Working Route จัดหางานทั่วโลก คุณอั่งเป่า

Working Route จัดหางานทั่วโลก คุณอั่งเป่า

จัดหางาน ให้คำปรึกษาด้านการทำงานต่

24/10/2023

พาณิชย์ ถก JETRO ดันนำเข้าสินค้าเกษตรไทยในญี่ปุ่น เร่งเจรจา FTA ดึงดูดนักลงทุน

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยหลังหารือกับนายคุโรดะ จุน (KURADA Jun) ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น ประจำกรุงเทพฯ (JETRO) กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ได้เสนอให้ JETRO กรุงเทพฯ สนับสนุนข้อมูลและความร่วมมือในการผลักดันศักยภาพของ SMEs และผู้ประกอบการไทย เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ให้เกิดความยั่งยืนระหว่างกัน พร้อมทั้งส่งเสริมและผลักดันการนำเข้าสินค้าเกษตรของไทยไปตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทอง โดยจัดหาบริษัทสตาร์ตอัปของญี่ปุ่น ที่มีเทคโนโลยีช่วยจัดเก็บข้อมูลและปรับปรุงการปลูกกล้วยหอมอย่างเป็นระบบและแม่นยำ มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและปริมาณผลผลิต รวมทั้งสร้างโอกาสในการส่งออกกล้วยหอมไทยไปตลาดญี่ปุ่น

นายนภินทร กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์กับ JETRO กรุงเทพฯ จะร่วมกันจัดสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในการขยายการส่งออกไปญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมี FTA ร่วมกัน 3 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)

โดยในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.66) ผู้ส่งออกไทยขอใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA ทั้ง 3 ฉบับ รวมกันถึง 77% ของมูลค่าการส่งออกสำหรับสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งหมด หรือมูลค่า 3,602 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“รัฐบาลมีนโยบาย “การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก” เพื่อเปิดประตูการค้าสู่ตลาดใหม่และรักษาตลาดเดิม โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และให้ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าและบริการของโลก พร้อมทั้งได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA อย่างเต็มที่” นายนภินทร ระบุ

ด้านประธาน JETRO กรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่า ญี่ปุ่นสนับสนุนให้ไทยมีบทบาทนำในภูมิภาคอาเซียน และญี่ปุ่นยังมีความสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งที่เป็นเอกชนรายใหญ่ และเอกชนขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงสตาร์ตอัปของญี่ปุ่นที่จะเข้ามามีบทบาทช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยอีกด้วย โดยได้เชิญชวนนักลงทุนไทยไปลงทุนในญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจโรงแรมไปลงทุนในญี่ปุ่นแล้ว จึงหวังว่าทั้งสองประเทศจะขยายการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นพร้อมพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้ากับไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อาทิ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในไทย การจัดสัมมนาให้ความรู้เรื่องการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และการจัดอบรมด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้กับบุคลากรทรัพย์สินทางปัญญาของไทย

ทั้งนี้ ในช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.66) การค้าระหว่างไทยและญี่ปุ่น มีมูลค่า 38,210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่น มูลค่า 24,656 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 34,477 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และเคมีภัณฑ์ และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ และเคมีภัณฑ์

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์

15/10/2023

เมื่อ 13 ต.ค.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานตรวจสอบการแข่งขันและตลาด (CMA) ของอังกฤษ อนุมัติการเข้าซื้อกิจการบริษัทเกมรายใหญ่ “แอคทิวิชัน บลิซซาร์ด” ผู้ผลิตสุดยอดเกมอย่างเช่น คอล ออฟ ดิวตี้ และเวิร์ล ออฟ วอร์คราฟต์ จากบริษัทไมโครซอฟท์ ผู้ผลิตเครื่องเกมคอนโซลเอ็กบ็อกซ์ ด้วยดีลใหญ่สุด ในประวัติศาสตร์ธุรกิจวิดีโอเกมมูลค่า 69,000 ล้านดอลลาร์ หวังเสริมความแข็งแกร่งและช่วงชิงตำแหน่งผู้นำในตลาดเกม

หลังจากก่อนหน้านี้ CMA กังวลว่าการซื้อกิจการดังกล่าวจะทำให้ไมโครซอฟท์ผูกขาดตลาดเกม กระทบการแข่งขัน อย่างเสรี จนคัดค้านข้อตกลงดังกล่าวเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา กระทั่งได้มีการปรับปรุงแก้ไขข้อตกลงซื้อขาย และประกาศข้อตกลงขายสิทธิ์การสตรีมเกมของแอคทิวิชัน บลิซซาร์ด ให้เล่นได้ผ่านระบบคลาวด์ของบริษัทยูบิซอฟต์ พลัสเมื่อเดือน ส.ค. อย่างไรก็ตาม การอนุมัติครั้งนี้เปิดทางให้ไมโครซอฟท์ปิดข้อตกลงให้สมบูรณ์ภายใน 18 ต.ค.

04/10/2023

✅ ได้เวลาเปิดประสบการณ์ใหม่ ในดินแดนที่น่าหลงไหล กับประเทศที่แสนงดงาม #วีซ่าผ่านแล้วออสเตรเลีย ☄️
หากสนใจ Inbox ได้เลยค่ะ
บริการที่ท่านจะได้รับจากเรา 🌈
☀️ ให้คำปรึกษา วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งลูกค้า ฟรี!
☀️ กรอกแบบฟอร์ม
☀️ เขียนจดหมายภาษาอังกฤษ
☀️ แปลเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ฟรี!
☀️ จัดทำแผนการท่องเที่ยวให้ ฟรี!
☀️ จองตั๋วเครื่องบิน จองห้องพัก ฟรี!
☀️ ทำการนัดหมายเพื่อยื่นเอกสาร และ ติดตามผลให้ ฟรี!
☀️ ยื่นเรื่องจัดซื้อประกันการเดินทาง ราคาถูกที่สุดให้
☀️ มีเจ้าหน้าที่ของบริษัท คอยดูแลท่านตลอด 24 ชม.
☀️ ลูกค้าไม่ต้องกังวนเรื่องเอกสาร ใดๆทั้งสิ้น ไม่มีเอกสารการทำงาน ไม่มี
เอกสารงานเงิน ติดขัดตรงไหนเราช่วยท่านได้ !!!

