Me Wealth

Me Wealth

แนะนำการลงทุนโดยผู้ให้การปรึกษาด้?

05/10/2022

UPDATE: ถึงเวลาวางมือ! ‘เรย์ ดาลิโอ’ ลงจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของ Bridgewater หลังจากที่เตรียมการมานานถึง 12 ปี
เป็นเวลา 47 ปี หลังจากที่ เรย์ ดาลิโอ ก่อตั้ง Bridgewater Associates หนึ่งในบริษัทบริหารการลงทุนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ซึ่งปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 1.5 แสนล้านดอลลาร์
ล่าสุด เรย์ตัดสินใจที่จะวางมือจากการบริหารอย่างสมบูรณ์ หลังจากก้าวลงจากตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดร่วมด้านการจัดการการลงทุน (co-CIO) เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา
Nir Bar Dea ซีอีโอร่วมของ Bridgewater กล่าวว่า “เรย์ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอีกแล้ว นั่นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญของบริษัท ที่ผ่านมาเรย์ตั้งใจจะสร้างบางสิ่งบางอย่างที่คงอยู่ต่อไป แม้จะไม่มีเขาอยู่กับบริษัทแล้ว เรย์เริ่มต้นวางแผนในการส่งผ่านบริษัทตั้งแต่ปี 2010 โดยคาดว่าจะใช้เวลาแค่ประมาณ 2 ปี แต่กลับติดปัญหาในการเลือกใครสักคนมารับช่วงต่อ จนกระทั่งพวกเขาเหล่านี้มาอยู่ที่นี่แล้วในปัจจุบัน
“สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการส่งผ่านที่เราเห็นกันโดยทั่วไป เมื่อเราพร้อม เราก็ก้าวต่อไปข้างหน้า ผมไม่ได้ต้องการจะอยู่ในตำแหน่งไปจนกว่าผมจะตาย” เรย์กล่าว
ทั้งนี้ เรย์ยังคงมีที่นั่งในคณะกรรมการบริษัท พร้อมกับตำแหน่งใหม่คือ ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาของ CIO
ขณะเดียวกันก็ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเป็นเวลาที่เหมาะสมเช่นกัน เนื่องจากกองทุนหลักของ Bridgewater ซึ่งใช้กลยุทธ์ Pure Alpha กลับมาสร้างผลตอบแทนได้ 34.6% ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ All Weather ซึ่งถูกออกแบบมาให้สร้างผลตอบแทนที่ค่อนข้างเสถียรในระยะยาว ยังขาดทุนอยู่ 27.2%
สำหรับประสบการณ์ที่ผ่านมาของ เรย์ ดาลิโอ เคยเป็นอดีตเทรดเดอร์ที่เน้นลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ และเป็นโบรกเกอร์ ก่อนจะก่อตั้ง Bridgewater ขึ้นมาในอพาร์ตเมนต์ของตัวเองที่นิวยอร์กเมื่อปี 1975 และสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นในช่วงทศวรรษ 2000
แนวทางการสร้างบริษัทของเรย์เป็นสิ่งที่เรียกว่า Idea Meritocracy หรือสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้กับไอเดียที่ดีสุดเป็นผู้ชนะ และเรย์เชื่อว่าแนวทางดีที่สุดที่จะทำเช่นนั้นได้ จำเป็นจะต้องมีความจริงใจและความโปร่งใสอย่างที่สุด ในขณะที่การทำงานจะวัดกันที่ความสามารถ และเปิดรับความเห็นต่าง
หลังจากนี้เรย์คงจะให้เวลากับเรื่องของมูลนิธิมากขึ้น รวมทั้งการส่งผ่านความรู้และประสบการณ์ของเขาเกี่ยวกับการศึกษาเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน
“มันเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุด Bridgewater เป็นเหมือนครอบครัวของผม และตอนนี้ครอบครัวของผมยังคงไปได้ดีโดยที่ไม่มีผม เป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง พวกเขาแข็งแกร่ง”

______________________________________

📌 The Secret Sauce Strategy Forum 2022 CODE RED Strategy กลยุทธ์คว้าโอกาสจากวิกฤตโลก 🚩 ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ https://www.thaiticketmajor.com/seminar/the-secret-sauce-strategy-forum-2022.html

