ตัวแทนประกันชีวิต AIA

ตัวแทนประกันชีวิต AIA

ตำแหน่งใกล้เคียง วณิชย์

ร้านนัฐโชคพานิช
ร้านนัฐโชคพานิช
129 บ้านนาแก้ว ตำบลบ้านกอก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
ร้านปุ๊ปปั๊บเฟอร์นิเจอร์
ร้านปุ๊ปปั๊บเฟอร์นิเจอร์
333ม6ต.บัวงาม อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี
บ้านสำเร็จรูป,กึ่งสำเร็จรูป
บ้านสำเร็จรูป,กึ่งสำเร็จรูป
112 หมู่ 3 บ้านดอนชาด ต. บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
Thaiyont Suzuki Ubon
Thaiyont Suzuki Ubon
300-316
รับทำวีซ่า อุบลราชธานี Knight Visa Hel
รับทำวีซ่า อุบลราชธานี Knight Visa Hel
เลขที่5 ถนน พโลชัย ตำบลในเมือง อำเภอเมือง
สามชัยกรุ๊ป อุบลฯ
สามชัยกรุ๊ป อุบลฯ
74 ถ.ผาแดง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
ลูกโป่ง แฟนซี อุบลฯ
ลูกโป่ง แฟนซี อุบลฯ
16 ซ.เทพโยธี 2 ถ.เทพโยธี อ.เมือง จ.อุบลฯ
กำจัดปลวก เมเจอร์อุบลราชธาน
กำจัดปลวก เมเจอร์อุบลราชธาน
ถนน พลแพน
โรงรับจำนำมันนี่โอเค อุบล สี
โรงรับจำนำมันนี่โอเค อุบล สี
322/3 ถ. สรรพสิทธิ์ ต. ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี จ. อุบลราชธานี
บริษัท อุบลการบัญชี จำกัด
บริษัท อุบลการบัญชี จำกัด
318,320 ถ.สรรพสิทธิ์ ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี
Prim Jewelry
Prim Jewelry
34000
The Y'did
The Y'did
The Y'did 86/6 ถ.พโลรังฤทธิ์ ต.ในเมือง อ.เมืองอุบล จ.อุบลราชธานี
ร้านtop Safetyอุบล จำหน่ายเครื่องด
ร้านtop Safetyอุบล จำหน่ายเครื่องด
42-44 ถนนชวลานอก ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
BB sport
BB sport
ubonratchatani
GUS Screen
GUS Screen
10-10/1ถ.สริยาตร์ ต.ในเมือง อ.เมือง

คุณหนึ่งฤทัย ภวโภคาภินันท์ ตัวแทนประกันชีวิต AIA Tel: 0619363549 LINE ID : nu_grace1

เปิดเหมือนปกติ

02/11/2021

“ชีวิตหลังเกษียณที่ไม่มีเงิน
น่ากลัวกว่าชีวิตหลังความตาย”
4 ขั้นตอนออมเพื่อเกษียณ ของคนเริ่มวางแผนช้า
โดย ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ อาจารย์และวิทยากรด้านการเงิน
.
ระหว่าง "ตายแล้ว...แต่ยังใช้เงินไม่หมด" กับ "สุดสลด...เงินหมด แต่ยังไม่ตาย" แบบไหนน่ากลัวกว่ากันครับ?
.
ปกติแล้ว คนเราจะใช้เวลา 20 ปีแรกไปกับการศึกษา ต่อมาจึงเริ่มทำงาน กว่าจะลงหลักปักฐานได้มั่นคง ก็ตอนอายุ 30-40 ปีขึ้นไป เราถึงค่อยนึกถึงการวางแผนเกษียณ เพื่อให้มีเงินใช้ในบั้นปลายชีวิต
.
คำถามคือ แบบนี้ถือว่าเริ่มวางแผนช้าเกินไปมั้ย?
.
จริงๆ แล้วอาจจะฟังดูช้า แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำเลยใช่มั้ยล่ะค่ะ วันนี้ เราจึงขอแนะนำ 4 ขั้นตอนออมเพื่อเกษียณ โดย ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ วิทยากรด้านการเงิน และอดีตหัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ ม.กรุงเทพ รับรองว่าคนที่เริ่มวางแผนช้า ก็สามารถมีเงินใช้สบายๆ ได้แน่นอน
.
[1.ถามตัวเองว่า เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน?]
.
การวางแผนเกษียณ มักจะออกแบบตามไลฟ์สไตล์ของเรา ลองถามตัวเองดูว่าหลังเกษียณแล้ว เราอยากจะใช้ชีวิตแบบไหน? แล้วตั้งเป้าหมายตามนั้น โดยสามารถใช้สูตรคำนวณคร่าวๆ ที่เรียกว่า “Replacement Ratio” เพื่อประเมินจำนวนเงินคร่าวๆ ที่เราจะใช้หลังเกษียณ
.
👉 สูตรที่ 1 : คิดจากรายได้ก่อนเกษียณ

ลองคำนวณดูว่า ช่วง 1 ปีก่อนเกษียณ เรามี “รายได้” เดือนละเท่าไหร่ โดยค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ก็คาดว่าจะใช้ประมาณ 70% ของตัวเลขนั้น

เช่น ตอนอายุ 59 รายได้เดือนละ 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ = ประมาณเดือนละ 70,000 บาท
.
👉 สูตรที่ 2 : คิดจากรายจ่ายก่อนเกษียณ

แบบนี้จะคำนวณจาก “รายจ่าย” ช่วง 1 ปีก่อนเกษียณ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ก็คาดว่าจะใช้ประมาณ 70% ของตัวเลขนั้น

