House L200

House L200

จหน่ายอะไหล่ อุปกรณ์ตกแต่ง รับซ่อม?

Photos from House L200's post 13/12/2023

ลงรูปคันนี้บ่อย เชืาอว่าสาย cycloneรู้จักบังหมัด กับ cycloneสุดสวยคันนี้ดี ยังมีใครเล่นอยู่มั๊ยครับ

Photos from House L200's post 24/08/2023

จากpostที่แล้ว ที่พูดถึง All new Tritonไป ตอนเปิดตัว จะมี แค่ตอนเดียว กับสี่ประตู ตอนนี้ Pajero sportมาแล้วนะครับ ใครที่กำลังเล็งPajero sportใว้ รอก่อน รุ่นนี้พัฒนามาเยอะ แทน Pajeroใหญ่ รุ่นลุยที่เลิกผลิตถาวรไปแล้วนะครับ
"อาจเสริม HYBRID ? All-NEW Mitsubishi Pajero Sport โฉมใหม่ ก่อนเปิดตัวปีหน้า * ภาพเรนเดอร์"
ที่ 26 กรกฏาคม 2023 All-NEW Mitsubishi TRITON ใหม่ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย มีให้เลือกทั้ง กระบะตอนเดียว และ กระบะ 4 ประตูบนขุมกำลังใหม่ ดีเซลเทอร์โบ 2.4T 204 แรงม้า และแน่นอน Mitsubishi Pajero Sport ที่พัฒนาบนฐานเดียวกัน แต่จะมีขุมพลังที่ทรงพลังมากกว่า จะเปิดตัวระหว่างปี 2024 – 2025 (ปี 2025 กำหนดวางจำหน่าย) คาดว่าเราจะเห็น Pajero SPORT ไฮบริด เช่นเดียวกับ ไทรทันไฮบริด รวมถึงเฟรมที่ใหญ่ขึ้นและแข็งขึ้น ตัวถังที่ใหญ่ขึ้น การตกแต่งภายในที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้นพร้อมหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น และอุปกรณ์ความปลอดภัยมากขึ้น
มิตซูบิชิ เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตไฮบริด โดยจะมีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ติดตั้งระบบไฮบริด แม้ว่า กระบะ และ PPV ในแผนงาน Challenge 2025 ไม่มีไฟฟ้า แต่ความเป็นไปได้ที่ Mitsubishi จะเสริมผลิตภัณฑ์เกือบทุกรุ่นเป็นไฮบริดก็ปฏิเสธไม่ได้เลย
มีความเป็นไปได้ว่าจะใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.4 ลิตร 201 แรงม้า แรงบิด 470 นิวสตัน-เมตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีต ราคาคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ Pajero Sport รุ่นปัจจุบัน
“ ไทรทัน ใหม่กำลังผ่านการปรับแต่งขั้นสุดท้ายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตัว เนื่องจากเราได้ทำการทดสอบความทนทานอย่างเข้มงวดทั่วโลก ในขณะเดียวกันก็ความรู้ด้านการแข่งแรลลี่มาใช้ด้วย” ทาคาโอะ คาโตะ ประธานบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส และ ผู้บริหารสูงสุด “ปีงบประมาณ 2023 เป็นปีที่สำคัญสำหรับ Mitsubishi Motors ในการเร่งธุรกิจของเราในภูมิภาคอาเซียน ด้วยการเปิดตัว Triton รุ่นปรับโฉมใหม่ทั้งหมด และรถ SUV ขนาดกะทัดรัดรุ่นใหม่”
Mitsubishi Pajero Sport มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต PPV ที่พัฒนาบนพื้นฐานกระบะ Triton จะได้รับการปรับโฉมครั้งใหม่ ในปี 2024 ต่อจากการเปิดตัว All-NEW Mitsubishi Triton ในปี 2023 ตามรายงานของ Carsguide.com.au สื่อยานยนต์ในออสเตรเลีย หรือระยะการเปิดตัวจะห่างกันประมาณเกือบ 12 – 18 เดือน
Mitsubishi Pajero Sport ปัจจุบันพัฒนาโฉมที่ 3 ได้รับการปรับปรุงล่าสุดในปี 2019 ซึ่งมันได้รับการอัพเกรดควบคู่กับกระบะไทรทันเสมอมา
ในปีนี้ Mitsubishi จะเปิดตัว Triton เจเนอเรชั่นถัดไป โดยคาดว่า All-new Triton จะนำเสนอการออกแบบที่แตกต่าง เน้นความพรีเมียม และ สะดวกสบายมากขึ้น สำหรับการเปิดตัวครั้งแรกในโลกจะเกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงเดือนกรกฏาคมนี้ รวมทั้งติดตั้งขุมพลังไฮบริด และ ปลั๊กอินไฮบริด ตามมาทีหลัง
ฮิโรชิ มาซูโอกะ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาวิศวกรรมยานยนต์ ยังเผยอีกว่า “ปาเจโร สปอร์ต มีศักยภาพที่จะขยายและเติบโตได้มากขึ้น” พร้อมสมรรถนะ ความสะดวกสบาย ระบบส่งกำลังที่ยอดเยี่ยม เราเชื่อว่า ปาเจโร่ สปอร์ตใหม่่ จะเป็นเช่นนี้
นั่นหมายความว่า Mitsubishi ต้องการให้ Pajero Sport เข้ามาแทนที่ Pajero ที่เลิกผลิตไปอย่างถาวร ทำให้ปัจจุบันเหลือเพียง Pajero Sport เท่านั้นในบางตลาด ความเห็นของ Mr. Masuoka บอกเป็นนัยว่า Mitsubishi กำลังจะนำ Pajero Sport ใหม่จะมีความแตกต่างจาก Triton อย่างมาก ในด้านตัวถังและการออกแบบ
Mitsubishi ได้กำหนดกลยุทธ์ระยะกลางผ่านแผนธุรกิจใหม่ ในกลยุทธ์นี้ ตลาดอาเซียนเป็นตลาดหลักที่มิตซูบิชิกำหนดเป้าหมาย นอกเหนือจากตลาดอเมริกา ตะวันออกกลาง และยุโรป
อ้างอิงข้อมูลเทคนิคจาก TRITON 2024
เครื่องยนต์ดีเซล แบบ 4 สูบ แถวเรียง ขนาด 2.4 ลิตร เทอร์โบคู่ Bi-Turbo พละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า 470 นิวตันเมตร ขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select Full-time 4WD II ส่งกำลังเกียร์ธรรมดา 6MT และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีต (ขายไทยปลายปีในรุ่น Top สุด 4WD AT)
เทคโนโลยีการขับขี่
ปุ่มปรับโหมด Off-Road 7 โหมดการขับขี่
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-time AWD (Super Select 4WD II) ปรับได้ 4 แบบ
ขับเคลื่อน 2 ล้อ (2H) ขับขี่บนสภาพถนนปกติ
ขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H) ขับขี่บนสภาพถนนเปียกลื่น ที่ใช้ความเร็ว
ขับเคลื่อน 4 ล้อ (4HLC) ขับขี่เส้นทางทุรกันดาร แต่ยังใช้ความเร็วได้
ขับเคลื่อน 4 ล้อ (4LLC) ขับขี่เส้นทางทุรกันดารมาก มีโคลน เนินสลับ ลาดชันมาก
ระบบ Active Limited Slip แบบควบคุมด้วยระบบเบรก
เฟืองท้าย ระบบล็อคเพลาหลัง Diff-Lock
ระบบควบคุมการขับเคลื่อน และ สมดุลขณะเข้าโค้ง Active Yaw Control
ระบบลดกำลังเครื่องยนต์ เพื่อช่วยเบรก Brake Override System
ช่วงล่าง
แพลตฟอร์ม MEGA Frame ฐานล้อกว่า 3,130 มม.
โครงสร้างเหล็กแรงดึงสูง High-Tensile Steel ใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้น น้ำหนักเบ
ช่วงล่างหน้าแบบ ปีกนกอิสระ 2 ชั้น Double Wishbone พร้อมเหล็กกันโคลง
ช่วงล่างหลัง แนบแผ่นซ้อน Elliptic Leaf Spring
ดิสก์เบรกหน้า พร้อมครีบระบายความร้อน
ดรัมเบรกหลัง
พวงมาลัยแบบ แร็คแอนด์พีเนียน พร้อมพาวเวอร์ผ่อนแรง

Photos from House L200's post 27/07/2023

ด้อมส้ม ถูกใจสิ่งนี้ เพิ่งลงเรื่องtritonใหม่ไปเมื่อวาน เมื่อคืนโดนรุ่นนี้สีนี้แซงแถวบางนา ตราด พอดี ได้รถมาเร็วมาก รุ่นนี้มีหัวเดี่ยว กับสี่ประตู ยังไม่มีCab ออกมานะครับ เดี๋ยวมาลงรายละเอียดและราคาให้ในโพสต์ต่อไปครับ

Photos from House L200's post 26/07/2023

รุ่นใหม่มาเเล้ว 2023 Mitsubishi L200 Triton เครื่องยนต์ใหม่ ช่วงล่างใหม่ เดี๋ยวมาลงรายละเอียดกันครับ

