WATCHESSIAM.com
Watchesiam - ตามข่าวนาฬิกา
13/05/2026
News Update : จากสนามแข่งระดับโลกสู่ข้อมือคุณ! เผยโฉม TAG Heuer Formula 1 Solargraph X Indy 500
ปลุกวิญญาณนักแข่งในตัวคุณด้วยเรือนเวลาคอลเลกชันพิเศษลำดับที่ 13 ที่ TAG Heuer ร่วมสร้างสรรค์กับการแข่งขันระดับตำนานอย่าง Indy 500 มาในดีไซน์ที่ดุดัน ทันสมัย และเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์สนามแข่ง
✨ Highlight ที่ไม่ควรพลาด:
Design & Legacy: ตัวเรือนสตีลพ่นทรายขนาด 38 มม. สวมใส่ง่ายทั้งชายและหญิง โดดเด่นด้วยโลโก้ Indy 500 และลวดลายอิฐ "Yard of Bricks" อันเป็นสัญลักษณ์ของสนาม Indianapolis
Solargraph Technology: ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสง! ชาร์จเพียง 1 นาทีจากแสงแดด ☀️ ใช้งานได้ทั้งวัน และหากชาร์จเต็มจะสำรองพลังงานได้นานถึง 10 เดือนในที่มืดสนิท
Durability: ขอบตัวเรือน TH Polylight หมุนได้สองทิศทาง น้ำหนักเบาแต่ทนทานสุดๆ พร้อมสายสตีล 3 แถวที่ให้ลุคสปอร์ตหรู
Limited Edition: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,110 เรือนทั่วโลก เท่านั้น! มาพร้อมกล่องบรรจุภัณฑ์ดีไซน์พิเศษสำหรับแฟนพันธุ์แท้
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมนาฬิกาหรือสาย Speed ตัวจริง เรือนนี้คือคำตอบที่ผสมผสาน "นวัตกรรม" และ "ความเร็ว" ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
🏁 สัมผัสความเร้าใจของ Indy 500 ได้แล้ววันนี้ที่ [ใส่ช่องทางการติดต่อ/สถานที่จำหน่าย]
13/05/2026
News Update : URWERK ปิดตำนานคอลเลกชันระดับไอคอน เผยโฉม UR-10 SpaceMeter Blue รุ่นสุดท้ายเพียง 25 เรือนทั่วโลก
URWERK แบรนด์ผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาอิสระระดับสูง (Haute Horlogerie) ประกาศบทสรุปอันยิ่งใหญ่ของซีรีส์ตระกูล “10” ด้วยการเปิดตัว UR-10 SpaceMeter Blue ผลงานชิ้นเอกรุ่นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นเพียง 25 เรือน เพื่อย้ำเตือนมนุษยชาติว่า “เวลา” และ “อวกาศ” คือสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้
มากกว่าการบอกเวลา แต่คือการวัดระยะทางแห่งจักรวาล
UR-10 SpaceMeter Blue ไม่ใช่แค่นาฬิกาข้อมือทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือดาราศาสตร์ขนาดพกพาที่นำการเคลื่อนไหวของโลกในอวกาศมาไว้บนข้อมือ ผ่านหน้าปัดย่อย 3 ตำแหน่งที่สะท้อนการเดินทางของโลก:
Earth (2 นาฬิกา): บันทึกการหมุนรอบตัวเองของโลก ทุกระยะ 10 กิโลเมตร
Sun (4 นาฬิกา): บันทึกการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทุกระยะ 1,000 กิโลเมตร
Orbit (9 นาฬิกา): สเกลคู่ที่ประสานทั้งการหมุนและการโคจรเข้าด้วยกันอย่างแม่นยำ
ด้วยกลไกอันสลับซับซ้อนนี้ ผู้สวมใส่จะไม่เพียงแต่ทราบเวลา แต่จะตระหนักถึงตำแหน่งของตนเองภายในกลไกอันมหึมาของจักรวาลในทุกวินาทีที่ผ่านไป
ดีไซน์ที่ขัดแย้งแต่ซื่อสัตย์ต่อแก่นแท้