เช่น ตอนอายุ 59 มีรายจ่ายเดือนละ 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ = ประมาณเดือนละ 70,000 บาท
.
ลองเลือกว่าจะใช้สูตรไหน หลังจากนั้นให้เอาตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ไปคูณ 300 ก็คือ 70,000 x 300 = 21 ล้านบาท นี่คือเงินก้อนที่เราต้องมีเพื่อใช้ชีวิตเกษียณค่ะ
.
ดร.อัจฉรา ให้เหตุผลว่าตัวเลข 300 นี้ มาจากจำนวนเดือนที่คาดว่า เราจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้นั่นเอง
.
[2.ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ รู้จักประมาณตัวเอง]
.
เมื่อรู้เป้าหมายเงินก้อนที่ต้องมีเพื่อใช้ตอนเกษียณแล้ว ตัวเลขอาจจะฟังดูเยอะมาก แต่จริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดกับมันขนาดนั้น เพราะอย่าลืมว่า เราไม่ได้ถอนเงินออกมาใช้ทีเดียวทั้งหมด แต่ค่อยๆ ทยอยถอนออกมาใช้ต่างหาก
.
นั่นแปลว่าเงินก้อนส่วนใหญ่ จะยังงอกเงยต่อไปได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ “อัตราผลตอบแทน” ต่างหาก ถ้าเรามีความรู้ในการลงทุน วางเงินไว้ถูกที่ เงินก็จะเติบโตได้มากขึ้น
.
เช่น ในวันเกษียณ เรามีเงินก้อน 9 ล้านบาท แต่ถ้าสามารถลงทุนสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 5% ต่อปี เมื่อวันที่เราอายุ 90 ปี เงินก้อนนั้นก็จะเติบโตได้ถึง 18 ล้านบาท สามารถใช้เป็นมรดกส่งต่อให้ลูกหลานได้อีกด้วย
.
ซึ่งการลงทุนที่ ดร.อัจฉรา แนะนำสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็คือให้ออมเงินเต็มอัตรา 15% เพราะเป็นการลงทุนง่ายที่สุด แทบไม่ต้องทำอะไรเลย แม้ว่าปัจจุบันผลตอบแทนอาจจะไม่ถึง 5% แต่เมื่อมองระยะยาวแล้วก็ถือว่าคุ้มค่า หรืออย่างน้อยก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ทันที
.
หรือถ้าเป้าหมายเกษียณฟังดูไกลเกินเอื้อม ก็มี 2 ทางเลือกคือ “ขยายระยะเวลาทำงานให้ยาวขึ้น” เพื่อให้มีเวลาสะสมเงินมากขึ้น หรือ “ปรับลดเป้าหมาย” จากที่ตั้งเป้าใช้เงินเดือนละ 50,000 ก็เหลือ 30,000 บาท ให้เหมาะสมกับตัวเรา
.
[3.ทำงบดุลชีวิต เพื่อเช็กความมั่งคั่ง]
.
ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้เรากำลังรวยหรือจน สามารถเช็กได้จากการทำงบดุลชีวิต โดยการแจกแจง “สินทรัพย์” และ “หนี้สิน” ตามรายละเอียดดังนี้
.
👉 สินทรัพย์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

-สินทรัพย์สภาพคล่อง
มีไว้เพื่อรักษาความปกติสุขในชีวิต เช่น เงินสำรอง ควรมี 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน ฝาก-ถอนได้ทันที

-สินทรัพย์ใช้ส่วนตัว
มีไว้เพื่อการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น รถ บ้าน โทรศัพท์มือถือ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มักจะหมดเงินไปกับส่วนนี้ ทำให้บั่นทอนแผนการเงินในอนาคต

-สินทรัพย์ลงทุน
มีไว้เพื่ออนาคต เป็นส่วนหนึ่งของเงินที่จะใช้ 300 เดือนหลังเกษียณ
.
👉 หนี้สิน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือหนี้ระยะสั้น (อายุหนี้ไม่เกิน 1 ปี) และหนี้ระยะยาว ซึ่งรวมแล้วไม่ควรเกิน 50% ของสินทรัพย์ทั้งหมด เช่น ถ้ามีสินทรัพย์ 2 ล้าน ก็ควรมีหนี้ไม่เกิน 1 ล้าน
.
ทีนี้เราจะรวย หรือไม่รวย ก็ดูกันตรงนี้ล่ะครับ ให้เอาตัวเลขที่แจกแจง มาคำนวณโดยใช้สูตร

“สินทรัพย์ - หนี้สิน = ความมั่งคั่งสุทธิ”

ถ้าเรามีสินทรัพย์รวม มากกว่าหนี้สินรวม แปลว่าเรามีความมั่งคั่ง (รวย)

ถ้าเรามีหนี้สิน มากกว่าสินทรัพย์รวม แปลว่าเรามีความมั่งคั่งติดลบ เสี่ยงล้มละลาย (จน)
.
[4.ทำ “งบสแกนกรรม” เพื่อหารอยรั่วของเงินออม]
.
ถ้าเราตรวจสอบตัวเองในเบื้องต้นแล้ว พบว่าความมั่งคั่งติดลบ หรือการเงินในตอนนี้ยังห่างไกลกับเป้าหมายอยู่มาก สิ่งที่จะช่วยให้เรามีเงินออมเหลือเพิ่มขึ้น ก็คือการทำ “งบสแกนกรรม” คือบันทึกรายได้-รายจ่าย แต่ละเดือนนั่นเอง โดยมีรายละเอียดดังนี้
.
👉 รายได้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือรายได้หลัก และรายได้อื่นๆ
.
👉 ค่าใช้จ่าย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

-ค่าใช้จ่ายจำเป็น
ส่วนนี้คือค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่ง “เงินออม” ก็ควรเป็นค่าใช้จ่ายรายการแรกของแต่ละเดือนด้วยเช่นกัน รวมถึง “ค่าใช้จ่ายผ่อนหนี้” รวมแล้วไม่ควรเกิน 40% ของรายได้

-ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
นี่คือส่วนเกินจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยมักจะเกิดจากความต้องการ (Want) มากกว่าความจำเป็น (Need)

-ค่าใช้จ่ายอบายมุข
ข้อนี้ กับข้อข้างบน ควรรีบลดละเลิกโดยเร็วที่สุด
.
ถ้าเอาตัวเลขมาคำนวณ “รายได้ ลบ รายจ่าย” แล้วผลลัพธ์เป็นบวก นั่นแปลว่าเรามีเงินเหลือในแต่ละเดือน แต่ถ้าผลลัพธ์ติดลบ แปลว่าเรามีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องลดรายจ่ายให้น้อยกว่ารายได้ค่ะ
.
แผนการเงินเพื่อเกษียณ เป็นเหมือน “ตุ่มใส่น้ำ” ที่เราต้องหมั่นเติมน้ำเข้าไป ให้มากกว่าตักออกมาใช้ หลายคนอาจรู้สึกว่า เริ่มวางแผนตอนนี้มันช้าเกินไป แต่ทุกอย่างไม่มีคำว่าสาย ขอแค่เริ่มลงมือทำ ในวันเกษียณเราไม่จำเป็นต้องมีเงินมากมาย ขอแค่ “มีมากพอ” ค่ะ
.
อ้างอิง
https://bit.ly/3CzENnK
https://bit.ly/3jT4sQZ

