ธรรมะ รักษาใจ

ธรรมะ รักษาใจ

ความคิดเห็น

ขอน้อมกราบพ่อแม่ครูอาจารย์

ธรรมะ คำสอน

27/07/2023
03/01/2023

คณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์ในพระเดชพระคุณพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) ได้ประชุมกันในวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๕ มีมติกำหนดให้จัดงานปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นอาจริยบูชาในระหว่างวันที่ ๑๒ - ๑๗ มกราคม ๒๕๖๖ ณ วัดหนองป่าพง เพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาคุณ แด่พระเดชพระคุณพระโพธิญาณเถร ผู้เป็นบูรพาจารย์

#อาจริยบูชาหลวงพ่อชาสุภัทโท #ปฏิบัติธรรม #วัดหนองป่าพง

07/12/2022

สมัยหนึ่ง พระอานนท์เข้าสู่ที่หลีกเร้นเพื่อหาความสงบโดยลำพังและตรึกตรองธรรม ท่านคิดว่ากลิ่นหอมแห่งไม้ที่เกิดจากแก่นก็ดี เกิดจากรากก็ดี เกิดจากดอกก็ดี ล้วนแต่ไปได้ตามลมเท่านั้นหาหอมหวนทวนลมไม่ กลิ่นอะไรหนอ ที่สามารถหอมฟุ้งได้ทั้งตามลม และทวนลม เมื่อท่านไม่สามารถตัดสินตกลงใจได้ด้วยตนเอง จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถึงข้อสงสัยนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

“อานนท์ กลิ่นดอกไม้ กลิ่นจันทร์ ไม่สามารถหอมหวนทวนลมได้ แต่กลิ่นแห่งเกียรติคุณความดีงามของสัตบุรุษนั้นแล สามารถจะหอมไปได้ทั้งตามลมและทวนลม คนดี ย่อมมีเกียรติคุณฟุ้งขจรไปได้ทั่วทิศ กลิ่นจันทร์แดง กลิ่นอุบล กลิ่นดอกมะลิ จัดว่าเป็นดอกไม้กลิ่นหอมแต่ยังสู้กลิ่นแห่ศีลไม่ได้ กลิ่นศีลยอดเยี่ยมกว่ากลิ่นทั้งมวล”

“อานนท์ ศีลนี้มีความไม่ต้องเดือดร้อนใจเป็นผล เป็นอานิสงส์ อานนท์ เราเคยกล่าวกับภิกษุทั้งหลายไว้ว่า”

“ถ้าภิกษุหวังจะให้เป็นที่เคารพนับถือ เป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีแล้ว ก็พึงเป็นผู้ทำตนให้สมบูรณ์ด้วยศีล ดังนี้”

จริงทีเดียว ที่พึงของกุลบุตรในศาสนานี้ก็คือ ศีล ซึ่งใครใครไม่อาจกล่าวพรรณนาอานิสงส์ให้หมดสิ้นได้ แม่น้ำใหญ่และน้ำอันใดก็ตาม ไม่อาจชำระมลทินของสัตว์ในโลกนี้ได้ แต่บุคคลสามารถชำระมลทินของตนได้ด้วยน้ำคือศีล อะไรเล่าจะสามารถระงับความเร่าร้อนภายในของสัตว์ในโลกนี้ ลมหรือ ฝนหรือ จันทร์แดงหรือ แสงจันทร์อันยองใยหรือ เปล่าเลย สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถให้ความเร่าร้อนภายในสงบลงได้ ศีลต่างหากเล่าสามารถช่วยให้บุคคลสงบเยือกเย็น กลิ่นอะไรเล่าจะหอมเสมอด้วยกลิ่นแห่งศีล ซึ่งสามารถฟุ้งไปได้ทั้งตามลมและทวนลม บันใดที่จะก้าวไปสู่ประตูสวรรค์และเข้าไปสู่นครคือนิพพาน เสมอด้วยบันใดคือศีลเป็นไม่มี

พระราชาผู้ประดับด้วยมุกดามณี ยังไม่สง่างามเหมือนนักพรตผู้ประดับด้วยอาภรณ์คือศีล ศีลนี้คอยกำจัดภัยคือการติเตียนตนเองออกเสีย แล้วก่อให้เกิดความเอิบอิ่มร่าเริง ประหารโทษต่างต่างเป็นต้นเค้าแห่งคุณความดีต่างชนิด

ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์หมดมลทิน จะทรงบาตรจีวรก็ดูหน้าเลื่อมใส การบรรพชาของภิกษุเช่นนั้นเป็นสิ่งมีผล ผู้มีศีลบริสุทธิ์ย่อมมีใจผ่องแผ้ว เพราะมองไม่เห็นโทษแห่งการทุศีล เหมือนพระอาทิตย์กำจัดความมืดฉันนั้น

ภิกษุผู้สง่างามอยู่ในป่าคือ ตบะ เพราะสมบูรณ์ด้วยศีล เหมือนพระจันทร์สว่างอยู่กลางฟ้ามีรัศมีโชติช่วง เพียงแต่กลิ่นกายของภิกษุผู้มีศีลยังทำความปราโมทย์แก่ทวยเทพทั้งหลาย จะกล่าวใยถึงกลิ่นแห่งศีลเล่า

สักการะแม้น้อยแต่ทายกทำแล้วในท่านผู้มีศีลย่อมอำนวยผลไพศาล เพราะฉะนั้น ท่านจึงเป็นเหมือนภาชนะสำหรับรองรับสักการะของทายก จิตของผู้มีศีลย่อมแล่นไปสู่พระนิพพาน อันเยือกเย็นเต็มที่

มนุษย์ผู้หลงใหลในโลกียรมย์ พะงมต่อความบันเทิงสุขอันสืบเนื่องมาจากความมืนเมาในทรัพย์สมบัติ ชาติตระกูล ความหรูหราฟุ่มเฟือย ยศศักดิ์และเกียรติอันจอมปลอมในสังคม ที่อยู่อาศัยอันสวยงาม อาหารและเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ต้องใจ อำนาจและความทะนงตน ทั้งหมดนี้ ทำให้บุคคลมีนัยตาฝ้าฟางมองไม่เห็นความงามแห่งพระสัทธรรม

ความเมาในอำนาจเป็นแรกผลักดันที่มีพลังมาก พอให้คนทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้มีอำนาจยิ่งขึ้น และยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นมันทำให้เค้าลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่แยแสต่อเสียงเรียกร้องของศีลธรรม หรือมโนธรรมอันใด.

10/09/2022

"..เราเพิ่งมาฝึกจิตของเราเดือนหนึ่ง ๑๐ วัน ๕ วัน โดยมากมันก็ยังไม่สงบ ถ้ามันไม่สงบนั้น ไม่ต้องน้อยใจ...มันเป็นเรื่องธรรมดาของมัน

เรื่องจิตอันนี้ มันจะอยู่นิ่งๆ ในที่ของมันไม่ได้หรอก บางทีมันก็มีอาการคิดอย่างโน้น คิดอย่างนี้ ในขณะอยู่ในที่สงบอันนั้นแหละ บางคนจิตไม่สงบ จิตก็ฟุ้งซ่าน ใจก็ไม่สบาย ใจเขาก็ไม่ดี เพราะว่าจิตไม่สงบ อันนี้เราต้องพิจารณาด้วยปัญญาของเรา เรื่องไม่สงบอันนั้น...เพราะเราไม่รู้ตามความเป็นจริงของมันเท่านั้นเอง

ถ้าเรารู้ตามความเป็นจริงของมันแล้ว อันนั้นสักแต่ว่าอาการของจิต จริงๆ แล้วจิตมันไม่ฟุ้งไปอย่างนั้น เช่นว่า เรารู้ความคิดแล้วว่า บัดนี้ เราคิดอิจฉาคน นี้เป็นอาการของจิต แต่เป็นของไม่จริง มันไม่เป็นความจริง...เรียกอาการของจิต มันมีตลอดเวลา

ถ้าหากว่าคนไม่รู้ตามความเป็นจริงของมันแล้ว ก็น้อยใจว่าจิตเราไม่อยู่นิ่ง จิตเราไม่สงบ อันนี้เราต้องใช้การพิจารณาอีกทีหนึ่ง ให้มันเข้าใจ เรื่องของจิตนั้นนะมันเป็นเรื่องของอาการของมัน แต่ที่สำคัญคือ...มันรู้

รู้ดีมันก็รู้ รู้ชั่วมันก็รู้ รู้สงบมันก็รู้ รู้ไม่สงบมันก็รู้ อันนี้คือ ตัวรู้

พระพุทธเจ้าของเราท่านให้ตามรู้ ตามดูจิตของเรา.."