ในแง่ของดีไซน์ UR-10 มาในรูปลักษณ์หน้าปัดทรงกลมที่ดูเรียบง่ายที่สุดเท่าที่ URWERK เคยสร้างมา ทว่าภายในกลับบรรจุความขบถตามสไตล์ของแบรนด์ไว้อย่างเต็มเปี่ยม ตัวเรือนรุ่นสุดท้ายนี้มาในโทนสีน้ำเงินเข้ม (Blue Edition) เพื่อสื่อถึงห้วงอวกาศและความลุ่มลึกของดาราศาสตร์
นวัตกรรม Double Flow Turbine
นอกเหนือจากความงามเชิงศิลปะ URWERK ยังใส่ใจในวิศวกรรมกลไกด้วยระบบ Double Flow Turbine กังหันคู่ที่จดสิทธิบัตร ซึ่งทำงานร่วมกับระบบขึ้นลานอัตโนมัติ เพื่อควบคุมความเร็วของโรเตอร์ ลดภาระของกลไก และสร้างภาพลักษณ์การเคลื่อนไหวที่น่าหลงใหลราวกับถูกสะกดจิต
จากมรดกตกทอดสู่คลัง “The Legends”
แรงบันดาลใจของ UR-10 เกิดจากการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาโบราณและความรักในครอบครัว โดยต่อยอดมาจากนาฬิกาลึกลับของ Gustave Sandoz ที่คุณพ่อของ Felix Baumgartner (ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์) เคยบูรณะไว้
Martin Frei ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์กล่าวว่า "สำหรับเรา รุ่นสีน้ำเงินนี้คือบทสรุปที่เหมาะสมที่สุด เพราะมันพานาฬิกาเรือนนี้กลับไปสู่บริบทดั้งเดิมของมัน นั่นคืออวกาศ"
การเผยโฉม UR-10 SpaceMeter Blue ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการส่งผ่านนาฬิกาจากสายการผลิตเข้าสู่คลัง The Legends ของแบรนด์อย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งไว้เพียงตำนานและความล้ำสมัยที่จะคงอยู่ตลอดไป
13/05/2026
Jewelry Collection :✨Cartier เผยโฉม LE CHŒUR DE PIERRE
คอลเลคชั่นเครื่องประดับชั้นสูงที่ถ่ายทอดทั้ง “เสียง” (chœur) และ “หัวใจ” (cœur) ของอัญมณีในแบบฉบับของเมซง เมื่อทุกสิ่งเริ่มต้นจากความมุ่งมั่นที่จะทำให้อัญมณีชิ้นเด่นแต่ละเม็ดเปล่งประกายด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่เต็มไปด้วยสีสัน รูปทรง และการเล่นประกายแสง ทุกท่วงทำนองตั้งแต่ภาพร่างถึงการตกแต่งขั้นสุดท้ายล้วนผ่านการผสานศาสตร์แห่งงานฝีมือทุกแขนงเข้าด้วยกันดุจบทเพลงบรรเลงของวงออร์เคสตรา
ผลงานกว่า 125 ชิ้น ที่ใช้เวลารังสรรค์มากกว่า 85,000 ชั่วโมงจากคอลเลคชั่นนี้หลอมรวมทักษะเชิงช่างและสุนทรียภาพ เพื่อเผยความประณีตของอัญมณีหลากสีสันให้เจิดจรัสขั้นสูงสุด จนกล่าวได้ว่า Le Chœur de Pierre คือบทสดุดีแด่ความงามของอัญมณีที่ต่างขับขานเรื่องราวของตนเองผ่านดีไซน์และงานศิลป์อันเหนือกาลเวลาของเมซง สะท้อนถึงจิตวิญญาณของคาร์เทียร์ได้อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง
13/05/2026
In Detail : AUDEMARS PIGUET × SWATCH
GREEN EIGHT / SSX03G100N
วัสดุที่ใช้ทำตัวเรือน : ตัวเรือนสีเขียว เม็ดมะยมสีเขียวอ่อนพร้อมโลโก้คอลแล็บ AP×Swatch สกรูหกเหลี่ยมและคลิป ทั้งหมดทำจากวัสดุ Bioceramic
เส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 40.0 มม. แบบไม่มีคลิปและ 44.2 มม.×53.2 มม. แบบมีคลิป
ความหนาของตัวเรือน : 8.4 มม.