“ชีวิตหลังเกษียณที่ไม่มีเงิน
น่ากลัวกว่าชีวิตหลังความตาย”
4 ขั้นตอนออมเพื่อเกษียณ ของคนเริ่มวางแผนช้า
โดย ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ อาจารย์และวิทยากรด้านการเงิน
.
ระหว่าง "ตายแล้ว...แต่ยังใช้เงินไม่หมด" กับ "สุดสลด...เงินหมด แต่ยังไม่ตาย" แบบไหนน่ากลัวกว่ากันครับ?
.
ปกติแล้ว คนเราจะใช้เวลา 20 ปีแรกไปกับการศึกษา ต่อมาจึงเริ่มทำงาน กว่าจะลงหลักปักฐานได้มั่นคง ก็ตอนอายุ 30-40 ปีขึ้นไป เราถึงค่อยนึกถึงการวางแผนเกษียณ เพื่อให้มีเงินใช้ในบั้นปลายชีวิต
.
คำถามคือ แบบนี้ถือว่าเริ่มวางแผนช้าเกินไปมั้ย?
.
จริงๆ แล้วอาจจะฟังดูช้า แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำเลยใช่มั้ยล่ะค่ะ วันนี้ เราจึงขอแนะนำ 4 ขั้นตอนออมเพื่อเกษียณ โดย ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ วิทยากรด้านการเงิน และอดีตหัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ ม.กรุงเทพ รับรองว่าคนที่เริ่มวางแผนช้า ก็สามารถมีเงินใช้สบายๆ ได้แน่นอน
.
[1.ถามตัวเองว่า เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน?]
.
การวางแผนเกษียณ มักจะออกแบบตามไลฟ์สไตล์ของเรา ลองถามตัวเองดูว่าหลังเกษียณแล้ว เราอยากจะใช้ชีวิตแบบไหน? แล้วตั้งเป้าหมายตามนั้น โดยสามารถใช้สูตรคำนวณคร่าวๆ ที่เรียกว่า “Replacement Ratio” เพื่อประเมินจำนวนเงินคร่าวๆ ที่เราจะใช้หลังเกษียณ
.
👉 สูตรที่ 1 : คิดจากรายได้ก่อนเกษียณ

ลองคำนวณดูว่า ช่วง 1 ปีก่อนเกษียณ เรามี “รายได้” เดือนละเท่าไหร่ โดยค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ก็คาดว่าจะใช้ประมาณ 70% ของตัวเลขนั้น

เช่น ตอนอายุ 59 รายได้เดือนละ 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ = ประมาณเดือนละ 70,000 บาท
.
👉 สูตรที่ 2 : คิดจากรายจ่ายก่อนเกษียณ

แบบนี้จะคำนวณจาก “รายจ่าย” ช่วง 1 ปีก่อนเกษียณ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ก็คาดว่าจะใช้ประมาณ 70% ของตัวเลขนั้น

เช่น ตอนอายุ 59 มีรายจ่ายเดือนละ 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ = ประมาณเดือนละ 70,000 บาท
.
ลองเลือกว่าจะใช้สูตรไหน หลังจากนั้นให้เอาตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ไปคูณ 300 ก็คือ 70,000 x 300 = 21 ล้านบาท นี่คือเงินก้อนที่เราต้องมีเพื่อใช้ชีวิตเกษียณค่ะ
.
ดร.อัจฉรา ให้เหตุผลว่าตัวเลข 300 นี้ มาจากจำนวนเดือนที่คาดว่า เราจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้นั่นเอง
.
[2.ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ รู้จักประมาณตัวเอง]
.
เมื่อรู้เป้าหมายเงินก้อนที่ต้องมีเพื่อใช้ตอนเกษียณแล้ว ตัวเลขอาจจะฟังดูเยอะมาก แต่จริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดกับมันขนาดนั้น เพราะอย่าลืมว่า เราไม่ได้ถอนเงินออกมาใช้ทีเดียวทั้งหมด แต่ค่อยๆ ทยอยถอนออกมาใช้ต่างหาก
.
นั่นแปลว่าเงินก้อนส่วนใหญ่ จะยังงอกเงยต่อไปได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ “อัตราผลตอบแทน” ต่างหาก ถ้าเรามีความรู้ในการลงทุน วางเงินไว้ถูกที่ เงินก็จะเติบโตได้มากขึ้น
.
เช่น ในวันเกษียณ เรามีเงินก้อน 9 ล้านบาท แต่ถ้าสามารถลงทุนสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 5% ต่อปี เมื่อวันที่เราอายุ 90 ปี เงินก้อนนั้นก็จะเติบโตได้ถึง 18 ล้านบาท สามารถใช้เป็นมรดกส่งต่อให้ลูกหลานได้อีกด้วย
.
ซึ่งการลงทุนที่ ดร.อัจฉรา แนะนำสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็คือให้ออมเงินเต็มอัตรา 15% เพราะเป็นการลงทุนง่ายที่สุด แทบไม่ต้องทำอะไรเลย แม้ว่าปัจจุบันผลตอบแทนอาจจะไม่ถึง 5% แต่เมื่อมองระยะยาวแล้วก็ถือว่าคุ้มค่า หรืออย่างน้อยก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ทันที
.
หรือถ้าเป้าหมายเกษียณฟังดูไกลเกินเอื้อม ก็มี 2 ทางเลือกคือ “ขยายระยะเวลาทำงานให้ยาวขึ้น” เพื่อให้มีเวลาสะสมเงินมากขึ้น หรือ “ปรับลดเป้าหมาย” จากที่ตั้งเป้าใช้เงินเดือนละ 50,000 ก็เหลือ 30,000 บาท ให้เหมาะสมกับตัวเรา
.
[3.ทำงบดุลชีวิต เพื่อเช็กความมั่งคั่ง]
.
ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้เรากำลังรวยหรือจน สามารถเช็กได้จากการทำงบดุลชีวิต โดยการแจกแจง “สินทรัพย์” และ “หนี้สิน” ตามรายละเอียดดังนี้
.
👉 สินทรัพย์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

