ที่ทำจากแอนติบอดีในเลือดของผู้ป่วยที่หายดีแล้ว (TK-888) ซึ่งอาจนำมาใช้ได้เร็วที่สุดประมาณเดือน ก.ย. นอกจากนี้ Chugai Pharmaceutical บริษัทญี่ปุ่นซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Roche ผู้ผลิตยารายใหญ่ของสวิสก็กำลังพิจารณาที่จะทำการวิจัยทางคลินิกของยาแอคเทมรา (Actemra) ยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ว่าให้ผลในการรักษาโควิด-19 อย่างไร
ตามปกติการพัฒนายาต้องใช้เวลาในการทำวิจัยทางคลินิก 3-7 ปีเพื่อยืนยันความปลอดภัยและผลในการรักษา แต่สำหรับการระบาดครั้งนี้หากต้องรอให้การวิจัยทางคลินิกทั้งหมดที่จำเป็นต่อการยื่นขออนุญาตเสร็จสิ้นคงไม่ทันเวลา ทางญี่ปุ่นจึงตัดสินใจนำ “ระบบอนุมัติการใช้ยาและเวชภัณฑ์เร่งด่วนพร้อมเงื่อนไข” เข้ามาใช้เพื่อช่วยให้กระบวนการอนุมัติทำได้เร็วขึ้น