กลไกนาฬิกา: กลไก SISTEM51 (ไขลานด้วยมือ) พร้อมสิทธิบัตรที่ยังมีผลบังคับใช้ 15 รายการ สำรองพลังงานได้นาน 90 ชั่วโมง บาลานซ์สปริง Nivachron™ ที่ป้องกันสนามแม่เหล็ก และความเที่ยงตรงที่ตั้งค่าจากโรงงานด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ ฝาหลังโปร่งใสเผยให้เห็นบางส่วนของกลไกนาฬิกา
คุณสมบัติในการกันน้ำ : 2 bar
กระจก : กระจกและฝาหลังทำจากแซฟไฟร์เพื่อให้ทนทานต่อรอยขีดข่วนมากเป็นพิเศษและเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน ส่วนฝาหลังก็ยังมีโลโก้ Royal Pop อีกด้วย
หน้าปัด : หน้าปัดสีเขียวมาพร้อมเอฟเฟกต์ tapisserie ที่มีโลโก้คอลแล็บ AP×Swatch และโลโก้ Royal Pop
เข็มนาฬิกา หลักชั่วโมง : เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® เกรด A (เปล่งแสงสีฟ้า)
ขอบหน้าปัด : ขอบหน้าปัดทรงแปดเหลี่ยมสีเขียวอ่อนทำจากวัสดุ Bioceramic พร้อมตกแต่งผิวซาตินในแนวตั้งและมีสกรูทรงหกเหลี่ยมสีเขียวอ่อนแปดตัวที่ทำจากวัสดุ Bioceramic
สายคล้อง: สายคล้องหนังลูกวัวสีเขียวพร้อมเย็บตะเข็บสีเขียวอ่อนที่ตัดกัน
วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป Swatch สาขาที่ร่วมรายการ : ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ศูนย์การค้าดิเอ็มสเฟียร์ , IconSiam F2 และ วัน แบงค็อก Swatch ขอสงวนสิทธิ์ในการซื้อ 1 เรือน/ 1 สาขาที่ร่วมรายการ/ 1 คน/ 1 วันเท่านั้น https://www.swatch.com/th-th/royal-pop.html
13/05/2026
In Detail : AUDEMARS PIGUET × SWATCH
OTG ROZ / SSX03J100N
วัสดุที่ใช้ทำตัวเรือน : ตัวเรือนสีชมพู เม็ดมะยมสีเหลืองพร้อมโลโก้คอลแล็บ AP×Swatch สกรูหกเหลี่ยมและคลิป ทั้งหมดทำจากวัสดุ Bioceramic เส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 40.0 มม. แบบไม่มีคลิปและ 44.2 มม.× 53.2 มม. แบบมีคลิป
ความหนาของตัวเรือน : 8.4 มม.