18/07/2023

เห็นแล้วอยากเอามาแต่งแบบนี้บ้างจัง

Photos from House L200's post 21/04/2023

มาถึง versionพิเศษ ของ ปาเหลี่ยม กันบ้างนะครับ
"Camel Trophy version"
Camel Trophy เป็นการแข่งขันรถยนต์ที่เน้นสมรรถนะการลุย ซึ่งจัดขึ้นทุกปีระหว่างปี 1980 ถึง 2000 และเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดจากการใช้ Land Rover ในภูมิประเทศที่ท้าทาย งานนี้ได้รับชื่อจากผู้สนับสนุนหลักซึ่งเป็นบุหรี่ Camel เดิมทีงานอีเวนต์ครั้งแรกมีจุดประสงค์เพื่อถ่ายโฆษณาบุหรี่เสร็จแล้วก็แยกย้าย เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากชาวเยอรมัน 6 คนมีความคิดที่จะขับรถบนทางหลวง Transamazonica Highway ที่โหดเหี้ยมฉาวโฉ่ในบราซิล ระยะทาง 1,600 กม. ของถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยฝุ่น หลุมขรุขระ สุดหฤโหดโดยมีแม่น้ำที่คดเคี้ยวหลายสายตัดผ่านอเมซอน
แม้ว่าจะมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยทางออนไลน์ แต่ Mitsubishi ได้ใช้pajero ตัวฐานล้อยาวในรายการ Camel Trophy และยังสร้าง "Camel Trophy Edition" จำนวนจำกัดเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์และการเข้าร่วม ที่น่าสนใจคือรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นเป็นตัวฐานล้อสั้นในขณะที่รถแข่งจริงเป็นตัวฐานล้อยาวเนื่องจากต้องบรรทุกอุปกรณ์จำนวนมาก รถที่ใช้แข่งขันและรุ่น Camel Trophy Edition ต่างก็ใช้เครื่องยนต์ 4D56 ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร พร้อมเกียร์ธรรมดา 5 สปีด
อุปกรณ์เสริมพิเศษบางอย่างของรถพวกนี้มาพร้อมกับตัวถังและสีล้อสีเหลืองมัสตาร์ดอันเป็นเอกลักษณ์ แปะโลโก้ Camel Trophy ที่ประตูคนขับและผู้โดยสาร พรมปูพื้น เบาะนั่งและฝาครอบยางอะไหล่ เครื่องกว้าน PTO ชุดเก็บกู้พร้อมจอบ ผงสีดำ -เคลือบแร็คหลังคาและมีดบุชแบบพิเศษ รุ่นนี้ผลิตเพียง 150 คันเท่านั้น แม้ว่าผู้ที่ชื่นชอบหลายคนจะสร้างรถจำลองแบบโดยใช้ ปาเจโร่เดิมๆของตัวเองมาทำตั้งแต่ตอนนั้น ด้วยอะไหล่ที่ยังคงมีจำหน่ายตามร้านอะไหล่ ปัจจุบันชิ้นส่วนเหล่านี้จำนวนมากยังคงพบได้ในโกดังของตัวแทนจำหน่าย รวมถึงเครื่องกว้าน PTO ที่เป็นที่ต้องการอย่างมาก
รุ่น Camel Trophy แท้ๆ สามารถดูได้จากแผ่นป้ายสีเหลืองและสีดำภายในรถและรหัสแชสซีพิเศษ
ถ้าคุณรู้อะไรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของ Land Rover คุณก็ทราบดีถึงรายการ Camel Trophy การผจญภัยบนทางวิบากอันทรหดนี้เกิดขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 1980 จนถึงปี 2000 ยกเว้นในปี 1999 ที่เว้นช่วงการแข่งขันไป มันเป็นการต่อสู้ของขีดความสามารถของรถและกลยุทธ์ทางการตลาดที่ยอดเยี่ยมที่บริษัทบุหรี่ Camel และ Land Rover ร่วมมือกันสร้าง เมื่อใดก็ตามที่คุณนึกถึง Camel Trophy คุณจะนึกภาพรถ Range Rover ในโหมดขับสี่หรือมีน้ำขึ้นเหนือซุ้มล้อทันที แต่คุณรู้หรือไม่ว่า Mitsubishi ก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน? มาพบกับ Camel Trophy Pajero กันเถอะ!
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นภาพเดิมๆ ของCamel Trophy-clad Monteros (Pajeros) คือภาพด้านบน รถรุ่นฐานล้อยาวข้ามแม่น้ำที่อันตราย มีการตกแต่งเต็มรูปแบบและสารพัดอุปกรณ์การผจญภัยแบบออฟโรดที่ติดตั้งอยู่ ภาพอื่นๆ เป็นรุ่นฐานล้อสั้นตกแต่งแบบเดียวกัน แต่มีชิ้นส่วนที่ฮาร์ดคอร์น้อยลง เรื่องราวที่เราได้รับการบอกเล่าคือ Mitsubishi มีส่วนแบ่งเล็กน้อยในการแข่งขัน Camel Trophy ช่วงปีแรก ๆ และจากนั้นก็มีการผลิตเวอร์ชันการผลิตชุดเล็กเพื่อเฉลิมฉลอง เราไม่สามารถหาข้อมูลอื่นได้มากไปกว่านั้นจนกระทั่งได้ตัดสินใจติดต่อ Mitsubishi โดยตรงสำหรับเรื่องราวทั้งหมด
การแข่งขันนำไปสู่รูปแบบการผลิต
ต่อไปนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของ Camel Trophy โดยตรงจาก Mitsubishi Japan:
วันที่ 12 ธันวาคม 1984 การแข่งขันรอบคัดเลือกที่ประเทศญี่ปุ่นจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นการแข่งขันคัดเลือกในญี่ปุ่นสำหรับ Camel Trophy ’85 ที่เกาะบอร์เนียว และเป็นครั้งแรกที่มีผู้เข้าร่วมชาวญี่ปุ่นสำหรับ Camel Trophy
MMC สนับสนุนการแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่นในฐานะผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการและจัดหา PAJERO จำนวน 6 คันสำหรับรถแข่งอย่างเป็นทางการ
ในการแข่งขัน Camel Trophy ปี 85 ทีมญี่ปุ่นได้ที่ 2 ด้วยเทคนิคการขับขี่แบบ 4WD/ออฟโร้ดที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
ตราบเท่าที่เราทราบ MMC ได้มีการสนับสนุนอย่างเป็นทางการในรอบคัดเลือกประเทศญี่ปุ่นในปี 1984 ('85 CT รอบคัดเลือก) - 1991 (92' CT รอบคัดเลือก) และให้รถPAJERO และ STRADA เป็นรถแข่งอย่างเป็นทางการ
พ.ย.1987 MMC เปิดตัวรถรุ่นพิเศษที่เรียกว่า “PAJERO Camel Special” จำนวนจำกัด 150 คัน
3 ประตู ฐานล้อสั้น
-สี CAMEL (ด้านบน: สีเหลือง Sahara/ด้านล่าง: สีเงิน Grace)
-การ์ดรอบคัน, บันไดข้าง
-ระบบไล่ฝ้าแบบรวม – กระจกสีบรอนซ์
-คิ้วขอบหน้าต่างสีดำ
-ฝาครอบยางอะไหล่พร้อมโลโก้ CAMEL
-เบาะนั่งและพรมปูพื้นแบบพิเศษพร้อมโลโก้
CAMEL
-logoพิเศษของ CAMEL บนแดชบอร์ด
-ดอกกุญแจพิเศษพร้อมโลโก้ CAMEL
-limited slip
-ช่วงล่างแบบสปอร์ต
-แผ่นกันลื่นอลูมิเนียม
-ล้อแม็กพิเศษลายเฉพาะของ CAMEL
-ดุมล้อ ฟรีล็อค แบบautometic
-แร็คหลังคาขนาดใหญ่พร้อมโลโก้ CAMEL
-ชุดอุปกรณ์ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบออฟโรด (บล็อก
ฉก, กุญแจมือตัวยู, สายสะพายรถแบบอ่อน,
ถุงมือหนัง, พลั่วพกพา, กระเป๋าเครื่องมือพิเศษ)
-heaterด้านหลัง
-ผลิตออกมาจำนวนจำกัด 150 คัน
-ราคา2.35 ล้านเยนในขณะนั้น
"Montero / Pajero เป็นสัตว์ร้าย (และมันยังคงเป็นอยู่ถึงปัจจุบัน)"
Mitsubishi สนับสนุน Camel Trophy ในการแข่งขันรอบคัดเลือกที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี 1985 การแข่งขัน Camel Trophy จัดขึ้นที่เกาะบอร์เนียว และภาพเหตุการณ์นั้นดูเหมือนไม่จริง คุณคงเคยเห็นว่ามีรถแลนด์โรเวอร์ที่กระเด็นออกนอกเส้นทางที่เต็มไปด้วยโคลน สะพานท่อนซุง น้ำสูงถึงก้นพวงมาลัยระหว่างการข้ามแม่น้ำ และแม้แต่ส่วนที่ต้องใช้ลิฟต์เฮลิคอปเตอร์ในการเคลียร์ และปาเจโร่ก็อยู่ที่นั่นเช่นกัน Land Rovers ได้รับเกียรติ แต่เราคิดว่า ปาเจโร่ มีความน่าเชื่อถือมากกว่า ตอนนี้หากเราสามารถหารูปภาพของรถ Mitsubishi คันหนึ่งในชุดแต่งCamelได้เช่นกัน นั่นคงจะเป็นอะไรที่ใช่
เพื่อเป็นการรำลึกถึงความพยายามนี้ Mitsubishi ได้ขาย Pajero รุ่น Camel Trophy ให้กับสาธารณชนทั่วไป เป็นรุ่นฐานล้อสั้น ซึ่งโดยทั่วไปจะมีแพ็คเกจระดับพื้นฐาน แต่คันนี้ดูเหมือนจะได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งด้านบน เช่น เฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป แผ่นกันกระแทก และระบบกันสะเทือนแบบอัพเกรต จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น สี ลวดลาย Camel Trophy กุญแจพิเศษ และรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ

Photos from House L200's post 09/04/2023

มาต่อกันกับ ปาเหลี่ยม L040 ที่ค้างกันใว้ หายไป น่าจะมีครึ่งปี คนเขียนยังลืมเองเลย จนแฟนเพจมาช่วยให้ข้อมูลแทนกันแล้ว ตอนเก่าๆย้อนอ่านกันดูนะครับ อ่านครบแล้วก็ มาต่อกันเลย
"สเปคออสเตรเลีย"
ปาเจโร่ซีรีส์ NA วางจำหน่ายในออสเตรเลียในช่วงเดือนมกราคม 1983 ในตัวสามประตูแบบสั้น (SWB) และฐานล้อยาว (LWB) โดยมีเครื่องยนต์เบนซิน 2.6 ลิตรหรือดีเซลเทอร์โบ 2.3 ลิตร ทั้งคู่จับคู่กับเกียร์ธรรมดา KM145 ห้าสปีด ดิสก์เบรกหน้าและดรัมหลังมีช่องระบายอากาศ รุ่น LWB หลังคาสูงห้าประตูเปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 1984 โดยมีตัวเลือกระบบเกียร์แบบเดียวกัน ตัวห้าประตูมีการตกแต่งแบบ Superwagon ที่หรูหรา และยังมีช่วงท้ายที่สั้นกว่ารุ่น SWB เพื่อชดเชยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น
ซีรี่ส์NB ของเดือนพฤศจิกายน 1984 รวมกระจังหน้าที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ลบรูปแบบตัวถังสามประตูยาว LWB และเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับสามประตู SWB ที่เหลืออยู่ มิตซูบิชิ ออสเตรเลีย เปิดตัวซีรีส์ NC ในเดือนพฤศจิกายน 1985 โดยมีพวงมาลัยเพาเวอร์เป็นอุปกรณ์เสริม ในขณะที่ห้าประตูฐานล้อยาวเปลี่ยนเป็นหลังคาต่ำแทน
เกียร์อัตโนมัติ KM148 กลายเป็นตัวเลือกสำหรับ Superwagon เบนซิน มีการอัปเดต ND ในเดือนตุลาคม 1986 ในขณะที่ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ออกมาแทน 2.3 ลิตรแบบเก่า สำหรับซีรีส์ NE ในเดือนตุลาคม 1987 เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.6 ลิตรของญี่ปุ่นถูกแทนที่ด้วยเครื่อง Astron II ที่ผลิตในออสเตรเลีย ขนาดเบรกยังเพิ่มขึ้น
ปาเจโร่สามประตู NE และ Superwagon ห้าประตูเพิ่มเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิป กันชนหน้า ฝาครอบล้ออะไหล่ แถบด้านข้าง ล้อโครเมียมขนาด 16 นิ้ว และตัวเลือกสีทูโทน รุ่นที่แพงที่สุดยังได้รับ inclinometer, วัดโวลท์ , แรงดีนน้ำมันเครื่อง, เครื่องเล่นเทปสเตอริโอ, หัวฉีดระยะไกล, เบาะนั่งคนขับแบบกันสะเทือน มีโช๊คใต้เบาะ, พรม, และผ้าทวีดและผ้ากำมะหยี่ (ทับผ้าทวีดและไวนิล)
การปรับโฉมรุ่น NF ในเดือนกันยายน 1988 เป็นการเปิดตัวเครื่องยนต์ V6 3.0 ลิตรใน Superwagon ให้กำลัง 105 กิโลวัตต์ (143 PS; 141 แรงม้า) และ 228 N⋅m (168 lb⋅ft) โดยใช้เกียร์ธรรมดา V5MT1 5 สปีดหรือ เกียร์อัตโนมัติ KM148 สี่สปีด ระบบกันสะเทือนเป็นแบบ3ลิงค์คอยล์สปริงที่ด้านหลัง ดิสก์เบรกหลังติดตั้งกับรุ่น V6 เท่านั้น
การรีเฟรชรุ่น NG ถือเป็นการปรับโฉมครั้งสุดท้ายตั้งแต่เดือนกันยายน 1989 ถึงเดือนเมษายน 1991เป็นการตกแต่งเล็กน้อยและปรับอุปกรณ์ใหม่ เกียร์อัตโนมัติ KM148 ถูกแทนที่ด้วย V4AW2 รุ่น NG เป็นไฮเอนด์ (เช่น ไม่ใช่รุ่นพื้นฐานเพื่อการพาณิชย์) ใช้ชุดโครเมียม กระจกมองข้างแบบรถบรรทุก มีการเพิ่มอินเตอร์คูลเลอร์ในรุ่นดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตรในปี 1990ด้วย

Photos from House L200's post 20/03/2023

L200 strada มีคนเอามาแต่งกันบ้าง แต่ก็เป็นคนเล่นเฉพาะกลุ่ม ตัวแรงๆ แต่งสวยๆมีเยอะเหมือนกัน คันนี้จากเพจ bom omg เจ้าของรถเป็นน้องอายุแค่16ปี แต่รถสุดจริงๆ

Photos from House L200's post 03/12/2022

House L200 experienceวันนี้ จะมาเล่า story ของ ปากบ หรือ บางคนเรียกว่า ปา evo เครื่องv6 3500 ที่บ้านเรามีวิ่งอยู่ไม่น้อย ตัวนี้เป็นเครื่อง เบนซิน บล็อค 6G74 ที่ อู่มิตซู หรือแม้แต่ศูนย์ เองส่วนมากจะส่ายหัวไม่ขอรับซ่อม เพราะ ระบบหัวฉีด GDIของมัน คันนี้เข้ามาหาเราเรื่องปัญหาของระบบน้ำมัน แล้วGDIคืออะไร ทำไมช่างกลัว มาดูกัน
"ทำความรู้จัก GDI"
GDI หรือ Gasoline Direct Injection คือเครื่องยนต์เบนซินที่ได้รับการพัฒนาเรื่องระบบจ่ายเชื้อเพลิงเป็นแบบฉีดตรง มีการออกแบบลูกสูบใหม่ เพิ่มพื้นที่กระบอกสูบให้กว้างขึ้น และเปลี่ยนตำแหน่งของหัวฉีดมาอยู่ด้านบนของห้องเผาไหม้ ทำให้ละอองเชื้อเพลิงกระจายตัวได้ดีกว่าหัวฉีดแบบปกติและคาร์บูเรเตอร์ ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น และยังทำให้เพิ่มพลังที่แรงกว่าเดิม ซึ่งในปัจจุบันได้รับความนิยมในรถเบนซินอย่างมาก และด้วยเทคโนโลยีที่เน้นเรื่องความประหยัด ทำให้แบรนด์รถยนต์ต่าง ๆ ทั้งฝั่งยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ต่างนำเทคโนโลยี GDI ไปพัฒนาตามสไตล์ของตัวเอง ซึ่งรถยนต์ที่ใช้ระบบนี้ก็จะมี Nissan Sylphy, Ford Focus, Mazda ทุกรุ่นที่เป็น SkyActiv, BMW, Mercedes Benz, Toyota Camry, Honda Accord และ Civic 1.5 Turbo เป็นต้น
ข้อดีของเครื่อง GDI
รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ GDI จะประหยัดน้ำมันได้มากกว่าเครื่องยนต์แบบเก่าที่ใช้คาร์บูเรเตอร์มากถึง 35% และประหยัดกว่าเครื่องยนต์หัวฉีดแบบเดิมประมาณ 15% นอกจากนี้ด้วยขนาดจุลดลง เลยทำให้ขนาดเครื่องยนต์เล็กลงกว่าเดิม แต่ยังให้กำลังแรงม้าที่มากได้อยู่ โดยทำให้กำลังแรงบิดและแรงม้ามากขึ้นถึง 10% จากการฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง ที่สำคัญก็ยังช่วยลดมลภาวะเพราะมีการเผาไหม้สมบูรณ์กว่าเครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ มีการปล่อยแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ออกมาน้อยกว่า โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องยนต์เบนซินหัวฉีดแบบปกติ สามารถลดลงได้ไม่ต่ำกว่า 15% เลยทีเดียวครับ

ข้อเสียของเครื่อง GDI
เมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสียอยู่เหมือนกัน โดยข้อเสียที่มากับเครื่อง GDI ก็คือภาวะชิงจุดระเบิดก่อนรอบเดินเบา (LSPI) หรือที่ช่างเรียกว่า “เครื่องน็อก” ซึ่งสาเหตุมาจากน้ำมันและอากาศเผาไหม้ก่อนที่หัวเทียนจะจุดประกายไฟ ทำให้เครื่องยนต์ทำงานผิดจังหวะ มีความดันส่วนเกิน และเสียงดังขึ้น ถ้าปล่อยไว้จะทำให้ลูกสูบ วาล์ว และประเก็นเสียหายได้ครับ นอกจากนี้ก็ยังมีข้อเสียเรื่องการสะสมคราบเขม่าที่วาล์วไอดี สาเหตุมาจากการเผาไหม้โดยตรงในห้องเครื่อง ทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาทางความร้อน โดยเฉพาะปฏิกิริยาออกซิเดชั่นสูง เลยส่งผลให้กระบอกสูบมีสิ่งสกปรกและคราบเขม่าติดได้ และสุดท้ายคือ เนื่องจากระบบการฉีดตรงนั้นมีการระเบิดที่เร็วขึ้น เกิดแรงอัดที่มากกว่า เลยส่งผลทำให้เครื่องร้อนมากและร้อนเร็วกว่าเครื่องแบบเก่า แต่แก้ได้ด้วยการดูแลระบบระบายความร้อนเป็นพิเศษ ต้องเช็คอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นพัดลม วาล์ว ปั๊มน้ำ และหม้อน้ำ โดยเฉพาะหม้อน้ำ ควรต้องเช็กระดับน้ำในถังเป็นประจำครับ
ในตอนหน้า จะมาเล่าถึงเคสนี้ว่า เกิดอะไร และซ่อมยังไงกันนะครับ

