จุฬาเภสัช อุตรดิตถ์ ร้านยาคุ

จุฬาเภสัช อุตรดิตถ์ ร้านยาคุ

ร้านขายยา จำหน่าย วิตามิน อาหารเสริ? ร้านยา ที่มีครบครันทั้ง ยา เวชสำอาง วิตามิน และอาหารเสริม เครื่องมือแพทย์ให้คำแนะนำโดย เภสัชกรผึ้ง จบป.ตรีเภสัช จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบป.โท Marketing จาก University of East Anglia ประเทศอังกฤษ

Drugstore by Professional Pharmacist

08/10/2022

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

ระบาดมากในช่วงฤดูฝน (มิถุนายน – ตุลาคม) และฤดูหนาว (มกราคม – มีนาคม) ของทุกปี ซึ่งโรคไข้หวัดใหญ่จะมีอาการรุนแรงและมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนจนถึงขั้นเสียชีวิตมากกว่าโรคไข้หวัดทั่วไป

รู้จักโรคไข้หวัดใหญ่โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งเชื้อนี้มีหลายชนิดมากพอที่จะทำให้สามารถแยกไข้หวัดใหญ่ในคนได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1.ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่พบกันมานานแล้ว แต่เชื้อโรคมีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมได้ตลอดเวลา ทำให้คนที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ไปแล้วสามารถป่วยได้อีก อาการมักจะไม่รุนแรง เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง
2.ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิด เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ที่กลายพันธุ์จากเชื้อไวรัสตัวเดิมมาก จึงทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีภูมิคุ้มกันและติดเชื้อในวงกว้าง ปัจจุบันได้กลายเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบปะปนกับสายพันธุ์ต่าง ๆ ทั่วไป

การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่
การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จะคล้ายกับไข้หวัดทั่วไป คือ ติดต่อโดยการหายใจเอาละอองน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วยที่ไอหรือจาม และการสัมผัสมือหรือการใช้สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ โทรศัพท์ ของเล่น รีโมตโทรทัศน์ เมื่อใช้มือมาขยี้ตา แคะจมูก เชื้อโรคก็จะเข้าสู่ร่างกายของเราได้โดยง่าย

อาการไข้หวัดใหญ่
โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่มักจะมีอาการที่รุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยสังเกตได้จากอาการที่มักเกิดขึ้นทันทีทันใด ต่างจากไข้หวัดธรรมดามักจะมีอาการค่อยเป็นค่อยไป และที่สำคัญคือ ไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงติดกันหลายวัน โดยเฉพาะในเด็กจะมีไข้สูงลอยเกินกว่า 39 – 40 องศาเซลเซียสติดต่อกัน 3 – 4 วัน อาจมีอาการหนาวสั่นสะท้านร่วมด้วย ในขณะที่ไข้หวัดธรรมดาอาจมีไข้แต่ไม่สูงมากนัก นอกจากนั้นเด็กโตและผู้ใหญ่มักมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างมาก และเบื่ออาหารเป็นอาการสำคัญ
ความน่ากลัวของไข้หวัดใหญ่อย่างหนึ่งคือ การเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรค ได้แก่ โรคปอดอักเสบ และโรคสมองอักเสบ ซึ่งมักเกิดกับผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงคือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคเบาหวาน โรคไต โรคเอดส์ ควรพบแพทย์ทันทีเมื่อทราบว่าเป็นไข้หวัดใหญ่

ดูแลรักษาไข้หวัดใหญ่
การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ ส่วนใหญ่จะหายเอง หากมีอาการไม่มากอาจจะดูแลเองที่บ้านและรักษาตามอาการ เช่น เมื่อมีไข้สูงให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวและใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มแอสไพริน หรือถ้ามีน้ำมูกให้ใช้ยาลดน้ำมูกและยาละลายเสมหะ ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารอ่อน ๆ และนอนพักมาก ๆ ไม่ควรออกกำลังกาย
หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3 วัน เช่น ไข้สูงมากจนเพ้อ ซึม หายใจหอบ หายใจลำบาก เจ็บแน่นหน้าอก หน้ามืด มีอาการขาดน้ำและดื่มน้ำไม่เพียงพอ ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจมีภาวะแทรกซ้อนหรืออาจมีสาเหตุมาจากโรคอื่น ๆ