กลไกนาฬิกา: กลไก SISTEM51 (ไขลานด้วยมือ) พร้อมสิทธิบัตรที่ยังมีผลบังคับใช้ 15 รายการ สำรองพลังงานได้นาน 90 ชั่วโมง บาลานซ์สปริง Nivachron™ ที่ป้องกันสนามแม่เหล็ก และความเที่ยงตรงที่ตั้งค่าจากโรงงานด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ ฝาหลังโปร่งใสเผยให้เห็นบางส่วนของกลไกนาฬิกา
คุณสมบัติในการกันน้ำ : 2 bar
กระจก : กระจกและฝาหลังทำจากแซฟไฟร์เพื่อให้ทนทานต่อรอยขีดข่วนมากเป็นพิเศษและเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน ส่วนฝาหลังก็ยังมีโลโก้ Royal Pop อีกด้วย
หน้าปัด : หน้าปัดสีทีลมาพร้อมเอฟเฟกต์ tapisserie ที่มีโลโก้คอลแล็บ AP×Swatch และโลโก้ Royal Pop รวมถึงหน้าปัดย่อย petite seconde สีชมพู
เข็มนาฬิกา หลักชั่วโมง : เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® เกรด A (เปล่งแสงสีฟ้า)
ขอบหน้าปัด : ขอบหน้าปัดทรงแปดเหลี่ยม สีเหลืองทำจากวัสดุ Bioceramic พร้อมตกแต่งผิวซาตินในแนวตั้งและมีสกรูทรงหกเหลี่ยมสีดำแปดตัวที่ทำจากวัสดุ Bioceramic
สายคล้อง : สายคล้องหนังลูกวัวสีชมพูพร้อมเย็บตะเข็บสีเหลืองที่ตัดกัน
วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป Swatch สาขาที่ร่วมรายการ : ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ศูนย์การค้าดิเอ็มสเฟียร์ , IconSiam F2 และ วัน แบงค็อก Swatch ขอสงวนสิทธิ์ในการซื้อ 1 เรือน/ 1 สาขาที่ร่วมรายการ/ 1 คน/ 1 วันเท่านั้น https://www.swatch.com/th-th/royal-pop.html
ดูน้อยลง
13/05/2026
In Detail : AUDEMARS PIGUET × SWATCH
HUIT BLANC / SSX03W100N
วัสดุที่ใช้ทำตัวเรือน : ตัวเรือนสีขาว เม็ดมะยมสีขาวพร้อมโลโก้คอลแล็บ AP×Swatch สกรูหกเหลี่ยมและคลิป ทั้งหมดทำจากวัสดุ Bioceramic เส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 40.0 มม. แบบไม่มีคลิปและ 44.2 มม.×53.2 มม. แบบมีคลิป
ความหนาของตัวเรือน : 8.4 มม.
กลไกนาฬิกา: กลไก SISTEM51 (ไขลานด้วยมือ) พร้อมสิทธิบัตรที่ยังมีผลบังคับใช้ 15 รายการ สำรองพลังงานได้นาน 90 ชั่วโมง บาลานซ์สปริง Nivachron™ ที่ป้องกันสนามแม่เหล็ก และความเที่ยงตรงที่ตั้งค่าจากโรงงานด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ ฝาหลังโปร่งใสเผยให้เห็นบางส่วนของ
กลไกนาฬิกา
คุณสมบัติในการกันน้ำ : 2 bar
กระจก : กระจกและฝาหลังทำจากแซฟไฟร์เพื่อให้ทนทานต่อรอยขีดข่วนมากเป็นพิเศษและเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน ส่วนฝาหลังก็ยังมีโลโก้ Royal Pop อีกด้วย
หน้าปัด : หน้าปัดสีขาวมาพร้อมเอฟเฟกต์ tapisserie ที่มีโลโก้
คอลแล็บ AP×Swatch และโลโก้ Royal Pop เข็มนาฬิกา หลักชั่วโมง: เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® เกรด A (เปล่งแสงสีฟ้า)
ขอบหน้าปัด: ขอบหน้าปัดทรงแปดเหลี่ยม สีขาวทำจากวัสดุ Bioceramic พร้อมตกแต่งผิวซาตินในแนวตั้งและมีสกรูทรงหกเหลี่ยมสีสันสดใสแปดตัวที่ทำจากวัสดุ Bioceramic
สายคล้อง: สายคล้องหนังลูกวัวสีขาวพร้อมเย็บตะเข็บสีเหลืองที่ตัดกัน
วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป Swatch สาขาที่ร่วมรายการ : ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ศูนย์การค้าดิเอ็มสเฟียร์ , IconSiam F2 และ วัน แบงค็อก Swatch ขอสงวนสิทธิ์ในการซื้อ 1 เรือน/ 1 สาขาที่ร่วมรายการ/ 1 คน/ 1 วันเท่านั้น https://www.swatch.com/th-th/royal-pop.html
13/05/2026
News Update : ฉีกทุกกฎของการประดิษฐ์เรือนเวลา
AUDEMARS PIGUET X SWATCH เฉลิมฉลองตำนาน Royal Oak ของ Audemars Piguet ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันนาฬิกา Bioceramic สีสันสดใสจำนวนแปดรุ่นในรูปแบบพ็อกเก็ตวอทช์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Swatch POP
วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป Swatch สาขาที่ร่วมรายการ : ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ศูนย์การค้าดิเอ็มสเฟียร์ , IconSiam F2 และ วัน แบงค็อก Swatch ขอสงวนสิทธิ์ในการซื้อ 1 เรือน/ 1 สาขาที่ร่วมรายการ/ 1 คน/ 1 วันเท่านั้น https://www.swatch.com/th-th/royal-pop.html
11/05/2026
Hot Item : กับความโดดเด่นด้วยดีไซน์โปร่งแสงสุดล้ำพร้อมควาแข็งแกร่งแบบฉบับ G-SHOCKG-SHOCK ปลุกตำนาน Y2K ให้กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่น GA-V01SKE
ซีรีส์ใหม่ล่าสุดที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ตัวเรือนและสายแบบโปร่งแสงสีสันสดใสถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากแฟชั่นยุค Y2K ที่ถูกนำมาตีความใหม่อย่างทันสมัย ฉีกกรอบดีไซน์เดิมผสานเข้ากับเอกลักษณ์ด้านความแข็งแกร่งทนทานในแบบฉบับ G-SHOCK ได้อย่างลงตัวดีไซน์เด่นไม่ซ้ำใคร
GA-V01SKE นำเสนอแนวคิดการออกแบบที่ผสานความโค้งมนเข้ากับโครงสร้างเหลี่ยมคมอย่างลงตัว มาพร้อมหน้าปัดแบบ Analog-Digital
โดดเด่นด้วยจอ LCD ขนาดใหญ่ นอกจากดีไซน์ที่โดดเด่นแล้ว GA-V01SKE ยังมาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครันทั้งการแสดงเวลาโลก 48 เมือง ระบบปลุก 5 เวลาฟังก์ชันจับเวลาและจับเวลาถอยหลัง ไฟ LED และแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานสูงถึง 10 ปี ไฮไลต์สำคัญของ GA-V01SKE
หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญของรุ่นนี้ คือ ระบบ Shock Release Hand ซึ่งใช้แรงแม่เหล็กในการยึดเข็มนาทีเข้ากับแกนกลางช่วยดูดซับและกระจายแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพขณะเดียวกันตัวเรือนตรงกลางที่ทำหน้าที่ปกป้องโมดูลถูกห่อหุ้มด้วยโครงสร้างภายนอกที่แข็งแกร่งพร้อมสายที่เชื่อมต่อเป็นชิ้นเดียวกันเสริมด้วยตัวบอกเวลาขนาดใหญ่ที่วางซ้อนบนกระจก
ทำหน้าที่เสมือนกันชนเพื่อรองรับแรงกระแทกสีสันสดใส สะท้อนกลิ่นอาย Y2Kตัวเรือนและสายของรุ่นนี้มาในโครงสร้างโปร่งแสงสีสันสดใสสะท้อนโทนสีที่ได้รับความนิยมในยุค 2000ซึ่งพบได้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ของเล่น และแอ็กเซสซอรีแฟชั่นโดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีดำ สีม่วง สีส้ม และสีเขียว