-สินทรัพย์สภาพคล่อง
มีไว้เพื่อรักษาความปกติสุขในชีวิต เช่น เงินสำรอง ควรมี 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน ฝาก-ถอนได้ทันที

-สินทรัพย์ใช้ส่วนตัว
มีไว้เพื่อการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น รถ บ้าน โทรศัพท์มือถือ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มักจะหมดเงินไปกับส่วนนี้ ทำให้บั่นทอนแผนการเงินในอนาคต

-สินทรัพย์ลงทุน
มีไว้เพื่ออนาคต เป็นส่วนหนึ่งของเงินที่จะใช้ 300 เดือนหลังเกษียณ
.
👉 หนี้สิน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือหนี้ระยะสั้น (อายุหนี้ไม่เกิน 1 ปี) และหนี้ระยะยาว ซึ่งรวมแล้วไม่ควรเกิน 50% ของสินทรัพย์ทั้งหมด เช่น ถ้ามีสินทรัพย์ 2 ล้าน ก็ควรมีหนี้ไม่เกิน 1 ล้าน
.
ทีนี้เราจะรวย หรือไม่รวย ก็ดูกันตรงนี้ล่ะครับ ให้เอาตัวเลขที่แจกแจง มาคำนวณโดยใช้สูตร

“สินทรัพย์ - หนี้สิน = ความมั่งคั่งสุทธิ”

ถ้าเรามีสินทรัพย์รวม มากกว่าหนี้สินรวม แปลว่าเรามีความมั่งคั่ง (รวย)

ถ้าเรามีหนี้สิน มากกว่าสินทรัพย์รวม แปลว่าเรามีความมั่งคั่งติดลบ เสี่ยงล้มละลาย (จน)
.
[4.ทำ “งบสแกนกรรม” เพื่อหารอยรั่วของเงินออม]
.
ถ้าเราตรวจสอบตัวเองในเบื้องต้นแล้ว พบว่าความมั่งคั่งติดลบ หรือการเงินในตอนนี้ยังห่างไกลกับเป้าหมายอยู่มาก สิ่งที่จะช่วยให้เรามีเงินออมเหลือเพิ่มขึ้น ก็คือการทำ “งบสแกนกรรม” คือบันทึกรายได้-รายจ่าย แต่ละเดือนนั่นเอง โดยมีรายละเอียดดังนี้
.
👉 รายได้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือรายได้หลัก และรายได้อื่นๆ
.
👉 ค่าใช้จ่าย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

-ค่าใช้จ่ายจำเป็น
ส่วนนี้คือค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่ง “เงินออม” ก็ควรเป็นค่าใช้จ่ายรายการแรกของแต่ละเดือนด้วยเช่นกัน รวมถึง “ค่าใช้จ่ายผ่อนหนี้” รวมแล้วไม่ควรเกิน 40% ของรายได้

-ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
นี่คือส่วนเกินจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยมักจะเกิดจากความต้องการ (Want) มากกว่าความจำเป็น (Need)

-ค่าใช้จ่ายอบายมุข
ข้อนี้ กับข้อข้างบน ควรรีบลดละเลิกโดยเร็วที่สุด
.
ถ้าเอาตัวเลขมาคำนวณ “รายได้ ลบ รายจ่าย” แล้วผลลัพธ์เป็นบวก นั่นแปลว่าเรามีเงินเหลือในแต่ละเดือน แต่ถ้าผลลัพธ์ติดลบ แปลว่าเรามีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องลดรายจ่ายให้น้อยกว่ารายได้ค่ะ
.
แผนการเงินเพื่อเกษียณ เป็นเหมือน “ตุ่มใส่น้ำ” ที่เราต้องหมั่นเติมน้ำเข้าไป ให้มากกว่าตักออกมาใช้ หลายคนอาจรู้สึกว่า เริ่มวางแผนตอนนี้มันช้าเกินไป แต่ทุกอย่างไม่มีคำว่าสาย ขอแค่เริ่มลงมือทำ ในวันเกษียณเราไม่จำเป็นต้องมีเงินมากมาย ขอแค่ “มีมากพอ” ค่ะ
.
อ้างอิง
https://bit.ly/3CzENnK
https://bit.ly/3jT4sQZ

29/10/2021

“มีเงินเก็บ 100,000 บาท” ลงทุนอะไรดี ถึงมีเงินล้าน!!
.
เพื่อนๆ คิดว่า เราสามารถทำเงิน 100,000 บาท ให้กลายเป็นเงิน 1,000,000 บาท ได้ไหมครับ? คำตอบคือ “ได้ค่ะ” แต่คงต้องใช้ระยะเวลานานเลยทีเดียว ถ้าเราวางเงินไม่ถูกที่ และไม่รู้จักพลังของการหมั่นลงทุนเพิ่มทุกเดือน
.
สมมติง่ายๆ นะค่ะ ถ้าเรานำเงินต้น 100,000 บาท ลงทุนด้วย “การฝากเงินกับบัญชีออมทรัพย์แบบดิจิทัลที่ให้ดอกเบี้ยสูง” โดยเราฝากทิ้งเอาไว้ด้วยอัตราดอกเบี้ย 1.5%
.
⭐ เราจะใช้เวลาถึง 154 ปี! ถึงจะมีเงิน 1 ล้านแรก ⭐
.
เห็นระยะเวลาแล้ว.. มันคงจะนานเกินไปใช่ไหมค่ะ?
.
งั้นถ้าเราลองเปลี่ยนจากการฝากเงินเป็นการลงทุนที่เสี่ยงสูงขึ้น แต่โอกาสได้รับผลตอบแทนมากกว่าอย่างหุ้นล่ะ โดยสมมติว่าเราคาดหวังอัตราผลตอบแทนปีละ 7.7% แล้วกันนะค่ะ (ผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทย หรือ SET TRI ย้อนหลัง 10 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 7.77% ต่อปี ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ณ วันที่ 31 มี.ค. 64)
.
เพื่อนๆ คิดว่าใช้เวลากี่ปีถึงจะมีเงิน 1 ล้านแรก?
.
⭐ คำตอบก็คือ 30 ปีค่ะ ⭐
.
แม้จะใช้ระยะเวลา ‘น้อยกว่า’ การฝากเงิน แต่ก็ยังนานไปใช่ไหมครับ
แล้วถ้าอยากมีเงินล้านให้ไวกว่านี้.. ต้องทำยังไงล่ะ?
.
มันมีอยู่ 3 ทางเลือกค่ะ
.
✅ 1.เพิ่มเงินต้นให้มากขึ้น
✅ 2.ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่านี้ แต่ก็ต้องยอมเสี่ยงขาดทุนมากขึ้นไปอีก
✅ 3.เติมเงินลงทุนเพิ่มอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ เดือน
.
ซึ่งวิธีที่เราคิดว่าง่ายและน่าจะสะดวกกับทุกคนที่สุด คงจะเป็น “การหมั่นเติมเงินลงทุนเพิ่มอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ เดือน” จะเป็นเงินหลักพันหรือหลักหมื่นก็ได้ แต่สิ่งสำคัญ คือ เราต้องมีวินัยการออมอย่างสม่ำเสมอ
.
เติมเงินทีละเล็กละน้อยมันเห็นผลขนาดนั้นเลยเหรอ? เราจะขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันง่ายๆ
.
สมมติ ถ้าเราเลือกลงทุนในหุ้นเหมือนเดิม ด้วยเงิน 100,000 บาทเท่าเดิม คาดหวังอัตราผลตอบแทนปีละ 7.7% แต่ลงทุนเพิ่มเดือนละ 5,000 บาท ถ้าคิดด้วยอัตราดอกเบี้ยทบต้น
.
⭐ เราจะมีเงิน 1 ล้านแรก ภายในระยะเวลาแค่ 10 ปี! ช่วยร่นระยะเวลามาได้ถึง 20 ปีเลยนะค่ะ ⭐
.
จากตัวอย่างที่ เรายกมา เพื่อนๆ น่าจะเห็นแล้วว่า การลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ประกอบไปด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ
.
✅ 1.จำนวนเงินต้น และ การเติมเงินลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
✅ 2.ผลตอบแทนระยะยาวแบบทบต้นของการลงทุนในแต่ละปี
✅ 3.ระยะเวลาที่ลงทุน
.
ทั้ง 3 สิ่งนี้ เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กันที่จะทำให้เงินของเราเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล และสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะลงทุนอะไรดี เพราะปัจจุบันมีทางเลือกมากมาย ทั้งประกันชีวิต ฝากเงินกับธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ETF กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหาฯ หุ้น อนุพันธ์ คริปโตฯ NFT ฯลฯ
.
ก่อนจะถามว่าลงทุนอะไรดี หรือมุ่งหาว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของแต่ละสินทรัพย์อยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ เราแนะนำว่า ให้ตั้งเป้าหมายก่อนว่าจะลงทุนไปเพื่ออะไร ระยะเวลาลงทุนสั้น กลาง หรือยาว
.
และที่สำคัญต้องประเมินความเสี่ยงจากการขาดทุนที่ตัวเองรับไหวด้วย จากนั้นค่อยมองหาการลงทุนที่ตัวเองสนใจ ศึกษาข้อมูลให้เข้าใจและเริ่มต้นลงทุนอย่างมีความรู้ จะดีกับตัวเรามากนะค่ะ โดยเพื่อนๆ มือใหม่ สามารถเข้าไปลองทำแบบประเมินความเสี่ยงจากการลงทุนได้ที่ https://bit.ly/3pGtpmh
หรือ SI Risk Profile Questionnaire https://bit.ly/3CfaBxY
.
และอย่างที่เราย้ำทุกครั้งว่า การลงทุนมีความเสี่ยงจากการขาดทุน ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคต และไม่มีการลงทุนที่ไหนกล้าการันตีผลตอบแทนสูง ถ้าเจออาจจะต้องระวังให้มากๆ แล้วล่ะคะว่าจะเป็นแชร์ลูกโซ่

❤ หวังว่าจะประโยชน์กับทุกคนนะคะ ❤

“มีเงินเก็บ 100,000 บาท” ลงทุนอะไรดี ถึงมีเงินล้าน!!
.
เพื่อนๆ คิดว่า เราสามารถทำเงิน 100,000 บาท ให้กลายเป็นเงิน 1,000,000 บาท ได้ไหมครับ? คำตอบคือ “ได้ค่ะ” แต่คงต้องใช้ระยะเวลานานเลยทีเดียว ถ้าเราวางเงินไม่ถูกที่ และไม่รู้จักพลังของการหมั่นลงทุนเพิ่มทุกเดือน
.
สมมติง่ายๆ นะค่ะ ถ้าเรานำเงินต้น 100,000 บาท ลงทุนด้วย “การฝากเงินกับบัญชีออมทรัพย์แบบดิจิทัลที่ให้ดอกเบี้ยสูง” โดยเราฝากทิ้งเอาไว้ด้วยอัตราดอกเบี้ย 1.5%
.
⭐ เราจะใช้เวลาถึง 154 ปี! ถึงจะมีเงิน 1 ล้านแรก ⭐
.
เห็นระยะเวลาแล้ว.. มันคงจะนานเกินไปใช่ไหมค่ะ?
.
งั้นถ้าเราลองเปลี่ยนจากการฝากเงินเป็นการลงทุนที่เสี่ยงสูงขึ้น แต่โอกาสได้รับผลตอบแทนมากกว่าอย่างหุ้นล่ะ โดยสมมติว่าเราคาดหวังอัตราผลตอบแทนปีละ 7.7% แล้วกันนะค่ะ (ผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทย หรือ SET TRI ย้อนหลัง 10 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 7.77% ต่อปี ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ณ วันที่ 31 มี.ค. 64)
.
เพื่อนๆ คิดว่าใช้เวลากี่ปีถึงจะมีเงิน 1 ล้านแรก?
.
⭐ คำตอบก็คือ 30 ปีค่ะ ⭐
.
แม้จะใช้ระยะเวลา ‘น้อยกว่า’ การฝากเงิน แต่ก็ยังนานไปใช่ไหมครับ
แล้วถ้าอยากมีเงินล้านให้ไวกว่านี้.. ต้องทำยังไงล่ะ?
.
มันมีอยู่ 3 ทางเลือกค่ะ
.
✅ 1.เพิ่มเงินต้นให้มากขึ้น
✅ 2.ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่านี้ แต่ก็ต้องยอมเสี่ยงขาดทุนมากขึ้นไปอีก
✅ 3.เติมเงินลงทุนเพิ่มอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ เดือน
.
ซึ่งวิธีที่เราคิดว่าง่ายและน่าจะสะดวกกับทุกคนที่สุด คงจะเป็น “การหมั่นเติมเงินลงทุนเพิ่มอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ เดือน” จะเป็นเงินหลักพันหรือหลักหมื่นก็ได้ แต่สิ่งสำคัญ คือ เราต้องมีวินัยการออมอย่างสม่ำเสมอ
.
เติมเงินทีละเล็กละน้อยมันเห็นผลขนาดนั้นเลยเหรอ? เราจะขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันง่ายๆ
.
สมมติ ถ้าเราเลือกลงทุนในหุ้นเหมือนเดิม ด้วยเงิน 100,000 บาทเท่าเดิม คาดหวังอัตราผลตอบแทนปีละ 7.7% แต่ลงทุนเพิ่มเดือนละ 5,000 บาท ถ้าคิดด้วยอัตราดอกเบี้ยทบต้น
.
⭐ เราจะมีเงิน 1 ล้านแรก ภายในระยะเวลาแค่ 10 ปี! ช่วยร่นระยะเวลามาได้ถึง 20 ปีเลยนะค่ะ ⭐
.
จากตัวอย่างที่ เรายกมา เพื่อนๆ น่าจะเห็นแล้วว่า การลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ประกอบไปด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ
.
✅ 1.จำนวนเงินต้น และ การเติมเงินลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
✅ 2.ผลตอบแทนระยะยาวแบบทบต้นของการลงทุนในแต่ละปี
✅ 3.ระยะเวลาที่ลงทุน
.
ทั้ง 3 สิ่งนี้ เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กันที่จะทำให้เงินของเราเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล และสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะลงทุนอะไรดี เพราะปัจจุบันมีทางเลือกมากมาย ทั้งประกันชีวิต ฝากเงินกับธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ETF กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหาฯ หุ้น อนุพันธ์ คริปโตฯ NFT ฯลฯ
.
ก่อนจะถามว่าลงทุนอะไรดี หรือมุ่งหาว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของแต่ละสินทรัพย์อยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ เราแนะนำว่า ให้ตั้งเป้าหมายก่อนว่าจะลงทุนไปเพื่ออะไร ระยะเวลาลงทุนสั้น กลาง หรือยาว
.
และที่สำคัญต้องประเมินความเสี่ยงจากการขาดทุนที่ตัวเองรับไหวด้วย จากนั้นค่อยมองหาการลงทุนที่ตัวเองสนใจ ศึกษาข้อมูลให้เข้าใจและเริ่มต้นลงทุนอย่างมีความรู้ จะดีกับตัวเรามากนะค่ะ โดยเพื่อนๆ มือใหม่ สามารถเข้าไปลองทำแบบประเมินความเสี่ยงจากการลงทุนได้ที่ https://bit.ly/3pGtpmh
หรือ SI Risk Profile Questionnaire https://bit.ly/3CfaBxY
.
และอย่างที่เราย้ำทุกครั้งว่า การลงทุนมีความเสี่ยงจากการขาดทุน ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคต และไม่มีการลงทุนที่ไหนกล้าการันตีผลตอบแทนสูง ถ้าเจออาจจะต้องระวังให้มากๆ แล้วล่ะคะว่าจะเป็นแชร์ลูกโซ่

❤ หวังว่าจะประโยชน์กับทุกคนนะคะ ❤

Photos from ตัวแทนประกันชีวิต AIA's post 22/10/2021

🌈 โค้งสุดท้ายปลายปี
วางแผนลดหย่อนภาษีกันหรือยังคะ
❣รีบวางแผน…ก่อนลืม…และเสียสิทธิ์ดีๆไป
👍พร้อมโปรโมชั่น 0% 4 เดือน จากบัตรเครดิตกรุงศรี
และโปรโมชั่นจากบัตรเครดิตอื่นๆ