29/09/2023

ผู้นำสาธารณรัฐนากอร์โน-คาราบัค ประกาศเตรียมยุบดินแดน ม.ค. 2567

ผู้นำสาธารณรัฐนากอร์โน-คาราบัค ประกาศเตรียมยุบดินแดนตั้งแต่ ม.ค. 2567 พร้อมจะยุบสถาบันการเมืองทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากในปัจจุบัน

สำนักข่าวต่างประเทศวันที่ 28 ก.ย. 2566 รายงาน นายซัมเวล ชาห์รามันยัน (Samvel Shahramanyan) ประธานาธิบดีสาธารณารัฐอาร์ทซัค สาธารณรัฐที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยกลุ่มชาติพันธ์อาร์เมเนียในดินแดนนากอร์โน-คาราบัค ได้ลงนามในกฤษฎีกายุบองค์กรและสถาบันทางการเมืองทั้งหมดของภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ถือเป็นการสิ้นสุดลงของสาธารณรัฐแห่งนี้

บัญชีเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเรียกว่า สาธารณรัฐอาร์ทซัค ได้เผยแพร่แถลงการณ์ในวันพฤหัสบดีที่ 28 ก.ย. 2566 ระบุว่า “การดำรงอยู่สาธารณรัฐนากอร์โน-คาราบัค (อาร์ทซัค) จะสิ้นสุดลง” นายชาห์รามันยันระบุว่า การตัดสินใจเช่นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองและการทหารที่ยากลำบากในปัจจุบัน

ทั้งนี้ อาเซอร์ไบจาน และอาร์เมเนีย เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาระหองระแหงมายาวนาน จากกรณีการแย่งชิงพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค ซึ่งเป็นดินแดนในประเทศอาเซอร์ไบจาน และนานาชาติก็ให้การยอมรับว่าพื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน แต่ทว่าประชาชนส่วนใหญ่กลับเป็นชาวอาร์เมเนีย

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียในดินแดนนากอร์โน-คาราบัคจึงได้รวมกลุ่มกันสถาปนาสาธารณรัฐอาร์ทซัคขึ้นมา เพื่อแยกการปกครองตนเองในดินแดนนี้ อย่างไรก็ตาม สาธารณรัฐไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

ความขัดแย้งระหว่างอาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนียครั้งล่าสุดปะทุขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังทหารของทั้งสองประเทศเปิดฉากโจมตีกัน ก่อนจะยุติลงด้วยข้อตกลงหยุดยิง โดยมีรัสเซียเป็นคนกลางในการเจรจา อย่างไรก็ดี การที่อาเซอร์ไบจานประกาศชัยชนะในสมรภูมินี้ ทำให้ชาวอาร์เมเนียกว่า 60,000 คน ที่เคยอยู่ในดินแดนนากอร์โน-คาราบัค พากันอพยพออกจากพื้นที่กลับไปยังประเทศอาร์เมเนีย ท่ามกลางความหวาดกลัวว่าจะเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และกวาดล้างจากรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน

22/09/2023

แนวทางการจ้างแรงงานต่างด้าว 2566 ตรวจสอบขั้นตอนขึ้นทะเบียนดูเลย

แนวทางการจ้างแรงงานต่างด้าว 2566 ตามมติ ครม. 5 ก.ค. ตามประกาศสำนักงานประกันสังคม ที่เสนอเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อดำเนินการพิารณา เรื่องการดำเนินการขึ้นทะเบียนลูกจ้างแรงงาน

จากรณีที่มติคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม 2566 อนุมติแนวทางการแจ้งลูกจ้างต่างด้าว ตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่องการดำเนินการขึ้นทะเบียนลูกจ้างแรงงานต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566….

ได้กำหนดแนวทางการจ้างลูกจ้างต่างด้าวขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน

ลูกจ้างที่เข้าทำงาน "เดือนกรกฎาคม และสิงหาคม 2566" ให้ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนและนำส่งเงินสมทบ ภายในวันที่ 5 ตุลาคม 2566
แยกแบบส่งเงินสมทบ (แบบ สปส.1-10) ของลูกจ้างกลุ่มมติ ครม. 5 กรกฎาคม 2566 ของงวดเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม 2566 ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ก่อนชำระเงินสมทบ
หากนายจ้างได้นำส่งเงินสมทบและชำระเงินเพิ่มงวดเดือนกรกฎาคมและ/หรือเดือนสิงหาคม 2566 ให้แก่ลูกจ้างตามมติ ครม. 5 กรกฎาคม 2566 แล้ว ให้ติดต่อขอรับเงินเพิ่มคืนที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศทั้งนี้ การชำระเงินดังกล่าว ต้องเป็นการชำระภายในวันที่ 5 ตุลาคม 2566 เท่านั้น

หมายเหตุตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่องการดำเนินการขึ้นทะเบียนลูกจ้างแรงงานต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566ลงวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2566 กำหนดให้ขึ้นทะเบียนลูกจ้างต่างด้าวตามมติ ครม. 5 กรกฎาคม 2566 ภายในวันที่ 5 ตุลาคม 2566 กรณีลูกจ้างเข้าทำงาน ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2566 ให้แจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนภายใน 30 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างเข้าทำงาน.

ที่มา: สำนักงานประกันสังคม

15/09/2023

แม่พิมพ์หาดมีตำหนิ “ช็อตฟีล” ทัวร์ระยอง

เพราะการเมือง “จกตา” มากด้วยบริบทกลลวงจ้อจี้ไม่รู้จบ ทำเอาเรื่อง “ท่องเที่ยว” ไปต่อลำบากเนื่องด้วยขาดเงินกระตุ้นตลาด ส่วนที่พอมีอยู่บ้างให้สำนักงานสาขาทั่วประเทศกว่า 40 แห่ง แบ่งกันเร่งตลาดด้วยวิธีจับสลากก็ได้แค่ 25 แห่งเท่านั้นเอง

แล้วหนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มเป็น 5 แสนบาท แถมทัวร์นอกเที่ยวไทยที่คาดปีนี้จะได้ 30 ล้านคน เห็นท่าจะตกบันไดจากการเมืองเป็นต้นเหตุกับฉุดส่งออกติดลบช่วงนี้ด้วยอีก 2%

วิบากกรรมซ้ำซ้อนไปถึงไปรเวตเซ็กเตอร์ เมื่อสมาชิกคนทำทัวร์ 7 สมาคมเกิดขัดขามุ้งใหญ่ไขก๊อกจากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ (สทท.) ไปกางมุ้งเล็กคืนชีพอีกครั้งในนามสมาพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟตต้า)...ด้วยเหตุผลผูกเป็น “ข้าวต้มมัด” ต่อไปไม่ได้

ฤาจะขอนั่งเป็นบอร์ดท่องเที่ยวรัฐเพื่อผลประโยชน์ตอบแทนกับเขาบ้าง...ก็ยิ่งจะไกลห่าง?