หลวงปู่ชา สุภัทโท
ตามดูจิต

06/08/2022

ขอเรียนเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2565 เพื่อสมทบทุนสร้างอุโบสถ วัดป่าธรรมวิเวก
ร่วมทำบุญได้ที่.. ชื่อบัญชี วัดป่าธรรมวิเวก
ธ.กรุงไทย เลขที่บัญชี 986-7-55210-5
ติดต่อสอบถาม 📞 087-176-4084

• เพื่อสมทบทุนสร้างอุโบสถ วัดป่าธรรมวิเวก

ร่วมทำบุญได้ที่…ชื่อบัญชี วัดป่าธรรมวิเวก
ธ.กรุงไทย เลขที่บัญชี 986-7-55210-5

ติดต่อสอบถาม 📞 087-176-4084

17/06/2022

#น้อมรำลึกชาตกาล ๑๐๔ ปี
หลวงปู่ชา สุภัทโท
๑๗ มิถุนายน ๒๔๖๕

วันนี้วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๕ เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ ๑๐๔ ปี​ ชาตกาล ของพระโพธิญาณเถร หลวงพ่อชา สุภัทโท “พระอริยเจ้าผู้เป็นดั่งครูผู้ให้ร่มเงาแก่ศิษย์” แห่งวัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ผู้ก้าวล่วงความสงสัยในนิกาย คือ ท่านไม่ได้ญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุต ปี พ.ศ.๒๔๙๐ หลวงพ่อชา เดินทางไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่สำนักหนองผือนาใน จ.สกลนคร ท่านพระอาจารย์มั่น เทศน์สั้น ๆ ว่า "การประพฤติปฏิบัตินั้น ถ้าถือพระธรรมวินัยเป็นหลักแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยในนิกายทั้งสอง" ในคืนที่ ๒ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้แสดงปกิณกธรรมต่าง ๆ จนจึงท่านคลายความสงสัย มีความรู้ลึกซึ้ง จิตหยั่งสู่สมาธิ เกิดปีติ เหมือนตัวลอยอยู่บนอาสนะ นั่งฟังจนเที่ยงคืน

หลวงพ่อชา ท่านพักสำนักท่านพระอาจารย์มั่น ได้ไม่นานนัก แต่ท่านพอใจในรสพระธรรมที่ได้ดื่มด่ำเป็นอย่างยิ่ง ท่านเทียบว่า"คนตาดีพบดวงไฟก็มองเห็นแสงสว่าง ส่วนคนตาบอดถึงจะนั่งเฝ้าดวงไฟ ก็ไม่เห็นอะไร หลังกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น และศรัทธาท่านแกร่งกล้าขึ้น พร้อมเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการทำความเพียร เพราะแนวปฏิบัติชัดเจนขึ้น จากนั้น ท่านธุดงค์รอนแรมภาวนาตามป่าเขา ไม่ว่าอยู่ที่ใด มีความรู้สึกว่าท่านพระอาจารย์มั่นคอยติดตามให้คำแนะนำอยู่เสมอ ท่านออกธุดงค์ผจญภัยอันตรายต่าง ๆ เป็นไข้ป่ามาลาเรีย ไม่มียารักษาโรค ต้องอาศัยธรรมโอสถช่วยเหลือตนเอง ยอมเป็น ยอมตาย จนจิตใจของท่านกล้าแกร่ง จิตมีธรรมเป็นที่พึ่ง

เหตุการณ์ การบรรลุคุณธรรม ครั้งนึงหลวงพ่อชา ท่านพาลูกศิษย์เดินธุดงค์ไป อ.บ้านแพง จ.นครพนม ได้ขึ้นภูลังกาเพื่อกราบนมัสการ ท่านพระอาจารย์วัง ฐิติสาโร หลังสนทนาแล้ว หลวงพ่อชา ท่านเข้าใจในความละเอียดลึกซึ้งของธรรมปฏิบัติมากขึ้น ท่านพักอยู่ภูลังกา ๓ วัน จึงลงมาถึงวัดหนึ่งที่เชิงเขา ขณะนั้นฝนตก จึงได้หลบฝนเข้าไปนั่งใต้ถุนศาลา จิตกำลังพิจารณาธรรมอยู่ ทันใดนั้น จิตก็ตั้งมั่นขึ้นแล้วเปลี่ยนไปเหมือนอยู่คนละโลก ดูอะไรก็เปลี่ยนไปหมด เหมือนหน้ามือเป็นหลังมือ เหมือนแดดจ้าที่มีก้อนเมฆเคลื่อนมาบดบัง แสงแดดก็วาบหายไป เปลี่ยนขณะจิตไปวาบ ๆ ตั้งขึ้นมาก็เปลี่ยนวาบ เห็นขวด ก็ไม่ใช่ขวด ดูแล้วไม่เป็นอะไร เป็นธาตุ เป็นของสมมุติขึ้นทั้งนั้น ไม่ใช่ขวดแท้ ไม่ใช่กระโถนแท้ ท่านน้อมเข้ามาหาตัวเอง ดูทุกสิ่งในร่างกายไม่ใช่ของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างมันล้วนแต่ของสมมุติเท่านั้น

หลวงพ่อชา ท่านเป็นผู้ทรงธรรม เก่งเทศนาโวหาร และการเปรียบเปรย ข้อธรรมของท่านชวนให้คนได้คิดเสมอ มีสติปัญญาว่องไว ดัดนิสัยสานุศิษย์ได้ฉับพลัน มีบุญบารมีมาก หลวงพ่อชา ท่านมีความสามารถในการสอนธรรมให้ชาวต่างชาติ มีศิษย์ต่างชาติจำนวนมาก มีวัดสาขาทั้งในและต่างประเทศ มีกฎระเบียบจากวัดหนองป่าพง เป็นต้นแบบทุกสาขาทั่วโลก

• #ชีวประวัติปฏิปทาหลวงพ่อชา_สุภัทโท
หลวงพ่อชา ท่านเป็นที่น่าศึกษาค้นคว้าเอาเป็นแบบอย่างยิ่งนัก และมีอยู่หลาย ๆ เรื่องมากมาย ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ “อุปลมณี” แต่จะขอเล่าย่นย่อยกมาเฉพาะช่วงที่หลวงพ่อชา ท่านได้ไปศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ดังนี้ครับ

หลวงพ่อชา ถือกำเนิด ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๑ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะเมีย ณ บ้านก่อ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานีท่านมีนิสัยโน้มเอียงในทางธรรมตั้งแต่วัยเด็ก กลัวบาป เป็นคนซื่อสัตย์ ไม่โกหก รักความยุติธรรม เกลียดความอยุติธรรม ชอบเล่นแต่งตัวเป็นพระ พอใจภูมิใจที่ได้แสดงเป็นพระ ยินดีในผ้ากาสาวพัสตร์ และเพศพรหมจรรย์ ท่านบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๔ ท่านปฏิบัติครูอาจารย์อยู่ ๓ ปี และได้ลาสิกขาบทมาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา

ท่านได้อุปสมบท เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๒ เวลา ๑๓.๕๕ น. ณ วัดก่อใน อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยมี ท่านพระครูอินทรสารคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พรรษาที่ ๑-๒ สอบนักธรรมชั้นตรีได้ โยมพ่อมักจะบอกว่า "อย่าลาสิกขานะลูก อยู่เป็นพระอย่างนี้แหละดี สึกออกมามันยุ่งยากลำบาก หาความสบายไม่ได้" หลังอุปสมบทแล้ว ท่านได้ออกวิเวกแสวงหาครูบาอาจารย์ จนปี พ.ศ.๒๔๙๐ หลวงพ่อชา ท่านได้มาศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระบูรพาจารย์ใหญ่ สายพระกัมมัฏฐาน หลวงพ่อชา สุภัทโท พบท่านพระอาจารย์ใหญ่ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และได้ฝากเป็นศิษย์ท่าน และได้แนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องตามธรรมวินัย ดังเรื่องราวที่หลวงปู่ชาได้เล่าถ่ายทอดให้พระเณรได้ฟังต่อไปนี้...