05/10/2022

UPDATE: แปลงภาพนิ่งเป็นภาพ 3 มิติ ทำให้การค้นหาแสดงผลลัพธ์ที่ตรงมากขึ้น หนึ่งในการอัปเดตของ Google จากงาน SearchOn
Google ได้จัดงาน SearchOn ประจำปี 2022 ขึ้น โดยได้นำเสนอภาพรวมของการอัปเดตการค้นหาล่าสุด ซึ่งดูเหมือนว่าจะสอดคล้องกับพฤติกรรมและความสนใจจของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ณ ตอนนี้
และนี่คือภาพรวมของประกาศสำคัญทั้งหมดจากอีเวนต์ SearchOn ของ Google และความหมายโดยนัยสำหรับนักการตลาด
อย่างแรกเลยคือ Google กำลังขยายฟีเจอร์ ‘Multisearch’ ที่ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหารูปภาพและข้อความพร้อมกันได้ไปยังภูมิภาคอื่นๆ มากขึ้น
ฟีเจอร์นี้ถูกเปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมากับผู้ใช้ในสหรัฐฯ และกำลังขยายการซัพพอร์ตของเวอร์ชันเบตาให้รองรับกว่า 70 ภาษาทั่วโลก และยังเพิ่มฟีเจอร์ใหม่อย่าง ‘Multisearch Near Me’ ที่จะช่วยให้ผู้ใช้ถ่ายภาพสินค้าได้และหาสิ่งนั้นใกล้ๆ กับพวกเขา
นี่อาจสำคัญสำหรับร้านค้าปลีกทั้งหลาย และน่าจะคุ้มค่าที่จะอัปเดตรายการผลิตภัณฑ์ในเว็บของคุณเอง และข้อมูลธุรกิจผลิตภัณฑ์ของคุณใน Merchant Center ของ Google
Google ยังทำให้การเข้าถึงเครื่องมือค้นหาขั้นสูงเหล่านี้ง่ายขึ้น ด้วยการเพิ่มตัวเลือกการค้นหาเพิ่มเติมไว้ใต้แถบค้นหาหลักในแอป
ยักษ์เทคยังต้องการเพิ่มข้อมูล Insight โดยมีพื้นฐานจากประสบการณ์จริงของผู้ใช้ในการค้นหา ด้วยองค์ประกอบใหม่อย่าง ‘ฟอรัมการพูดคุย’ ที่จะเชื่อมโยงคุณกับการพูดคุยในฟอรัมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณค้นหา
นอกจากนี้ยังต้องการเพิ่มศักยภาพของอีคอมเมิร์ซด้วยฟีเจอร์การช้อปปิ้งใหม่ๆ มากมายภายใน Google Search โดยการเพิ่มปุ่ม ‘ร้านค้า’ ที่ด้านบนสุดของผลลัพธ์การค้นหา
“ในสหรัฐฯ เมื่อค้นหาคำว่า ‘ร้านค้า’ และตามด้วยอะไรก็ตามที่คุณกำลังอยากได้ คุณจะเจอกับข้อมูลผลิตภัณฑ์ เครื่องมือวิจัย และคลังสินค้าใกล้เคียงที่อาจมีสินค้านั้นๆ อยู่”
บริษัทยังได้ขยายตัวเลือกการแสดงผล 3 มิติสำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภท พร้อมทั้งเตรียมที่จะเปิดตัวกระบวนการอัตโนมัติแบบใหม่เร็วๆ นี้ ที่จะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ 3 มิติจากภาพนิ่งของตนได้
“ผู้คนมีส่วนร่วมกับภาพ 3 มิติมากกว่าภาพนิ่งเกือบ 50% และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเราได้นำภาพ 3 มิติของสินค้าเกี่ยวกับบ้านมาไว้ในผลลัพธ์การค้นหาแล้ว และอีกไม่นานคุณจะพบภาพ 3 มิติของรองเท้าเมื่อคุณค้นหาบน Google โดยเริ่มจากรองเท้าสนีกเกอร์”
Google ยังเพิ่มฟีเจอร์ ‘Buying Guide’ หรือตัวช่วยการซื้ออีกด้วย โดยจะเน้นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับองค์ประกอบเฉพาะของผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้มากมาย และยังเพิ่ม Insights ของหน้านั้นมาใหม่ เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่คุณเข้าชมหรือผลิตภัณฑ์ที่คุณกำลังค้นหา
ผู้ใช้จะสามารถควบคุมผลลัพธ์เฉพาะบุคคลเหล่านี้ได้ แต่จากมุมมองทางการตลาดน่าสังเกตว่า Google จะมองหาการกรองผลลัพธ์ด้วยวิธีนี้ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว
และสิ่งที่นักวิเคราะห์ SEO ควรจดคือการที่ Google ต้องการให้การค้นหาแสดงผลลัพธ์ที่ตรงมากขึ้นสำหรับการเติมข้อความอัตโนมัติระหว่างการค้นหา ซึ่งหมายความว่าการหล่นไปอยู่หน้าที่ 2 จะมีค่าน้อยกว่าที่เคย
ทั้งนี้ Google ยังแบ่งปันความคืบหน้าของฟีเจอร์แผนที่ 3 มิติที่กำลังพัฒนาอยู่อีกด้วย ซึ่งจะเพิ่มบริบทให้กับผลลัพธ์ของ Google Maps สำหรับแลนด์มาร์กและท้ายสุดสำหรับธุรกิจทั้งหลาย

______________________________________

📌 The Secret Sauce Strategy Forum 2022 CODE RED Strategy กลยุทธ์คว้าโอกาสจากวิกฤตโลก 🚩 ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ https://www.thaiticketmajor.com/seminar/the-secret-sauce-strategy-forum-2022.html

04/10/2022

ลงทุนในภูมิภาคลาติน เด่นด้อย อย่างไร ทำไม AI ถึงสน??

อย่างที่เราได้ทราบกันว่า พอร์ตการลงทุน ที่ใช้ AI ช่วยคัดเลือกกองทุน ที่ Deepscope ทำร่วมกับ FINNOMENA (GuruPort Growth Momentum AI) นั้นมีการค้ดเลือกกองทุนของภูมิภาคลาตินเข้ามาอย่างเช่น และ -LATAM นอกจาก Momentum หรือการเติบโตของ return ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับกองทุนเหล่านี้แล้ว เรามาดูกันว่าภูมิภาคลาติน มีข้อเด่นข้อด้อยอย่างไรบ้าง

การลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) เริ่มค่อย ๆ กลับมาสร้างผลตอบแทนที่ดีอีกครั้ง ซึ่ง ภูมิภาคละตินก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ๆน่าสนใจที่จะลงทุนในหลายยอุสาหกรรมด้วยเหตุผลในหลายๆข้อ เช่น ปริมาณหนี้ไม่สูง หรือ ปริมาณหนี้ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เหล่านี้ (ยกเว้น จีน) ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วและระดับหนี้ที่ต่ำกว่านี้เองเป็นเหตุผลที่การกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมยังสามารถทำได้อีก

แต่ถ้าพิจารณาเป็นรายภูมิภาค จะเห็นว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในลาตินอเมริกา และยุโรป มีสัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมแห่งชาติ (GDP) ค่อนข้างต่ำ เช่น เม็กซิโก มีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP น้อยกว่า 60% ซึ่งสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ดังกล่าวยังถือว่าต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอยู่มาก

ประเทศเหล่านี้ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ที่สูงกว่าตลาดพัฒนาแล้ว เช่น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกา (ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ) จะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 2% - 3% ต่อปี ส่วนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปอยู่ในระดับต่ำมานานมาก แต่ในประเทศเกิดใหม่ จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 3% เพราะในประเทศเกิดใหม่มีจำนวนประชากรที่มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีประชากรในวัยทำงานที่สูงกว่า มีความต้องการซื้อ ความต้องการสร้างฐานะ ทำให้สามารถขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีกว่า

ตลาดเกิดใหม่ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่รองรับการพัฒนาประเทศได้ดีกว่า นั่นคือ มีหนี้สาธารณะในระดับต่ำ ซึ่งต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว จะมีหนี้สาธารณะต่อ GDP (Debt to GDP) สูงกว่ามาก

ในปัจจุบันประเทศตลาดเกิดใหม่กลายเป็นที่ตั้งของบริษัทที่มากด้วยนวัตกรรมและเป็นกลุ่มประเทศที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเลือกที่จะเข้ามาลงทุนและเติบโตไปพร้อมกับตลาดนี้

ข้อด้อยก็มีเช่นกัน: การลงทุนในกลุ่มภูมิภาคนี้มีความผันผวนในระดับหนึ่ง เนื่องจากหลากหลายอุตสาหกรรมยังมีต้นทุนที่ขึ้นกับคอมโมดิตี้เป็นหลัก