Photos from House L200's post 20/10/2022

ตัวแรงปั๊มสาย แต่งโหดได้ตรงยุคมาก
pics รถซิ่งไทยแลนด์

Photos from House L200's post 03/10/2022

ทิ้งช่วงพาไปขับปาเจโร่ซะนาน มาต่อกันที่เครื่องswirlในตำนาน อย่าง 4D56คราวก่อนเราเปรียบเทียบมันกับการจ่ายน้ำมันแบบอื่น รวมถึงบอกข้อดี ข้อเสีย ไปแล้ว วันนี้ จะสรุปจบ พูดถึงสูตรโมดิฟายของ ช่างเอ็กซ์ เพชรเกษม กันต่อนะครับ อยากไปเล่าเรื่องอื่นแล้ว
เชิญชมสุดเร้าใจ เปิดสูตรโมฯ กันแล้วววว
สำหรับสูตรโมฯ เครื่องสเวิร์ล เราก็ได้รับข้อมูลจาก “ช่างเอ็กซ์ เพชรเกษม” ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้เฉพาะทาง ได้แนะแนวทางในการโมดิฟายเครื่องยนต์ 4D56 ให้เราได้ชมกัน เรียกว่า “เห็นไส้เห็นพุง” กันเลย โดยมากก็เป็นสิ่งที่เปิดเผยได้ แต่บางสิ่งที่ขอเป็นความลับ ก็ขอให้มันลับอยู่อย่างนั้น ต้องเข้าใจว่ากว่าจะคิดกันได้ มันไม่ใช่ง่ายๆ และ เป็นสูตรหากินของแต่ละคน คงไม่มีใครมาเปิดเผยกันง่ายๆ เอาเป็นว่า เป็นสิ่งที่ “แนะแนวทาง” อย่างที่บอกไป ว่าจุดไหนทำได้บ้าง เอางี้ดีกว่า
ฝาสูบ
ถ้า “หงาย” ฝาสูบมาดู ก็จะเหมือนกับเครื่องดีเซลยุคก่อนทั่วไปที่มี “สองวาล์วต่อสูบ” ซื่อๆ เลย แต่สิ่งที่เครื่องสเวิร์ลจะแปลกประหลาดไปกว่าชาวบ้าน คือ “ไม่มีรูหัวฉีด” เพราะหัวฉีดมันฝังอยู่ในห้องสเวิร์ล แล้วก็จะมี “รูสี่เหลี่ยม” นั่นก็คือ “Throat” ที่นำส่วนผสมมาเจอกับกำลังอัดที่ลูกสูบดันขึ้นมา จนเกิดการจุดระเบิด แล้วข้างๆ รูหัวฉีด ก็จะมี “รูหัวเผา” ที่เครื่องสเวิร์ลจำเป็นต้องใช้มัน ส่วนการโมดิฟาย ก็จะเป็นส่วนหลักๆ ดังนี้…
< ขยายพอร์ต : ก็เป็นทรงกลมๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่ต้องทำตามสเต็ปเท่านั้นเอง หากเป็นสเต็ปรถซิ่งวิ่งใช้งานได้ด้วย จะไม่เปิดพอร์ตเพิ่ม เพียงแต่ “ขัดลบจุดสะดุด” ด้านใน แต่งให้มันดู “ลื่น” ขึ้นก็พอแล้ว จะได้ไม่รอรอบและกินน้ำมันมากไป ส่วนสเต็ปโปรฯ ก็อาจจะขัดขยายเพิ่มอีกหน่อยก็พอ แต่โดยรวม คือ การทำให้ “ไลน์พอร์ตมันสวยเนียนขึ้น” และ “ปรับพื้นผิวให้ลื่นขึ้น” แค่นี้ก็ดีขึ้นเยอะแล้ว ถามว่าทำไมโรงงานไม่ทำมาให้เลยล่ะ ตอบกลับว่า เขาจะทำให้เริ่ดหรูอลังการทำไมกับแรงม้าเดิมๆ แค่ร้อยนิดๆ เขาก็หล่อมาดีประมาณหนึ่ง เพื่อ “จำกัดต้นทุน” เราอยากได้ดีก็ต้องมาแต่งเอาเอง…
< ขยาย Throat : ก็ไอ้รูที่บอกนั่นแหละครับ โดยมากก็ขยายให้ใหญ่ขึ้น ของเดิมเป็นรูสี่เหลี่ยม ถูกปรับแต่งเปลี่ยนทรงเป็น “เว้าเปิดหัว” แบบในรูป เพื่อให้มันแผ่กระจายได้ง่ายขึ้น เพื่อที่จะได้ลำเลียงอากาศและน้ำมันที่คลุกเคล้าหยอกเย้ากันมาในห้องสเวิร์ล มาจุดระเบิดให้ได้มากขึ้น…
< แคมเจียองศาเอง : ก็เหมือนกับเครื่องเบนซิน มันหลักการเดียวกันแหละครับ เพราะต้องการ “ประจุอากาศ” และ “คายไอเสีย” ให้ได้มากและเร็วขึ้นในรอบสูง อันนี้เอาแคมเดิมไป “ทำองศา” ใหม่ตามสูตร และ “เจียท้องแคม” (Cam Heel) ให้บางลง เพื่อเพิ่ม “ลิฟต์” หรือ “ระยะยก” ให้มากขึ้น อันนี้ต้องทำเอง เพราะแคมโมดิฟายเครื่องพวกนี้ยังไม่มีใครทำขายแบบ Mass Product เหมือนพวกคอมมอนเรล แต่อนาคตก็ “ไม่แน่” และ คหสต. คิดว่าจะ “แน่ๆ” ในเร็วๆ นี้
ท่อนล่าง
ในส่วนของท่อนล่าง ของซิ่งสำเร็จรูปสำหรับ “ปั๊มสาย” ทั้งหลาย ก็ยังไม่ได้มีทุกชิ้นเหมือนสายคอมฯ ดังนั้น บางอย่างมีก็ซื้อ บางอย่างไม่มีขาย ก็ต้องเล่นวิธี Custom ในรูปแบบ “ดั้งเดิม” ที่เล่นกันมา หรือไม่ก็ “ผสมข้ามพันธุ์” กับเครื่องรุ่นอื่นๆ ที่มัน “คาดว่าจะเจ๋ง” ก็เป็นได้ งานนี้มีฮา
ลูกสูบ
การโมดิฟายท่อนล่าง ยังใช้ลูกสูบ “เดิม” สแตนดาร์ด แต่ “เติม” ในสิ่งที่ยังขาด จะมีการโมดิฟายอยู่ 2 ส่วนหลักๆ ก็คือ…
< เจาะรูกักน้ำมัน : จะสังเกตว่าที่กระโปรงลูกสูบ จะมีเจาะรูฝั่งละ 5 รู เรียงกันเป็น “โอลิมปิก” ซึ่ง ช่างเอ็กซ์ บอกไว้ว่า “เป็นรูกักน้ำมัน” ตอนแรกฟังเฉยๆ ก็งง ว่าถ้ามันเป็น “รู” แล้วจะกักน้ำมันได้ไงวะ มันกักแบบนี้ครับ รูไม่ได้เจาะไว้เฉยๆ แต่จะเจาะเป็นรูป “เทเปอร์” (Taper) เหมือนทรงกรวย เวลาลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นลง มันก็จะกวาดน้ำมันไปเก็บไว้ในเทเปอร์อยู่ “พักหนึ่ง” แล้วก็ไหลทิ้ง (Drain) ไปที่รูด้านหลัง เพราะถ้าเจาะรูดื้อๆ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร กวาดแล้วก็ไหลทิ้งไปเลย ไม่มีการกัก อันนี้จะแย่กว่าเดิม เพราะแทนที่จะกักน้ำมันไว้เลี้ยง แต่เสือกกวาดทิ้งไปเลย เพราะฉะนั้น ต้องทำเป็น “เทเปอร์” เป็นตัวกัก แล้วค่อยไหลออกรูเล็กๆ ด้านหลังไป ถามว่าไม่เจาะรูได้มั้ย กักไว้เลย ไม่ได้เธอไปได้มั้ย คำตอบคือ “แตก” เพราะน้ำมันถูกกักไว้นิ่งๆ มันมีแต่แรงดัน พอมันเต็ม มันก็ไม่เข้าไปอีก ก็ไม่มีประโยชน์อันใด มันจะกลายเป็น “ของแข็ง” ทันที ตามกฎที่ว่า “ไม่มีแรงดันใดๆ ทำให้ของเหลวยุบตัวได้” ถ้าแรงดันมากๆ มันจะดัน “ลูกร้าว” ก็เป็นได้ เล็กๆ น้อยๆ มองข้ามไม่ได้เด็ดขวด เอ๊ย เด็ดขาด…
< เว้าหลบวาล์ว : ก็ตามนั้นแหละครับ มีการ “มิลลิ่ง” ขุดหลุมหลบวาล์วที่หัวลูกสูบ เพราะเราใช้ “ลิฟต์มากขึ้น” จากการโมดิฟายแคม พูดง่ายๆ วาล์วจะดันลงไปด้านล่างมากกว่าเดิม เพื่อเปิดอากาศให้เข้าได้มาก มันก็ลงไป “โหม่งลูก” จึงต้องกลึงหลบดังกล่าว
ก้านสูบซิ่ง ตอนนี้มีแล้ว
ก้านสูบนี่เป็นเรื่องที่ทำเองได้ยาก เพราะสิ่งที่มันเป็นปัญหาก็คือ “วัสดุมันทนแรงไม่ไหว” ก้านคด ก้านขาด ก็เละทั้งเครื่อง อย่าว่าเลย สแตนดาร์ดเขาทำมารับร้อยกว่าม้า เราจวกเข้าไป 3-4 เท่า รอบมากกว่าเดิมอีกเกือบเท่าตัว อะไรจะทนไหวละครับ แต่ก่อนก็ต้องเทียบก้านแข็งๆ ใส่เอา แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว เพราะมี “ก้านสูบซิ่ง” ผลิตขายเลยในราคาไม่แพง แบรนด์ไทยๆ นี่แหละ ก็เลยตัดปัญหาไปได้ ก้านสูบนั้นไม่ใช่ของแรง ลำพังใส่ก้านสูบอย่างเดียว ไม่ทำอะไรเลย เครื่องไม่แรงขึ้นหรอก แต่ทำให้ “ทน” ในแรงม้าที่สูงๆ ได้ นั่นคือจุดประสงค์ของก้านสูบเกรดสูงๆ ครับ
ข้อเหวี่ยง คอมมอนเรล
สำหรับ “ข้อเหวี่ยง” นี่ก็สำคัญ เพราะเป็นส่วนที่รับแรงและส่งแรง อันนี้จะใช้ข้อเหวี่ยงของ 4D56 จาก “ไทรทัน” เครื่องคอมมอนเรล เพราะท่อนล่างมันดีไซน์เหมือนกัน (ค่ายนี้เขา “อนุรักษ์นิยม”) เพียงแต่วัสดุนั้นดีกว่าตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็เลยเอามาใช้แทนของเดิม มีการถ่วง Balance ตามสูตรของเครื่องแต่ละตัว
ปั๊ม คือ “หัวใจ”
อย่างที่บอกว่า ปั๊มสาย มันคือเมนหลักของการจ่ายน้ำมัน เราไม่มีระบบไฟฟ้า หรือกล่อง ใดๆ มาช่วยทั้งสิ้น ก็เหมือนเครื่องคาร์บูฯ ซิ่งสมัยก่อน ที่ใครจูนลงตัวก็แรง ดีเซลก็เหมือนกัน ปั๊มคือ “หัวใจ” จริงๆ รวมถึง “หัวฉีด” ด้วย ในเรื่องการโมดิฟายปั๊มก็เหมือนกับสูตรที่ได้ยินกันบ่อยๆ คือ “ปั๊ม 12 มิล.” เปลี่ยนชุดโรเตอร์หลังปั๊มเพื่อให้จ่ายน้ำมันได้มากขึ้น รวมถึง “หัวฉีด” ที่ต้องเพิ่ม อันนี้เป็น “เบสิก” อยู่แล้ว เป็นสูตรของทางร้าน “ไพฑูรย์ ดีเซล” ซึ่งอันนี้ทางอู่คงไม่ขอเปิดเผยแน่ๆ เพราะเป็นสูตรเฉพาะทาง
เกียร์ “เจ” จบ
เกียร์ของดีเซลปั๊มสายในยุคก่อน จะเป็น “อัตราทดสูง” เพราะเครื่องแรงม้าน้อย แต่ต้องการแรงฉุดลากมากๆ มันจึงมีแต่ “แรง” แต่ “ไม่มีความเร็ว” พอมาโมดิฟายแรงๆ เน้น “วิ่ง” ต้องการ “ความเร็ว” อีกด้วย จึงต้องแปลงใส่ “เกียร์เบนซิน” ที่มีอัตราทดต่ำกว่า ให้ความเร็วได้สูงกว่า แต่ก่อนก็นิยมเกียร์ SR20DET เพราะมันถูกและหาง่าย แต่พอแรงๆ มันเริ่มจะรับไม่ไหว เลยมองหาเกียร์ 1JZ-GTE 5 สปีด มาใช้ (เพราะตอนนั้น ช่างเอ็กซ์ก็เล่น 1JZ อยู่แล้ว จึงคุ้นเคยกับมันดี) ปรากฏว่า “ชอบ” และ “ใช่” ครั้นจะหาเกียร์ RB25DET มันก็ “แพงโคตร” เลยใช้ 1JZ-GTE แทน ส่วนเฟืองท้ายก็ BIG-M รุ่น “เปิดตูด” เพราะมันสามารถสลับชุดเฟืองท้าย และ “เต็ด” ของ SKYLINE R32 ใส่ได้ ง่ายดี มีอัตราทดให้เลือกเยอะ แปลงเพลาก็ไม่ยาก เพราะกระบะมันใช้แหนบเหมือนกัน เป็นสูตรสำเร็จของกระบะทั่วไป