ป้องกันไข้หวัดใหญ่
1.หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ ทั้งผู้ที่ป่วยและไม่ป่วย
2.ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น
3.ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด หรือถ้าจำเป็นควรปิดปาก จมูกด้วยหน้ากากอนามัย
4.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นพวกผัก ผลไม้ นม ไข่ กินอาหารปรุงสุกใหม่ ๆ และใช้ช้อนกลาง
5.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
6.ดื่มน้ำสะอาด
7.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
8.หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น
9.ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพิ่มเติมจากตารางฉีดวัคซีนตามปกติ แนะนำให้ฉีดกับคนกลุ่มเสี่ยงได้แก่ คนอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หรือเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน – 19 ปี คนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยที่จะต้องไปคลินิกหรือไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ ช่วงฤดูไข้หวัด ผู้ที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล คนที่กินยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

REF: รพ.กรุงเทพ

#ร้านยาจังหวัดอุตรดิตถ์​ #ร้านยาหน้าโรงพยาบาลอุตรดิตถ์​ #จุฬา​เภสัช​อุตรดิตถ์ #ร้านยาคุณภาพ #ร้านยาคุณภาพอุตรดิตถ์

02/10/2022

ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นอาการที่พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยพบบ่อยในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งหากมีอาการอักเสบบ่อยๆ เป็นเรื้อรังจนถึงขั้นรุนแรงได้ ดังนั้น จึงไม่ควรมองข้ามหากคุณมีอาการเจ็บคอ บ่อยๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ

ต่อมทอนซิล คืออะไร?

ต่อมทอนซิล เป็นต่อมน้ำเหลือง 2 ต่อมคู่ข้างซ้ายและขวาในลำคอที่อยู่ด้านข้างใกล้กับโคนลิ้น มีหน้าที่หลักในการจับและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินอาหาร และช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับร่างกาย

ทอนซิลอักเสบเกิดจากอะไร?

โรคต่อมทอนซิลอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสและการติดเชื้อแบคทีเรีย

อาการ “ต่อมทอนซิลอักเสบ”

สังเกตอาการหรือสัญญาณเตือนของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ผู้ป่วยมักมีอาการแสดง ดังนี้

-ต่อมทอนซิลบวมแดง กดแล้วเจ็บ
-กลืนอาหารลำบาก เจ็บคอเวลากลืน
-ปวดศีรษะ
-มีไข้ หนาวสั่น
-เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยน เนื่องมาจากภาวะต่อมทอนซิลโต
-มีกลิ่นปาก
-คลำได้ต่อมน้ำเหลืองที่คอบวม โต
-ปวดร้าวที่หู
-อาจมีอาการอาเจียนหลังรับประทานอาหาร

ดูแลตนเองอย่างไร เมื่อเป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบ

ผู้ป่วยควรดูแลตนเองโดยรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำอุ่นมากๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รับประทานอาหารย่อยง่าย พยายามอย่าอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย และระวังอย่าให้ผู้ป่วยไอ จาม รด อย่าใช้ของร่วมกับผู้ป่วย งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และการสัมผัสฝุ่นควัน

การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบ

การรักษาภาวะต่อมทอนซิลอักเสบ แพทย์จะตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาตามอาการ หากมีอาการอักเสบไม่มาก เจ็บคอเล็กน้อย ไม่มีไข้ อาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา ในผู้ป่วยที่มีอาการมากแพทย์จะวินิจฉัยให้รักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะ

การรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น การให้ยาบรรเทาอาการเจ็บคอ ยาลดน้ำมูก หรือลดไข้ ให้ยาแก้อักเสบเพื่อกำจัดเชื้อที่เป็นสาเหตุ ถ้าการอักเสบนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยโรคต่อมทอนซิลอักเสบ จะมีอาการดีขึ้นในช่วง 3 – 7 วันหลังเข้ารับการรักษา

การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด กรณีที่การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะไม่ได้ผล เกิดภาวะแทรกซ้อน มีภาวะต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง อาจจะต้องทำการรักษาโดยการผ่าตัดต่อมทอนซิล ซึ่งการรักษาโดยวิธีการผ่าตัดจะช่วยให้อาการต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังหายเป็นปกติได้ โดยหากพบว่า ภายใน 1 ปี มีอาการทอนซิลอักเสบมากกว่า 7 ครั้ง ควรปรึกษาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และรักษาอย่างถูกต้อง เพราะต่อมทอนซิลที่เกิดการอักเสบ จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพในการใช้ชีวิตประจำวัน หรืออาจส่งผลให้เกิดโรคร้ายแรงได้

REF: รพ.ศิครินทร์

#ร้านยาจังหวัดอุตรดิตถ์​ #ร้านยาหน้าโรงพยาบาลอุตรดิตถ์​ #จุฬา​เภสัช​อุตรดิตถ์ #ร้านยาคุณภาพ #ร้านยาคุณภาพอุตรดิตถ์

01/10/2022

RSV ไวรัสตัวร้าย อันตรายถึงชีวิต ❗️
ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ระวังป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ จากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV)

#ไวรัสอาร์เอสวี
#สคร.9
#กรมควบคุมโรค #ไทยรู้สู้โควิด #ไทยรู้สู้โรคและภัยสุขภาพ

29/09/2022

ที่ร้านยังรับส่ง Kerry ตามปกตินะคะ 😀

28/09/2022

ลูกค้าบอก มารพ.ทีไร มาซื้อร้านนี้ทุกทีเลย 😀

28/09/2022

ที่ร้านขายซองละ 30 บาทเองค่ะ มาอุดหนุนกันได้ค่ะ

24/09/2022

ปวดหัวไมเกรน อาการอย่างไร
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาการที่แสดงคือ “ปวดหัวข้างเดียว” แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการปวดหัวไมเกรนก็สามารถปวดหัวทั้งสองข้างได้เช่นกัน

การปวดหัวข้างใดข้างหนึ่ง เป็นลักษณะเฉพาะของไมเกรน เนื่องจากมีจุดหรือแหล่งกำเนิดที่ทำให้ปวดหัว ส่วนมากอยู่บริเวณก้านสมอง มีการส่งสัญญาณทางระบบประสาท เพื่อไปกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ และระบบหลอดเลือดของสมอง รวมทั้งการส่งผ่านสัญญาณของเส้นประสาทมาทางเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่รับความเจ็บปวดบริเวณใบหน้าและศีรษะ อาจทำให้บางครั้งเริ่มต้นปวดหัวข้างใดข้างหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าเป็นมากอาการปวดก็สามารถกระจายไปยังศีรษะทั้งสองข้างได้ หรืออาจปวดหัวย้ายไปมาสลับกันระหว่างซ้ายและขวา

ปวดหัวไมเกรน มีสาเหตุมาจากอะไร
สาเหตุที่ทำให้เกิดยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีทฤษฎีหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องทางพันธุศาสตร์ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เชื่อว่าอาการปวดหัวไมเกรนถูกกำหนดโดยโครงสร้างของสมองในบุคคลนั้น ทำให้มีความไวต่อสิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เกิดอาการ สิ่งเร้านั้น ได้แก่ การอดนอน การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา อากาศร้อน แสงจ้า ความเครียด ในเพศหญิงยังมีเรื่องของฮอร์โมนเพศเข้ามาเกี่ยว เช่น ก่อนหรือหลังมีประจำเดือนจะมีอาการไมเกรนกำเริบขึ้นมา เป็นต้น