สัมผัสดีไซน์โปร่งแสงสุดล้ำของ G-SHOCK รุ่น GA-V01SKE ราคา 5,900 บาท ได้แล้ววันนี้ ที่ช็อปและเคาเตอร์ G-SHOCK ทุกสาขา สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมสินค้าได้ที่เว็บไซต์ https://www.casio.com/th/
08/05/2026
Hit the road : Landwasser Viaduct - แลนด์มาร์กระดับโลก
มีเวลาอีกสักวันว่างๆ ชวนไปขึ้นรถไฟ Regional Train ที่ให้วิวสวยไม่แพ้ Bernina Express รถไฟพาโนรามาชื่อดัง เส้นทางค่อยๆลัดเลาะผ่านหุบเขา ป่าไม้และภูเขาสูงที่ถูกแต่งแต้มด้วยแสงธรรมชาติอย่างนุ่มนวลใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงนิด ๆ ก็พาคุณมาถึงหนึ่งในแลนด์มาร์กระดับโลก Landwasser Viaduct
ทันทีที่ถึงจะสัมผัสได้ถึงความพิเศษของสถานที่แห่งนี้สะพานหินโค้งสูงตระหง่านทอดตัวข้ามหุบเหวก่อนจะพุ่งเข้าสู่อุโมงค์กลางหน้าผาอย่างน่าทึ่ง Landwasser Viaduct ไม่ได้เป็นเพียงสะพานรถไฟธรรมดาแต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO และยังคงใช้งานจริงจนถึงปัจจุบันระหว่างนั่งรถไฟ มีประกาศบอกเป็นระยะเมื่อเข้าสู่ช่วงที่เป็นมรดกโลกทำให้นักเดินทางเตรียมตัวหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพได้ทันเวลาบรรยากาศบนขบวนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเล็ก ๆ แบบนักเดินทางที่รู้ว่ากำลังจะได้เห็นอะไรบางอย่างที่พิเศษจริง ๆ เมื่อถึงสถานีใกล้จุดหมายการเดินทางยังไม่จบ คุณต้องเดินเท้าต่ออีกประมาณ 1.8 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 25–30 นาที เพื่อไปยังจุดชมวิวแต่เส้นทางนี้กลับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าประทับใจที่สุดทางเดินเลียบป่าและภูเขาเงียบสงบ อากาศเย็นสดชื่นทำให้ทุกก้าวเบาสบายอย่างไม่น่าเชื่อ คุณจะเดินไปเรื่อย ๆ โดยแทบไม่รู้สึกเหนื่อยเพราะสายตาถูกดึงดูดด้วยวิวธรรมชาติรอบตัวตลอดทางและเมื่อไปถึง ภาพของสะพาน Landwasser ที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางภูเขา ก็เผยตัวออกมาอย่างสง่างามเสียงรถไฟที่แล่นผ่านสะพานในจังหวะพอดี
กลายเป็นภาพที่เหมือนหลุดออกมาจากโปสการ์ด ทั้งยิ่งใหญ่ นิ่งสงบและงดงามในแบบที่ไม่ต้องปรุงแต่งนักเดินทางหลายคนเลือกนั่งรอช่วงเวลาที่รถไฟวิ่งผ่าน เพื่อเก็บภาพ “โมเมนต์สำคัญ” นี้ไว้เป็นที่ระลึก
และเมื่อรถไฟเคลื่อนตัวผ่านโค้งของสะพานเข้าสู่อุโมงค์ภาพตรงหน้าก็เหมือนถูกหยุดเวลาไว้ชั่วขณะขากลับ อย่าพลาดแวะที่ Filisur หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยบ้านสไตล์façade สีสันสดใส เรียงรายอย่างมีเสน่ห์ถนนเงียบสงบเหมาะกับการเดินเล่นแบบไม่ต้องรีบร้อนทุกมุมดูอบอุ่นและน่ารักจนอยากใช้เวลาอยู่ให้นานขึ้นอีกนิดการมาเยือน Landwasser Viaduct จึงไม่ใช่แค่การมาชม “สะพาน” แต่คือการได้สัมผัสประสบการณ์ของการเดินทางอย่างแท้จริงตั้งแต่การนั่งรถไฟผ่านวิวระดับโลก การเดินท่ามกลางธรรมชาติไปจนถึงการค้นพบหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และบางครั้ง…ความทรงจำที่ดีที่สุดของการเดินทางก็เกิดขึ้นระหว่างทาง
............................... " not just at the destination" ...........................................