เรื่อง : อินทรภูมิ์ แสงดี
ภาพ : ธนกฤต ธนะสารเจริญ

Photos from House L200's post 01/10/2022

Mitsubishi Pajero sport โฉมแรก ราคาลงมาเยอะ แต่ยังเหลือสภาพดีๆไม่น้อย ราคาแบบนี้ สภาพแบบนี้ หลายคนถามมาว่ามันยังน่าเล่นมั๊ย ถ้าในมุม ร้านอะไหล่ก็ต้องบอกว่า อะไหล่ไม่แพง มีครบ หาไม่ยาก ซ่อมไม่ยาก ไม่จุกจิก ส่วนสมรรถนะ มาอ่านรีวิวของพี่จิมมี่ นี้กันดู น่าจะเจอคำตอบที่อยากรู้นะครับ
"ทดลองขับ Mitsubishi PAJERO SPORT 2.5 VG Turbo (2WD & 4WD) แรงกว่า Fortuner จริงๆ แต่ก็กินกว่า Fortuner นิดหน่อยนะ"
นับตั้งแต่เปิดเว็บไซต์ Headlightmag.com มา…ไม่สิ…อันที่จริงต้องบอกว่า ตั้งแต่จับพลัดจับพลูเข้ามาสู่บ้านทรายทอง…เอ้ย! แวดวงรถยนต์ ตอนนี้ ก็ปาเข้าไป 11 ปีแล้วละ มีบริษัทรถยนต์อยู่หลายรายที่ยืนเคียงค้างผม ตั้งแต่ก่อนที่เว็บไซต์นี้จะเกิดขึ้น ช่วงเวลาอันยากลำบากของผม จนถึงวันแรกที่เว็บไซต์ เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการ เรื่อยมาจนถึงวันนี้ ความสัมพันธ์ของเรา ไม่เคยมีปัญหาไม่เคยมีเรื่องให้ขุ่นข้องหมองใจ เราให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยอมรับในจุดยืน และหน้าที่ของซึ่งกันและกัน และที่สำคัญ พวกเขายังยอมรับได้กับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาได้ขนาดนี้ ทั้งที่ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงจะเลิกคบกับผมกันไปแล้วละครับ บริษัทเดียวกับที่ทำรถออกมาดีหลายๆรุ่น แต่ก็มีบางครั้งที่ชอบทำตัวให้โดนลูกค้าด่า เช่นเรื่องศูนย์บริการฯดีๆ หาได้น้อย (หายากยิ่งกว่า หาร้านขายยาตอนตี 2) ไปจนถึงการทำตลาดของ Lancer EX เนี่ยแหละ!
ผมก็เห็นความตั้งใจของคนทำงานหลายๆคน ที่คิดอยากจะแก้ไขปรับปรุงบริษัทให้มันดีขึ้น ภายใต้สารพัดข้อจำกัดจำเขี่ยที่ล้วนแต่ให้ต้องจำใจ ทำใจกัน แต่ต่อให้จะกดดันในการงานแค่ไหน เวลาพวกเขา Relax กันก็ช่างสุดแสนจะ ฮา ถึงขั้น “รั่วๆ” เลยด้วยซ้ำ เป็นบรรยากาศที่ผมจำได้ว่า ไม่ค่อยพบเจอความเป็นกันเองมากถึงขนาดนี้จากบริษัทข้ามชาติรายไหนๆ ในวงการใดๆ ก็ตาม
ดังนั้น แม้จะพึ่งทำบทความ Exclusive First Impression ลองขับ Triton และ Pajero Sport 2.5 VG Turboเสร็จเป็นรายแรกก่อนใครในสยามประเทศ (อีกแล้ว) แต่เมื่อทาง พี่แตน PR ลูกสองของค่าย Mitsubishiโทรมาบอกว่า รถพร้อมแล้วนะ ล็อกคิวไว้ให้แล้ว ผมก็เลยรีบคว้ามาทำ Full Review กันก่อนเลย
ทั้งที่ตามปกติแล้ว ที่ผ่านมา ผมมักไม่ค่อยทำรีวิวทดลองขับ รถยนต์รุ่นปรับโฉม Minorchange เท่าใดนักเหตุลก็เพราะว่า ถ้ารถมีการปรับปรุง แค่เปลี่ยนหน้าตา แต่ไม่ได้มีการปรับรุงระบบส่งกำลัง ก็ดูจะไม่ค่อยมีประโยชน์ ในการนำมาทำรีวิวใหม่ มากเกินไปกว่า ทำเอาไว้ เพื่อทดแทนรีวิวเก่าๆ ซึ่งถูกขังลืมเอาไว้ในเว็บไซต์เก่าที่ผมเคยโดนหลอกให้เอารีวิวไปลง
แต่ สำหรับคราวนี้ Pajero Sport และ Triton ใหม่ ในคราวนี้ ผมคิดว่า ควรจะทำรีวิวกันอีกครั้ง เพราะMtisubishi Motors ตัดสินใจฮึดสู้ด้วยการปรับปรุงเครื่องยนต์ ติดตั้ง Turbo แบบแปรผันครีบ มาให้ในรุ่นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร แรงขึ้นเป็น 178 แรงม้า (PS) แล้วถอดเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรเดิมในรุ่นท็อป ออกไป เพื่อให้เครื่องยนต์ใหม่ ทำตลาดแทนที่ไปเลย
และหนึ่งในบริษัทรถยนต์ที่ผมพูดถึงข้างบนนี้ ก็คือ Mitsubishi Motors
และทั้งหมดนั้น ก็คือที่มา ที่ทำให้ผม ต้องตัดสินใจ “เอาวะ!” ตื่นขึ้นมาสัมผัสโลกยามเช้า ก่อน 8 โมงเพื่อจะถ่อสังขารไปหาตาโจ๊ก…หนึ่งใน The Coup Team ให้น้องเขา ช่วยบึ่งรถขึ้นทางด่วน เพื่อไปรับเจ้าน้ำตาลช็อกโกแล็ตขม คันนี้ จากพี่มุ่ย ด้วยกัน เหตุเพราะการเดินทางไปทุ่งรังสิตนั้น ผมเข็ดแล้วกับการขึ้น Taxi หรือรถตู้..กลัวจะเป็นศพอยู่บนโทรลเวย์เหมือนเช่นก่อนช่วงปีใหม่นั้น…
พี่มุ่ย เป็น หนึ่งในลูกน้องของพี่แตน PR ของ Mitsubishi Motors ต้อนรับเรา 2 คนด้วยเสียงอันแหลมม๊ากกกแถมยัง ดังม๊ากกกกก ไม่แพ้กับความแหลมของเสียง คือคาดว่า คนทำงาน ชั้น 4 ของตึกสำนักงานใหญ่แห่งทุ่งรังสิต ก็คงจะรู้กันเลยว่า จิมมี่ มาเยือน เพราะเสียงของพี่มุ่ยนั้น กึกก้องกัมปนาท ปะทะกำแพงตึก ฟังชัดจนหลายๆคน ที่กำลังเดินไปกินข้าวเที่ยง ณ โรงอาหารด้านหลังออฟฟิศ ถึงกับมองมาทางเรา 3 คน เลยทีเดียว และกุญแจของ เจ้าน้ำตาล ก็อยู่ในมือของพี่มุ่ย พร้อมจะส่งมอบเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยให้เราได้ทดลองขับกันแบบเต็มๆอีกครั้ง
เพื่อนเก่าที่มักจะมาพร้อมฟ้าผ่า ฝนฟ้าคะนองได้ในแทบทุกครั้งที่ยืมรถรุ่นนี้มาทำรีวิวกันเลย ครั้งนี้ก็เช่นกันฟ้าผ่า กับฝนฟ้าทั่วกรุงเทพฯ กลางเดือนกุมภาพันธ์ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นเท่าไหร่ ก็ใครจะไปนึกละว่า การนำ Pajero Sport กลับมาทำรีวิวอีกรอบในครั้งนี้ ก็ต้องเจอเหตุการณ์ฟ้าผ่า ฟ้าคะนองต่อหน้าต่อตา เหมือนเช่นเมื่อครั้งยืมรถมาทำรีวิว เมื่อปี 2008 ไม่มีผิด!!! ครั้งนั้น เจอทั้งฟ้าแลบฟ้าร้อง รวมทั้งเจอการฉกคิวรถทดลองขับไปต่อหน้าต่อตาแบบสายฟ้าผ่า จากคนที่ผมไม่เคยนึกเลยว่าจะทำแบบนั้นไปได้ลงคอ(แถมพอเอาไปขับเสร็จ ก็เขียนบทความสั่วๆให้โดนคนอ่านด่าเล่นๆ จนเจ้าตัวผูกใจเจ็บอีกต่างหาก ทั้งที่ไม่ได้ดูตัวเองเลยว่า ไอ้ที่เขียนไปหนะ เขาไม่ได้เรียกว่าบทความ เขาเรียกว่า “สำรอกทางแป้นพิมพ์” สุดท้ายพอรับความคิดจากคนอ่านไม่ได้ ก็แอบปล่อยทิ้งไว้นานให้คนลืม แล้วค่อยลบความเห็นของคนอ่านเหล่านั้นออกไปจนเกลี้ยงกันเลยทีเดียว อย่านึกนะว่าไม่รู้)
เอาละ ใครจะสำรอก สำราก จนโดนคนอ่านเขาสำนวด นั่นไม่สำคัญ เรื่องที่เราควรจะคุยกันต่อไป นั่นคือเมื่อเปลี่ยนเครื่องยนต์แล้ว ตัวเลขสมรรถนะทั้งอัตราเร่ง และอัตราสิ้นเปลือง จะออกมาเป็นอย่างไร ดีขึ้นกว่าเก่าหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน รายละเอียดทั้งหลาย อยู่ข้างล่างนี้แล้ว