ไม่ลดหย่อนภาษี
วางแผนการเงินด้านอื่น
รับโปรโมชั่นเหมือนกันค่าาาาาา

🙏สนใจสอบถามข้อมูลได้นะคะ..คุณหนึ่ง 061-9363549

ขอบคุณข้อมูลจาก Taxbugnoms

15/10/2021

“ออมเดือนละ 3,000 บาท” ลงทุนกับอะไรถึงเป็นเศรษฐีเงินล้าน?
.
การจะมีชีวิตให้อยู่รอดได้ในยามบั้นปลายชีวิตนั้น เงินเก็บหลักแสนคงไม่เพียงพอ แล้วถ้าเราเป็นคนมีภาระในชีวิตเยอะ รายได้น้อย มีงบเก็บออมเพียงเดือนละ 3,000 บาท เราจะต้องลงทุนกับอะไรและใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่ ถึงจะมีโอกาสจับเงินล้านกับเค้าบ้าง
.
วันนี้ จึงขอสรุปมาให้อ่านกันง่ายๆ คะ
.
1. เลือกลงทุนด้วยการ “ฝากเงินกับธนาคาร”
.
สำหรับคนที่เลือกเก็บเงินทั้งหมดด้วยวิธีนี้ ผมค่อนข้างไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ เพียง 0.25% ต่อปี นอกจากนี้ยังแพ้อัตราเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยที่ได้เกิน 15,000 บาทต่อปี ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายอีกต่างหาก “การฝากเงิน” จึงเหมาะแค่ใช้เก็บเงินสำรองฉุกเฉินเท่านั้น โดยถ้าเพื่อนๆ เลือกลงทุนกับการฝากเงินกับธนาคารเดือนละ 3,000 บาท เพื่อนๆ ต้องใช้เวลาถึง 27 ปีเลยนะครับกว่าจะได้เงิน 1 ล้านแรก
.
2. เลือกลงทุนใน “พันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้รัฐบาล”
.
การลงทุนในพันธบัตรเป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำและค่อนข้างปลอดภัย เพราะออกโดยหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ แต่เพราะมันมีความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็เลยไม่สูงมากครับ โดยผลตอบแทนเฉลี่ยพันธบัตรปี 64 อยู่ที่ 2% ต่อปี จึงเหมาะกับคนที่เสี่ยงขาดทุนไม่ได้ อายุเยอะมากๆ แล้ว อยากรักษาเงินต้นไว้ โดยถ้าเป็นวัยเพิ่งทำงานได้ไม่กี่ปี จึง แนะนำว่าลองดูสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงกว่านี้ดีกว่า เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่มากขึ้น ซึ่งถ้าเราลงทุนกับพันธบัตรด้วยเงินเดือนละ 3,000 บาท ต้องใช้เวลา 25 ปีเลยนะ ถึงจะมีเงินล้าน แถมดอกเบี้ยยังถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% อีกด้วย
.
3. เลือกลงทุนกับ “กองทุนรวมหุ้น”
.
สำหรับวัยทำงานอายุ 23 - 35 ปี รับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้ มีระยะเวลาการลงทุนได้แต่ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จริงๆ กองทุนรวมหุ้นเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากนะครับ เพราะเราสามารถเลือกลงทุนได้ทั้งกองทุนหุ้นไทยและต่างประเทศ และผลตอบแทนก็ชนะอัตราเงินเฟ้อด้วย (อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ต่อปี) โดยจากข้อมูลของมอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช พบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.95%
.
ดังนั้น ถ้าเราออมเงินเดือนละ 3,000 บาท จะใช้เวลาเพียง 17 ปี ถึงจะมีเงิน 1 ล้านแรก! โดยถ้าเริ่มออมตั้งแต่เริ่มต้นทำงานและเพิ่มเงินมากขึ้นทุกๆ ปี ก็ยิ่งจับเงินล้านได้ไว แถมกำไรส่วนต่างจากการขายก็ไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย
.
4. เลือกลงทุนใน “ตลาดหุ้น”
.
สำหรับคนที่รับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้สูง อายุยังไม่มาก มีระยะเวลาการลงทุนตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และมีความรู้เรื่องการลงทุน หุ้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลย โดยผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทย (SET TRI) เฉลี่ยอยู่ที่ 7.77% ต่อปี ซึ่งถ้าเราลงทุนด้วยการ DCA เดือนละ 3,000 บาท เราจะใช้เวลาเพียง 16 ปีเท่านั้น เพื่อจับเงินล้านแรก แต่ก็เสี่ยงขาดทุนจนหมดตัวได้เหมือนกันนะครับ
.
5.เลือกลงทุนกับ “คริปโตฯ”
.
หลายคนอาจจะได้ยินมาว่า คริปโตฯ ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหลายๆ สินทรัพย์ที่กล่ามา ซึ่งถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ ก็ เช่น Bitcoin ที่ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี 63 - 28 ธ.ค. 63 มากถึง 275% (ข้อมูลจาก บล.ทรีนีตี้) แต่อย่าเพิ่งมองแต่ข้อดีครับ ผลตอบแทนสูงแบบนี้ มันก็เสี่ยงขาดทุนสูงด้วย เพราะมีการผันผวนที่สูงมากๆ ถ้าเพื่อนๆ ลงทุนแบบไม่ระวัง ประมาท นำเงินทั้งหมดมาลงกับคริปโตฯ เพื่อนๆ อาจจะเจ๊งแบบหมดตัวเลยก็ได้
.เราจึงอยากแนะนำว่า “การลงทุนคริปโตฯ” เหมาะกับการกระจายเงินลงทุนไว้เพื่อรับโอกาสผลตอบแทนที่มากขึ้น อาจจะแบ่งเป็นสัดส่วน 10-30% ของพอร์ต แทนที่จะลงทุนแบบทุ่มเงินทั้งหมดที่มีคะ
.
❤ อย่างไรก็ตาม ❤
.
ไม่ใช่แค่คริปโตฯ เท่านั้นที่ไม่ควรทุ่มเงินทั้งหมดที่มีไปลงทุน ไม่ว่าจะลงทุนกับอะไร หุ้น กองทุนรวม ตราสารหนี้ พันธบัตร เราก็ต้องกระจายความเสี่ยงให้พอดีครับ อย่าทุ่มเงินก้อนเดียวไปที่สินทรัพย์ๆ เดียว ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนและเปิดโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น และที่สำคัญผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีว่าในอนาคตเราจะได้ตามนั้นนะคะ
.
หวังว่าจะมีประโยชน์นะคะ

.
อ้างอิง
https://bit.ly/3uBfXRn
https://bit.ly/33ONr1V
https://bit.ly/3ioqdY7
https://bit.ly/3aMePkp
.
*** การลงทุนจริงมีความเสี่ยงจากการขาดทุน มีโอกาสที่จะได้อัตราผลตอบแทนน้อยหรือต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ จึงควรศึกษาเรื่องลงทุน ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง***
.
◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