อยากวอนรัฐบาลชุดไหนก็ได้...ถ้าคิดสร้างคอนเทนต์ดึง “ท่องเที่ยว” เป็นตัวตึง ต้องช่วยกวาดขยะใต้พรมตามรอย “ส่วยทางหลวง” กับ “บ่อนออนไลน์” เสียที ที่แม้จะขิงโชว์จบแบบหนังขายยาก็จงอย่านึกนะว่า...พฤติกรรมสีเทาจาก “ส่วยท่องเที่ยว” จะไม่มีในวงจรธุรกิจชนิดนี้?

อดีตกูรูทำทัวร์สมัย “ชมรมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (ชทน.)” ก่อนเป็น “สมาคม” ปี 2543 สังกัดมุ้งย่อย สทท.ล่าสุด เผยว่า...แต่เดิมจังหวัดระยองมีธรรมชาติทะเลระดับแม่เหล็ก 3 กลุ่ม ได้แก่ เกาะเสม็ดหรือเกาะแก้วแต่พิสดารไม่ต่างป่าตองภูเก็ต แล้วยังไหลสู่เกาะล้านพัทยา

อีกกลุ่มหาดแม่รำพึง อ.เมือง โชคดีอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ จึงพอเป็นลานจัดพิธีรับน้องวัยใสได้บ้าง สถานีสุดท้ายที่แหลมแม่พิมพ์ อ.แกลง มีหาดทรายยาว 4 กิโลเมตร เคยเชื่อม แหลมตาล อ่าวไข่ ไกลถึงเครือข่ายชุมชนปากน้ำประแส...

ปัจจุบันน่าเสียดายที่ดินงามๆ หลายแปลงถูก “นายทุน” บุกสร้างรีสอร์ต ปิดทางเกวียนเก่าหมดแล้ว

“แต่ก่อน...พอถึงฤดูผลไม้ประจำปี” กูรูเล่าเปิดประเด็น

“ที่นี่เป็นหาดชั้นนำทะเลสวย เอเย่นต์ทัวร์นิยมพาเที่ยวสวนทุเรียน ก่อนไปลงเล่นน้ำทะเลแม่พิมพ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำลึก 5 เมตร 27 องศาเซลเซียส ไม่น่ากลัวเท่านอกชายฝั่งรัฐฟลอริดาเวลานี้ ที่สูงถึง 38 องศาฯ เทียบได้น้ำร้อนในอ่างต้ม ส่งผลต่อปะการังฟอกขาวและหมู่ปลาบางชนิดสูญพันธุ์
..แม่พิมพ์ไม่ขนาดนั้น ยกเว้นคนเมาอยากลองดีฝืนธงแดงจมน้ำตายปีละหลายคน”

กูรูทัวร์บอกอีกว่า แนวโน้มท่องเที่ยวแม่พิมพ์ดีวันดีคืน ได้ตลาดเพเป็นจุดจับจ่ายสินค้าก่อนกลับ สถิติทัวร์ไทยบวกทัวร์นอกเที่ยวระยองปี 2565 จึงมี 2.75 ล้านคน โดยเลือกแม่พิมพ์เป็นแหล่งต้องห้าม...พลาด ตามแคมเปญขายทัวร์ไทยของ ททท.

“ราคาที่ดินริมถนนเลียบหาดปรับขึ้นจากไร่ละล้านเป็นสิบล้านถึงร้อยล้าน โดยมีเอกสารสิทธิให้นักธุรกิจแย่งกันซื้อทำโรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร บริษัททัวร์ และร้านค้าสารพัด”

บริเวณแนวชายหาด 4 กิโลเมตรที่เคยโล่งแลเห็นหาดทรายถูกลมทะเลพัดหยอกล้อยามสงบ และเกรี้ยวกราดยามมรสุมกระหน่ำ ก็ถึงวันที่แม่พิมพ์ป๊อปปูลาร์ปรับโฉมตามนโยบายส่งเสริมท่องเที่ยวแต่อดีต และบรรลุเป้าหมายสร้างงานกระจายรายได้สู่ชุมชนถึงรัฐบาลใหม่...

ดูจะเป็นธรรมชาวบ้านคนเป็นเจ้าของทรัพยากร ที่มีผล พลอยได้จากการจับจ่ายผ่านนักท่องเที่ยว

วันนี้...แม่พิมพ์จึงตื่นเตลิดโตผิดคิวคล้ายคนตะลีตะลาน สวมเสื้อตัวใหม่ แล้วขัดกระดุมผิดเม็ดไม่ตรงรังดุมทรงผิดบิดเบี้ยวน่ารังเกียจ

“ตอนนั้นนักท่องเที่ยวมีความสุขมากกับการใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์” กูรูว่า

“ได้ใกล้ชิดกับคนท้องถิ่นนำอาหารทะเลปิ้งย่างใส่หาบคอนมาเร่ขาย แม่พิมพ์วันนั้นดูหล่อสมเป็นเมืองตากอากาศ”

ไม่นาน...จำนวนรถแล่นเลียบถนนคู่ชายหาดมีแต่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ ขณะเหล่าผู้ค้าก็มีแต่โตขึ้นกลายเป็นตลาดขายสินค้าเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว แต่แทนที่จะเดินเร่ขายเหมือน แต่ก่อน กลับเห็นใช้รถเข็นเป็นเครื่องมือหากินริมหาดทุ่นแรงแทน