26/03/2020

สู้ไวรัสด้วยการเพิ่มภูมิคุ้มกัน
1.-ชุดตรวจ ยา วัคซีน เกี่ยวกับโควิด-19 ที่มีออกมาขายในท้องตลาดตอนนี้ทั้งหมดเป็นของปลอม กรุณาอย่าซื้อ ยาที่มีแนวโน้มว่าจะรักษาได้จริง เช่น ฟาริพิราเวียร์ หรือที่ในญี่ปุ่นเรียกอาบิกัน เป็นยาที่มีผลข้างเคียงมากและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้ดูแลโดยแพทย์ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการปล่อยออกมาขายให้เอาไปใช้กันเองได้ในท้องตลาด อาหารเสริมที่เคลมว่าป้องกันโควิด-19 ได้ก็ไม่ควรซื้อ เพราะยังไม่มีสถาบันไหนในโลกรับรองเรื่องนี้ ไม่ผ่านการรับรองคือไม่เคยมีใครตรวจว่ามันผสมอะไรเอาไว้บ้าง การซื้อของพวกนี้กินสุ่มสี่สุ่มห้ามีอันตรายมาก
2.-สารอาหารเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกันจริง และอาหารบางชนิดก็มีสารอาหารที่จำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกันอยู่มากจริง แต่ระบบภูมิคุ้มกันของเราเป็นการทำงานร่วมกันของเซลล์จำนวนมาก แอนติบอดี้และอวัยวะอีกหลายอย่าง สิ่งที่ดีกว่าการเลือกอะไรบางอย่างมาบริโภคมากๆ คือการดูแลอาหารการกินให้สมดุล เพื่อให้ร่างกายโดยรวมแข็งแรง
3.-ภูมิคุ้มกันดีไม่ได้แปลว่าจะไม่ติดโรคแน่นอน แต่จะลดโอกาสในการติด ถึงติดก็จะช่วยความรุนแรงของอาการ ทั้งยังช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
4.-อาหารที่ไม่ควรให้ขาดในช่วงนี้คือธัญพืชแบบเต็มเมล็ด กินผักและผลไม้โดยเฉพาะที่มีสีสันสดใสให้หลากหลาย เพราะแต่ละสีจะมีโพลีฟีนอลสารต้านอนุมูลอิสระที่มีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันแตกต่างกัน อย่าลืมเลือกผักและผลไม้เพื่อให้ได้วิตามินและเกลือแร่ครบด้วย อาหารที่มีวิตามินซีมาก เช่น พริกหยวก ผลไม้ตระกูลส้ม กีวีฟรุต สตรอว์เบอร์รี บร็อคโคลี ที่มีวิตามินเอมาก เช่น มันเทศ ผักโขม แครอท แคนตาลูป มะม่วง ที่มีวิตามินอีมาก เช่น เม็ดทานตะวัน อัลมอนด์ เนยถั่ว และต้องไม่ลืมอาหารกลุ่มไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอกและเนย ซึ่งช่วยเรื่องการดูดซึมวิตามินชนิดละลายในไขมันเอย่างเอและอีด้วย ปริมาณผักผลไม้ในหนึ่งวันไม่ควรต่ำกว่า 2-3 ถ้วยตวง
5.-กินอาหารกลุ่มที่มีสังกะสีให้มากขึ้น เพราะสังกะสีจำเป็นต่อการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว และเป็นสารอาหารที่มักจะขาดกันง่าย ร่างกายเก็บสังกะสีไม่ได้ เราจึงต้องได้รับจากภายนอกทุกวัน อาหารที่มีสังกะสีมาก มีเช่น หอยนางรม ปู หมู ฟักทอง โยเกิร์ต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถ้าจะกินเป็นอาหารเสริม ขอให้กินตามปริมาณที่ผู้ผลิตแนะนำ ไม่มีอะไรที่มากเกินไปแล้วจะดี
6.-เพิ่มวิตามินดีให้ร่างกายด้วยการออกไปรับแสงแดดบ้าง อาหารที่มีวิตามินดีมาก มีเช่น เห็ด ปลาแซลมอน ทูน่ากระป๋อง ไข่แดง แต่เนื่องจากอาหารที่มีวิตามินดีมากมีไม่หลากหลายเท่าวิตามินชนิดอื่น รวมทั้งในวันที่ฟ้าครึ้ม ฝนตก หรือมีฝุ่นละอองปกคลุมท้องฟ้ามาก ปริมาณวิตามินดีในร่างกายอาจลดต่ำลง ทำให้จำเป็นต้องเติมด้วยอาหารเสริม เช่น น้ำมันตับปลา บ้าง ปริมาณที่แนะนำคือวันละ 600 IU สำหรับช่วงอายุ 1-70 ปี 800 IU สำหรับอายุ 70 อัพ วิตามินดีไม่ได้ป้องกันการติดไวรัส แต่มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่จะช่วยต่อสู้กับไวรัสที่เข้ามาในร่างกาย
7.-กินอาหารกลุ่มโพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ เช่น โยเกิร์ต คีเฟอร์ เห็ด หน่อไม้ฝรั่ง โพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์จะช่วยรักษาไมโครไบโอม (กลุ่มจุลินทรีย์) ในลำไส้ให้สมดุล ปัจจุบันมีการค้นพบแล้วว่าไมโครไบโอมในลำไส้มีความสำคัญมากต่อการสร้างแอนติบอดี้ต่างๆ และเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันจำนวนมากผลิตในลำไส้
8.-คนที่กลัวว่าจะได้สารอาหารไม่ครบ สามารถกินวิตามินรวมได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ อาหารธรรมชาติยังคงดีกว่ามาก เพราะมีทั้งไฟเบอร์ มีเอ็นไซม์และสารต้านอนุมูลอิสระอีกมากมายที่ไม่มีในวิตามินอัดเม็ด
9.-การนอนสำคัญมากต่อระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ใหญ่ควรนอนวันละ 7-9 ชม. การอดนอนแค่เพียงคืนเดียวก็ส่งผลกระทบต่อการผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกันและการสร้างแอนติบอดี้ต้านการอักเสบแล้ว เพื่อให้นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น หลีกเลี่ยงสารกระตุ้นเช่นกาแฟ แอลกอฮอล์ บุหรี่ โดยเฉพาะช่วงเย็น งดออกกำลังหนักใกล้เวลานอน เปลี่ยนไปออกกำลังกายในเวลาที่เร็วขึ้นแทน พยายามเข้านอนและตื่นในเวลาเดียวกันให้ได้ทุกวัน
10.-รักษาความแอคทีฟของชีวิตเอาไว้ให้ได้ ถึงฟิตเนสปิด เราก็ยังโยคะหรือออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ได้ เป้าหมายคือควรออกกำลังกายไม่ต่ำกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์
11.-จัดการกับความเครียดให้ได้เพราะเรายังต้องอยู่กับสถานการณ์ไม่แน่นอนเช่นนี้ไปอีกนาน ความเครียดมีผลมากต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน วิธีลดความเครียดง่ายๆทำได้หลายอย่าง เช่น นั่งสมาธิ ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายบ้างอย่าเอาแต่นอนดูหนัง สร้างกำหนดเวลาที่แน่นอนให้ตัวเอง โดยเฉพาะคนทำงานจากที่บ้าน ควรวางแผนให้ดี สร้างขอบเขตระหว่างการทำงานและพักผ่อนให้เหมาะสม กำหนดช่วงเวลางดเสพข่าวสารไว้บ้างในแต่ละวัน เพราะการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์มากเกินไปเป็นการกระตุ้นระบบประสาทให้เกิดความเครียดมากขึ้นโดยไม่จำเป็น
12.-ในสถานการณ์ปกติสิ่งที่ช่วยลดความเครียดได้ชะงัดที่สุดคือสัมผัสอันอบอุ่นของคนที่เรารัก แต่หากจำเป็นต้องห่าง จงใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ถึงจะไม่ได้พบหน้า แต่เรายังคุยกันให้มากขึ้น ฟังกันให้มากขึ้น และแบ่งปันพลังงานดีๆให้กันและกันให้มากขึ้นได้ เพราะความรักและห่วงใยไม่เคยถูกจำกัดด้วยระยะทาง