****
ถ้าใครสนใจลงทุนใน GuruPort GMAI ที่ Deepscope ร่วมกับ FINNOMENAร้าง AI ช่วยคัดเลือกและแนะนำกองทุนที่มี Momentum น่าสนใจ ก็คลิกที่นี่ได้เลยเช่นกัน: https://finno.me/deepscope *คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน #ลงทุน #กองทุน

*** ช่วงนี้โปรพิเศษ เปิดใช้งาน Guruport กับ FINNOMENA แล้วยังได้รับ FINT ฟรีอีกด้วยนะ อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ FINT เพิ่มเติมได้ที่ https://www.fint.finance/

แคมเปญสำหรับ ลูกค้าใหม่ เปิดบัญชีเพื่อรับ 100 FINT เพื่อเอาไว้แลกรับ Cashback ส่วนลดค่าธรรมเนียมการซื้อกองทุนสูงสุด 2,000 บาท** ได้ที่ https://www.finnomena.com/z-admin/campaign-fint-sep22/

ที่มาของข้อมูล
https://www.finnomena.com/finnomena-x-franklin-templeton/emerging-markets-in-long-term/
https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/grow-your-wealth/emerging-market.html
https://www.bangkokbanksme.com/en/opportunities-emerging-markets-from-covid-19

30/09/2022

Q4 ของปีใกล้เข้ามาแล้ว โดยปกติตลาดหุ้นและสินค้าต่างๆจะมีแนวโน้มที่ดีในช่วง Q4 & Q2 ของปี จากอานิสงส์การใช้จ่ายบริโภคของภาค retail, การใช้พลังงานสูงในช่วงหน้าหนาว และการเร่งยอดขายเพื่อปิดงบของธุรกิจ

สำหรับหลายๆคนที่กำลังหาซื้อกองทุน ตามสถิติแล้วช่วงนี้เป็นช่วงที่มีโอกาสซื้อ หรือควรทำการบ้านหากองทุนใหม่ๆ ครั้นจะรอให้ล่วงเลยไปถึงวันท้ายๆของปีก็อาจจะพลาดช่วงขาขึ้น ถ้าตลาดปรับตัวขึ้นตามสถิติ

ทีมงาน Deepscope ผู้ใช้ AI ช่วยคัดเลือกกองทุนน่าสนใจให้ผลิตภัณฑ์ FINNOMENA GURUPORT - Growth Momentum AI (GMAI) ได้ให้ระบบ AI คัดเลือก 5 กองทุนใหม่โมเมนตัมเด่น ซึ่งได้ผลลัพธ์ออกมาดังนี้ (โดยที่แต่ละกองได้รับสัดส่วน 20% เท่ากัน)
ลองอ่านกันดู เผื่อว่าเป็นไอเดียให้ทุกท่านใช้วางแผนการลงทุนรอบ Q4 ของตัวเองกัน:

GMAI ปรับพอร์ตรอบใหม่ คัดเลือก 5 กองทุนโมเมนตัมเด่น ทีมงาน Deepscope GURUPORT จึงแนะนำปรับสัดส่วนการลงทุนและ Rebalance ตามคำแนะนำด้านล่างนี้ (ทุกกองทุนได้รับสัดส่วน 20% เท่ากัน)

1. K-ENERGY ลงทุนหุ้นในดัชนีธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค
ด้วยแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสงครามรัสเซีย-ยูเครน บวกกับการเริ่มเข้าสู่ช่วงหน้าหนาวที่มีความต้องการใช้พลังงานมาก ปัจจัยเหล่านี้ก็ยังคงน่าจะผลักดันให้ราคาพลังงานยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง

2. PRINCIPAL GCLEAN-A ลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด iShares Global Clean Energy
สหรัฐฯ หลังมีการผ่านกฎหมายให้ประโยชน์กับธุรกิจพลังงานสะอาด ช่วยให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนในกลุ่มนี้มากขึ้น รวมถึงมาตรการตอบโต้ของรัสเซียทำให้ยุโรปจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเชื้อเพลิงจากรัสเซีย โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ ส่งเสริมและเร่งรัดการใช้พลังงานสะอาด

3. LHFL ลงทุนในตราสารทุนที่มีแนวโน้มการเติบโตในธุรกิจหรือมีปัจจัยพื้นฐานดี
ผลจากสถานการณ์ที่ดีขึ้นของโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจหลายประเทศมีการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น และจากสัญญาณการเปิดเมืองและเปิดประเทศเพื่อธุรกิจและการท่องเที่ยว ส่งผลให้หุ้น Growth และพื้นฐานดี มีโอกาสกลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง

4. TISCOLAF ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน iShares Latin America 40 ETF

5. KF-LATAM ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศที่ลงทุนในหุ้นบริษัทในภูมิภาคลาตินอเมริกา
(4 & 5): ก่อนหน้านี้การลงทุนในภูมิภาคละตินอเมริกาค่อนข้างจะถูกมองข้าม แต่ก็มีหลายการวิเคราะห์มองว่าภูมิภาคนี้ยังมีความน่าสนใจในบางส่วน โดยเฉพาะการเป็นแหล่งผลิตคอมโมดิตี้ที่สำคัญ

อย่าช้าจนล่วงเลย Q4!! ใครสนใจลงทุนใน GuruPort GMAI ที่ Deepscope ร่วมกับ Finnomena สร้าง AI ช่วยคัดเลือกและแนะนำกองทุนที่มี Momentum น่าสนใจ คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่ได้เลย: https://finno.me/deepscope

*คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
#ลงทุน #กองทุน

จีนผนึกรัสเซีย ดันสกุลเงินกลุ่ม BRICS ทางเลือกชำระเงิน คานอำนาจดอลลาร์สหรัฐ | Morning Wealth 18 สิงหาคม 18/08/2022

จีนผนึกรัสเซีย ดันสกุลเงินกลุ่ม BRICS ทางเลือกชำระเงิน คานอำนาจดอลลาร์สหรัฐ | Morning Wealth 18 สิงหาคม จับตา จีนกับรัสเซียกำลังผลักดันให้สกุลเงินในกลุ่ม BRICS เป็นทางเลือกในการชำระเงิน เพื่อคานอำนาจเงินดอลลาร์...