ปวดหัวไมเกรน มีกี่ประเภท
หากแบ่งประเภทของการปวดหัวไมเกรนในทางการแพทย์นั้นมีความซับซ้อนค่อนข้างมาก แต่ถ้าหากแบ่งโดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

-กลุ่มที่มีอาการออร่า คือมีการมองเห็นที่ผิดปกติ เช่น ตามองไม่เห็นชั่วคราว หรือเห็นแสงระยิบระยับ ภาพบิดเบี้ยว ภาพเบลอ ก่อนปวดหัว ทั้งหมดนี้เรียกว่า คลาสสิคไมเกรน
-กลุ่มที่ไม่มีอาการออร่า คือไม่มีอาการเตือนนำมาก่อน มีเฉพาะอาการปวดหัวเท่านั้น เรียกว่า Common migraine

ปวดหัวไมเกรน รุนแรงแค่ไหน
ระดับความรุนแรงของการปวดหัวไมเกรนขึ้นอยู่กับความทนทานของร่างกายในแต่ละบุคคล บางรายอาจปวดมาก แต่สามารถทนได้และไม่รู้สึกว่าตัวเองปวดมาก รวมถึงไม่ต้องกินยาก็สามารถทนไหว แต่บางรายมีความทนต่ออาการได้ต่ำ อาจรีบพบแพทย์และรายงานกับแพทย์ว่าปวดมาก ทั้งที่อาการอาจไม่ได้หนักเท่าไร จึงกล่าวได้ว่าความรุนแรงของการปวดหัวไมเกรนขึ้นอยู่กับความทนทานของร่างกาย

นอกจากอาการปวดหัว ถ้าหากมีการดำเนินโรคไปถึงจุดที่มีอาการอื่นเพิ่มเติม เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดหัวมากจนต้องใช้ยาแก้ปวดหลายชนิด อาการแบบนี้ถือเป็นระดับรุนแรง จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อฉีดยาแก้ปวดชั่วคราว และรับยาป้องกันอาการจากแพทย์

ปวดหัวไมเกรน แตกต่างจากปวดหัวทั่วไปอย่างไร
อาการปวดหัวไมเกรน ผู้ป่วยมักมีประวัติจำเพาะและตรวจร่างกายพบว่ามีความปกติดีของระบบประสาท แต่ถ้าหากปวดหัวจากสาเหตุอื่น อาจมีความผิดปกติทางระบบประสาทหรือมีผลข้างเคียงมาจากโรคอื่นทำให้เกิดอาการปวดหัวขึ้น ในการตรวจวินิจฉัยเพื่อแยกแยะอาการปวดหัวทั้งสองออกจากกัน แพทย์จะทำการซักประวัติคนไข้และตรวจร่างกายอย่างละเอียดว่าระบบประสาทมีความผิดปกติหรือไม่

ปวดหัวไมเกรน เกิดกับใครได้บ้าง
สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ โดยในผู้สูงอายุบางรายอาจเริ่มเป็นไมเกรนตั้งแต่อายุน้อย หรือบางรายอาจเริ่มเป็นไมเกรนตอนอายุมาก

ทำไมคนเป็นไมเกรนส่วนใหญ่มักอยู่ในวัยทำงาน
คนวัยทำงานมักมีสิ่งเร้ามากมายที่ทำให้ผู้ป่วยไมเกรนถูกกระตุ้น ได้แก่ แสงจากคอมพิวเตอร์ ความเครียด การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การอดนอน การดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

การกินยาเพื่อบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรน
ยาที่สามารถบรรเทาอาการปวดไมเกรน ได้แก่

-พาราเซตามอล
-กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDS)
-ยาต้านไมเกรน
โดยในการกินยาเพื่อให้ได้ผลนั้นควรกินเมื่อเริ่มมีอาการ เพื่อระงับไม่ให้อาการรุนแรง แต่ถ้าหากปล่อยให้มีการดำเนินโรคไปถึงระดับหนึ่งแล้ว การกินยามักได้ผลน้อย ทั้งนี้ผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้มีอาการปวดหัวเรื้อรังจากการใช้ยา ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย สาเหตุหลักมักมาจากการใช้ยาแก้ปวดต่อเนื่องติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกิน 1 สัปดาห์