08/05/2026
Hit the road : Senda dil Dragun ถึง Il Spir
หนึ่งวันก็ไหว
การเริ่มต้นง่ายกว่าที่คิด เพียงมาที่สถานีรถไฟ Chur แล้วขึ้นไปยัง Chur Postautostation ซึ่งอยู่ชั้นบน เดินตามป้ายก็ถึงทันทีจากนั้นขึ้นรถบัสสีเหลืองของ PostAuto สาย 81 มุ่งหน้าสู่ Falera มีรถออกทุกครึ่งชั่วโมงความสะดวกสบายแบบสวิสทำให้แม้ระยะทางจะดูไกลแต่กลับรู้สึกใกล้เพียงนิดเดียวจุดหมายแรกคือ Senda dil Dragun ลงที่ป้าย Laax GR Bergbahnenแล้วเดินเพียง 170 เมตร ก็ถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินบนยอดไม้ที่ยาวที่สุดในโลก หรือที่เรียกว่า Baumwipfelpfad ระยะทางราว 1.6 กิโลเมตรทางเดินไม้ยกระดับพาเราไต่ผ่านเรือนยอดของต้นไม้สูงใหญ่มองเห็นป่าในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งแสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้ เสียงลมและความเงียบสงบที่โอบล้อมทุกย่างก้าวเป็นประสบการณ์ที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง
หลังจากนั้น นั่งรถบัสย้อนกลับเพียงสองสถานี ลงที่ Flims Waldhaus, Caumasee แล้วเริ่มต้นอีกหนึ่งเส้นทางธรรมชาติที่งดงามไม่แพ้กันมุ่งหน้าไปยัง Il Spir จุดชมวิวเหนือ Rhine Gorge หรือที่ได้ชื่อว่า Grand Canyon of Switzerland เส้นทางเดินลัดเลาะผ่านป่าสนและภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างนุ่มนวลแม้ระยะทางไป-กลับจะเกือบ 4 กิโลเมตรแต่ด้วยอากาศเย็นสบายและวิวที่สวยตลอดทางทำให้การเดินกลายเป็นความเพลิดเพลินมากกว่าความเหนื่อยและเมื่อถึงจุดหมายภาพของหุบเขาลึกตัดกับแม่น้ำสีเขียวเทอร์ควอยส์ก็ปรากฏตรงหน้าอย่างยิ่งใหญ่และสงบงามนักเดินทางหลายคนเลือกนั่งพักบนจุดชมวิว ปล่อยเวลาไหลไปช้า ๆ ถ่ายภาพ เก็บความทรงจำและซึมซับความงามของธรรมชาติที่ยังคงบริสุทธิ์
การเดินทางในวันนี้อาจทำให้คุณเดินเกือบสองหมื่นก้าวโดยไม่รู้ตัวแต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นมากกว่าตัวเลขคือความรู้สึกของการได้อยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง
08/05/2026
Siam News : RICHARD MILLE Partner Gregoire Saucy
สองพันธมิตรเข้าร่วมโครงการพัฒนานักขับของ McLaren Racing
Richard Mille เดินหน้าสนับสนุนบุคลากรแห่งอนาคตของวงการมอเตอร์สปอร์ตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด Grégoire Saucy นักแข่งชาวสวิสวัย 26 ปี
ได้ก้าวสู่บทใหม่ของเส้นทางอาชีพ หลังเข้าร่วมโครงการ McLaren
Driver Development Programme โปรแกรมพัฒนานักขับดาวรุ่งของ