25/07/2022

ชาวต่างชาติซื้ออสังหาไทย มากแค่ไหน ในไตรมาสแรกของปี 2565

22/07/2022

5 อันดับ พาสปอร์ตทรงอิทธิพล มากสุด และน้อยสุด ประจำปี 2022
- ติดตามลงทุนเกิร์ลบน TikTok ได้ที่ www.tiktok.com/

22/07/2022

ด่วน TESLA ขายบิตคอยน์ ทิ้ง 75% ยอมขาดทุน
รู้หรือไม่ว่า TESLA เป็นบริษัทที่ถือบิตคอยน์ที่มากสุดเป็น อันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแค่ MicroStrategy ของ Michael Saylor

มาวันนี้ TESLA แจ้งข่าวว่า บริษัทได้ขายบิตคอยน์ไปแล้วมากถึง 75% ในมูลค่า 936 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 33,000 ล้านบาท

โดยก่อนหน้านี้ TESLA มีบิตคอยน์จำนวน 42,902 เหรียญ ถ้าขายบิตคอยน์ไป 75% ก็แปลว่าขายไป 32,176 เหรียญ

ถ้านำไปหารมูลค่าทั้งหมดก็จะได้ราคาขายเฉลี่ยที่ 29,090 ดอลลาร์สหรัฐต่อบิตคอยน์

โดยก่อนหน้านี้มีคนคาดการณ์ว่า TESLA ได้ทยอยซื้อบิตคอยน์ ในราคาประมาณ 30,000 - 35,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ

แปลว่า TESLA ยอมขายขาดทุนบิตคอยน์ เพื่อได้เงินสด

ที่น่าสนใจคือ ราคาบิตคอยน์ตอนนี้อยู่ที่ 23,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ ซึ่งยังต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่ อีลอน มัสก์ ขาย ก็เรียกได้ว่า อีลอน มัสก์ ได้ขายบิตคอยน์ก่อนที่ราคาจะตกลงมา

สำหรับ อีลอน มัสก์ แล้ว การซื้อแล้วเปลี่ยนใจไม่ซื้อ เกิดขึ้นตลอดเวลาในช่วงที่ผ่านมา

ไม่ว่าจะเป็นการซื้อกิจการทวิตเตอร์ ตอนแรกบอกว่าทวิตเตอร์ดีมาก เขาจะซื้อกิจการแล้วนำมาปรับปรุง พอตอนหลังก็บอกว่าทวิตเตอร์มีบัญชีสแปมเยอะ ยกเลิก ไม่ซื้อแล้ว

บิตคอยน์ก็เช่นกัน..

อีลอน มัสก์ ชอบบิตคอยน์ในตอนแรก พอมาตอนหลัง อีลอน มัสก์ ก็โจมตี บิตคอยน์ว่าการขุดบิตคอยน์ใช้พลังงานมาก และเป็นต้นเหตุทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน และมาวันนี้ก็ขายทิ้งจนเกือบหมด..

วันหลัง อีลอน มัสก์ จะซื้ออะไร ทุกคนก็ทำใจไว้ได้เลย
ว่าเขาอาจจะเลิกชอบมัน ได้ทุกเมื่อ..

เศรษฐกิจผันผวน ติดตามเรื่องราวเศรษฐกิจ จากคนเขียนเก่ง ๆ ได้ที่ Blockdit.com/download ใช้ฟรี

Reference
https://www.bbc.com/news/business-62246367

22/07/2022

จากการที่แจ๊คสันหวัง นักร้องชื่อดังได้ให้สัมภาษณ์ว่า เมนูโปรดที่เขานั้นกินประจำตอนที่มาเมืองไทยได้แก่ “ข้าวผัดอเมริกัน” นั่นเอง ซึ่งเป็นเหตุให้เมนูข้าวผัดอเมริกันกลายเป็นขายดีเป็นว่าเล่น

โดย “ข้าวผัดอเมริกัน” มีส่วนประกอบเป็นอะไรบ้าง และมีหุ้นตัวไหนเกี่ยวข้องกันบ้าง สามารถดูได้ที่โพสนี้ได้เลยครับ

น้ำมันพืช: CPI / LST / TVO / UVAN / UPOIC / VPO
น้ำตาล: KSL / KTIS / BRR / KBS
เกลือ: SPC
ผลิตภัณฑ์จากสัตว์: CPF / BTG / GFPT / TFG
น้ำปลา: SAUCE
ซอสพริก/มะเขือเทศ: XO / NRF

ถ้าใครสนใจลงทุนใน GuruPort GMAI ที่ Deepscope ร่วมกับ Finnomena สร้าง AI ช่วยคัดเลือกและแนะนำกองทุนที่มี Momentum น่าสนใจ ก็คลิกที่นี่ได้เลยเช่นกัน: https://finno.me/deepscope

*คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
#ลงทุน #กองทุน

21/07/2022

2 ดีไซน์เนอร์ญี่ปุ่น ผู้โด่งดังในโลกแฟชั่นตะวันตก
- ติดตามลงทุนเกิร์ลบน TikTok ได้ที่ www.tiktok.com/

20/07/2022

LINE BK เผยล่าสุด มียอดผู้ใช้งาน 4.7 ล้านราย ด้านสินเชื่อ มีลูกค้ากว่า 5.9 แสนบัญชี โตขึ้น 81% - MarketThink

LINE BK ผู้นำ Social Banking รายแรกของเมืองไทย เผยเทรนด์การทำธุรกรรมการเงินทางออนไลน์ของไทย พุ่งสูงติดอันดับโลก หนุนภาพรวมบริการในครึ่งแรกปี 2565 เติบโตต่อเนื่อง

โดยนายธนา โพธิกำจร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด เปิดเผยว่า ในครึ่งแรกของปี 2565
LINE BK ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดผู้ใช้บริการกว่า 4.7 ล้านราย

และล่าสุด TABInsights ของ The Asian Banker ได้จัดอันดับ LINE BK อยู่ในอันดับที่ 44 จากการจัดอันดับธนาคารดิจิทัลที่ดีที่สุด 100 อันดับแรกของโลก ประจำปี 2565 และเป็นอันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ซึ่งปัจจัยสนับสนุนสำคัญในเรื่องการเติบโตของ LINE BK คือ พฤติกรรมของคนไทย ที่มีการปรับตัวและเปิดรับเรื่องการทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น สะท้อนได้จากข้อมูลการทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking ของคนไทยที่ครองแชมป์อันดับ 1 ของโลก ในปี 2563 (ข้อมูลจาก Digital 2021 Global Overview Report)