13/09/2023

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 3-9 ก.ย. 2566

"พิพัฒน์" ถกหอการค้าฯ เล็งเอ็มโอยู 4 กระทรวง เร่งอัพสกิลแรงงานไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมร่วมกับนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อรับฟังข้อเสนอนโยบายด้านแรงงานของประเทศไทย โดยมี นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย ตัวแทนสมาคมผู้ประกอบการภาคเอกชน หอการค้าแห่งประเทศไทย เข้าร่วม ณ ห้องประชุม ชั้น 2 สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นายพิพัฒน์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า จากการหารือกับสภาหอการค้าฯ ในวันนี้ได้สื่อสารกันในเรื่องการพัฒนาแรงงานอย่างไรให้แรงงานกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นแรงงานที่มีฝีมือ ซึ่งในเรื่องนี้ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญและมีนโยบายที่จะผนึกกำลังความร่วมมือใน 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงแรงงาน เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานของคนไทย วันนี้เรานำแรงงานต่างด้าวเข้ามาเพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันเราก็ส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนำรายได้เข้าประเทศ เราจึงต้องนำแรงงานรุ่นใหม่ เด็กจบใหม่มา Up Skill เพื่อทดแทนแรงงานเดิม และเติมบุคลากรภาคแรงงานที่เป็นคนไทยให้เป็นแรงงานที่มีฝีมือ มีคุณภาพ และได้ค่าแรงที่สูงขึ้น ทั้งนี้ เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายกับสภาแล้วจะได้หารือกับภาคเอกชนเกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาแรงงานต่อไป

ด้าน นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในวันนี้ภาคเอกชนขอชื่นชมและสบายใจที่เจ้ากระทรวงได้เปิดใจและทำงานในเชิงรุก และที่สำคัญทราบว่าท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์มีแนวทางที่จะทำงานร่วมกันกับ 4 กระทรวง ทั้ง มหาดไทย ศึกษาธิการ อว. และแรงงาน ซึ่งเป็นนิมิตรที่ดีที่จะเห็นการทำงานร่วมกันในการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานให้สูงขึ้น และสนับสนุนการทำงานกับภาคเอกชน เป็นการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

‘ศาลแรงงาน’ สั่ง ‘การบินไทย’ จ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง‘ส่วนที่ขาด’ ให้อดีตพนักงาน 17 ราย

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2566 ศาลแรงงานภาค 1 (พระนครศรีอยุธยา) ได้มีคำพิพากษาในคดีที่อดีตพนักงานบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 17 ราย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท การบินไทยฯ เพื่อขอให้ศาลฯบังคับให้บริษัท การบินไทยฯ จ่ายค่าตอบแทนในอัตราเทียบเท่ากับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานในส่วนที่ขาด และจ่ายเงินสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ไม่ได้ใช้ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี

โดย ศาลฯพิพากษาให้บริษัท การบินไทย จ่ายเงินตอบแทนในอัตราเทียบเท่ากับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน และจ่ายเงินสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเฉพาะในส่วนที่ขาด ให้แก่อดีตพนักงานบริษัท การบินไทยฯ ทั้ง 17 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,555,362 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย 15% ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ประกอบด้วย จ่ายเงินตอบแทนในอัตราเทียบเท่ากับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 178,748 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 267,348 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 660,294 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 250,061 บาท

และจ่ายเงินสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเฉพาะในส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 11,400 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 15,200 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 15,200 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 10,133 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 11,466 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 10,066 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 11,466 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 11,466 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 11,200 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 17 เป็นเงิน 11,600 บาท

ให้แก่โจทก์ที่ 19 เป็นเงิน 12,533 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 20 เป็นเงิน 11,466 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 21 เป็นเงิน 6,250 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 22 เป็นเงิน 12,133 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 23 เป็นเงิน 12,133 บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 24 เป็นเงิน 12,666บาท ,ให้แก่โจทก์ที่ 26 เป็นเงิน 12,533 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา 15% ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

08/09/2023

“ลองลำพูน” เคลื่อนเศรษฐกิจ อัดอีเวนต์ ปลุกเมืองเก่า

สภาพกลางใจเมืองลำพูนในเขตเมืองเก่า ปัจจุบันถูกประเมินว่าอยู่ในภาวะ dead space มีอาคารเก่ากระจายอยู่ทั่วกว่า 128 อาคาร และถูกปล่อยทิ้งร้างมากกว่า 40% หากปล่อยไว้จะถูกความเงียบเหงากลืนกินและกลายเป็นเมืองที่ไร้ชีวิตในไม่ช้า

ถึงแม้ว่าจะถูกจัดให้เป็นกลุ่มเมืองสำคัญกลุ่ม 1 ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ศูนย์กลางของอาณาจักรหริภุญชัย แต่ยังไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากนัก

“ไชยยง รัตนอังกูร” Executive Director เกี่ยวกับโปรเจ็กต์ลองลำพูน (Long Lamphun) ภายใต้โครงการ Lamphun City Lab ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และเทศบาลลำพูน ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตนเป็นคนจังหวัดลำพูนที่ต้องการพัฒนาบ้านเกิด มีแนวคิดอยากเปลี่ยนแปลงและทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาและเที่ยวอยู่ในลำพูนให้นานขึ้น โดยผ่านการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองลำพูนที่มีความเก่าแก่กว่า 1,400 ปี

ล่าสุดได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และเทศบาลลำพูน รีโนเวตโกดังร้างเก่าซึ่งเดิมทีเป็นร้านขายวัสดุก่อสร้างตั้งอยู่บนถนนมุกดา ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรม “ลองลำพูน” (Long Lamphun) ระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม-17 กันยายน 2566 ซึ่งเป็นกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และถ่ายทอดความลึกซึ้งของเมืองลำพูน

ภายในโกดังมีบ้านไม้ขนาดเล็กที่จะสามารถพัฒนาเป็นห้องพักต้นแบบบ้านสไตล์ลำพูน โดยนำรูปแบบอัตลักษณ์ของพื้นถิ่นมาตกแต่งสร้างความมีชีวิต สร้าง creative space ให้เกิดขึ้นในใจกลางเมืองและจะขยายไปในพื้นที่เมืองที่มีอาคารเก่าหลายแห่งได้

ด้านการออกแบบมี 6 โปรแกรม ได้แก่ 1.การแสดงนิทรรศการภาพถ่าย “บ้านเกิดเมืองนอน” ที่แบ่งเป็นการนำเสนอธุรกิจการค้าที่เกิดจากลำพูนและยังคงอยู่ ร้านอาหาร และเสน่ห์ของเมืองผ่านผู้คน 2.โซนการออกแบบบริการต้นแบบห้องพัก “ลองลำพูน” 3.โซนอาร์ตแกลเลอรี่ งานศิลปะร่วมสมัยโดยศิลปินที่พำนักในลำพูน