McLaren Racing อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Grégoire ถือเป็นหนึ่งในนักแข่งที่ Richard Mille ให้การสนับสนุนมาตั้งแต่ปี 2017 โดย Dominique Guenat ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ มองเห็นศักยภาพของเขาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นว่าสามารถก้าวขึ้นสู่การแข่งขันระดับสูงสุดและเป็นตัวแทนของสวิตเซอร์แลนด์บนเวทีระดับนานาชาติได้ในอนาคตแม้จะมีสไตล์การขับขี่ที่ดุดันและมุ่งมั่นในสนามแข่ง แต่ Grégoire กลับได้รับการยอมรับในเรื่องความถ่อมตน วินัยและความแน่วแน่ในการเผชิญความท้าทายซึ่งเป็นคุณค่าที่สอดคล้องกับจิตวิญญาณของ Richard Mille อย่างชัดเจนเส้นทางของนักแข่งจากแคว้นจูรา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่วัยเด็กเมื่อเขาได้รับใบอนุญาตแข่งขันตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ
กลายเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตอายุน้อยที่สุดของประเทศในเวลานั้นก่อนจะสร้างชื่อจากการแข่งขันโกคาร์ตในสวิตเซอร์แลนด์ด้วยการขึ้นโพเดียมอย่างต่อเนื่องในปี 2015 เขาก้าวเข้าสู่โลกของรถสูตรเปิดผ่านการแข่งขัน V de V
Challenge Monoplace ก่อนสั่งสมประสบการณ์ในรายการ Formula 4
ทั้งในอิตาลีและเยอรมนี รวมถึง Toyota Racing Series และ Formula
Renault ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาเริ่มสร้างผลงานร่วมกับทีม ART Grand
Prixจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2021 เมื่อ Grégoire คว้าแชมป์ Formula
Regional European Championship ได้สำเร็จด้วยผลงานโดดเด่นจากชัยชนะ 8 สนาม โพลโพซิชัน 8 ครั้งและการขึ้นโพเดียมรวม 10 ครั้ง ตลอดฤดูกาล ภายใต้การสนับสนุนของ Richard Mille หลังประสบความสำเร็จในโลกของรถสูตรเปิดเขาตัดสินใจขยายขอบเขตของตัวเองสู่การแข่งขันเอ็นดูรานซ์ในปี 2024 ด้วยการเข้าร่วมทีม United Autosports ในการแข่งขัน FIA World Endurance Championship รุ่น LMGT3 พร้อมสร้างผลงานโดดเด่นด้วยอันดับ 4 ในรุ่น LMP2 ของการแข่งขันระดับตำนานอย่าง 24 Hours of Daytonaสำหรับฤดูกาล 2026 Grégoire จะลงแข่งขันในรายการ ELMS รุ่น
LMP2 รวมถึงบางสนามของ IMSA ร่วมกับ United Autosports ต่อเนื่อง
พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมการทดสอบภายใต้โครงการของ McLaren Racing
ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเส้นทางสายเอ็นดูรานซ์หลังเปลี่ยนผ่านจากรถสูตรเปิดสู่รถสปอร์ตได้อย่างน่าประทับใจภายในเวลาเพียงสองปี
“ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้เข้าร่วมโปรแกรมนี้เพราะมันมอบทั้งการสนับสนุนและโอกาสสำคัญในการพัฒนาทุกด้านที่จำเป็นสำหรับการก้าวสู่การเป็นนักแข่งระดับสูง” Grégoire กล่าว
ความร่วมมือระหว่าง Richard Mille, McLaren Racing และ Grégoire
Saucy จึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนนักแข่งดาวรุ่งเท่านั้นแต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันของโลกแห่งเครื่องบอกเวลาชั้นสูงและมอเตอร์สปอร์ต ที่ต่างขับเคลื่อนด้วยความแม่นยำ ความกล้าและความทะเยอทะยานในการก้าวข้ามขีดจำกัดอยู่เสมอ