และในปี 2564 ประเทศไทยมียอดการทำธุรกรรมการชำระเงินแบบเรียลไทม์จำนวน 9.7 พันล้านครั้ง ครองอันดับ 3 ของโลก รองจากอินเดียและจีน
(ข้อมูลจาก เอซีไอ เวิลด์ไวด์ (ACI Worldwide) และโกลบอลดาต้า (GlobalData) และศูนย์วิจัยทางเศรษฐกิจและธุรกิจ (Centre for Economics and Business Research - CEBR))

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา LINE BK ได้พัฒนาระบบ เพื่อให้ลูกค้าธนาคารกสิกรไทยที่มีแอปพลิเคชัน K PLUS สามารถเริ่มใช้งาน LINE BK ได้ง่ายกว่าเดิม เพียงแค่ผูกบัญชีที่ใช้งานใน K PLUS เข้ากับ LINE BK โดยไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่

นอกจากนี้ ยังเตรียมปรับปรุงฟีเจอร์ใหม่เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้ดียิ่งขึ้น
และในปลายปีนี้ยังเตรียมจัดแคมเปญบัตรเดบิต ร่วมกับทางพาร์ตเนอร์มากมาย เพื่อมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า LINE BK โดยเฉพาะ

ด้านสถิติการใช้งานในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ตัวเลขที่น่าสนใจ

- บัญชีเงินฝาก จำนวน 5.6 ล้านบัญชี เติบโตขึ้น 73% เมื่อเปรียบเทียบปีต่อปี
มียอดโอนเงินทั้งหมด 78,000 ล้านบาท มีการแจ้งเตือนธุรกรรมทางการเงินผ่าน LINE ให้ลูกค้าไปแล้วกว่า 1.3 พันล้านครั้ง

ส่วนซองเงินหรือสลิปแจ้งการโอนเงินอัตโนมัติดีไซน์น่ารักจาก LINE FRIENDS ที่ได้รับความนิยม 3 อันดับแรก ได้แก่ ซองขอบคุณ ซองบอกรัก และซองอั่งเปาเทศกาลตรุษจีน

- บัญชีเงินออมดอกพิเศษ จำนวน 1.5 แสนบัญชี เติบโตขึ้น 95% เมื่อเปรียบเทียบปีต่อปี
และเป้าหมายในการเก็บเงิน 3 อันดับแรก ได้แก่ เพื่อครอบครัว เพื่อลงทุน และเพื่อท่องเที่ยว

- บัตรเดบิต จำนวน 2.6 ล้านบัตร เติบโตขึ้น 93% เมื่อเปรียบเทียบปีต่อปี
โดยหมวดหมู่ที่ลูกค้าใช้จ่ายมากที่สุด ได้แก่ ฟู้ดดิลิเวอรี วอลเล็ต อีคอมเมิร์ซและเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งเป็นการใช้เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการบนออนไลน์ถึง 99%

สำหรับดีไซน์บัตรเดบิตที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ หมี BROWN

ด้านบริการยืมเงินจาก LINE BK ทั้ง 2 ประเภท ได้แก่ บริการวงเงินให้ยืมและวงเงินให้ยืมนาโน
ปัจจุบันมีลูกค้าใช้บริการกว่า 5.9 แสนบัญชี เติบโตขึ้น 81% เมื่อเปรียบเทียบปีต่อปี

ยอดสินเชื่อคงค้างกว่า 18,000 ล้านบาท และมียอดการปล่อยสินเชื่อรวมตั้งแต่เปิดให้บริการมากกว่า 43,000 ล้านบาท

โดยในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และปรับปรุงระบบการคัดกรองลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมจับมือกับพาร์ตเนอร์ทั้งใน LINE Ecosystem และพาร์ตเนอร์อื่นเพื่อร่วมมือปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและต่อยอดทางธุรกิจ

นอกจากนี้ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา LINE BK ได้ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมพัฒนาช่องทางการให้บริการประกันชีวิตและสุขภาพ ผ่าน LINE Official Account ของ LINE BK

ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นและเตรียมก้าวเข้าสู่ธุรกิจประกันโดยการเป็นนายหน้า (Broker) เต็มตัว ภายในปี 2566 ตามแผนการขยายธุรกิจที่วางไว้

“สำหรับการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลังของปี 2565
LINE BK ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาบริการให้มีประสิทธิภาพ พร้อมเดินหน้าขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการเปิดบัญชี การทำธุรกรรมฝาก โอน ถอน และสมัครบัตรเดบิต
ซึ่งเราจะมีการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนด้านสินเชื่อ เรายังคงโฟกัสการเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศ โดยมีการพัฒนาระบบ AI เพื่อคัดกรองข้อมูลให้แม่นยำมากขึ้น ช่วยให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการและมีความพร้อมในการสมัครสินเชื่อจริง ๆ
พร้อมลุยเดินหน้าธุรกิจประกัน เตรียมเปิดเป็นโบรกเกอร์เต็มตัวในปีหน้า

อีกกลยุทธ์สำคัญ คือ การจับมือกับพันธมิตรรายใหม่ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและเพิ่มโอกาสในการต่อยอดบริการต่าง ๆ ให้เติบโตและตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น”

20/07/2022

หุ้นจีนรอบนี้ มาแค่ทดสอบจิตใจ หรือ พร้อมวิ่งรอบใหญ่จริง ?
วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม 2565 เวลา 19.30 - 20.30 น. พบกับ.. Facebook Live & Clubhouse BBLAM x ลงทุนแมน
Ep.15 หุ้นจีนรอบนี้ มาแค่ทดสอบจิตใจ หรือ พร้อมวิ่งรอบใหญ่จริง

ถ้าพูดถึงการลงทุนในตลาดหุ้นจีนในเวลานี้
คำถามในใจของใครหลายคนคือ ตลาดหุ้นจีน กลับมาน่าสนใจแล้วหรือยัง..
แล้วประเด็นสำคัญนอกเหนือจากด้านดีแล้ว ยังคงมีความกังวลอะไรให้นักลงทุน ต้องจับตามองอีกบ้าง

โดยผู้ไขคำตอบในครั้งนี้คือ คุณมทินา วัชรวราทร CFA® Head of Investment Strategy จาก BBLAM

ประเด็นน่าสนใจของ Facebook Live & Clubhouse ครั้งนี้
- ความเสี่ยงของหุ้นจีน ในช่วงเวลานี้
- จับตา 5 สัญญาณ สะท้อนภาพรวมตลาดหุ้นจีน
- ปัจจัยภาคเศรษฐกิจ ที่จะกระตุ้นตลาดหุ้นจีน ให้เป็นขาขึ้น
- ผลตอบแทนตลาดหุ้นจีนหลังล็อกดาวน์ และภาพรวมกำไรรายอุตสาหกรรม