Mitsubishi Pajero Sport เป็นรถยนต์ตรวจการอเนกประสงค์ (SUV Sport Utility Vehicle) ที่ดัดแปลงขึ้นบนพื้นฐานโครงสร้างวิศวกรรมและเฟรมแชสซีของรถกระบะ รุ่น Triton และถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้ทั้งบนถนนเรียบ และในถิ่นทุรกันดาน ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ ชื่อเรียกของทางภาครัฐในการจัดเก็บภาษี หรือกำหนดกรอบนโยบายต่างๆที่เกี่ยวข้อง คือ PPV ((Pickup truck base Passenger Vehicle) ซึ่งเป็นคำที่คนไทยกำหนดเรียกกันขึ้นมาเอง และไม่มีการใช้ในต่างประเทศแต่อย่างใด รถยนต์กลุ่มนี้ มักมีให้เลือกทั้งรุ่ขับเคลื่อน 4 ล้อ จะแบบ Part Time คือเลือกปรับระบบขับเคลื่อนเองได้จากในรถ หรือ Full Time ซึ่งต้องขับเคลื่อน 4 ล้อกันตลอดเวลา (เช่น Toyota Fortuner) รวมทั้งยังมีรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ให้เลือกด้วย
นั่นหมายความว่า คู่แข่งโดยตรงที่ Pajero Sport ต้องต่อกรด้วยคือ Toyota Fortuner กับ Ford Everest นี่เรายังไม่นับ รถดัดแปลงอย่าง TR Adventure หรือ TR Exciter ที่ตกรุ่นกันไปเยอะแล้ว รวมทั้ง TR AllRoaderซึ่งยังทำตลาดอยู่ในตอนนี้ อย่างเหงาหงอย และไม่ใช่คู่ปรับของ รถยนต์จำพวก Urban SUV ซึ่งสร้างขึ้นบนพื้นฐานของรถเก๋ง อย่าง Honda CR-V,Chevrolet Captiva,Ford Escape/Mazda Tribute,Nissan X-TrailToyota RAV4,BMW X1,BMW X3,Volvo XC60,Volvo XC90,Audi Q5 ฯลฯ แต่อย่างใด
Pajero Sport รุ่นปัจจุบัน ถือกำเนิดขึ้น ในฐานะรุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ Full Model Change ของ Mitisbishi L200Strada G-Wagon รถยนต์ SUV/PPV ที่ดัดแปลงมาจากโครงสร้างของทั้ง Mitsubishi L200 Strada เดิม กับMitsubishi Challenger รุ่นปี 1996 เพื่อสานต่อภาระกิจ ในการแย่งชิงส่วนแบ่งยอดขายจาก Toyota HiluxSport Rider ในขณะนั้น G-Wagon เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2001 (พร้อมกับ Lancer Cedia)แต่ตลอดเวลาหลายปีในช่วงนั้น G-Wagon ทำยอดขายได้ไม่น่าพอใจ จน Mitsubishi Motors ที่ญี่ปุ่น เขาแทบจะถอดใจ
แต่จู่ๆ เมื่อ Toyota Fortuner ที่เปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน 2004 เกิดฮิตเปรี้ยงปร้าง ผู้บริหาร Mitsubishi จึงตัดสินใจว่า “เอาวะ! ฮึดสู้กันอีกสักครั้งก็แล้วกัน” และนั่นคือที่มาของ การพัฒนา Pajero Sport รุ่นนี้ในช่วงปี 2005 – 2008 ภายใต้รหัสโครงการ CR45 ที่เริ่มต้นล่าช้ากว่า โครงการพัฒนา Triton ไปพักใหญ่
นับตั้งแต่เปิดตัวในเมืองไทยเป็นครั้งแรก แก่บรรดาสื่อมวลชนทั้งหลาย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2008 ที่โรงแรม Grand Hyatt Erawan ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่อยู่ในตลาด แทบไม่มีการปรับโฉม Minorchange ใดๆเลย มีแค่เพียงการกระตุ้นตลาดด้วย บรรดารุ่นพิเศษ อันน่าเวียนหัว เช่น รุ่น White Pearl ที่คลอดออกมาได้แทบจะทุกช่วงเวลาที่จะมีงานแสดงรถยนต์ทั้ง Bangkok Motor Show หรือ Motor Expo
ถึงกระนั้น ยอดขายก็ไม่ค่อยจะแผ่วเท่าใดนัก ล่าสุด Pajero Sport ก็ทำตัวเลขยอดขายเป็นสถิติ โค่น Toyota ลงมาจากเจ้าตลาดกลุ่มนี้ ได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อเดือนมกราคม 2011 ที่ผ่านมา ด้วยตัวเลขรวม 1,154 คัน ขณะที่ Fortuner เจ้าตลาด ซึ่งปกติทำยอดขายเฉลี่ย 1,500 – 1,600 คัน/เดือนนั้น เปิดมา ตัวเลขก็หล่นฮวบลงไปหลือ 734 คัน
บางคนก็ค่อนขอด กระแนะกระแหนว่า อีโธ่! ขายแซงได้แค่เดือนเดียว ทำมาเป็นคุย Fortuner เขาขายแซงกันไปตั้งไกลโขแล้ว ดูปริมาณรถสะสมบนท้องถนนดีกว่า ผมก็คงไม่ขอเถียงด้วย เพราะจะว่าไปแล้ว Mitsubishi เองก็มีปัญหาคาราคาซัง ในเรื่องศูนย์บริการที่ติดอยู่ในกลุ่ม ซึ่งผมขอตั้งชื่อให้ว่า “กลุ่มที่สมควรโดนลูกค้าด่า” เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น การที่ยอดขายจะแซงขึ้นมาได้นั้น น่าจะมีเหตุผล 2 อย่างด้วยกัน ข้อแรกคือ Toyota อาจจะมีการผลิตและส่งมอบ Fortuner น้อยกว่าปกติ ส่วข้อที่ 2 ก็คือ Mitsubishi เพิ่งจะเปิดตัว Pajero Sport เครื่องยนต์ใหม่ 2.5 VG Turbo กันตั้งแต่13 มกราคม 2011 ที่ผ่านมา ปริมาณรถล็อตแรกที่ปล่อยเข้าโชว์รูมทั่วประเทศ ก็ต้องเยอะกว่าปกติ ดังนั้นตัวเลขจึงพุ่งขึ้นมามากกว่าปกติอย่างที่เห็น
แต่ไม่ว่าจะมีเหตุผลอื่นใดอีกหรือไม่ การตัดสินใจยก 2 เครื่องยนต์เดิมทิ้งไป เพื่อแทนที่ด้วย เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร รหัสเดิม บล็อกเดิม แต่เป็น เวอร์ชันใหม่ VG Turbo นี้ นับเป็นการตัดสินใจซึ่งเกิดขึ้นจากการศึกษาพฤติกรรม และความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก
เรื่องมันมีอยู่ว่า Pajero Sport รุ่นเดิม มีปัญหาหลักๆ คือ อัตราเร่ง ยังสู้ชาวบ้านเขาไม่ค่อยจะได้แม้ว่าเครื่องยนต์ จะมีความจุกระบอกสูบ 3.2 ลิตร พ่วง Turbo แล้วก็ตาม ส่วนรุ่น 2.5 ลิตรเดิมแทบไม่ต้องพูดถึง มันอืดเกินไปสำหรับลูกค้าคนไทย ที่ปากบอกว่า ขับรถตามกฎ แต่เอาจริงๆก็ซิ่งนรกแตก กันเลยทีเดียว!
นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ที่บ่นว่า ต้องเสียภาษีประจำปีแพงเอาเรื่อง จากรถที่ใช้เครื่องยนต์ 3.2 ลิตร จ่ายภาษีต่อทะเบียนกันที่ขนส่งฯ แต่ละปี โดนภาษีกันจนหูตูบเลยทีเดียว
ดังนั้น โจทย์ของทีมวิศวกรชาวญี่ปุ่นก็คือ ในเมื่อคู่แข่ง ก็เริ่มจะเน้นความแรงขึ้นเรื่อยๆ อัตราเร่งของรุ่นเดิม ก็สู้คู่แข่งยังไม่ได้ แต่ขณะเดียวกัน ลูกค้าจำนวนมาก ก็เริ่มเรียกหาความประหยัดเพิ่มมากยิ่งขึ้น จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้นในปีนี้ และอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันในประเทศไทยปีนี้ค่อนข้างเยอะ ดังนั้น การใช้เครื่องยนต์ ที่มีความจุกระบอกสูบเยอะจึงลดน้อยลง ดูได้จากยอดขายของ Pajero Sport ในพักหลัง แทบไม่ค่อยมีใครถอยรุ่น 3.2 4WDกันเท่าไหร่เลย ส่วนใหญ่จะไปเซ็นใบจองรุ่น 2.5 GT 2WD เดิม มากกว่า แถม
เหตุผลต่างๆประกอบเข้าด้วยกัน ทำให้พวกเขาเริ่มมองว่า “งั้น เรามาทำเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรเดิมให้มันแรงขึ้น ด้วยการเอา Turbo แปรผันครีบ หรือ VG Turbo มาวางแทนทีทั้งเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรและ 2.5 ลิตรเดิม ไปเลยจะดีกว่าไหม” เครื่องเดียว แต่มีให้เลือกทั้ง 2 ระบบขับเคลื่อน รวม 4 รุ่นย่อยตามเดิม แต่รถแรงขึ้น ลูกค้าเองก็ยังเสียภาษีประจำปี ต่อทะเบียน ในอัตราที่ถูกลง
ทั้งหมดนั่นละครับ คือที่มาของ Pajero Sport เครื่องยนต์ใหม่ 2.5 VG Turbo
********** สรุป **********แก้ไขช่วงออกตัว ให้จี๊ดจ๊าดกว่านี้ และประหยัดน้ำมันกว่านี้ แค่นั้นเลยจริงๆ !!
นับตั้งแต่วันพฤหัสที่ 17 กุมภาพันธ์ จนถึง วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เป็นเวลานานถึง 8 วัน 7 คืนที่ผมใช้ชีวิตอยู่กับเจ้า กีฬาเล่นว่าวแถวสนามหลวง ทั้ง 2 คัน (ก็ชื่อรุ่น มันแปลได้ตามนี้จริงๆนี่นา! ไม่เชื่อก็ไปเปิด Dictionary กันเลยสิว่า คำว่า Pajero หนะ มันแปลว่าอะไร?)
ไม่ต่างอะไรกับการ กลับมาพบเจอเพื่อนเก่า ใช้ชีวิตด้วยกัน 1 สัปดาห์ เพื่อจะพบว่า เพื่อนเรา คนนี้ ถึงแม้จะยังคงมีบุคลิกภาพที่ดี ยังคงดูสุขุม อบอุ่น เป็นผู้นำครอบครัวที่ดี รักการเดินทาง ดูฟุตบอลเป็น คือดูแบบเอาสนุก ไม่ใช่บ้าพนันบอลถึงขั้นต้องไปซื้อตั๋วนั่งดูในสนาม แล้วไปมีเรื่องชกต่อยกับเขา การงานมั่นคงมีรสนิยมที่ดี ซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ (แม้ว่าครอบครัวที่ให้กำเนิดเขามา อาจจะมีภาพลักษณ์ไม่ดีมาก่อนก็ตาม)กระนั้น เพื่อนคนเดิมของผมคนนี้ มันมีนิสัย แรงขึ้น ปราดเปรียวขึ้น แต่ก็กินเยอะขึ้นกว่าเดิมสักหน่อย จนพุงเริ่มออกนิดๆ
ครับ Pajero Sport ยังคงคุณงามความดีอันเป็นจุดเด่นของมันเอาไว้เช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นช่วงล่าง ที่ให้การซับแรงสะเทือนได้ดีที่สุดในกลุ่ม ขับสบาย ชิลๆ มีห้องโดยสารที่อเนกประสงค์ สำหรับผู้โดยสาร 7 คน(แต่เบาะแถวหลัง แอบนั่งแค่พอได้เท่านั้น) หรือถ้าจะเป็นบทบู๊หน่อย ก็พร้อมจะลุยกับคุณได้อย่างมั่นใจ ถ้าคิดว่าอาไม่อยู่ หลุดแน่ๆ โครงสร้างนิรภัยของ Mitsubishi ก็ถือเป็นเรื่องที่หายห่วงไปได้ว่ายังไงๆ โอกาสรอดจะสูงกว่ารถยี่ห้ออื่น พวงมาลัยที่ตอบสนอง เหมาะสมกับลักษณะของรถ ไม่เบาไปไม่หนืดเกิน เบรกก็นุ่มนวลดี หน่วงความเร็วลงมาได้มั่นคงมาก สำหรับรถในกลุ่มนี้
และที่สำคัญก็คือ มันแรงขึ้นจริงๆ อัตราเร่งจากที่เราวัดกันมา ถือว่า ตัวเลขในนาฬิกาจับเวลา ไวกว่าToyota Fortuner 3.0 ลิตร ไปแล้วชัดเจน และนั่นทำให้ ตอนนี้ Pajero Sport กลายเป็น SUV บนพื้นฐานโครงสร้างรถกระบะ หรือ PPV ที่เร็วที่สุด แรงที่สุด ในเมืองไทย ขณะนี้ โดยเฉพาะในช่วงอัตราเร่งแซงที่ไม่ทำให้คุณผิดหวัง ถ้าคุณรู้จังหวะของมันสักหน่อย ว่าควรจะเร่งแซง ในช่วงความเร็วใด ถึงจะเรียกประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร VG-Turbo ออกมาใช้งานได้ครบถ้วนตามตั้งใจ
อย่างไรก็ตาม คุณจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า เพื่อนคนนี้ มันแรงกว่า Toyota Fortuner ถ้าไม่มีนาฬิกาจับเวลาอยู่ในมือ เพราะในช่วงออกตัว จนถึง 2,000 รอบ/นาที Pajero Sport ทั้ง 2WD และ 4WD ออกตัวเนือยๆง่วงๆเหมือนกับ รถรุ่นเดิมที่วางเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร 140 แรงม้า (PS) ไม่มีผิด แทบไม่มีความแตกต่างกันเลย สิ่งที่ลูกค้าต้องการจะเห็นจากการปรับปรุงในครั้งนี้คือ ทันทีที่เหยียบคันเร่ง จะต้องสัมผัสได้แล้วว่า เหมือนมีพละกำลังมารออยู่แล้ว ที่คันเร่ง และแค่เพียงเหยียบ พละกำลังเหล่านั้นจะต้องไหลมาเทมา ดุจลาวาพุ่งพล่านไม่ใช่ออกตัวเหมือน แรงดันน้ำบาดาล ในฤดูแล้ง ที่ภาคอีสาน แบบนั้นมันใช้ไม่ได้
สิ่งที่อยากเห็นการปรับปรุงเพิ่มเติมหลังจากนี้ ก็คงจะมีแค่ การปรับปรุงช่วงออกตัว ทันทีที่เหยียบคันเร่งรถจะต้องมีแรงบิดมารออยู่ที่เท้าแล้ว ไม่ใช่ต้องรอให้ถึง 2,000 รอบ/นาที รถถึงจะพุ่งโผนโจนทะยานไปข้างหน้า
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งอยากจะเห็นการปรับปรุงก็คือ ทำอย่างไรให้ตัวรถ มีน้ำหนักเบากว่านี้นิดนึง และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีกว่านี้ เพราะว่า แม้ Pajero Sport 4WD จะกินน้ำมันที่ระดับ 10.23 กิโลเมตร/ลิตรถือว่ามีตัวเลขด้อยกว่า Toyota Fortuner ซึ่งกินน้ำมัน 10.63 กิโลเมตร/ลิตร ไปไม่มากนัก แต่หากเทียบกับรุ่นเครื่องยนต์ 3.0 2WD ของ Fortuner 3.0 กับ Pajero Sport 2.5 2WD แล้ว จะพบว่า อัตราสิ้นเปลืองค่อนข้างแย่กว่า Fortuner 2WD ชัดเจนมากไป สิ่งที่เราคาดหวังคือ อย่างน้อยๆ 12 กิโลเมตร/ลิตร คือตัวเลขที่เราสมควรจะได้เห็นกัน จาก SUV ร่างใหญ่อย่างนี้ เพราะถือเป็นเรื่องน่าแปลกว่า Pajero Sportรุ่นเดิม ยังประหยัดน้ำมันกว่ารุ่นใหม่ด้วยซ้ำ และกลับกลายเป็นว่า งานนี้ คุณต้องเลือกว่า ต้องการพละกำลังหรือความประหยัดน้ำมันมากกว่ากัน ซึ่ง พูดกันตรงๆก็คือ ลูกค้าคนไทย อยากได้ทั้งความแรง และความประหยัดมาควบคู่กันต่างหาก!
และนั่นดูจะเป็นเพียงแค่ 2 สิ่ง ที่ผมอยากจะเห็นในการปรับปรุง Pajero Sport ใหม่ ในรุ่นต่อไป
อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้ายังเลือกไม่ถูกว่าควรจะซื้อรถยนต์ SUV ในกลุ่ม On & Off Road SUV ที่ดัดแปลงตัวถังและภายในห้องโดยสาร จากรถกระบะ ตัวเลือกในตลาดที่เหลืออยู่ตอนนี้ มีเหลือเพียง 2-3 รายการเท่านั้น
Toyota Fortuner เจ้าตลาด ที่ยังถือว่าขายดีที่สุด เพราะมียอดขายสะสมมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมี จุดเด่นที่เชื่อกันมานาน คืออัตราเร่ง ที่ไหลต่เนื่องตั้งแต่ช่วงต้น รอบกลาง และช่วงปลายๆ เพราะแรงบิดสูงสุดพี่ท่านมาอย่างต่อเนื่องในแบบ Flat Torque และนั่นก็ทำให้ ลูกค้าที่ซื้อไป แฮปปี้กับความบ้าพลังของรถ เป็นอันมาก มีกำหนดจะปรับโฉมอีกที ไตรมาส 3 ปีนี้ (2011)
Ford Everest ถึงจะยังไม่เคยลองขับรุ่นใหม่ล่าสุด แต่ในเมื่อ เราเคยมีประสบการณ์กับรุ่นก่อนปรับโฉมMinorchange ซึ่งใช้เครื่องยนต์ ช่วงล่าง เกียร์ และพวงมาลัยเหมือนกัน พวงมาลัยล้สมัยกว่าชาวบ้านจริงอัตราเร่ง ไม่่ถึงกับดีมาก แต่รถกลับคล่องตัวอย่างประหลาดขณะมุดไปตามการจราจรติดขัดในเมือง!!แปลกแต่จริง ตอนนี้ ปายอายุตลาดแล้วไม่น่าจะเกิน 2 ปี คงได้เห็นรถรุ่นใหม่ เปลี่ยนโฉมตาม Ranger T6
TR AllRoader เป็นกระบะดัดแปลงมาจาก Chevrolet Colorado ซึ่งผมเองก็ยังไม่รู้ว่า ทำไมเราต้องจ่ายเงินเป็นล้านบาท เพื่อซื้อรถรุ่นนี้ แม้ว่า ไทยรุ่งฯ จะพยายามปรับปรุงมาตรฐานของตัวเองมาอย่างไร แต่ก็ดีขึ้นได้อย่างช้าๆ คุณภาพการประกอบในรถรุ่นก่อนๆ คือสิ่งที่ผู้บริโภคหลายคนยังเป็นห่วงอยู่ ตั้งแต่ชิ้นงานไม่เรียบร้อย ไปจนถึงนำฝนซึมเข้ารถ แล้วหยดติ๋งๆ เหมือนกับหลังคาบ้านเก่าๆ ที่ไม่ได้ทาShell Flint Coat นั่นคือสิ่งที่เรายังกังขาว่ารถรุ่นใหม่ จะดีขึ้นแล้วหรือยัง อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเรายังไมได้มีโอกาสทดลองสมรรถนะ เราจึงไม่ขอออกความเห็นถึงรถที่เรายังไม่เคยได้ลองขับ จะดีกว่า
แต่ถ้าในตอนนี้ คุณคิดแล้วว่า จะเลือก Pajero Sport แน่ๆ คุณก็คงอยากรู้ว่า จะเล่นรุ่นย่อยไหนดี ถึงจุดนี้มาดูใบราคาอย่างเป็นทางการ (ไม่นับส่วนลดที่คุณต้องไปต่อรองกับพนักงานขายตามแต่ละโชว์รูมกันเอาเอง)จะเห็นว่า Pajero Sport มีให้คุณเลือก 4 รุ่นย่อยเหมือนเดิม ดังต่อไปนี้
4WD 2.5 VGT GT / 5AT 1,312,000 บาท
4WD 2.5 VGT GLS / 5AT 1,157,000 บาท
2WD 2.5 VGT GT / 4AT 1,142,000 บาท
2WD 2.5 VGT GLS / 4AT 987,000 บาท
ถ้าอยากได้ สีขาวประกายมุขเพิ่มเงินอีก 15,000 บาท (เพราะขั้นตอนการพ่นสีขาวมุก ต้องใช้เวลานานกว่าสีรถปกติทั่วๆไป ไม่ใช่แค่ Mitsubishi หรอกครับ แต่เป็นเช่นเดียวกันนี้ ทุกยี่ห้อนั่นแหละ)
ถ้าระดับความแตกต่างของราคาเป็นเช่นนี้ ก่อนอื่น ต้องถามตัวเองให้ดีว่า ในชีวิตที่ผ่านมา และต่อจากนี้ไปจะใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ บ่อยแค่ไหน ชอบเดินทางไปในถิ่นทุรกันดานบ่อยพอให้ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part Time เช่นนี้ ถึง 10 ครั้ง / ปี หรือไม่
หากคำตอบคือ ใช่ คงต้องดูรุ่น 4WD ไป และเลือกตามงบประมาณที่คุณมีอยู่ แต่ถ้าคำตอบคือ ไม่บ่อย ขอแนะนำให้มองหารุ่น 2WD ไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าป้ายราคารุ่นถูกสุด จะเริ่มต้นแค่ 987,000 บาทแต่หากมองถึงอุปกรณ์ต่างๆที่เพิ่มเข้ามาแล้ว โดนตัดออกไปพอสมควรเลยทีเดียว ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกระบบขับเคลื่อนแบบใด รุ่น GT หรือรุ่นท็อป คือทางเลือกที่คุ้มค่าสุด เสมอ รองลงไปคือ รุ่นถูกสุด2.5 2WD GLS และถ้าถ้าคิดว่าอยากประหยัดเงิน หรือคิดว่าชุดเครื่องเสียง ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขอแนะนำให้ลองฟังระบบเสียงของรุ่น GT เสียก่อน พนันได้เลยว่า คุณจะเปลี่ยนใจแน่ๆ!
แถมไว้ให้เป็นข้อมูลกันอีกนิด ใครอยากรู้ว่า ต้องเสียภาษีประจำปีเท่าใดนั้น ผมลองเปิดลิ้นชักหน้ารถแอบดูจากเอกสารประจำรถพบว่า รถคันทดลองขับ เสียภาษีในนามนิติบุคคล ปีแรก เสียภาษีอยู่ที่ 9,619 บาท แต่จากข้อมูลโดยคุณผู้อ่านหลายๆท่าน ทักท้วงมา ผมก็ต้องเข้ามาแก้ไขให้ถูกต้องว่า หากจดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดาน่าจะถูกกว่านี้ อยู่แถวๆ 6,000 กว่าบาท ซึ่งเมื่อ เวลาผ่านไป ก็จะลดลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น มันก็น่าจะอยู่ในวิสัยที่คุณคงจะพอรับได้บ้าง อย่างน้อย ก็ถูกกว่ารุ่น 3.2 ลิตรแล้วกัน (รายนั้น คุณผู้อ่านบอกว่า ปีละ 7,700 บาท)
ท้ายที่สุดนี้ เรื่องที่อยากจะฝาก คงหนีไม่พ้นเรื่องเดิมๆ นั่นคือ โชว์รูมผู้จำหน่ายและศูนย์บริการทั้งหลายของ Mitsubishi Motors ที่มีถึงกว่า 138 แห่งทั่วไทย (เฉพาะในกรุงเทพ ก็มี 40 กว่าแห่ง และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ) เอาเข้าจริงแล้ว ในจำนวนนี้ จะมีศูนย์บริการที่ดูแลลูกค้าดี ซ่อมเก่ง ช่างชำนาญ งานหนักเบาเราสู้ และที่สำคัญ แก้ปัญหาได้จบหมดทุกเรื่อง กันสักกี่แห่ง?
ขนาดเขียนด่าไปชุดใหญ่ ในรีวิว Lancer EX ก็ยังมิวาย มีเสียงบ่นจากลูกค้ามาให้ได้ยินเรื่อยๆเหมือนเคยอยู่ดี อย่าให้ถึงกับต้องยกเคสมาเล่าสู่กันฟังที่นี่เลย เดี๋ยวลูกค้าเขาจะพาลถอดใจกันไปเปล่าๆ เพราะอย่างน้อย ในคอลัมน์ “แฉให้ฟัง หลังเข้าศูนย์ฯ” ของเรา ก็ยังมีโชว์รูมและศูนย์บริการ Mitsubishi แถวศรีนครินทร์ ที่ดีเด่นโดดเด้ง ทำคะแนนภาพรวม แซงหน้า ศูนย์บริการ Honda บางพลี มาแล้ว แสดงว่า เรายังพอมีหวังฝากผีฝากไข้กับศูนย์ฯ ของ Mitsubishi กันได้อยู่บ้าง อาการยังไม่หนักหนาเท่า Ford
ดังนั้น ก็ขอฝากถึงผู้จำหน่ายทั้งหลายว่า คุณคือตัวแทนแบรนด์ Mitsubishi ทั้งแบรนด์ในสายตาลูกค้ากรุณาทำตัวให้ดีหน่อย ไม่ใช่แต่จะเน้นยอดขาย แล้วไม่ใส่ใจชะตากรรมลูกค้าเลย อย่างที่ผ่านมา เพราะรถดีๆ อนาคตควรจะดี มันจะมาพังพินาศ หมดอนาคต เพราะดีลเลอร์อย่างพวกคุณหลายๆรายนี่แหละ!
ถ้ายังทำตัวกันไม่ดีอีก แล้วมีใครมาฟ้องผม คราวนี้แหละ เดี๋ยวผมจะฝากบอกผ่านไปทางท่านประธาน ให้ปลดดีลเลอร์ แบบล้างบาง กันเลย
ดีไหม?

Telephone

Website

Opening Hours

Monday 09:00 - 17:00
Tuesday 09:00 - 17:00
Wednesday 09:00 - 17:00
Thursday 09:00 - 17:00
Friday 09:00 - 17:00
Saturday 09:00 - 17:00