ในระหว่างที่จำพรรษาที่วัดเขาวงกฏ หลวงพ่อชาได้ฟังเรื่องราวของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จาก โยมคนหนึ่ง ซึ่งเคยไปนมัสการหลวงปู่มั่นที่สำนักวัดป่าหนองผือนาใน ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร และได้เกิดความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงปู่มั่น และตั้งใจว่าจะต้องไปศึกษาแนวทางการปฏิบัติจากท่านหลวงปู่มั่น

เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อชากับคณะพระภาคกลางรวมกันสี่รูป จึงออกเดินทางย้อนกลับมาที่อุบลราชธานี พักอยู่ที่วัดก่อนอกระยะหนึ่ง แล้วจาริกธุดงค์มุ่งหน้าไปจังหวัดสกลนครเพื่อไปยังเสนาสนะวัดป่าหนองผือนาใน จังหวัดสกลนคร เพื่อรับการอบรมธรรมจากหลวงปู่มั่น

ระหว่างการเดินทางไปสำนักหลวงปู่มั่น ได้แวะสนทนาและศึกษาตามสำนักต่าง ๆ ที่ จาริกผ่านไปเรื่อย ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ และเปรียบเทียบแนวทางปฏิบัติของแต่ละสำนัก การเดินทางครั้งนั้น ผู้ร่วมทางบางคนในคณะเกิดท้อถอย เพราะมีความเหน็ดเหนื่อย และยากลำบากมาก ต้องเดินลัดเลาะป่าเขา เดินตามทางเกวียนประกอบกับเป็นผู้ไม่คุ้นเคยต่อการเดินทางไกลนัก พระบางรูปจึงขอแยกทางกลับคืนถิ่นเดิม หลวงพ่อกับพระอีกสองรูปที่ไม่เลิกล้มความตั้งใจ ได้ออกเดินทางต่อ ในที่สุดก็ถึงสำนักของ หลวงปู่มั่น เสนาสนะวัดป่าหนองผือนาใน

ก้าวแรกที่ย่างเข้าสู่สำนักป่าหนองผือนาใน หลวงพ่อรู้สึกประทับใจในบรรยากาศอันสงบ ร่มรื่นของสำนัก มองดูลานวัดสะอาดสะอ้าน กิริยามารยาทของเพื่อนบรรพชิตในวัดป่านี้เป็นที่น่าเลื่อมใส จึงเกิดความพึงพอใจยิ่งกว่าสำนักใด ๆ ที่เคยเห็นเคยสัมผัสมา ยามเย็นวันแรกที่ไปถึง ได้เข้ากราบนมัสการหลวงปู่พร้อมศิษย์ของท่านเพื่อฟังธรรมร่วมกัน หลวงปู่มั่นท่านได้ปฏิสันถาร สอบถามเกี่ยวกับอายุ พรรษา และสำนักที่เคยได้ศึกษาปฏิบัติ

แปลกมากเมื่อมาถึงวัดป่าหนองผือนาใน หลวงปู่มั่นท่านเทศน์อบรมเรื่องนิกายธรรมยุติกับมหานิกาย บังเอิญเป็นเรื่องที่หลวงพ่อชา สงสัยมานานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตลอดการเดินทางมาที่นี่หลวงพ่อชา ก็กะว่าจะเรียนถามถึงเรื่องสองนิกายนี้ แต่ยังไม่ได้ทันถามหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านเทศน์เรื่องสองนิกายก่อนเลย ทำให้หลวงพ่อชาขนลุกขนพองปลื้มปีติแปลกใจมาก เพราะท่านเพียงแต่คิดในใจท่านเท่านั้นเอง หลวงปู่มั่นท่านทำไมถึงทราบได้ ทำให้หลวงพ่อชามั่นใจในคุณธรรมปฏิบัติของหลวงปู่มั่นมากเป็นลำดับ จากนั้นท่านก็ให้โอวาทและปรารภถึงเรื่องนิกายทั้งสอง คือ ธรรมยุติและมหานิกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่หลวงพ่อสงสัยอยู่มาก

หลวงปู่มั่นกล่าวว่า "การประพฤติปฏิบัตินั้น หากถือเอาพระธรรมวินัยเป็นหลักแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยในนิกายทั้งสอง" เมื่อคลายความสงสัยในเรื่องนิกายแล้ว หลวงพ่อได้กราบเรียน ถามปัญหากับหลวงปู่มั่น ซึ่งหลวงพ่อถ่ายทอดบทสนทนาของท่านกับหลวงปู่มั่นให้ศิษย์ฟังว่า
"เกล้ากระผมเป็นผู้ปฏิบัติใหม่... ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร... มีความสงสัยมาก ยังไม่มีหลัก ในการปฏิบัติเลยครับ" หลวงพ่อชาถาม

"มันเป็นยังไง" หลวงปู่มั่นถาม
"ผมหาทางปฏิบัติ... ก็เลยเอาหนังสือวิสุทธิมรรคขึ้นมาอ่าน มีความรู้สึกว่า มันจะไปไม่ไหว เสียแล้ว เนื้อความในสีลานิทเทส สมาธินิทเทส ปัญญานิทเทสนั้น ดูเหมือนไม่ใช่วิสัยของ มนุษย์จะทำได้ ผมมองเห็นว่ามนุษย์ทั่วโลกนี้ มันจะทำตามไม่ได้ครับ มันยาก มันลำบาก มันเหลือวิสัยจริง ๆ ..." หลวงพ่อชาตอบ

หลวงปู่มั่นจึงกล่าวให้ฟังว่า... "ท่าน... ของนี้มันมากก็จริงอยู่ ถ้าเราจะกำหนดทุก ๆ สิกขาบทในสีลานิทเทสนั้น นะมันก็ลำบาก แต่ความจริงแล้ว สีลานิทเทสก็คือสิ่งที่บรรยายออกมาจากใจของ คนเรานั่นเอง ถ้าหากว่าเราอบรมจิตของเราให้มีความละอาย มีความกลัวต่อ ความผิดทั้งหมด เราก็จะเป็นคนที่สำรวมสังวรระวัง เพราะมีความละอายและ เกรงกลัวต่อความผิด...

เมื่อเป็นอย่างนั้น ก็จะเป็นเหตุให้เราเป็นคนมักน้อย และสติก็จะกล้าขึ้น จะยืนเดิน นั่ง นอนอยู่ที่ไหน มันจะตั้งอกตั้งใจมีสติเต็มเปี่ยมเสมอ ความระวัง มันก็เกิดขึ้น...

อะไรทั้งหมดที่ท่านศึกษาในหนังสือน่ะ มันขึ้นต่อจิตทั้งนั้น ถ้าท่านยังไม่ อบรมจิตของท่านให้มีความรู้ มีความสะอาดแล้ว ท่านจะมีความสงสัยอยู่เรื่อยไป...

ดังนั้น ท่านจงรวมธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ที่จิต สำรวมอยู่ที่จิต อะไรที่เกิดขึ้นมา ถ้าสงสัย... ถ้ายังไม่รู้แจ้งแล้วอย่าไปทำ... อย่าไปพูด... อย่าไป ละเมิดมัน" หลวงปู่มั่นแนะนำ

คืนนั้น.. หลวงพ่อนั่งฟังธรรมร่วมกับศิษย์ของหลวงปู่มั่น เช่นหลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่มหาบัว หลวงปู่ผาง หลวงปู่แหวน จนกระทั่งถึงเที่ยงคืน จิตใจเกิด ความสงบระงับเป็นสมาธิ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางได้อันตรธานไปสิ้น...

คืนที่สอง... หลวงปู่มั่นได้แสดงปกิณกธรรมต่าง ๆ ให้ฟังอย่างละเอียดลึกซึ้ง จนหลวงพ่อคลายความลังเลสงสัยในวิถีทางการปฏิบัติ มีความปลาบปลื้มปีติในธรรมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ในวันที่สาม...หลวงพ่อได้กราบลาหลวงปู่มั่น แล้วเดินธุดงค์ลงมาทางอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม จากการได้พบหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ในครั้งนั้น เป็นประสบการณ์สำคัญที่นำวิถีชีวิตของหลวงพ่อเข้าสู่กระแสธรรมปฏิบัติอย่างถูกต้องและมั่นคง

หลวงพ่อเล่าถึงบรรยากาศของการได้ สัมผัสหลวงปู่มั่น และสำนักป่าหนองผือนาใน แก่พระเณรในเวลาต่อมาว่า... "ที่ผมได้ความรู้ความฉลาด จนได้มาแบ่งปันพวกท่านทั้งหลายนั้น ก็เพราะผมได้ ไปกราบครูบาอาจารย์มั่น... ไปพบท่าน แล้วก็เห็นสภาพวัดวาอารามของท่าน ถึงจะไม่สวยงาม แต่ก็ สะอาดมาก พระเณรตั้งห้าสิบหกสิบขณะฟังการอบรมธรรมจากหลวงปู่มั่น ทุกรูป เงียบ! กริบไม่มีการไอการจาม นั่งโยกเยกไม่มีเลยขนาดจะถากแก่นขนุน (แก่นขนุนใช้ต้มเคี่ยว สำหรับย้อมและซักจีวร) ก็ยังแบกเอาไปฟันอยู่โน้น.. ไกล ๆ โน้น เพราะกลัวว่าจะก่อกวนความสงบของหมู่เพื่อน...

พระเณรที่นั่นพอตักน้ำทำกิจอะไรเสร็จ ก็เข้าทางจงกรม ของใครของมัน ไม่ได้ยินเสียงคุยกันอะไร อะไร นอกจากเสียงเท้าที่เดินเท่านั้นแหละ บางวันประมาณหนึ่งทุ่ม เราก็เข้าไปกราบท่านหลวงปู่มั่น เพื่อฟังธรรม ได้เวลาพอ สมควรประมาณสี่ทุ่มหรือห้าทุ่มก็กลับกุฏิ เอาธรรมะที่ได้ฟังไปวิจัย... ไปพิจารณาปฏิบัติดูเมื่อได้ฟังเทศน์ท่านหลวงปู่มั่นแล้ว ไม่รู้เป็นไง มันอิ่มใจ เดินจงกรมทำสมาธินี่... มันไม่เหน็ดไม่เหนื่อย มันมีกำลังมาก ออกจากที่ประชุมกันแล้วก็เงียบ! บางครั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน เพื่อนเขาเดิน จงกรมอยู่ตลอดคืนตลอดวัน จนได้ย่องไปดูว่าใคร ท่านผู้นั้นเป็นใคร ทำไมถึงเดิน ไม่หยุดไม่พัก นั่น... เพราะจิตใจมันมีกำลัง..." นี่แหละการได้อยู่ศึกษากับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านมีคุณธรรมสามารถบอกสอนอบรมแนะนำให้เราปฏิบัติถูกทางตามอรรถตามธรรมเมื่อมรรคผลนิพพาน

หลังจากกราบลาท่านหลวงปู่มั่นออกจากสำนักหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าหนองผือนาในแล้ว หลวงพ่อกับคณะเดินธุดงค์รอนแรมพักภาวนาตามป่าเขามาเรื่อย ๆ ตามคำแนะนำของหลวงปู่มั่น ในขณะนั้นไม่ว่าจะเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิอยู่ที่ใดก็ตามจิตของหลวงพ่อมีความรู้สึก ราวกับว่า หลวงปู่มั่นคอยติดตามให้คำแนะนำตักเตือนอยู่ตลอดเวลา...เพื่อมิให้ประมาทในธรรมปฏิบัติ

คืนหนึ่งในพรรษานั้น หลังทำความเพียรเป็นเวลาพอสมควร หลวงพ่อได้ขึ้นไปพักผ่อนบน กุฏิ กำหนดสติเอนกายลงนอน พอเคลิ้มไปเกิดนิมิตเห็นหลวงปู่มั่น เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วส่งลูกแก้วให้ลูกหนึ่ง พร้อมกับกล่าวว่า... "ชา ... เราขอมอบลูกแก้วนี้แก่ท่าน มันมีรัศมี สว่างไสวมากนะ" ในนิมิตนั้น ปรากฏว่าตนได้ลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับยื่นมือไปรับลูกแก้วจาก หลวงปู่มั่นมากำไว้ พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นแปลกใจมาก ที่พบตัวเองนั่งกำมืออยู่ดังในความฝัน จิตใจ เกิดความสงบระงับผ่องใส พิจารณาสิ่งใดไม่ติดขัด มีความปลื้มปีติตลอดพรรษา

หลวงพ่อชา กล่าวว่าหลวงปู่มั่น ท่านเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูงมีภูมิจิตภูมิธรรมท่านสูง สามารถสั่งสอนศิษย์ทุกรูปทุกองค์ให้เข้านิพพานได้ ด้วยบารมีสติปัญญาท่านเฉียบแหลมคมยิ่งนักยากที่จะหาท่านผู้ใดเสมอเหมือนในปัจจุบัน

นอกจากหลวงปู่มั่น แล้ว หลวงพ่อชา สุภัทโท ยังได้มีโอกาสศึกษาธรรม และร่วมบำเพ็ญสมณธรรมร่วมกับหลวงปู่ทองรัตน์ กันตสีโล และหลวงปู่กินรี จันทิโย เป็นต้น ท่านได้เป็นแบบอย่างของศิษย์ผู้อ่อนน้อม ปฏิบัติข้อวัตร อาจาริยวัตรอย่างไม่มีตกบกพร่อง ท่านได้ศึกษาธรรมของพระบรมศาสดา จนบรรลุถึงคุณธรรมขั้นสูงสุด มีปัญญาแตกฉานในธรรม สามารถเข้าใจในหลักธรรม และธรรมชาติ อุปมา อุปมัย ขยายความ และสรุปย่นย่อข้อธรรมให้เข้าใจได้ง่าย จนมีพระภิกษุสงฆ์ ฆราวาส ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติทั่วโลก มาปวารณาตนเป็นศิษย์ ขอศึกษาธรรมอย่างล้นหลาม ทั้งที่ท่านเอง ก็พูดภาษาต่างชาติของเขาเหล่านั้นไม่ได้ แต่ด้วยปฏิปทาที่ท่าน ทำตนเป็นแบบอย่าง ฝึกสอนอบรมบ่มธรรมกันอย่างจริงจัง จนได้มาเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ของเหล่าศิษยานุศิษย์ เหตุไฉนบุคคลผู้มีความรู้ทางโลกเพียงแค่ชั้น ป.๑ อย่างหลวงพ่อชา จึงมีลูกศิษย์ชาวต่างประเทศที่ได้อุทิศตนเป็นพุทธสาวกอย่างจริงจังจำนวนมากแล้ว ในอีกมุมหนึ่งคือทางธรรมยังเป็นการสะท้อนให้เราทราบถึงความจริงที่ว่า... “ธรรมไม่เคยแบ่งชนชั้น ไม่เคยแบ่งประเทศ ไม่เคยแบ่งภาษา และไม่เคยแบ่งเพศวัย”

เพราะธรรมะเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ถึงจะไม่สามารถมองเห็นด้วยตาและสามารถสัมผัสได้ด้วยการกระทำ ดังคำสอนของหลวงพ่อที่มักบอกลูกศิษย์เสมอๆ ว่า... “คำสอนของผมนอกตำรา แต่อยู่ในขอบเขต อาจไม่ถูกคัมภีร์แต่มันถูกสัจธรรม”

หลวงพ่อชา สุภัทโท จึงเป็นดั่งร่มโพธิธรรมผู้ที่ได้ให้ร่มเงาแก่ศิษย์ เป็นดั่งร่มโพธิญาณ ที่ให้ศิษย์ได้อยู่ใต้ร่มเงานั้น

หลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๕ เวลา ๕.๒๐ น. ณ กุฏิท่านภายในวัดหนองป่าพง สิริอายุ ๗๓ ปี ๗ เดือน พรรษา ๕๒

“..พระพุทธศาสนาไม่มีอำนาจอะไรเลย แม้ก้อนทองคำก็ไม่มีราคา ถ้าเราไม่มารวมกันว่ามันเป็นโลหะที่ดีมีราคา ทองคำมันก็ถูกทิ้งเหมือนก้อนตะกั่วเท่านั้นแหละ พระพุทธศาสนาตั้งไว้มีอยู่ แต่ถ้าเราไม่ประพฤติปฏิบัติ จะไปมีอำนาจอะไรเล่า อย่างธรรมะเรื่องขันติมีอยู่ แต่เราไม่อดทนกัน มันจะมีอำนาจอะไรไหม..” โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่ชา สุภัทโท “พระอริยเจ้าผู้เป็นดั่งครูผู้ให้ร่มเงาแก่ศิษย์”

กราบ​ กราบ​ กราบ

06/05/2022

ฮ้ายอย่าว่า ด่าอย่าตอบ อดได้ทนได้ กะดีเอง
แสวงหาเอา ความดีนั้น สิ่งที่มีค่าที่สุดนั้นกะคือความดี มีหลายท่อใด๋แฮ่งดี บ่เป็นพิษ เป็นภัยกับไผ๋ ความดีนั้น.หลวงคาเคน ฉินฺนาลโย..
ที่พักสงฆ์ถ้ำแตก อ.เขมราฐ จ.อุบลฯ

Photos from วัดป่าธรรมวิเวก - ใต้ร่มโพธิญาณ ๑๕๖ อ.ลี้ จ.ลำพูน's post 11/02/2022
20/12/2021

"ถ้าชาวโลกทุกถ้วนหน้าถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมะเจ้าพระสงฆะเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่ปฏิบัติบูชา ผูกขาดจองขาดไม่เอาลัทธิอื่นมาปนเปสร้างปัญหา พร้อมทั้งทรงศีลห้าบริบูรณ์แล้ว โลกมนุษย์ทั้งโลก จะเป็นโลกุตตระโลก สงบเย็นปราศจากสรรพเวรสรรพภัยให้เห็นประจักษ์แก่ตานอกและตาใน จะพากันผินหน้าจิตใจพร้อมทั้งเจตนามุ่งหน้า สูงส่งตรงไปสู่ธรรมอันไม่ตายคือพระนิพพาน โดยมิได้มีพระอาจารย์ภายนอกมาชักจูงเลย เพราะอำนาจพระอาจารย์อันทรงอยู่มีอยู่ที่อู่ของขันธสันดาน ที่เรียกว่าสันทิฏฐิโกและปัจจัตตัง จะเป็นพลังธรรมะ
ทิพย์ ใจทิพย์ สติทิพย์ ปัญญาทิพย์ เกิดขึ้นไม่ต้องสงสัยสามัคคีกันไปในธรรม ไม่ตายแล"

เขมปตฺโตวาท
“หลวงปู่หล้า เขมปัตโต”
วัดบรรพตคีรี (วัดภูจ้อก้อ)
บ้านแวง ต.หนองสูงใต้ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร

15/12/2021

คณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์ในพระเดชพระคุณพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) ได้ประชุมกันในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๔ มีมติกำหนดให้จัดงานปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นอาจริยบูชาในระหว่างวันที่ ๑๕ - ๑๖ มกราคม ๒๕๖๕ ณ วัดหนองป่าพง เพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาคุณ แด่พระเดชพระคุณพระโพธิญาณเถร ผู้เป็นบูรพาจารย์

หมายเหตุ - ผู้มาร่วมงานอาจริยบูชาต้องได้รับการฉีดวัคซีน Covid-19 อย่างน้อย ๒ เข็ม หรือมีใบรับรองผลการตรวจ ATK ก่อนเข้าวัด ๔๘ ชั่วโมง

#อาจริยบูชาหลวงพ่อชาสุภัทโท #ปฏิบัติธรรม #วัดหนองป่าพง

06/11/2021

วันนี้วันที่ ๕ พฤศจิกายน​ ๒๕๖๔​ เป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธัมโม เจริญอายุวัฒนมงคลครบ ๘๐ ปี ๖๑ พรรษา ท่านเป็นพระมหาเถระศิษย์ในองค์หลวงพ่อชา สุภัทโท และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง ถัดจาก พระโพธิญาณเถร หลวงพ่อชา สุภัทโท ด้วยนิสัยมักน้อย สันโดษ ถ่อมตน จึงเป็นที่เคารพของพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก เมื่อครั้งหลวงพ่อชา ท่านป่วยหนัก ได้ขอให้พระอาจารย์เลี่ยม รับตำแหน่งเจ้าอาวาสแทน ทำให้ท่านต้องรักษาการแทนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

"..ภิกษุผู้ปฏิบัติ ควรเคารพบูชาพระวินัย ๒๒๗ ข้อให้มากที่สุด จงปฏิบัติต่อมันเสมือนว่าเป็นแสงไฟที่ท่านได้มาพบในท่ามกลางความมืด ท่านควรจะรู้ได้ว่ามันเป็นเครื่องรำทางอย่างเอกของท่าน จงรักษาวินัยเหล่านี้ให้บริสุทธิ์เพื่อความสันติ จงปฏิบัติตนให้บริสุทธิ์ปราศจากมลทินอยู่เป็นนิจ

กินอาหารตามเวลาอันสมควรเท่านั้น กินวันละครั้งก่อนเที่ยง จงดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ และพักอยู่แต่ลำพังเพียงผู้เดียว อย่าเข้าไปร่วมในกิจการทางโลก แต่จงดำเนินไปตามทางให้บรรลุจุดหมายปลายทางที่กำหนดไว้ และไม่ควรเสริมสร้างมิตรภาพกับบุคคลผู้เรืองอำนาจ

ไม่ควรแสดงมิตรภาพเป็นพิเศษกับผู้มั่งคั่ง.ไม่ควรแสดงอาการเหยียดหยามกับผู้ยากจน ควรจะค้นหาความรู้ด้วยใจที่รับการควบคุมอย่างดีแล้ว และด้วยความคิดอันเที่ยงตรง

จงอย่าปล่อยตัวให้เกิดมลทินหรือข้อบกพร่องใดๆ สำหรับของบริจาคสี่ประการ (ปัจจัย ๔) คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยารักษาโรค จงพอใจตามที่ได้มานั้นและให้สำนึกถึงความเพียงพอในสิ่งเหล่านั้น …" โอวาทธรรมคำสอนหลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธัมโม

• ชาติภูมิ
พระราชภาวนาวิกรม วิ. มีนามเดิมว่า "เลี่ยม" เกิดในสกุล "จันทำ" เกิดเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ตรงกับวันพุธขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะเส็ง บิดาชื่อนายเพ็ง จันทำ มารดาชื่อนางเป้ง จันทำ (ภายหลังบวชเป็นแม่ชีอยู่ที่วัดหนองป่าพง) ท่านเกิดที่บ้านโคกจาน เลขที่ ๑๒ หมู่ ๘ ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ท่านเกิดในครอบครัวที่อบอุ่นภายใต้ความโอบล้อมของไอธรรมชาติ มีความเป็นอยู่เรียบง่ายเยี่ยงสามัญชนชาวชนบททั่วไป ท่านมีพี่น้องทั้งหมด ๖ คน โดยท่านเป็นบุตรคนที่ ๔

• ชีวิตปฐมวัย
ท่านเล่าว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นพ่อ แม่ พี่น้องจะมีปากเสียงกันแต่อย่างไร ทั้งวันทุกคนในครอบครัวแทบจะไม่ได้พูดกัน ส่วนใหญ่มีแต่จะยิ้มแต่ไม่พูด ใช้คำพูดแต่ละคำคุ้มค่ามาก ทุกคนในครอบครัวต่างรู้หน้าที่ของตน ตื่นเช้ามาออกทำไร่ ไถนา เลี้ยงวัวควาย ตามวิสัยของชาวบ้านทั่วไป ท่านเรียนหนังสือจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่วัดบ้านโคกจาน ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียน

เกี่ยวกับอุปนิสัยของท่าน ปกติเป็นคนชอบความสงบ มีความรอบคอบ สุขุมไม่เคยดื่มสุราหรือเกี่ยวข้องกับการพนัน เมื่ออายุ ๑๗ ปี ท่านได้กราบลาบิดามารดา เพื่อไปทำงานนอกถิ่นฐานหาประสบการณ์ชีวิต โดยเดินทางไปถึงจังหวัดชลบุรี แล้วเลยไปภาคใต้ถึงจังหวัดตรัง ท่านเล่าว่าเมื่อออกไปประสบกับโลกภายนอก สิ่งแรกที่แปลกใจ เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานต่างมีความสุรุ่ยสุร่าย การกินการอยู่ช่างน่าขยะแขยงมาก

ขณะที่ท่านทำงานอยู่ที่จังหวัดตรังนั้น ได้ทำงานอยู่กับเจ้านายที่นับถือศาสนาอิสลาม เป็นที่แปลกใจที่เจ้านายเขาไม่รังเกียจว่า เราเป็นชาวพุทธ ตรงข้ามเขาให้ความอุปถัมภ์อย่างกับลูกหลานของเขา เมื่อพี่เขยท่านได้ตามไปขอร้องให้กลับบ้าน เพื่อช่วยบิดามารดาทำนา ท่านจึงลาเจ้านายกลับบ้าน เมื่อเจ้านายรู้ถึงกับร้องไห้ไม่อยากให้ท่านกลับ

• บรรพชา
เมื่ออายุได้ ๑๙ ปี ท่านได้กราบลาบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณร ท่านได้รับอนุญาตจากผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองด้วยความยินดี และได้นำไปฝากท่านสมภารวัดบ้านโคกจาน ในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๐๓ ในขณะที่บวชเป็นนาคอยู่นั้น ท่านได้ท่องมนต์ในหนังสือเจ็ดตำนาน สิบสองตำนานได้จบหมดเล่มด้วยระยะเวลาไม่นาน ขาดแต่บทมาติกา ต่อมาท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๐๓

เมื่อบวชเป็นสามเณรวันแรกต้องเจอกับงานศพพอดี เป็นเรื่องที่ท่านต้องหนักใจมากเมื่อทราบว่าต้องสวดบทมาติกา ในขณะที่ต้มน้ำถวายครูบาอาจารย์ต้องกุลีกุจอท่องบ่นไปด้วย พอน้ำเดือดก็พอดีท่องจบ

เมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้วท่านตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย ตลอดจนตำราต่างๆ ในพระพุทธศาสนา นอกจากต้องเรียนหนังสือแล้ว ท่านต้องคอยอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ ต้องไปตักน้ำจากบ่อ ซึ่งห่างจากวัดไปกลับระยะทาง ๓ กิโลเมตร ต้องหามน้ำมาไว้ใช้ไว้ฉัน ต้มน้ำร้อนน้ำชาถวายพระในตอนเย็น

ในพรรษานั้น ท่านได้เรียนนักธรรมตรี และเรียนหนังสือโบราณพื้นเมืองที่เรียกว่า "ตัวธรรม" สำหรับเทศน์ในเวลาเข้าพรรษาและออกพรรษา ครั้งออกพรรษาแล้ว ท่านได้เข้าสอบนักธรรมตรี ปรากฎว่าสอบได้ ท่านคิดเสมอว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่ดีสามารถที่จะยกฐานะความรู้ของตนให้สูงขึ้น จึงศึกษาเรื่อยมา อาศัยการฝึกหัดขวนขวายด้วยตนเองเป็นส่วนมาก

• อุปสมบท
ปีต่อมา ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๔ โดยมีพระครูถาวรชัยเขต เป็นพระอุปัชฌาย์ พระทิพย์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระจันลา ปัญโญโภ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ณ พัทธสีมาวัดบ้านโคกจาน ต.ทุ่งไชย อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ พออุปสมบทได้ ๕ วัน ท่านคิดว่าการได้อยู่ใกล้ชิดกับบ้านเกิดมากเกินไป ทำให้เห็นความสุข ความทุกข์ของครอบครัว เพื่อนฝูง จะทำให้ฟุ้งซ่านมากเกินไป จึงกราบลาพระอุปัชฌาย์ ไปวัดบ้านจานแสนไชย ต.กล้วยกว้าง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ ท่านจึงได้ศึกษานักธรรมโทที่นั่น โดยมีพระครูมงคลชัยลักษณ์(หลวงพ่อก้าว มหาปุญฺโญ) เป็นครูสอน และมีพระอาจารย์จันลา ปัญโญโภ เป็นผู้ช่วยสอนนักธรรม โดยให้ท่องหลักสูตรนักธรรมโทให้ได้ วินัยก็ต้องท่องปากเปล่าให้ได้ ท่านได้สอบผ่านในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ และสอบได้นักธรรมชั้นเอก ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗

เมื่อเรียนนักธรรมจนจบแล้ว ท่านก็มาช่วยครูบาอาจารย์สอนพระปริยัติธรรมให้กับพระสงฆ์ที่วัด และท่านเองก็ฝึกหัดภาวนาปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง กลางวันสอนหนังสือ กลางคืนก็ภาวนา จากนั้นก็เริ่มถือธุดงควัตร อดนอน ผ่อนอาหาร ปฏิบัติธรรมเข้มงวดมากขึ้น มีวินัยกับตนเอง

• ปฏิบัติกรรมฐาน
ในปี พ.ศ ๒๕๑๒ พระอาจารย์เลี่ยม ได้ออกเดินทางเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อเรียนรู้ธรรม จนได้มาพบสำนักของพระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) วัดหนองป่าพง ซึ่งเป็นวัดที่ร่มรื่น สะอาดสะอ้าน เสนาสนะมีระเบียบเรียบร้อย ดูแล้วเย็นใจ และได้กราบนมัสการหลวงพ่อชา ขอฝากตัวเป็นศิษย์ ในการนี้เอง หลวงพ่อชา ท่านได้เมตตาเปลี่ยนบริขารทุกอย่างให้หมด

ระเบียบปฏิบัติของหลวงพ่อชา ถือว่าเข้มงวดมาก แต่หลวงพ่อเลี่ยมก็ไม่ได้ย่อท้อแต่อย่างใด เพราะเคยฝึกมาตั้งแต่สมัยอยู่ที่วัดเดิม ซึ่งถือว่าตรงกับรูปแบบของตัวเองมากกว่าที่จะสร้าง ความยุ่งยากในฝึกฝนเพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของพระศาสนา ด้วยความพรากเพียร แม้แต่ในวันพระก็ถือ เนสัชชิก คือการไม่นอนตลอดคืน ก็อยู่ได้อย่างสบาย จนจิตรู้สึกสว่างไสวและมีความสุขจากการปฏิบัติธรรม

• เงียบ...เย็น...เบา
ท่านเล่าว่า ปกติทุกๆ วันหลังเสร็จกิจวัตรจากงานของสงฆ์ส่วนรวมแล้ว ท่านก็จะปฏิบัติธรรม เดินจงกรมก่อนจึงไปนั่งภาวนา ท่านเล่าว่า... พอสมควรแล้วสำหรับการเดินจงกรมวันนี้ ก็เลยขึ้นกุฏิห่มผ้าเฉวียงบ่าและพาดสังฆาฏิ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก(ตรงกับกุฏิหลวงพ่อชา) ระลึกถึงครูบาอาจารย์แล้วก็นั่งสมาธิ การนั่งสมาธิก็รู้สึกว่า สงบมาก...และก็มีความรู้สึกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นว่า "..เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร เราปฏิบัติเพื่อการปฏิบัติ.."

"...เมื่อมีอาการทักขึ้นมาอย่างนี้ก็ปฏิบัตินั่งสมาธิไปเรื่อยๆ ปกติจะนั่งไปประมาณ ๔-๕ ทุ่ม จึงจะหยุดพักผ่อน แต่วันนั้นนั่งไปจนเป็นเวลาตีสอง ประมาณ ๘ ชั่วโมง โดยไม่ได้พลิกหรือเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนใดเลย ความรู้สึกว่ามันสงบก็มีอาการเปลี่ยนแปลงของจิตขึ้นมา มีความรู็สึกวูบขึ้นมาทั้งตัวเหมือนกับตัวเรามีอะไรมาครอบไว้

มีความรู้สึกเย็น...เย็นไปทั้งตัวเลย เย็น...เบา มีความรู้สึกเบาไปหมด ในสมองก็รู้สึกว่าเหมือนกับเราเอาพัดลมมาตั้งไว้บนศีรษะ มีความรู้สึกเย็นอยู่อย่างนั้นตลอดคืน เย็น...สงบ...เงียบ ไม่มีความรู้สึกสิ่งใด ความรู้สึกนึกคิดก็ไม่มี ไม่รู้มันหายไปไหน เงียบไปหมดเลย รู้สึกว่าเงียบจริงๆ มีแต่อารมณ์แห่งความรู้สึกระงับ...และก็เงียบ...เย็น...เบาในร่างกาย
..รู้สึกว่าอาการที่เป็นอยู่อย่างนั้นทรงตัวอยู่ตลอดปี ไม่ใช่เป็นวันหนึ่ง เดือนหนึ่ง มันเป็นปีๆ เลยทีเดียว อาการของความรู้สึกเย็นในสมอง แม้จะนั่งอยู่ก็เย็น ยืนนอนอยู่ก็เย็น เย็นตลอดทุกอิริยาบถ ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ไม่มีเลย ความรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มี...เงียบ... เหมือนกับป่าไม้ที่ไม่มีนกร้องเลยสักตัวเดียว เงียบ...ไม่มีลมพัดอะไรเลย เงียบสงบอยู่อย่างนั้น.."

• วิธีคลายราคะ
“..การปฏิบัติรู้สึกว่าดีตลอดมา อารมณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับกิเลสตัณหาก็มีบ้าง แต่ก็ไม่รุนแรง อย่างเช่น กามราคะ หรือเมื่อพบกับมาตุคาม (ผู้หญิง) ถ้าเกิดความรู้สึกรักเกิดความรู้สึกพอใจขึ้นมา ก็อาศัยการเพ่งพิจารณายกเอาอสุภกัมมัฏฐานมาเป็นอารมณ์ คือ การพิจารณากายของตนเอง และกายของคนอื่นว่าเป็นสิ่งปฏิกูล น่าเกลียด ให้มองเห็นเป็นกองมูตรกองคูต หรือโครงกระดูกที่เดินไปมา เห็นอวัยวะทุกชิ้นส่วน ซึ่งล้วนแต่เป็นของน่าเกลียด น่าเบื่อหน่าย น่าขยะแขยง ทั้งของตนเอง และของคนอื่น

เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนี้ เรื่องกามราคะเกี่ยวกับความรักความชอบใจในเพศตรงกันข้ามก็รู้สึกเบาบางลง และมีสติเห็นจิตอยู่กับอารมณ์ หรือออกจากอารมณ์ ยินดีในอารมณ์หรือไม่ยินดีในอารมณ์ มีสติอยู่รู้อยู่ ขณะที่จิตเป็นอย่างนี้ และที่มีสติอย่างนี้ ก็รู้สึกว่าพอที่จะเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติได้ ต่อมาความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ก็ลดลง เกี่ยวกับจิตตสังขารความคิดอย่างนั้นอย่างนี้ ก็รู้สึกว่าไม่มีกําลัง มันลดลง และถอยลงเรื่อย ๆ จนอยู่ในสภาพที่เรียกว่า “ไม่มีอันตราย..”

• สว่างไสวและมีความสุข
ในระหว่างนั้นหลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านให้โอกาสในการประพฤติปฏิบัติ คือ ไม่ให้พูดกัน ไม่มีการสวดมนต์ทําวัตร และให้เข้า กรรมฐานอยู่สักระยะหนึ่งก่อน ท่านเห็นว่า ถึงเวลาที่จะเพิ่มโอกาสในการปฏิบัติให้มากขึ้น จึงได้เร่งความเพียร เมื่อทําอย่างนั้นผลจึง ปรากฏ คือ พอถึงเวลาประมาณ ๒๒ นาฬิกา ของวันที่ ๙ เดือน ๙ พ.ศ. ๒๕๑๒ จิตของท่านมีความรู้สึกเปลี่ยนแปลงมาก คือ มีความรู้สึกสว่างไสวและก็มีความสุข

ท่านเล่าว่า “ความสุขอันนี้ไม่สามารถที่จะพูดให้ผู้อื่นรู้ และเข้าใจได้ ไม่ใช่ความสุขเพราะความพอใจ ไม่ใช่สุขเพราะได้ตามปรารถนา แต่เป็นความสุขที่เหนือไปกว่าทั้งสองอย่าง เดินก็เป็นสุข นั่งก็เป็นสุข ยืนก็เป็นสุข นอนก็เป็นสุข ปลื้มปิติตลอดกาลตลอดเวลา และก็ได้ตั้งจิตกำหนดรู้อยู่ว่า ความสุขอันนี้มันเกิดขึ้นของมันเอง และในที่สุดมันก็จะดับไปเอง เพราะทั้งสุขและทุกข์นี้ ก็ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยงด้วยกันทั้งสองอย่าง

ทั้งเวลายืน เดิน นั่ง นอน มันจะมีความสุขความสงบอยู่ในสถานะอย่างนั้น ทั้งเวลาเดินจงกรม และนั่งสมาธิก็มีความสุขอยู่อย่างนั้น..”

• จิตมันไม่มีทุกข์
“ความรู้สึก สังขาร การปรุงแต่งแห่งจิตก็ไม่มี ความทุกข์เกี่ยวกับกิเลสบางอย่างซึ่งเคยมาก่อกวนเกี่ยวกับเพศตรงข้ามหรือความทะเยอทะยานอะไรต่าง ๆ ไม่รู้มันหายไปไหน เห็นคนก็รู้สึกว่าเป็นธรรมดา เห็นคนก็สักแต่ว่าคนเท่านั้นเอง ไม่มีคนสวย ไม่มีคนไม่สวย มันจะมีลักษณะเฉย ๆ ของมันอยู่อย่างนั้น มีความสงบระงับอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร แต่ก็ไม่ได้สงสัยว่ามันเป็นอะไร ถือว่ามันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น เป็นอยู่ด้วยความสงบระงับ ไม่มีอะไรเดือดร้อนในเรื่องความเป็นอยู่ต่าง ๆ ความทุกข์ก็ไม่รู้ว่า ทุกข์มันเป็นอย่างไร และความขี้เกียจก็ไม่รู้ว่า ความขี้เกียจมันเป็นอย่างไร ถามหาความขี้เกียจมันก็ไม่มี ถามหาความทุกข์ก็ไม่มี และความรู้สึกภายในจิตใจก็เป็นอย่างนั้น ระลึกหาความที่ว่าทุกข์มันคืออะไร ก็ไม่รู้ (รู้แต่เพียงคําจํากัดความตามภาษาสมมติกันเท่านั้น เพราะทุกข์มันก็เป็นเพียงสิ่งสมมุติกันเท่านั้น)

เมื่อจิตมันไม่มีทุกข์ สิ่งสมมติทั้งหลาย มันก็ไม่มีในจิต และอาการความรู้สึกอย่างนี้ มันจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดมาไม่เปลี่ยนแปลง จนกระทั่งปัจจุบัน อาการความรู้สึกอย่างนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอยู่อย่างมั่นคงเสมอมาไม่เปลี่ยนแปลง” (คือตั้งแต่พรรษาที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๑๖ จนกระทั่งปัจจุบัน)

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ กราบลาหลวงพ่อชา สุภัทโท ไปศึกษาข้อวัตรข้อปฏิบัติของครูบาอาจารย์ ฝ่ายธรรมยุติ

ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ หลวงพ่อชา สุภัทโท ได้ส่งท่านไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ วัดสาขาของวัดหนองป่าพง ที่นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว และ ๑ พรรษา ต่อมา ได้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศลาว หลวงพ่อชา สุภัทโท จึงเรียกตัวท่านกลับ

• หลวงพ่อชา อาพาธและมรณภาพ
ปี ๒๕๒๔ หลวงพ่อชา สุภัทโท เกิดอาพาธหนักอย่างกระทันหันต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน และได้พักรักษาอาการอาพาธผ่าตัดทางสมอง อยู่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เป็นเวลาร่วม ๕ เดือน เมื่อหลวงพ่อชา มีอาการดีขึ้นบ้าง ทางโรงพยาบาลจึงอนุญาตให้กลับวัดได้ หลวงพ่อชา อาพาธเป็นระยะเวลากว่า ๑๐ ปี ท่านพระอาจารย์เลี่ยม และครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ในวัดหนองป่าพง ต่างช่วยขวนขวายเป็นธุระงานด้านเผยแผ่ศาสนาและงานดูแลคณะสงฆ์ร่วมกัน จนกระทั้ง หลวงพ่อชา สุภัทโท มรณภาพลงด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕

• ตำแหน่งฝ่ายปกครอง
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง โดยพระอาจารย์เลี่ยม ฐิตธัมโม ยอมรับหน้าที่ด้วยเหตุผลว่า... “ จะทำงานเพื่อครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ ทำตามพระวินัย ผู้ที่ ทำหน้าที่นั้นต้องเสียสละ จึงจะทำหน้าที่นั้นและอยู่ได้อย่างสบาย ทำงานได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย..”

และท่านยังได้รับมอบหมายให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๐ อีกด้วย หลวงพ่อเลี่ยม ท่านทำงานเป็นการออกกำลังกาย ทำงานด้วยความว่าง ทำไปเรื่อยๆ จึงจะไม่รู้สึกว่าหนัก แม้แต่การขบฉันก็ต้องฉันเพียงเพื่อประทังชีวิต ฉันตามความปรารถนาไม่ได้ เพราะฉันมากจะง่วงซึม

• หลวงพ่อองค์เดิม
ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ หลวงพ่อได้รับบัญชาจากคณะสงฆ์ฝ่ายปกครองเบื้องสูงให้นำประวัติไปถวายโดยด่วน โดยไม่แจ้งความประสงค์อย่างไร ด้วยความเคารพที่มีต่อครูบาอาจารย์ หลวงพ่อจึงได้นําประวัติเข้าถวาย และต่อมาคณะสงฆ์ก็ได้มีหนังสือ แจ้งให้หลวงพ่อเข้ารับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระวิสุทธิสังวรเถร ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๔ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง นำมาซึ่งความปลื้มปิติยินดีในเหลําศิษยานุศิษย์เป็นอย่างยิ่ง ทั้งที่ทราบดีและ หลวงพ่อเคยให้สติว่า “เป็นการสรรเสริญคุณงามความดีที่ชาวโลกเขากระทำกัน” และหลวงพ่อก็ยังเป็นหลวงพ่อองค์เดิม

• สมณศักดิ์
๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญยก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระวิสุทธิสังวรเถร

๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็น พระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระราชภาวนาวิกรม อุดมธรรมสิทธิ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

พ.ศ.๒๕๖๔​ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพฝ่ายวิปัสสนา​ธุระที่ พระเทพวชิรญาณ ภาวนาวิธานโกศล วิมลศาสนกิจจาทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี[

"..เรื่องที่พูดกัน ก็พูดแต่เรื่องการปรุงแต่งของกริยามารยาท ของความรู้สึกที่เป็นเพลิดเพลินเท่านั้น อย่าไปมองว่าคนนั้นดี คนนั้นเลว คนนั้นเกลียดเรา คนนั้นรักเรา ถ้าเรามองในแง่อย่างนี้ เราจะหลงไปในทิศทางมืด ถ้าเราวางความรู้สึกของเราในสภาพว่าเป็นสภาวะธาตุ สภาวะขันธ์ มันเป็นกฎธรรมชาติแล้ว จะทำให้เรามีอารมณ์เป็นปกติ…" โอวาทธรรมคำสอนหลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธัมโม

"..ธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่เหลือวิสัยที่คนเราจะปฏิบัติได้ ถ้าเหลือวิสัยแล้วพระพุทธองค์จะไม่สอน ธรรมที่พระพุทธองค์สอนให้ผลได้จริง เราเองต่างหากปฏิบัติไม่จริง เหลาะแหละแล้วจะให้ได้ผลได้อย่างไร.." หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธัมโม วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เมตตาให้ธรรมะวันเข้าพรรษากับคณะท่องถิ่นธรรม ๙ ก.ค.๖๐

พิมพ์คัดลอกจากหนังสือ "ฐิตธรรมาจารย์" ประวัติและธรรมพระวิสุทธิสังวรเถร (หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ; ตุลาคม ๒๕๕๐ กราบขออนุญาตเผยแผ่เป็นเป็นสังฆานุสติครับ

ขอเชิญร่วมบุญสร้างอาคาร​โรงพยาบาล ขนาด​ 30-60 เตียง​ โดย​มี​ หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธัมโม วัดหนองป่าพง เป็นองค์ประธานการก่อสร้าง​ สถานที่ก่อสร้าง​ ณ​ บ้านโคกจาน​ ตำบลโคกจาน​ อำเภออุทุมพรพิสัย​ จังหวัดศรีสะเกษ
ท่าน​ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบุญได้ที่บัญชี
ธนาคารกรุงไทย​ เลขที่​ 332-0-67242-8
ชื่อบัญชี​ บัญชีก่อสร้างโรงพยาบาลพระเทพวชิรญาณ (เลี่ยม ฐิตธัมโม)

ขออนุโมทนา​บุญ​กับ​ทุกท่าน​ด​้​วยครับ​ ส​า​ธุ​

_/\_ _/\_ _/\_

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Ubon Ratchathani?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

วิดีโอทั้งหมด (แสดงผลทั้งหมด)

โอวาทธรรมหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ
โอวาทธรรม หลวงปู่สี สิริญาโณ

เว็บไซต์

ที่อยู่

Ubon Ratchathani

ผู้จััดพิมพ์เผยแพร่ อื่นๆใน Ubon Ratchathani (แสดงผลทั้งหมด)
Eaves Record. Eaves Record.
Ubon Ratchathani, 34190

Record Label & Publishing

สำนักพิมพ์อนันดา สำนักพิมพ์อนันดา
Ubon Ratchathani, 34000

จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือทั้งแบบร?

Leather Patterns EHEP Leather Patterns EHEP
Ubon Ratchathani, 34000

จำหน่ายแพทเทิร์นกระเป๋าหนัง แพทเทิ

ธนกรการพิมพ์ ธนกรการพิมพ์
Ubon Ratchathani, 34000

ครบเครื่องเรื่องงานช่างและสือโฆษณ?

พระครูปภาตจันทคุณ พระครูปภาตจันทคุณ
วัดบ้านหว้าน ตำบลสำโรง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี
Ubon Ratchathani, 34360

พระครูปภาตจันทคุณ เจ้าคณะอำเภอสำโร

ร้านอุบลพัชร(ตรายางด่วน) ร้านอุบลพัชร(ตรายางด่วน)
186/2 ถนนอุบลตระการ
Ubon Ratchathani, 34000

รับทำตรายางด่วนครับ

Progressive Design Group Progressive Design Group
Soi Chayangkun 10
Ubon Ratchathani, 34000

GUS Screen GUS Screen
10-10/1ถ. สริยาตร์ ต. ในเมือง อ. เมือง
Ubon Ratchathani, 34000

รับออกแบบ สกรีน เฟล็ก ทรานเฟอร์ ปริ้

สำนักพิมพ์เพื่อครู สำนักพิมพ์เพื่อครู
129/2 ม. 10 ถ. เลี่ยงเมือง ต. แจระแม (ห่างจากแยกดงอู่ผึ้ง 600เมตร)
Ubon Ratchathani, 34000

ผลิตสื่อ-นวัตกรรม เพื่อฝึกทักษะการ?

Mouse news Mouse news
เทศบาลนครอุบลราชธานี
Ubon Ratchathani

เพจ Mouse news เป็นเพจ ข่าวร้อน ข่าวสด ข่าวบันเทิง