ร่วมหาคำตอบในการลงทุนตลาดหุ้นจีน ว่าความกังวลที่หลายคนกำลังกลัวนั้น จะเป็นโอกาสเข้าลงทุนในตลาดหุ้นจีน หรือไม่
มาเปิดรับข้อมูลสุดเข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญแบบจัดเต็มไปพร้อม ๆ กัน

ห้ามพลาด ! ในวันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม 2565 เวลา 19.30 - 20.30 น. ผ่านช่องทาง Facebook Live เพจลงทุนแมน และแอปพลิเคชัน Clubhouse @ลงทุนแมน

19/07/2022

บริษัทแฟชั่น ที่ใหญ่สุด ในแต่ละประเทศ
- ติดตามอินโฟกราฟิกสวย ๆ เพิ่มเติมได้ที่ instagram.com/longtungirl

18/07/2022

รวมมิตร แบรนด์ก๋วยเตี๋ยวข้างทาง ที่มีโมเดลแฟรนไชส์
----------------------
ติดตามช่องทางอื่น ๆ ได้ที่
YouTube > youtube.com/channel/UCiKBxvrqZeq4gc_VSehH0QA/featured
Twitter > twitter.com/MarketThinkTH
IG > instagram.com/marketthinkth/
Blockdit > blockdit.com/marketthinkth

18/07/2022

รู้จัก สตาร์ตอัปไทย ที่ทำ “นมงา 100%” เจ้าแรกของโลก /โดย ลงทุนเกิร์ล
นมที่ทำมาจากพืช หรือ Plant-Based Milk กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยพืชส่วนใหญ่ที่นิยมนำมาทำนม Plant-Based ก็เช่น อาลมอนด์, ถั่วเหลือง, ข้าวโอ๊ต, ข้าว, เเมคาเดเมีย และพิสตาชิโอ

และรู้หรือไม่ว่า “งา” ก็สามารถนำมาทำเป็นน้ำนมได้

สำหรับบางคน อาจเคยเห็นนมสูตรที่มีส่วนผสมของเมล็ดงาให้เห็นกันอยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพียงแค่ส่วนผสมในน้ำนมเท่านั้น

แต่นมจากงาที่เรากำลังจะพูดถึง คือการนำเมล็ดงา มาสกัดให้เป็น นมงา 100% และที่สำคัญเป็นฝีมือของคนไทยด้วย

แล้ว นมงา 100% น่าสนใจอย่างไร ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง

เกริ่นก่อนว่า งา เป็นพืชน้ำมัน

ซึ่งการจะสกัดเปลี่ยนพืชที่ให้น้ำมัน ไปเป็นน้ำนม ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนเลยทีเดียว

แต่บริษัทที่ทำเรื่องนี้ได้ เป็นรายแรกของโลก กลับเป็นบริษัทไทย
ซึ่งก็คือ “บริษัท เซซามิลค์ ฟู้ดส์ จำกัด” ผู้ผลิตนมงา 100% แบรนด์ “SESAMILK”

เซซามิลค์ ฟู้ดส์ เป็นสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารสัญชาติไทย ที่มุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างนวัตกรรมอาหาร

โดยจุดเริ่มต้นของน้ำนมงา เกิดขึ้นจากคุณศิริเพ็ญ สุนทรมั่นคงศรี ผู้ร่วมก่อตั้ง มองเห็นว่าเวลาผู้คนบริโภคงา ส่วนใหญ่จะได้รับสารอาหารจากคุณประโยชน์ไม่เต็มที่

ทั้ง ๆ ที่งามีคุณประโยชน์สูง และเป็นแหล่งของสารอาหารที่หลากหลาย เช่น เซซามิน (Sesamin), เซซาโมลิน (Sesamolin), เซซามอล (Sesamol) ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเซลล์มะเร็ง

โดยที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ งา มีเปลือกหุ้มเมล็ด ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้

ดังนั้น เมื่อเราเคี้ยวไม่ละเอียดพอ ที่จะทำให้เมล็ดภายนอกแตกออก เราก็จะไม่ได้รับสารอาหารที่อยู่ภายในเมล็ดงา
ส่งผลให้ร่างกายดูดซึมคุณประโยชน์เหล่านั้นไปใช้ได้อย่างไม่เต็มที่

ซึ่งจากจุดนี้เอง ทำให้คุณศิริเพ็ญเกิดไอเดียว่า อยากเปลี่ยนเมล็ดงาให้อยู่ในรูปแบบของเหลว เพื่อที่จะให้สามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น และร่างกายจะได้รับคุณประโยชน์มากขึ้นด้วย

ประกอบกับการมองเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจ ตามเทรนด์ตลาดโลก ที่ปัจจุบันเทรนด์ Plant-Based Milk กำลังเติบโต

แต่นมจากพืชส่วนใหญ่ที่อยู่ในท้องตลาดนั้น ยังมี Pain Point สำคัญอยู่

เช่น นมถั่วเหลืองที่คนส่วนใหญ่เริ่มมีอาการแพ้มากขึ้น
โดยมีข้อมูลบอกว่า คนที่แพ้นมวัว จะมีโอกาสแพ้นมถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 15-30%

หรืออย่างนมจากอาลมอนด์ ที่ต้องใช้น้ำและปุ๋ยในการเพาะปลูกจำนวนมาก และบางครั้งยังต้องใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ในบางประเทศต้องจำกัดพื้นที่ในการเพาะปลูก

ในขณะที่งาเป็นพืชทนแล้ง ใช้น้ำน้อย ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง และเหมาะกับการเพาะปลูกในประเทศไทย

นี่จึงเป็นเหตุผลที่คุณศิริเพ็ญ เลือกนำงามาทำเป็นน้ำนม Plant-Based จากงา 100%

และที่สำคัญคือ ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อนอีกด้วย

ซึ่งแม้กระบวนการผลิต ในการเปลี่ยนพืชจากที่ให้น้ำมันไปเป็นน้ำนมนั้นค่อนข้างทำได้ยาก แต่คุณศิริเพ็ญก็มีผู้ช่วยเป็นสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนา

โดยใช้เวลาทั้งหมด 2 ปี จนในที่สุดก็ได้ออกมาเป็น “ผลิตภัณฑ์น้ำนมงา 100%” แบรนด์ SESAMILK