ได้แก่ ศิลปินแห่งชาติ อินสนธ์ วงศ์สาม, จรูญ บุญสวน, ประสงค์ ลือเมือง, ภัทรกร สิงห์ทอง, พลับ บุญสวน, ทัศศินา บุญสวน, ครอบครัวเตาชวนหลง ที่สามารถยกระดับสู่ Lamphun Art Biennale

4.โซน Landscape of Home ภูมิทัศน์แห่งบ้านเกิดเมืองนอน 5.โซนเฟสติวัล โซน พื้นที่สำหรับเทศกาลที่มีเนื้อหาสาระ และ 6.โซน Creative Community Space : Coworking Space, Community Meeting Room เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้ค้นพบว่าในเมืองลำพูนยังมีของเก่าสะสมทั้งของโบราณ และโมเดล อาทิ หุ่นกันดั้ม มิกกี้เมาส์ จักรยานโบราณ เวสป้า รถโบราณ แผ่นเสียง สามารถสร้างเป็นเมืองศูนย์กลางพิพิธภัณฑ์ได้ไม่ยาก เพราะในคูเมืองมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน และพิพิธภัณฑ์ปั๊มน้ำมันสามทหาร ที่น่าสนใจภายในงานยังมีพื้นที่เปิดให้คนลำพูน

หรือนักท่องเที่ยวมาร่วมเสนอแนวคิดผ่านนิทรรศการอนาคตลำพูน Lamphun Future Exhibition ด้วยความร่วมมือโครงการออกแบบโครงข่ายพื้นที่และศิลปะเพื่อการเรียนรู้เมืองลำพูน จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และโครงการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เมืองลำพูนอย่างยั่งยืน โดยสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“ไชยยง” เล่าว่า ลำพูนมีขุมทรัพย์ที่รอการขุดค้นขึ้นมานำเสนอมากมาย ทั้งเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การเป็นเมืองเทศกาลเป็นแก่นขับเคลื่อน ผ่านการ branding การเชื่อมโยงผู้คนในพื้นที่ ดึงคุณค่าของท้องถิ่นให้เกิดขึ้นและฟื้นเมือง

โดยพัฒนาพื้นที่เครือข่ายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าในคูเมือง ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีส่วนร่วมจัดกิจกรรม “อินทยงยศ ถนนสายวัฒนธรรม : เล่าขานตำนานร่วมสมัยร้อยปีลำพูน” ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของจังหวัดคือลำพูนเมืองสร้างสรรค์ สู่เศรษฐกิจสรรสร้าง สู่ความมั่นคงและยั่งยืน

รวมถึงการส่งเสริมให้เป็น “เมืองเดินได้-เมืองเดินดี” งาน River Festival Lamphun นิทรรศการ Possible Lamphun การขับเคลื่อนโครงการต้นแบบ ลำพูน สุขก๋าย สบายใจ๋ (Lamphun Healing Town) พัฒนาพื้นที่แห่งความสุขกายสบายใจ ถนนรถแก้ว ย่านเมืองเก่าลำพูน รวมถึงได้ร่วมกับทางจังหวัดคือ โครงการพัฒนาศาลากลางจังหวัดลำพูนหลังเก่า เพื่อให้ชาวลำพูนใช้ประโยชน์จากพื้นที่แห่งนี้ได้มากที่สุด เป็นต้น

สำหรับกิจกรรมลองลำพูนในครั้งนี้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มของการเกิดใหม่ของ Lamphun Reborn เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และพัฒนา know-how ให้แก่ชุมชน ยกศักยภาพของลำพูนในฐานะเมืองสร้างสรรค์เกิดใหม่ Livable City เป้าหมายด้านเศรษฐกิจ

ได้แก่ นักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อให้เกิดการลงทุน, ด้านชุมชน คนภายในจังหวัด ได้แก่ คนท้องถิ่น ช่างฝีมือ คนรุ่นใหม่ คนภายนอก ได้แก่ นักพัฒนา นักวิจัยเมือง และดีไซเนอร์ เป็นการพัฒนาตามประเด็นยุทธศาสตร์จังหวัดลำพูนเมืองแห่งวัฒนธรรมอัตลักษณ์วิถีและท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

“หากเราค้นหา DNA ของเมืองแล้วจะเห็นว่า ลำพูนเป็นเมืองศิลปิน สามารถเปลี่ยนลำพูนเป็นเมืองแห่งแกลเลอรี่ระดับอินเตอร์ได้ ด้านการเกษตรก็มีไร่กาแฟและโกโก้ ที่มีคุณลักษณ์พิเศษ มีสวนผักออร์แกนิกที่ส่งทั่วโลก และมีผักหลังบ้านส่วนตัว สามารถยกระดับเป็น farmer market ทั้งเมือง

โดยผู้คนนำสูตรอาหารอร่อยที่ทำกันหลังบ้านมานำเสนอ ดังนั้น ลำพูนกำลังจำลองสถานการณ์เปลี่ยนเมือง จากสิ่งที่เรามีอยู่ สร้างสรรค์จากสินทรัพย์ที่มีด้วยกำลังของคนที่เรามี”

“ไชยยง” บอกว่า หาก “ลองลำพูน” สามารถอยู่ได้นาน จะเป็นกลยุทธ์การกระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองสร้างสรรค์ ผ่านเทศกาลที่สร้างสรรค์ จากเดิมมีประเพณีระดับโลก สลากย้อม หรือเทศกาลโคมแสนดวง งานหัตถศิลป์ผ้าไหมยกดอกลำพูน หากเติมเทศกาลที่ปลุกชีวิตของเมือง การขุดค้นหาเปลี่ยนสินทรัพย์ที่มีอยู่ ฟื้นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องได้ให้ตื่น เป็นแนวคิดท้าทาย จะสามารถต่อยอดให้เป็นเมืองอยู่-เมืองนอน เมืองทำงานของทุก ๆ คนได้

30/08/2023

ดาวโจนส์ฟิวเจอร์สบวกเล็กน้อย หุ้น HP ลดลง 6.5% หลังรายงานผลประกอบการ

ฟิวเจอร์สของหุ้นสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในเย็นวันอังคาร หลังจากที่ดัชนีหลักทำกำไรเพิ่มขึ้นตลอดการซื้อขายปกติ หลังจากที่ข้อมูล ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากซีบี ที่อยู่ในความสนใจกลับมาอ่อนตัวกว่าที่คาด ส่งผลให้ตลาดเพิ่มการเดิมพันว่าเฟดจะหยุดชั่วคราว

เมื่อเวลา 18:50 น. ET (22:50 น. GMT) ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ส S&P 500 ฟิวเจอร์ส และ Nasdaq 100 ฟิวเจอร์ส ต่างเพิ่มขึ้น 0.1%

ในการขยายข้อตกลง HP Inc (NYSE:HPQ) ขยับลดลง 6.5% หลังจาก รายงาน EPS ที่ 0.86 ดอลลาร์ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ ขณะที่รายรับอยู่ที่ 13.2 พันล้านดอลลาร์เทียบกับ คาดว่าจะมีมูลค่า 13.38 พันล้านดอลลาร์

Bank of Montreal (NYSE:BMO) มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยหลังจาก รายงาน กำไรต่อหุ้นที่ 2.78 ดอลลาร์เทียบกับ 3.15 ดอลลาร์ที่คาดไว้ จากรายรับที่ 7.9 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ 8.08 พันล้านดอลลาร์

Hewlett Packard Enterprise Co (NYSE:HPE) ลดลง 1.1% หลังจากที่บริษัท รายงาน EPS 0.49 ดอลลาร์เทียบกับ 0.47 ดอลลาร์ในขณะที่รายรับอยู่ที่ 7 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ที่ 6.99 พันล้านดอลลาร์

Nio Inc Class A ADR (NYSE:NIO) เพิ่มขึ้น 0.1% หลังจาก รายงาน การขาดทุนที่ 3.28 ดอลลาร์ต่อหุ้น เทียบกับการขาดทุนที่คาดไว้ที่ 2.96 ดอลลาร์ต่อหุ้น ขณะที่รายได้ก็น่าผิดหวังเช่นกันที่ 8.77 ดอลลาร์ พันล้านเทียบกับที่คาดไว้ 9.16 พันล้านดอลลาร์

JM Smucker Company (NYSE:SJM) ทรงตัวหลังจาก รายงาน EPS ที่ 2.21 ดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ 2.02 ดอลลาร์ โดยมีรายได้ 1.81 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ 1.84 พันล้านดอลลาร์

ก่อนการซื้อขายในวันพุธ ผู้ร่วมตลาดจะจับตาดูข้อมูล การเปลี่ยนแปลงการจ้างงานนอกภาคเกษตรจาก ADP และ ยอดขายบ้านที่รอการปิดการขาย รวมถึงข้อมูลเบื้องต้นของตัวเลข GDP ดุลการค้าสินค้า และ ปริมาณสินค้าคงคลังภาคการค้าส่ง ของสหรัฐฯ

ในช่วงการซื้อขายปกติของวันอังคาร ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 292.7 จุดหรือ 0.9% ปิดที่ 34,852.7 S&P 500 เพิ่มขึ้น 64.3 จุดหรือ 1.5% ปิดที่ 4,497.6 และ NASDAQ คอมโพสิต เพิ่มขึ้น 238.6 จุดหรือ 1.7% ปิดที่ 13,943.8

ในตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร อายุ 10 ปี ลดลงเหลือ 4.127%

27/08/2023

การจ้างงานปี 66 สัญญาณฟื้นตัวชัด แต่มีหลายปัจจัยต้องเฝ้าระวัง

สถานการณ์การจ้างงานในไทยปรับตัวดีขึ้น สอดคล้องกับการว่างงานที่ลดลงต่อเนื่องทำให้สภาวะของตลาดแรงงานไทยในขณะนี้กลับมาใกล้เคียงกับในปี 2562 ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์โควิด-19 อย่างไรก็ตามยังมีบางประเด็นที่ต้องติดตามและเฝ้าระวัง

จากข้อมูลการรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 4/2565 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าการจ้างงานปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีจำนวนทำงานทั้งสิ้น 39.6 ล้านคน ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.5%

แบ่งเป็นการขยายตัวของการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมที่ 3.9% โดยเฉพาะในสาขาโรงแรมและภัตตาคารที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.6% และการค้าส่งและค้าปลีกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2% ซึ่งมาจากปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ผ่านมา โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามายังประเทศไทย 5.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 16 เท่าจากปี 2564 ส่วนการจ้างงานในภาคเกษตรหดตัวลง 3.4% โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และการเคลื่อนย้ายแรงงานไปสู่สาขาอื่นๆ โดยเฉพาะสาขาการท่องเที่ยวที่ต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นในช่วงที่การท่องเที่ยวฟื้นตัว

สำหรับอัตราการว่างงานปรับตัวลดลงเหลือ 1.32% ของแรงงานทั้งระบบ ลดลงจากปี2564 ที่การว่างงานอยู่ที่ 1.96%

นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาจากชั่วโมงการทำงานถือว่าปรับตัวดีขึ้นชัดเจนกว่าในช่วงที่ผ่านมา โดยชั่วโมงการทำงานในภาพรวมในไตรมาสที่ 4/2565 อยู่ที่ 42.6 ต่อสัปดาห์ ขณะที่ชั่วโมงการทำงานในภาพรวมของเอกชนอยู่ที่ 46.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% สอดคล้องกับจำนวนผู้ที่ทำงานต่ำระดับที่ลดลงจาก 4.5 แสนคน เหลือ 2.4 แสนคน ส่วนผู้ที่ทำงานมากกว่าเวลา หรือทำงานล่วงเวลา (ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) มีจำนวนมากกว่า 6.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง9% สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม (สศช.) ระบุว่าแนวโน้มตลาดแรงงาน ปี 2566 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่คลี่คลายลง โดยเฉพาะในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ที่ประเทศไทยมีการเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

ส่วนปัจจุบันสถานการณ์แรงงานและการจ้างงานของไทยถือว่าปรับตัวใกล้เคียงกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยถ้าดูเฉพาะในไตรมาสที่ 4 การว่างงานอยู่ที่ 1.15% ปรับตัวดีขึ้น 5 ไตรมาสติดต่อกัน โดยมีผู้ว่างงานจำนวน 4.6 แสนคน โดยผู้ว่างงานระยะยาวที่ว่างงานเกิน 1 ปีก็มีจำนวนลดลงอย่างชัดเจน โดยลดลง 23.7% เหลือ 1.1 แสนคนซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ดีของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ในปี 2565 ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนยังมีจำนวนสูงกว่าช่วงก่อนการระบาดของ COVID-19 สะท้อนว่านายจ้างเลือกจ้างงานกลุ่มที่มีประสบการณ์ก่อนเด็กจบใหม่

เลขาธิการ สศช.ระบุว่ายังมีประเด็นที่ควรให้ความสนใจและเฝ้าระวังในเรื่องของประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแรงงานคือ

25/08/2023

ถึงคราว AI รุกรานแย่งงานผู้หญิง

แม้จะพยายามปลอบใจกันเองมาพักใหญ่ว่า เราคงไม่ตกงานเพราะ AI หรอก ตราบที่เรายังมีข้อได้เปรียบในการคิดวิเคราะห์ และครีเอตไอเดียใหม่ ๆ ที่ AI (ยัง) ทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่ดีเท่าคน

แต่พอเริ่มจะเบาใจ ก็ดันมีงานวิจัยออกมาเขย่าขวัญอีกแล้ว
คราวนี้พุ่งเป้าไปที่กลุ่มแรงงานหญิงเป็นหลัก

แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานแรงงานผู้หญิงในอเมริกาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีการจ้างงานหญิงวัย 25-54 ปี สูงถึง 77.6% แต่หัวใจพองฟูกันได้ไม่นาน ก็ต้องเหี่ยวแฟบลงอีกครั้ง เมื่องานวิจัยล่าสุดจาก Kenan-Flagler Business School ของ University of North Carolina เผยว่า เกือบ 80% ของแรงงานหญิงในอเมริกา หรือ 59 ล้านคน ประกอบอาชีพที่มีโอกาสโดนแทนที่ด้วย AI

โดยงานที่สุ่มเสี่ยงจะโดนดิสรัปต์มากสุด ได้แก่ งานธุรการ เฮลท์แคร์ การศึกษา ฝึกอบรม บรรณารักษ์ และงานบริการชุมชนต่าง ๆ

ในขณะที่ Revelio Labs บริษัทวิเคราะห์ตลาดแรงงาน ชี้ว่างานที่เสี่ยงจะเป็นเหยื่อ AI เป็นแรงงานหญิงกว่า 71% และงานที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ บริการเรียกเก็บเงิน งานบันทึกเวลาการทำงานและคำนวณการจ่ายเงินเดือน งานเลขาฯผู้บริหาร งานพิมพ์เอกสาร และงานบัญชี/ตรวจสอบบัญชี

จูเลีย พอแลค จาก ZipRecruiter มองว่า ผู้หญิงมีความเสี่ยงกว่า เพราะงานที่ AI ทำได้ส่วนใหญ่เป็นงานออฟฟิศ (เพราะคงไม่มีใครให้ AI ไปเลื่อยไม้ กำจัดแมลง หรือซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ส่วนใหญ่เป็นงานของผู้ชาย) แต่ก็ไม่อยากให้มอง AI ในแง่ร้ายไปหมด เพราะ AI ก็เป็นเทคโนโลยีที่สามารถสร้างโอกาสงานใหม่ ๆ มากมายเช่นกัน

ด้าน ดานา ปีเตอร์สัน จาก The Conference Board เห็นด้วยว่า AI คงช่วยเจาะสายน้ำเกลือหรือพลิกตัวคนไข้ไม่ได้ แต่มันสามารถรวบรวมข้อมูลเพื่อช่วยวิเคราะห์อาการหรือต้นเหตุของโรคได้

แต่ข้อจำกัดของ AI โดยเฉพาะ generative AI อย่าง ChatGPT คือ มันทำงานกับข้อมูลที่มนุษย์ผลิตขึ้นหรือป้อนให้

ดังนั้น สิ่งที่มัน generate ขึ้นมาก็อาจไม่ถูกต้องเสมอไป และยังต้องพึ่งพามนุษย์ในการตรวจสอบอยู่

ในขณะที่นักวิชาการด้านบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศจาก Montana State University อย่างซาร่า มานไฮเมอร์ มั่นใจว่า AI ไม่มีทางมาแทนที่บรรณารักษ์ที่เป็นมนุษย์ได้ 100%

ซาร่าอธิบายว่า คุณสมบัติหลักของบรรณารักษ์ คือ ความสามารถในการวิเคราะห์แหล่งที่มาเพื่อยืนยันว่าข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นงานที่เธอคิดว่า AI อาจทำได้ไม่ดีเท่าคน

อีกทั้งข้อมูลที่ AI ใช้มาจากแหล่งข้อมูลอย่าง Wikipedia หรือ Reddit ซึ่งคนป้อนข้อมูลส่วนใหญ่เป็น “ผู้ชายผิวขาว” ที่อาจมีอคติทางเพศและเชื้อชาติ

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้สึกมั่นคงในอาชีพการงานเหมือนซาร่า

เช่น เมอริดิท นูโด นักเขียนและนักพากย์อิสระ ที่ระแวงว่า AI จะมาแย่งงานของเธอ จนต้องระบุไว้ในสัญญา ห้ามนายจ้างเอาผลงานของเธอ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนหรือเสียงพากย์ ไปใช้ฝึก AI เด็ดขาด

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจงงว่า AI มันเลียนแบบเสียงได้ด้วยเหรอ

คำตอบ คือ ใช่

และมันทำได้ดีมากถึงขั้นที่สมาคม National Association of Voice Actors (NAVA) ต้องรณรงค์ให้ความรู้เพื่อให้คนในอุตสาหกรรมตระหนักถึงความเสี่ยงนี้

ทิม ฟรีแลนเดอร์ ประธาน NAVA ให้สัมภาษณ์กับ Motherboard ว่า เดี๋ยวนี้มีนายจ้างหัวใสจำนวนมากที่นิยมระบุเงื่อนไขในสัญญาจ้างว่า นักพากย์ต้องอนุญาตให้นายจ้างนำเสียงไป “สังเคราะห์” เพื่อสร้างเสียงใหม่ได้ หากอยากได้งาน โดยบางครั้งภาษาที่ใช้ในสัญญาจะค่อนข้างกำกวม ทำให้นักพากย์หลายคนไม่ทันเฉลียวใจว่า กำลังยกเสียงตัวเองไปให้คนอื่นใช้ฟรี ๆ ในอนาคต

หรือบางคนถึงรู้ทัน ก็จำต้องเซ็นยินยอมไป เพราะกลัวไม่ได้งาน

เรื่องนี้ใหญ่มากจน NAVA ต้องแนะนำบรรดาสมาชิกนักพากย์ว่า อย่ายกสิทธิในเสียงของตนให้ลูกค้าเด็ดขาด และหากไม่แน่ใจในข้อสัญญาก็ให้ติดต่อทนายความของสหภาพก่อนจะตัดสินใจ

ในฐานะนักพากย์ เมอริดิทไม่ได้ต่อต้าน AI ชนิดไม่เผาผี แต่ก็ไม่อยากเสี่ยงเช่นกัน

เธอมองว่า AI ก็มีประโยชน์ เพราะมันช่วยเอางานน่าเบื่อบางอย่างไปทำแทนได้ เช่น การถอดเทป หรือการจดบันทึก แต่ไม่ควรปล่อยให้มันเข้ามาก้าวก่ายงานหลัก ไม่อย่างนั้นมนุษย์เราก็มีสิทธิตกงานได้ง่าย ๆ เหมือนกัน

23/08/2023

กรุงศรีฯ ผนึก 4 ธุรกิจรายใหญ่ทดสอบ Retail CBDC ชำระค่าสินค้า-บริการ

ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจับมือ 4 ธุรกิจชั้นนำของไทย เข้าร่วมเป็นร้านค้าที่ร่วมทดสอบรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยสกุลเงินบาทดิจิทัล หรือ CBDC ออกโดย ธปท. เพื่อครอบคลุมร้านค้ารายย่อย-ร้านค้าธุรกิจรายใหญ่ เผยไตรมาสที่ 3/66 จะสิ้นสุดการทอสอบ ระบุ ธปท.ยังไม่มีแผนออกใช้ Retail CBDC

วันที่ 22 สิงหาคม 2566 นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่กรุงศรีได้พัฒนาโมบายแอป “CBDC Krungsri” เพื่อร่วมทดสอบการใช้งาน Retail CBDC สำหรับใช้จ่ายกับร้านค้ารายย่อยที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมทดสอบโครงการ เช่น ร้านค้าในพื้นที่ศูนย์อาหารและในตลาดครูหวี จึงต่อยอดขยายการทดสอบให้กว้างและครอบคลุมยิ่งขึ้น

โดยมองไปถึงการร่วมทดสอบกับร้านค้าที่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งมีรูปแบบระบบการบริหารจัดการเงิน การชำระเงิน และการบัญชี ที่มีความซับซ้อนมากกว่า เพื่อให้ได้เรียนรู้กรณีศึกษาที่หลากหลายและเป็นการร่วมพิสูจน์ว่า Retail CBDC มีศักยภาพรองรับการทำธุรกรรมได้ตั้งแต่ร้านค้ารายย่อยอย่าง Street Market ไปจนถึงร้านค้ารายใหญ่บนห้างสรรพสินค้า และครอบคลุมทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค จึงได้เกิดความร่วมมือกับธุรกิจขนาดใหญ่ชั้นนำทั้ง 4 ราย ซึ่งเปิดให้ร้านค้าในเครือเข้าร่วมทดสอบใช้งาน Retail CBDC ครั้งนี้

การทดสอบครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากร้านค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งรองรับไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ครอบคลุมประเภทธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจพลังงาน ได้แก่

-Tops และ Eathai สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โดย บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล

-ร้านกาแฟดอยตุง สาขาธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ พระรามที่ 3 และอาคารกรุงศรี สำนักงานเพลินจิต โดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

-สถานีบริการน้ำมันบางจาก Self-Service สาขาพระราม 3 โดย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

-ร้านอินทนิล หน้าธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ พระรามที่ 3 โดย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

กรุงศรีได้พัฒนาฟีเจอร์ของระบบแอป CBDC Krungsri เพื่อให้สามารถตอบรับการใช้งานสำหรับร้านค้าธุรกิจรายใหญ่ได้โดยเฉพาะ ดังนี้

-CBDC Wallet Share ฟีเจอร์แยก wallet ออกเป็น Main Wallet และ Sub Wallet เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการการเงินของหน้าร้านสาขา กับ Controller สำนักงานใหญ่

-การเพิ่มการรับเงิน CBDC เข้าในระบบ POS ณ จุดขายที่สาขา และเชื่อมโยงเข้าระบบบัญชี ERP ของสำนักงานใหญ่

-Automatic Report ระบบจัดส่งรายงานยอดขายของสาขาในแต่ละวันให้กับ Controller ที่สำนักงานใหญ่

-Auto Currency Conversion การโอนเงิน CBDC ไปเป็นเงินบาทแบบอัตโนมัติ เพื่อให้ง่ายต่อการโอนสกุลเงินดิจิทัลจากสาขากลับไปให้สำนักงานใหญ่ในรูปแบบเงินบาท

ความร่วมมือในการทดสอบ Retail CBDC ครั้งนี้เป็นการทดสอบในระดับภายในประเทศที่ขยายวงกว้างออกสู่ธุรกิจร้านค้ารายใหญ่ชั้นนำของไทย

ทั้งนี้ ภายหลังจากการทดสอบที่จะสิ้นสุดลงในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ทาง ธปท.ยังไม่มีแผนที่จะออกใช้งาน Retail CBDC จริง โดยจะมีการประเมินผลในด้านต่าง ๆ ก่อน ซึ่งเชื่อว่าผลการทดสอบการใช้งานในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกองค์กรที่ได้ร่วมเรียนรู้และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเงินบาทดิจิทัลของประเทศไทยไปด้วยกัน ซึ่งกรุงศรีพร้อมพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมในทุกด้านอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุน ธปท. ในการส่งมอบโซลูชันการเงินที่สอดรับกับความต้องการและการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการใช้ชีวิตและธุรกิจการค้าของประเทศ

Website