25/03/2020

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับปอดตามหลักอายุรเวท
1.ปอดที่แข็งแรงจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น มีพลังและตื่นตัว ยิ่งปอดอัดแน่นด้วยมูก เสมหะและของเหลวมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งรู้สึกอ่อนเพลีย วิงเวียนและหดหู่มากขึ้นเท่านั้น
2.ปอดเป็นอวัยวะที่แตกต่างจากอวัยวะอื่นมากในแง่ที่ค่อนข้าง “แห้ง” สภาวะที่ปอด “ชื้น” จึงเป็นสภาวะผิดปกติที่เรียกได้อีกอย่างว่าปอดอักเสบ
3.ปอดจะแห้งสะอาดและทำงานได้ดีเมื่อของเหลวในร่างกายไหลเวียนได้ดี ช่วยให้ไม่มีของเหลวคั่งค้างในปอด ถ้าปอดแข็งแรงก็หมายความว่าสุขภาพของระบบทางเดินหายใจโดยรวมดี ปอดทำงานได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ในสภาวะที่แห้งและอบอุ่น ความหนาวเย็นและความชื้นจะทำให้รู้สึกแน่นหน้าอกได้ง่าย ผู้สูงวัยมักเกิดอาการปอดอักเสบได้ง่ายก็เพราะการไหลเวียนเลือดโดยรวมลดลงตามวัย
4.สารเคมีในเลือดมีผลอย่างมากต่อปอด ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดที่สูงจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างมูกและเสมหะต่างๆมากขึ้น รวมทั้งทำให้ของเหลวคั่งค้าง ขนมหวานต่างๆ แป้งข้าวสาลี ผลิตภัณฑ์จากนมซึ่งทำให้ระดับไขมันและน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ง่ายจึงสร้างภาระให้ปอด และควรหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะในกรณีที่มีเสมหะหรือน้ำมูกมาก
5.เครื่องเทศที่ให้ความร้อน เช่น ขิง ขมิ้น อบเชย กระเทียม จะช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ปอดแห้งและช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในปอด นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มอัตราการหายใจทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น จึงเหมาะมากสำหรับช่วงที่เป็นหวัด
6.ปอดมีความอ่อนไหวต่อสารพิษมาก การรักษาระบบขับถ่ายให้ดีจึงเป็นหัวใจหลักของการรักษาสุขภาพปอด หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ท้องอืด ฝุ่น มลภาวะทางอากาศและสารเคมีอันตราย
7.การหายใจที่ช้าและลึกทำให้อายุยืน ในขณะที่การหายใจที่เร็วและตื้นทำให้อายุสั้น สิ่งนี้เป็นกฎที่พบได้ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในธรรมชาติ เต่าซึ่งหายใจเพียง 3-4 ครั้งต่อนาทีมีอายุขัยยาวนานกว่า 100 ปี ในขณะที่หนูซึ่งหายใจ 100-200 ครั้งต่อนาทีมีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่ปี
8.ความเร็วของการหายใจเชื่อมโยงกับความเร็วในการคิด การฝึกหายใจให้ผ่อนคลายและช้าลงจึงได้ผลดีอย่างยิ่งในการทำให้จิตใจสงบ การหายใจเข้าที่ดีที่สุดจะทำให้ช่องท้องขยาย เพราะแสดงให้เห็นว่าคุณหายใจเข้าได้ลึกและลำตัวผ่อนคลาย
9.นอกจากการหายใจเข้าออกจะช่วยส่งออกซิเจนไปที่เซลล์และกำจัดทิ้งของเสียซึ่งส่วนใหญ่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว ลมหายใจยังมีบทบาทอย่างมากในการรักษาอุณหภูมิในร่างกายและอัตราการไหลเวียนเลือดซึ่งจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามอัตราการหายใจ
10.ดีปลีเป็นเครื่องเทศที่ช่วยลดมูกและเสมหะในปอดได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ร้อนทำให้เลือดสูบฉีดได้ดีขึ้นช่วยให้ปอดแห้ง น้ำมันยูคาลิปตัสก็เป็นน้ำมันหอมที่ช่วยรักษาสุขภาพปอดได้ดี ลูกกระวานเทศช่วยทำให้เสมหะเหลวขึ้นและช่วยขยายหลอดลม หัวไชเท้าเป็นอาหารฤทธิ์ร้อนที่ช่วยทำให้ปอดอบอุ่น แห้งและแข็งแรง
11.อาการไอแห้งๆต่อเนื่องกันหลายวันอาจสร้างความบอบช้ำให้ปอดได้ ควรใช้เครื่องเพิ่มความชื้นเพื่อช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ปอด ดื่มชาชะเอมเทศหรือน้ำขิงใส่มะนาวและน้ำผึ้งก็ช่วยป้องกันปอดอักเสบได้ดี ความเปรี้ยวของมะนาวและความหวานของน้ำผึ้งช่วยให้คอชุ่มชื้นลดความระคายเคือง น้ำผึ้งช่วยฆ่าเชื้อ ขิงช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
12.ไซรัปสูตรอายุรเวทที่ช่วยรักษากลุ่มอาการหวัด เช่น เจ็บคอ มีน้ำมูก ได้ดี ทำเองได้ง่ายๆ โดยการนำพริกไทยดำ ผงขิงแห้ง ผงขมิ้นชัน อย่างละเล็กน้อย (ประมาณ 2 ปลายนิ้วหยิบ) ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ความเหนียวของน้ำผึ้งจะช่วยเพิ่มระยะเวลาในการสัมผัสกับลำคอของเครื่องเทศที่ช่วยเพิ่มความร้อนในลำคอ จมูกและช่องอก สามารถทำรับประทานแทนของหวานได้ในช่วงที่มีอาการวันละ 2-3 ครั้ง โดยให้จิบกลืนช้าๆจากช้อนด้วยเวลาราว 15 นาที

06/03/2020

ข้อเท็จจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับโควิด-19
ตัดทอนมาจากบทสัมภาษณ์ ผอ.ศูนย์โรคระบาดนานาชาติของญี่ปุ่น ผู้อยู่หน้างานและเป็นผู้ให้การรักษาผู้ป่วยมาตั้งแต่ช่วงแรกๆที่เริ่มพบในญี่ปุ่นรวมทั้งผู้ป่วยอาการวิกฤติ
(1) – ถ้าได้รับเชื้อจะมีอาการอย่างไรได้บ้าง
อาการเริ่มแรกคือมีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก แยกแยะได้ยากจากอาการหวัดโดยทั่วไป คน 80% ที่มีอาการจะหายเองได้โดยไม่ต้องรับการรักษา กลุ่มที่มีอาการหนักมักจะอาการทรุดหลังเริ่มแสดงอาการ 1 สัปดาห์ ปัจจุบันมีการทดลองยาหลายตัวที่เชื่อกันว่าจะได้ผล แต่ยังไม่สามารถรับรองผลของยาตัวใดได้อย่างเป็นทางการ จากประสบการณ์ยังไม่เคยพบผู้ป่วยอาการหนักที่ดีขึ้นทันทีหลังจากได้รับยาที่เชื่อกันว่าได้ผล เช่น ยารักษาเอดส์ ในทางคลีนิกยังบอกไม่ได้ว่าผู้ป่วยดีขึ้นเพราะยาหรือเพราะภูมิคุ้มกันของตนเองเนื่องจากข้อมูลยังไม่มากพอ
(2) – ถ้าเริ่มมีอาการป่วยตามข้างต้นควรทำอย่างไร
เก็บตัวอยู่บ้านไม่ไปไหน ไม่ไปโรงพยาบาล เพราะอาจเป็นเพียงหวัดธรรมดา การไปโรงพยาบาลซึ่งมีโอกาสที่จะมีผู้ติดเชื้ออยู่สูงกว่าสถานที่อื่น อาจทำให้ติดเชื้อโควิด-19 ได้
(3) - เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์
เมื่อมีอาการต่อเนื่อง 4 วันโดยไม่ดีขึ้น หรือเมื่อไหร่ก็ได้ที่อาการรุนแรงขึ้น เช่น ไอหนักขึ้น หรือเริ่มหายใจลำบาก ลักษณะอย่างเป็นรูปธรรมของคำว่าหายใจลำบากคืออาการหอบ ต้องหายใจถี่ขึ้นเพราะออกซิเจนภายในร่างกายไม่เพียงพอ
(4) - อะไรป้องกันการติดเชื้อได้ดีที่สุด
การล้างมือ
(5) – การตรวจหาเชื้อในผู้ที่ไม่มีอาการจำเป็นหรือไม่
ไม่จำเป็น เพราะแม้จะตรวจพบก็ไม่มียารักษา โรงพยาบาลถือเป็นสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ เพราะเป็นสถานที่ปิด มีผู้ป่วยซึ่งอาจจะมีผู้ป่วยโควิด-19 ที่ยังไม่รู้ตัวรวมอยู่ด้วย ผู้ที่ยังไม่มีอาการใดๆจึงควรหลีกเลี่ยงการมาใช้เวลานานๆในโรงพยาบาล
(5) – ผู้ที่ติดเชื้อโดยไม่มีอาการสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้หรือไม่
ยังไม่มีข้อมูลทางสถิติมากพอที่จะยืนยัน แม้จะมีกรณีตัวอย่างอยู่บ้างว่าเป็นไปได้ แต่ทางการแพทย์ถือว่าความเป็นไปได้อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากโรคแพร่ระบาดผ่านละอองฝอย (ผู้ที่มีเชื้อไอหรือจามโดยไม่ได้ปิดปากและมีการสูดเอาละอองฝอยเข้าไป) และการสัมผัส (ได้รับเชื้อที่ตกค้างอยู่บนพื้นผิวต่างๆ) เป็นหลัก หากไม่มีอาการไอหรือจามก็เป็นไปได้น้อยที่ผู้ติดเชื้อจะแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น ยกเว้นกรณีที่มีการสัมผัสใกล้ชิดมากๆ เช่น อยู่ร่วมกันในที่อับอากาศระบายไม่ดีเป็นเวลานาน แค่การเดินผ่านหรืออยู่ร่วมกับผู้มีเชื้อที่ไม่มีอาการ มีโอกาสน้อยมากที่จะทำให้ติด หากเกรงว่าตนเองอาจแพร่เชื้อใส่ผู้อื่นได้ ให้สวมมาสก์ไว้ทุกครั้งที่ต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น
(6) - ไวรัสสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานแค่ไหน
มีข้อมูลว่ามีการตรวจพบดีเอ็นเอของไวรัสคงอยู่บนสิ่งของได้นานหลายวัน แต่ยังไม่ทราบชัดเจนว่าเป็นไวรัสที่ตายแล้วหรือยังมีชีวิต
(7) - เมื่อไหร่การระบาดจึงจะหยุด
ยังไม่มีใครตอบได้ ถ้าการควบคุมจำกัดวงการระบาดได้ผลก็อาจจะเร็ว แต่ดูจากปรากฏการณ์ในเกาหลีแล้ว คิดว่าทำได้ยาก ตามหลักการของโรคระบาดโดยทั่วไปคือเมื่อเริ่มมีคนมีภูมิคุ้มกันมากพอการระบาดจะค่อยๆลดลง กว่าการผลิตวัคซีนจะสำเร็จใช้งานได้จริงยังต้องใช้เวลาอีกเป็นปี มาตรการสำคัญที่สุดในขณะนี้คือชะลอการเข้าสู่ช่วงพีคไว้ให้ช้าที่สุด
ทั้งนี้ เมื่ออ่านข้อมูลที่มีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการจากหลายๆแหล่งในญี่ปุ่นแล้ว พบความเห็นร่วมกันที่ชัดเจนและตรงกันของทุกฝ่ายคือ หากยังไม่มีอาการใดๆ ไม่เข้าข่ายผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ที่มาจากพื้นที่ระบาดที่มีผู้ป่วยเป็นจำนวนมากอย่างอู่ฮั่น แทกู หรือผู้ที่มีประวัติการสัมผัสใกล้ชิดผู้ที่ตรวจพบเชื้อแล้ว สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ ไม่ต้องหวาดผวาจนเกินไป แม้ว่าจากการคำนวณทางสถิติ จะทำให้ผู้เชี่ยวชาญทุกคนพูดตรงกันว่าผู้ที่ติดเชื้อแล้วในญี่ปุ่นน่าจะมีมากกว่าตัวเลขที่ตรวจพบมาก แต่เนื่องจากประเมินว่าการแพร่เชื้อโดยผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการใดๆ มีความเป็นไปได้น้อย จึงยังไม่มีแนวโน้มว่าญี่ปุ่นจะเปลี่ยนแนวทางจากการไม่ตรวจไปสู่การระดมตรวจแบบไม่เลือกหน้า แม้ว่าตอนนี้ประกันสุขภาพจะครอบคลุมการตรวจแล้ว 100% (ปกติต้องจ่ายเอง 30%) แต่จะส่งตรวจหรือไม่ก็ยังคงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นสำคัญ
ปัจจุบัน มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดที่ได้ผลที่สุดยังคงมีวิธีเดียว คือให้ผู้ที่มีอาการป่วยหรือผู้ที่ได้รับการร้องขอ (เช่น ผู้ป่วยเพิ่งหาย ผู้ที่มาจากพื้นที่ความเสี่ยงสูง) กักกันตัวเองไว้ในบ้าน วิธีป้องกันตนเองที่ได้ผลที่สุดคือล้างมือ นอกเหนือจากนั้น พยายามใช้ชีวิตให้ปกติ อย่ากังวลจนเกินไป จริงอยู่ว่าการที่ทุกคนเก็บตัวอยู่ในบ้านอาจจะให้ผลดีที่สุด แต่เนื่องจากมันเป็นไปไม่ได้ ผู้ที่ยังไม่มีอาการป่วย จึงควรใช้ชีวิตให้ปกติมากที่สุด ออกไปเดินเล่นนอกบ้านบ้าง (ในที่โล่งมีโอกาสติดเชื้อน้อย) ยังไปเที่ยวในประเทศได้แต่ให้หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด แค่ใส่ใจกับการล้างมือ ไม่เอามือที่ยังไม่ได้ล้างไปสัมผัสใบหน้า เช็ดทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆในบ้าน โดยเฉพาะในครัว ในห้องน้ำ ลูกบิดประตู สวิทช์ไฟให้บ่อยขึ้น ทำจิตใจให้แจ่มใสอย่าเครียด และปฏิบัติตนตามหลักการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงโดยพื้นฐานเอาไว้ ก็ช่วยลดความเสี่ยงลงได้มากแล้ว หรือถ้าโชคร้ายติดขึ้นมาจริงๆ ก็มีโอกาสน้อยมากที่จะอาการหนักจนถึงขั้นเสียชีวิต จึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวจนเกินไป ผู้ที่กังวลมากควรหลีกเลี่ยงการเกาะติดข่าว เพราะจะทำให้วิตกกังวลมากขึ้นโดยไม่ให้ผลดีอื่นใด

あなたの公人を公人のトップリストChuo-kuにしたいですか?
ここをクリックしてあなたのスポンサー付きリスティングを獲得。

tokyobodyandbeauty

ความงามที่เป็นจริง จากโตเกียว
ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามจากญี่ปุ่น มีอยู่มากมายที่นี่

คุณที่อยากมีร่างกายในฝัน ร่างกายที่ใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ
คุณที่อยากสวยขึ้นอีก ด้วยเพียงการดูแลง่าย ๆ
ถึงคุณเหล่านั้น เราจะส่งทางลัดสู่ร่างกายที่อยากเป็นไปถึงคุณจากโตเกียว

ビデオ (すべて表示)

Aqu ShuShu
Yurushime
TKBB all Products
AQUA PERFECT!

カテゴリー

ウェブサイト

住所


Chuo-ku, Tokyo

Bloggersのその他Chuo-ku (すべて表示)
Ekoppy tv Ekoppy tv
Kanagawa Ken Sagamihara
Chuo-ku, 252-0203

Filipino guy who went to Japan for work and luckily got married a very supportive Japanese woman

A Different Side of Japan A Different Side of Japan
Chuo-ku

Japan Hidden Gems & Travel Tips

EdoTokyo EdoTokyo
東京都
Chuo-ku

I Am Tokyo 銀座 LIFESTYLE Fashion, Movies, Music, Videogames, Food, Sports and everything in betwe

トレーナー&銀座クラブアンちいママ 屋代佳織 トレーナー&銀座クラブアンちいママ 屋代佳織
東京都
Chuo-ku, 1040061

https://lit.link/ClubUN1BeautyBodyProject

玩轉日本47 玩轉日本47
Chuo-ku

持續提供日本旅遊情報給大家,讓大家可以度過無法出國旅遊的日子。

Sithu Sithu
1-22-17, 306
Chuo-ku

Cook for Everyone