ผลิตภัณฑ์ของ SESAMILK ถือว่าออกมาได้ตรงจังหวะ

เพราะผู้คนเริ่มบริโภคเพื่อสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น รวมถึงด้วยสถานการณ์โควิด 19 ก็ทำให้หลาย ๆ คน หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นเช่นกัน

นี่จึงเป็นโอกาสของ SESAMILK ที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งสองทาง

ปัจจุบัน SESAMILK วางขายผลิตภัณฑ์ ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น, ฮ่องกง, จีน และล่าสุดคือสหรัฐอเมริกา ที่วางขายในแพลตฟอร์มช็อปปิงออนไลน์อย่าง Amazon

โดย SESAMILK สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ด้วยโมเดลแบบสตาร์ตอัป คือได้เงินทุนในปีแรกจากนักลงทุนสิงคโปร์ และกำลังหาธุรกิจเงินร่วมลงทุน (VC) มาให้เงินทุนในรอบต่อ ๆ ไป เพื่อพัฒนาและก้าวไปสู่การเป็น Global Brand

มาถึงตรงนี้ เรื่องหนึ่งที่ต้องชื่นชมสตาร์ตอัปไทยรายนี้ คือไอเดียในการทำสินค้า เพื่อออกมาเติมเต็มช่องว่าง ที่ยังไม่มีใครเคยเห็นในตลาด จนกลายเป็นโอกาสสำหรับการทำธุรกิจ

ก็ต้องติดตามต่อไปว่า สตาร์ตอัปไทยเจ้าของนมแบรนด์ SESAMILK รายนี้ จะไปได้อีกไกลแค่ไหน

แต่ที่แน่ ๆ การเป็นสตาร์ตอัปรายแรกของโลก ที่ทำน้ำนมงา 100% ได้สำเร็จ
ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของไทย ได้มากแล้ว..

References:
-http://www.sesamilkfoods.com/th/about-2/
https://e-journal.dip.go.th/dip/images/ejournal/6534ec555f6d8d28480d682e21066442.pdf
-https://www.youtube.com/watch?v=IPcDL5f5owM
-https://www.greentips.net/land/avocado-not-so-green/
-https://www.amazon.com/Sesamilk-Sesame-Unsweetened-Free%E2%94%82Soy-%E2%94%82Gluten/dp/B092SWNRHJ

15/07/2022

ข้อมูลใหม่พบ.. เด็กและวัยรุ่น หันมาใช้เวลาบน TikTok มากกว่าบน YouTube แล้ว - MarketThink

อย่างที่ใคร ๆ ก็รู้กันว่า TikTok แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นกำลังกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของหลาย ๆ แพลตฟอร์ม เช่น Instagram ที่ต้องปรับตัวให้มีความเหมือน TikTok มากขึ้น หรือแม้แต่ YouTube แพลตฟอร์มวิดีโอพี่ใหญ่ ที่อยู่มานานกว่า 17 ปี

จากการเก็บข้อมูลของสำนักข่าว TechCrunch ร่วมกับ Qustodio ที่สำรวจชั่วโมงการใช้งานบนแพลตฟอร์ม YouTube กับ TikTok ของผู้ใช้งานอายุ 4 - 18 ปี กว่า 400,000 ครอบครัว
ซึ่งพบว่า เด็กและวัยรุ่น หันมาใช้เวลาบน TikTok มากกว่า YouTube แล้ว..

จากการเก็บข้อมูลพบว่าในปี 2019 เด็กและวัยรุ่น ยังใช้เวลาบน YouTube มากกว่า TikTok
โดย YouTube มีการใช้งานอยู่ที่ 48 นาทีต่อวัน มากกว่า TikTok ที่อยู่ที่ 38 นาทีต่อวัน

อย่างไรก็ดี จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2020
ที่เด็กและวัยรุ่น หันมาใช้เวลาบน TikTok มากกว่า YouTube
โดยใช้เวลาบน TikTok ถึง 82 นาทีต่อวัน เทียบกับ YouTube ที่อยู่ที่ 75 นาทีต่อวัน

นับตั้งแต่นั้นมา TikTok ก็ขึ้นนำ YouTube มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

โดยข้อมูลปลายปี 2021 ที่ผ่านมา พบว่า เด็กและวัยรุ่น ใช้งาน TikTok มากถึง 92 นาทีต่อวัน เทียบกับ YouTube ที่น้อยลงเหลือเพียง 56 นาทีต่อวันเท่านั้น

หรือถ้าเจาะดูแค่เฉพาะประเทศในประเทศหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น
ในประเทศสหราชอาณาจักร พบว่า ปี 2021 เด็กและวัยรุ่น ก็หันมาใช้เวลาบน TikTok มากกว่า YouTube เช่นกัน

โดยใช้เวลาบน TikTok ถึงวันละ 102 นาที เป็นตัวเลขที่มากกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกที่กล่าวไปแล้ว และมากกว่า YouTube ที่อยู่ที่ 53 นาที จะเห็นว่าเป็นตัวเลขแตกต่างกันมากถึง 49 นาทีเลยทีเดียว..

จากข้อมูลเหล่านี้ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมไม่ใช่แค่ YouTube แต่ยังรวมถึงแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น Instagram, Facebook, Snapchat ที่ต้องปรับตัว เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปนั่นเอง

อย่างในกรณีของ YouTube ที่หันมาโฟกัสฟีเชอร์ YouTube Shorts หรือวิดีโอสั้น โดยเชื่อว่าจะทำให้ผู้คนหันมาใช้และเสพติดแพลตฟอร์มมากขึ้น
เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทเพิ่งประกาศว่า YouTube Shorts มีผู้ใช้งานสูงสุดถึง 1,500 ล้านรายต่อเดือน

แม้ว่า YouTube จะบอกว่า มีผู้ใช้งาน YouTube Shorts มากขึ้น
แต่จากข้อมูลล่าสุดก็เห็นแล้วว่า เด็กและวัยรุ่นยังเสพติด TikTok มากกว่าอยู่ดี

นอกจากนี้ แม้ว่า TikTok จะขึ้นชื่อเรื่องการเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น
แต่ในช่วงที่ผ่านมา TikTok ก็ได้ขยายเวลาให้ผู้ใช้งานอัปโหลดวิดีโอได้สูงสุด 10 นาที เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่อยู่ที่ 3 นาที

จึงเรียกได้ว่า TikTok กำลังเข้ามาแข่งขันกับ YouTube อย่างเต็มรูปแบบนั่นเอง



-----------------------
อ้างอิง:
-https://techcrunch.com/2022/07/13/kids-and-teens-watch-more-tiktok-than-youtube-tiktok-91-minutes-in-2021-youtube-56/