“ออมเดือนละ 3,000 บาท” ลงทุนกับอะไรถึงเป็นเศรษฐีเงินล้าน?
.
การจะมีชีวิตให้อยู่รอดได้ในยามบั้นปลายชีวิตนั้น เงินเก็บหลักแสนคงไม่เพียงพอ แล้วถ้าเราเป็นคนมีภาระในชีวิตเยอะ รายได้น้อย มีงบเก็บออมเพียงเดือนละ 3,000 บาท เราจะต้องลงทุนกับอะไรและใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่ ถึงจะมีโอกาสจับเงินล้านกับเค้าบ้าง
.
วันนี้ จึงขอสรุปมาให้อ่านกันง่ายๆ คะ
.
1. เลือกลงทุนด้วยการ “ฝากเงินกับธนาคาร”
.
สำหรับคนที่เลือกเก็บเงินทั้งหมดด้วยวิธีนี้ ผมค่อนข้างไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ เพียง 0.25% ต่อปี นอกจากนี้ยังแพ้อัตราเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยที่ได้เกิน 15,000 บาทต่อปี ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายอีกต่างหาก “การฝากเงิน” จึงเหมาะแค่ใช้เก็บเงินสำรองฉุกเฉินเท่านั้น โดยถ้าเพื่อนๆ เลือกลงทุนกับการฝากเงินกับธนาคารเดือนละ 3,000 บาท เพื่อนๆ ต้องใช้เวลาถึง 27 ปีเลยนะครับกว่าจะได้เงิน 1 ล้านแรก
.
2. เลือกลงทุนใน “พันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้รัฐบาล”
.
การลงทุนในพันธบัตรเป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำและค่อนข้างปลอดภัย เพราะออกโดยหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ แต่เพราะมันมีความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็เลยไม่สูงมากครับ โดยผลตอบแทนเฉลี่ยพันธบัตรปี 64 อยู่ที่ 2% ต่อปี จึงเหมาะกับคนที่เสี่ยงขาดทุนไม่ได้ อายุเยอะมากๆ แล้ว อยากรักษาเงินต้นไว้ โดยถ้าเป็นวัยเพิ่งทำงานได้ไม่กี่ปี จึง แนะนำว่าลองดูสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงกว่านี้ดีกว่า เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่มากขึ้น ซึ่งถ้าเราลงทุนกับพันธบัตรด้วยเงินเดือนละ 3,000 บาท ต้องใช้เวลา 25 ปีเลยนะ ถึงจะมีเงินล้าน แถมดอกเบี้ยยังถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% อีกด้วย
.
3. เลือกลงทุนกับ “กองทุนรวมหุ้น”
.
สำหรับวัยทำงานอายุ 23 - 35 ปี รับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้ มีระยะเวลาการลงทุนได้แต่ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จริงๆ กองทุนรวมหุ้นเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากนะครับ เพราะเราสามารถเลือกลงทุนได้ทั้งกองทุนหุ้นไทยและต่างประเทศ และผลตอบแทนก็ชนะอัตราเงินเฟ้อด้วย (อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ต่อปี) โดยจากข้อมูลของมอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช พบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.95%
.
ดังนั้น ถ้าเราออมเงินเดือนละ 3,000 บาท จะใช้เวลาเพียง 17 ปี ถึงจะมีเงิน 1 ล้านแรก! โดยถ้าเริ่มออมตั้งแต่เริ่มต้นทำงานและเพิ่มเงินมากขึ้นทุกๆ ปี ก็ยิ่งจับเงินล้านได้ไว แถมกำไรส่วนต่างจากการขายก็ไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย
.
4. เลือกลงทุนใน “ตลาดหุ้น”
.
สำหรับคนที่รับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้สูง อายุยังไม่มาก มีระยะเวลาการลงทุนตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และมีความรู้เรื่องการลงทุน หุ้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลย โดยผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทย (SET TRI) เฉลี่ยอยู่ที่ 7.77% ต่อปี ซึ่งถ้าเราลงทุนด้วยการ DCA เดือนละ 3,000 บาท เราจะใช้เวลาเพียง 16 ปีเท่านั้น เพื่อจับเงินล้านแรก แต่ก็เสี่ยงขาดทุนจนหมดตัวได้เหมือนกันนะครับ
.
5.เลือกลงทุนกับ “คริปโตฯ”
.
หลายคนอาจจะได้ยินมาว่า คริปโตฯ ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหลายๆ สินทรัพย์ที่กล่ามา ซึ่งถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ ก็ เช่น Bitcoin ที่ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี 63 - 28 ธ.ค. 63 มากถึง 275% (ข้อมูลจาก บล.ทรีนีตี้) แต่อย่าเพิ่งมองแต่ข้อดีครับ ผลตอบแทนสูงแบบนี้ มันก็เสี่ยงขาดทุนสูงด้วย เพราะมีการผันผวนที่สูงมากๆ ถ้าเพื่อนๆ ลงทุนแบบไม่ระวัง ประมาท นำเงินทั้งหมดมาลงกับคริปโตฯ เพื่อนๆ อาจจะเจ๊งแบบหมดตัวเลยก็ได้
.เราจึงอยากแนะนำว่า “การลงทุนคริปโตฯ” เหมาะกับการกระจายเงินลงทุนไว้เพื่อรับโอกาสผลตอบแทนที่มากขึ้น อาจจะแบ่งเป็นสัดส่วน 10-30% ของพอร์ต แทนที่จะลงทุนแบบทุ่มเงินทั้งหมดที่มีคะ
.
❤ อย่างไรก็ตาม ❤
.
ไม่ใช่แค่คริปโตฯ เท่านั้นที่ไม่ควรทุ่มเงินทั้งหมดที่มีไปลงทุน ไม่ว่าจะลงทุนกับอะไร หุ้น กองทุนรวม ตราสารหนี้ พันธบัตร เราก็ต้องกระจายความเสี่ยงให้พอดีครับ อย่าทุ่มเงินก้อนเดียวไปที่สินทรัพย์ๆ เดียว ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนและเปิดโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น และที่สำคัญผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีว่าในอนาคตเราจะได้ตามนั้นนะคะ
.
หวังว่าจะมีประโยชน์นะคะ

.
อ้างอิง
https://bit.ly/3uBfXRn
https://bit.ly/33ONr1V
https://bit.ly/3ioqdY7
https://bit.ly/3aMePkp
.
*** การลงทุนจริงมีความเสี่ยงจากการขาดทุน มีโอกาสที่จะได้อัตราผลตอบแทนน้อยหรือต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ จึงควรศึกษาเรื่องลงทุน ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง***
.
◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

วิดีโอทั้งหมด (แสดงผลทั้งหมด)

ดูกันให้จบนะคะ .. ประกันชีวิตซื้อดี หรือไม่ซื้อดีนะ
มาแล้วค่ะ AIA H&S Extra  แบบประกันใหม่ของบริษัทเปิดตัววันแรก ของดีที่ต้องบอกต่อ@แบบประกันสุขภาพที่สามารถเบิกได้ทั้ง OPD ...

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่


Ubon Ratchathani
34000
ที่ปรึกษาทางธุรกิจ อื่นๆใน Ubon Ratchathani (แสดงผลทั้งหมด)
อุบลน่าอยู่ อุบลน่าอยู่
Ubon Ratchathani

แหล่งรวมข้อมูลอสังหาริมทรพย์ บ้านใหม่ ที่ดิน บ้านมือสอง และหอพัก ในจังหวัดอุบลฯ

Yes Group Success เป็นเจ้าของเครือข่าย Yes Group Success เป็นเจ้าของเครือข่าย
Ubon Ratchathani, 34000

Yes Group Success เป็นเจ้าของเครือข่ายที่มั่นคง พร้อมสร้างรายได้แบบยั่งยืน

รับทำวีซ่า อุบลราชธานี Knight Visa Hel รับทำวีซ่า อุบลราชธานี Knight Visa Hel
เลขที่5 ถนน พโลชัย ตำบลในเมือง อำเภอเมือง
Ubon Ratchathani, 34000

Knight Visa Help Point.Chiangmai เราให้คำปรึกษาคุณ ทุกเรื่องในการขอวีซ่า