ปวดหัวไมเกรนและการรักษา
-การรักษาในระยะที่มีอาการปวดเฉียบพลัน แพทย์จะใช้ยาแก้ปวดซึ่งมีหลายชนิด ตั้งแต่ขนาดเบาไปจนถึงขนาดที่ระงับอาการไมเกรนได้ รวมถึงการใช้ยาฉีด โดยแพทย์จะเลือกใช้ยาตามอาการ
-การรักษาในรายที่มีแนวโน้มปวดหัวเรื้อรังจากไมเกรนหรือจากการใช้ยามากเกินไป จำเป็นต้องใช้ยาป้องกันการกำเริบของไมเกรน เช่น ยากันชัก กลุ่มยาต้านเศร้า เป็นต้น

ปวดหัวไมเกรน ป้องกันได้อย่างไร
การป้องกันที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นอาการ เช่น หลีกเลี่ยงการใช้งานคอมพิวเตอร์มากเกินไป หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น

REF: รพ.รามาธิบดี

#ร้านยาจังหวัดอุตรดิตถ์​ #ร้านยาหน้าโรงพยาบาลอุตรดิตถ์​ #จุฬา​เภสัช​อุตรดิตถ์ #ร้านยาคุณภาพ #ร้านยาคุณภาพอุตรดิตถ์

Photos from SirirajDerm's post 21/09/2022

Photos from SirirajDerm's post

17/09/2022

เมื่อพูดถึงอาการท้องเสียหรืออุจจาระร่วงแน่นอนว่าเกือบทุกคนต้องเคยเป็น ซึ่งหลัก ๆ แล้วมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสมากที่สุด รองจากนั้นคือเชื้อแบคทีเรียและเชื้ออื่น ๆ แต่เจ้าไวรัสชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้รุนแรงมากที่สุดมีชื่อว่า ไวรัสโรต้า (Rotavirus) ซึ่งพบได้ในช่วงที่อากาศเย็นทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ที่สำคัญสามารถเป็นซ้ำและแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นการรู้เท่าทันไวรัสชนิดนี้คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ป้องกันรักษาได้อย่างถูกต้อง

รู้จักไวรัสโรต้า
ไวรัสโรต้า เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีหลายสายพันธุ์ เมื่อเชื้อไวรัสนี้เข้าไปในระบบทางเดินอาหารแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วงรุนแรงได้ ซึ่งพบมากในเด็กเล็กและมีอาการรุนแรงกว่าเด็กโต ถึงขนาดที่ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ไวรัสโรต้ายังทนต่อสิ่งแวดล้อมได้นานหลายชั่วโมงจึงทำให้เกิดการระบาดอย่างรวดเร็ว

อาการที่พบ
-อาเจียน
-ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ
-มีไข้
-ชักเพราะไข้สูง
ไวรัสโรต้าอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียและอาเจียนอย่างหนักจนเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงถึงขั้นช็อกหรือเสียชีวิตได้ จึงควรสังเกตอาการขาดน้ำที่เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว ได้แก่ กระหายน้ำ ปากแห้ง กระวนกระวาย ซึม ตาโบ๋ กระหม่อมบุ๋ม เป็นต้น

วิธีการรักษา
การดูแลรักษาเจ้าตัวเล็กและผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสโรต้าที่ดีที่สุดคือ การทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปเพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและดูแลเรื่องการรับประทานอาหาร ดังนี้

-ดื่มน้ำเกลือแร่ครั้งละน้อย บ่อย ๆ
-เลี่ยงการให้ยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อ
-งดนมและผลไม้
-ถ้าเป็นเด็กเล็กไม่ต้องหยุดนมแม่
-หากอาการไม่รุนแรงควรให้ดื่มน้ำสะอาดร่วมกับน้ำเกลือแร่ อาหารเหลว และอาหารอ่อน
-ถ้าอาการรุนแรง คือ มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด อาเจียน ซึม และเพลียมาก ควรรีบพบแพทย์ทันที

ป้องกันระวังโรต้า
เนื่องจากการติดเชื้อไวรัสโรต้าส่วนใหญ่ติดต่อจากการสัมผัสโดยตรงและการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อนี้ เพราะฉะนั้นวิธีการป้องกัน ได้แก่

-ล้างมือบ่อย ๆ
-ก่อนและหลังทานอาหารรวมถึงหลังเข้าห้องน้ำต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
-ทานอาหารปรุงสุก สดใหม่
-ดื่มน้ำสะอาด
-ไม่ใช้อุปกรณ์การทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
-ถ้าเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็กต้องล้างมือทุกครั้ง
-หมั่นทำความสะอาดของเล่นอยู่เสมอ
-เลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่มีอาการท้องเสีย

วัคซีนป้องกันเจ้าตัวเล็กจากไวรัสโรต้า
วัคซีนป้องกันอาการท้องร่วงรุนแรงจากไวรัสโรต้าในปัจจุบันเป็นวัคซีนชนิดหยอดที่ใช้ได้เฉพาะในเด็กเล็กเท่านั้น ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค ลดความรุนแรงของโรค และมีความปลอดภัยสูง โดยจะเริ่มหยอดครั้งแรกในเด็กที่มีอายุเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไปและจะให้ครั้งต่อไปห่างจากครั้งแรก 4 สัปดาห์ โดยหยอดทางปาก 2 หรือ 3 ครั้งขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน หากเด็กได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าครบถ้วน แม้จะท้องร่วงจากการติดเชื้อไวรัสโรต้าก็จะมีอาการเบาลง ทั้งนี้ควรพบกุมารแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อรับวัคซีนและคำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสม

REF: รพ.กรุงเทพ

#ร้านยาจังหวัดอุตรดิตถ์​ #ร้านยาหน้าโรงพยาบาลอุตรดิตถ์​ #จุฬา​เภสัช​อุตรดิตถ์ #ร้านยาคุณภาพ #ร้านยาคุณภาพอุตรดิตถ์

15/09/2022

เข้าแล้วนะคะ

#ร้านยาคุณภาพอุตรดิตถ์ #ร้านยาหน้าโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ #จุฬา​เภสัชอุตรดิตถ์​ #ร้านยาจังหวัดอุตรดิตถ์

15/09/2022

รู้จักไวรัส RSV

ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง สามารถเกิดการติดเชื้อได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนมากแล้วมักเกิดในเด็กเล็ก ๆ ที่อายุต่ำกว่า 3 ปี สำหรับในประเทศไทยอาจพบการระบาดได้บ่อยในช่วงฤดูฝนหรือช่วงปลายฝนต้นหนาว

การติดต่อของ RSV
การติดต่อของเชื้อ RSV นี้สามารถติดต่อผ่านสารคัดหลั่งต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอ จาม โดยเฉพาะการติดต่อจากการสัมผัส ซึ่งหากเด็กได้รับเชื้อ ระยะฟักตัวของโรคจะอยู่ที่ประมาณ 5 วัน โดยในช่วง 2 – 4 วันแรกมักมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น ไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล เมื่อการดำเนินโรคมีมากขึ้นส่งผลให้ทางเดินหายใจส่วนล่างมีการอักเสบตามมา ทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ และโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ ในบางรายเกิดอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ไอแรง หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงครืดคราด มีเสมหะในลำคอมาก ๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่ต้องพึงระวัง คือ หากมีอาการไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส ไอจนอาเจียน หายใจเร็วหอบจนชายโครงหรืออกบุ๋ม หายใจออกลำบากหรือหายใจมีเสียงวี้ด (Wheezing) รับประทานอาหารหรือนมได้น้อย ซึมลง ปากซีดเขียว เพราะผู้ป่วยที่มีอาการหนัก มีโอกาสเสียชีวิตเนื่องจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้สูง

ทั้งนี้จากข่าวที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ แชร์ประสบการณ์เรื่องราวของผู้ปกครองรายหนึ่งที่มีลูกยังเล็กอายุเพียง 5 เดือน แต่ติดเชื้อไวรัส RSV ทำให้เกิดปอดอักเสบ โดยคาดว่าติดเชื้อจากการสัมผัสจากผู้อื่นที่มาจับหรือหอมแก้มลูกของตนนั้น การติดเชื้ออาจเกิดจากการสัมผัสจากผู้อื่นที่ป่วยหรือเป็นพาหะได้ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เอ็นดูเด็กเล็ก อยากเข้าไปสัมผัสจับมือ หอมแก้ม โดยไม่ได้ทำความสะอาดร่างกายหรือล้างมือก่อนสัมผัส เมื่อไปจับต้องโดนตัวเด็ก หรือสัมผัสโดนปากหรือจมูก ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน ผู้ใหญ่ควรระมัดระวัง อย่าเผลอแพร่เชื้อให้เด็กเล็กโดยไม่รู้ตัว

การรักษา RSV
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรง แต่ใช้วิธีการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ แก้ไอละลายเสมหะ ในเด็กบางรายที่มีเสมหะเหนียวมาก ต้องทำการพ่นยาขยายหลอดลมผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอด และดูดเสมหะออก จะช่วยลดความรุนแรงของอาการไอและอาการหายใจหอบเหนื่อยได้

โรคติดเชื้อไวรัส RSV ใช้เวลาในการฟื้นไข้ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดอาการได้ตั้งแต่ไข้หวัดธรรมดา รวมถึงอาการรุนแรงเป็นปอดบวมซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตลูกน้อยได้ เชื้อไวรัสนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากร่างกายอ่อนแอ

ป้องกัน RSV
การป้องกันการติดเชื้อ RSV ทำได้โดยการรักษาความสะอาด ผู้ปกครองควรดูแลความสะอาดให้ดี หมั่นล้างมือตัวเองและลูกน้อยบ่อย ๆ เพราะการล้างมือสามารถลดเชื้อที่ติดมากับมือทุกชนิดได้ถึงร้อยละ 70 ควรรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะครบ 5 หมู่ และให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายในอากาศที่ถ่ายเท ไม่อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ปกติแล้วในผู้ใหญ่มักไม่ติดเชื้อโรคนี้ เพราะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอ แต่ผู้ใหญ่มีโอกาสสัมผัสเชื้อนี้ได้ และหากไม่ล้างมือให้สะอาดก็อาจทำให้เด็กเล็กติดเชื้อจากผู้ใหญ่ได้

สำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองที่ลูกมีอาการป่วย ควรแยกเด็กออกจากเด็กปกติ ไม่ไปอยู่ในสถานที่แออัด ควรดูแลทำความสะอาดของใช้ส่วนตัวและแยกไว้ต่างหากเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าเรียนในเนิร์สเซอร์รีหรือโรงเรียนอนุบาลแล้ว หากมีอาการป่วยควรให้หยุดเรียนจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อได้อีกทางหนึ่ง

REF: รพ.กรุงเทพ

#ร้านยาจังหวัดอุตรดิตถ์​ #ร้านยาหน้าโรงพยาบาลอุตรดิตถ์​ #จุฬา​เภสัช​อุตรดิตถ์ #ร้านยาคุณภาพ #ร้านยาคุณภาพอุตรดิตถ์

Videos (show all)

WiseTest สำหรับเด็ก
GQ
GQ
GQ
#COVID19

Telephone

Website

Opening Hours

Monday 07:00 - 19:30
Tuesday 07:00 - 19:30
Wednesday 07:00 - 19:30
Thursday 07:00 - 19:30
Friday 07:00 - 19:30
Saturday 08:00 - 19:30
Sunday 08:00 - 19:30