15/07/2022

บริษัทเจ้าของ แบรนด์หรูยุโรป แต่รายได้หลัก ๆ มาจากเอเชีย
- ติดตามอินโฟกราฟิกสวย ๆ เพิ่มเติมได้ที่ instagram.com/longtungirl

14/07/2022

ปั๊มน้ำมันต่างชาติในไทย ใครเป็นเจ้าของ
- ลองใช้ Blockdit เพื่อได้ไอเดียใหม่ ๆ แล้วอาจพบว่า สังคมนี้เหมาะกับคุณ Blockdit.com/download

11/07/2022

Berkshire Hathaway ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ถือหุ้นอะไรบ้าง ?
- ลองใช้ Blockdit เพื่อได้ไอเดียใหม่ ๆ แล้วอาจพบว่า สังคมนี้เหมาะกับคุณ Blockdit.com/download

08/07/2022

แบรนด์มูลค่ามากสุดในโลก ที่ไม่ได้ทำธุรกิจเทคโนโลยี
- ลองใช้ Blockdit เพื่อได้ไอเดียใหม่ ๆ แล้วอาจพบว่า สังคมนี้เหมาะกับคุณ Blockdit.com/download

07/07/2022

ทำไม กองทุนเวียดนาม ถึงน่าลงทุน ในสถานการณ์แบบนี้
KTAM x ลงทุนเกิร์ล
สำหรับ หลาย ๆ คนที่มีพอร์ตการลงทุน ช่วงนี้พอเปิดดูผลประกอบการแล้ว อาจจะรู้สึก “ปวดใจ” เนื่องจากเต็มไปด้วย “สีแดง” ที่แสดงถึงผลตอบแทนที่ติดลบ

หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “ขาดทุน” นั่นเอง

ซึ่งเรื่องนี้ ก็เป็นผลมาจากสถานการณ์ความผันผวนของตลาดการลงทุนทั่วโลก
รวมถึงผลพวกจากสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์การลงทุนที่ไม่แน่นอน ก็ใช่ว่าจะหาโอกาสในการลงทุนไม่ได้เลย
เพราะล่าสุด บลจ.กรุงไทย หรือ KTAM ได้เปิดตัว กองทุน KT-VIETNAM-A และ KT-VIETNAM-SSF
โดยเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2565

แล้วกองทุนเวียดนามทั้ง 2 กองทุนนี้ น่าสนใจอย่างไร ?
ลงทุนเกิร์ลจะสรุปให้ฟัง

คุณชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ KTAM มองว่า “ตลาดหุ้นเวียดนาม” สามารถตอบโจทย์การลงทุนในช่วงนี้ ได้เป็นอย่างดี

เพราะเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับมีระดับราคาที่น่าสนใจ

ซึ่งจะเหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้ ที่ต้องพิจารณาการลงทุนด้วยความรอบคอบ และควรมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดที่มีความผันผวนต่ำ แต่ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี
รวมถึงมีสินทรัพย์ที่ราคาไม่สูงเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน

โดยสาเหตุหลัก ๆ ส่วนหนึ่งก็มาจาก การที่เวียดนามมีจำนวนประชากรประมาณ 98 ล้านคน และส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงาน จึงทำให้ได้เปรียบจากโครงสร้างประชากร

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าช่วงก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นเวียดนามจะมีแรงเทขายออกมาอย่างรุนแรง
จากการที่หน่วยงานภาครัฐได้เข้าตรวจสอบ และจับกุมธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย
เพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลให้เข้มแข็งและโปร่งใสมากขึ้น

แต่เรื่องนี้อาจมองได้ว่า เป็นเพียงความกังวลในระยะสั้นของนักลงทุน
เพราะหากพิจารณาโดยพื้นฐาน คาดว่า น่าจะส่งผลดีในระยะยาวมากกว่า โดยเฉพาะกับการลงทุนในระดับราคาปัจจุบัน

นอกจากนั้น ในขณะที่หลาย ๆ ประเทศได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน
แต่สำหรับเวียดนามก็ถือว่าไม่ค่อยกระทบมากนัก เนื่องจากมีสัดส่วนการค้ากับรัสเซียค่อนข้างต่ำ

ที่สำคัญ หากจีนมีการเปิดประเทศเต็มที่อีกครั้ง ก็จะทำให้เวียดนามมีโอกาสได้รับประโยชน์ จากหลากหลายอุตสาหกรรมอีกด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มสนใจที่จะลงทุน ในตลาดหุ้นเวียดนามแล้ว

อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่า KTAM ได้เปิดตัวกองทุนชนิดสะสมทรัพย์ KT-VIETNAM-A และกองทุนชนิดเพื่อการออม KT-VIETNAM-SSF สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี

โดยทั้งสองกองทุนเป็นการลงทุนแบบเชิงรุก เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาด
เน้นลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจในเวียดนาม

ผ่านการลงทุนในตราสารทุน, หน่วย CIS, กองทุน ETF ซึ่งจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ประเทศเวียดนามและต่างประเทศ เฉลี่ยในรอบปีบัญชี ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

โดยผสมผสานรูปแบบการลงทุนทั้ง Top down และ Bottom up ด้วยการคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง
มุ่งหวังการเติบโตจากมูลค่าของเงินลงทุนในระยะยาว ประกอบกับการประเมินมูลค่าหุ้นตามปัจจัยพื้นฐานรูปแบบต่าง ๆ

เรียกได้ว่า KT-VIETNAM-A และ KT-VIETNAM-SSF ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสทางการลงทุน ในสถานการณ์อย่างนี้

สอบถามข้อมูลและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการที่ บลจ.กรุงไทย โทร. 0-2686-6100 กด 9 หรือธนาคารกรุงไทย และผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี)

หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม คลิก
สนใจเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชัน KTAM Smart Trade ได้ที่ https://bit.ly/KTSTSignIn

หมายเหตุ: ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุนที่สำคัญ
- ความเสี่ยงทางตลาด
- ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของผู้ออกตราสาร
- ความเสี่ยงจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร
- ความเสี่ยงของประเทศที่ลงทุน และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน

ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

คำเตือน: ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนเพื่อการออมและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

ทั้งนี้ หากการลงทุนไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด อาจจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเสียเงินเพิ่ม

รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้แนะนำการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน