สำนักงานกฎหมาย ณภัทร อยู่สงค

สำนักงานกฎหมาย ณภัทร อยู่สงค

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ

Thai Solar Business Co.,Ltd.
Thai Solar Business Co.,Ltd.
Bangkok 10250
Russia / Eastern Europe Watch
Russia / Eastern Europe Watch
Faculty of Political Science, Thammasat University, Bangkok
โรงเรียนอิสลามอนุสรณ์ศึกษา
โรงเรียนอิสลามอนุสรณ์ศึกษา
ซอยพัฒนาการ20แยก7 สวนหลวง, Bangkok
MY INTERLOGISTIC
MY INTERLOGISTIC
MY INTERLOGISTIC CO.,LTD 214/29 ARDEN PATTANAKARN, SOI PATTANAKARN 20, PATTANAK, Bangkok
Vibharam Hospital
Vibharam Hospital
ถนน พัฒนาการ, Bangkok
บางนาโซล่าเซลล์  T. 0985324653
บางนาโซล่าเซลล์ T. 0985324653
3788/15 ซ.สุขุมวิท70/5 เขตบางนา, Bangkok
The Embassy of Nepal in Bangkok
The Embassy of Nepal in Bangkok
ถนน สุขุมวิท 71, Bangkok
สำนักงานประปาสาขาพระโขนง
สำนักงานประปาสาขาพระโขนง
1564/1 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย, Bangkok
IDEA FIELD CO.,LTD
IDEA FIELD CO.,LTD
42 ซ.อ่อนนุช64 แขวงสวนหลวง เขตสว, Bangkok
911 Rescue Shop
911 Rescue Shop
ร้าน 911 Traffic PRO 308 พัฒนาการ 50 สวนหลว, Bangkok
Thai Marine Meteorological Center
Thai Marine Meteorological Center
4353 ถนนสุขุมวิท บางนา, Bangkok
สำนักงานเขตพระโขนง
สำนักงานเขตพระโขนง
1792 สำนักงานเขตพระโขนง ซ.สุขุมวิท54 ถ.สุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง, Bangkok
ทะเบียนพระโขนง Fanpage
ทะเบียนพระโขนง Fanpage
1792 Sukhumvit Rd., Bangkok
Vibharam Hospital ဝိဘာရာမ်ဆေးရုံ
Vibharam Hospital ဝိဘာရာမ်ဆေးရုံ
Bangkok 10250
สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร
สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร
ตรงข้ามซอยสุขุมวิท 62/1 2479 ถนนสุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร, Bangkok

รับปรึกษาและว่าความทั่วราชอาณาจัก?

เปิดเหมือนปกติ

22/01/2022

ขอฝากประชาสัมพันธ์หน่อยนะครับจาก กองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อเป็นประโยชน์แก่พ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกท่านครับ

13/12/2021

ข่าวประชาสัมพันธ์ เรื่องกฎหมายยาเสพติด

31/07/2021

ฝากประชาสัมพันธ์ของศาลอาญานะครับ ช่วยแชร์ให้พี่น้องทนายความและประชาชนได้ทราบกันด้วยนะครับ
ปรึกษาคดีความติดต่อได้ที่
โทร 084-5543688 ทนายจอห์น

Photos from สำนักงานกฎหมาย ณภัทร อยู่สงค์'s post 30/07/2021

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์การพิจารณาคดีทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ( ออนไลน์ ) นะครับ

29/07/2021

ประเด็นข้อพิพาท "สิทธิในการครอบครองที่ดิน"

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7393/2550

ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ และ พ. เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ พ. ย่อมไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่จำเลย แม้จำเลยจะรับโอนมาโดยเสียค่าตอบแทนและเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทก็ตาม จำเลยก็ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่า พ. ผู้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 96 จำเลยให้การว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจาก พ. จำเลยครอบครองทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบันโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ ดังนี้จึงไม่มีปัญหาในเรื่องแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ ก็แต่เฉพาะในกรณีที่ดินเป็นของบุคคลอื่น เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและจำเลยครอบครองเอง จึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนหรือนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1374 วรรคสอง และมาตรา 1375 วรรคสอง
.
หมายเหตุ
.
คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วินิจฉัยเดิมตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับก่อน เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 436/2544 เป็นต้น มีข้อพิจารณาว่า จำเลยจะบรรยายคำให้การอย่างไรเพื่อให้ชอบด้วยกฎหมาย หากข้อเท็จจริงได้ความว่า 1. จำเลยซื้อหรือเข้าครอบครองที่ดินโดยสุจริตทำประโยชน์ตลอดมา ต่อมาโจทก์อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของตน 2. จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ตนรับโอนมาโดยชอบและยังเข้าครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกันโดยเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของตนด้วย ทั้งสองกรณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินด้วยเจตนาเป็นของตนเอง หากที่ดินที่ครอบครองเป็นของโจทก์ ก็ถือได้ว่าจำเลยเข้าแย่งการครอบครองของโจทก์แล้ว โจทก์จะฟ้องเรียกคืนก็จะต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ถูกแย่งการครอบครอง โดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์จะรู้ว่าถูกแย่งการครอบครองหรือไม่และรู้เมื่อใด แต่เมื่อจำเลยให้การโดยบรรยายข้อเท็จจริงให้ศาลทราบกลับกลายเป็นคำให้การที่ไม่มีประเด็นในเรื่องโจทก์ฟ้องเรียกคืนภายในกำหนด 1 ปี หรือไม่ คดีแพ่งเมื่อศาลมีคำพิพากษาก็มีผลกระทบกระเทือนเกี่ยวกับทรัพย์สินของคู่ความต่างจากคดีอาญาที่กระทบกระเทือนต่อทรัพย์ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์แต่ส่วนใหญ่จะกระทบกระเทือนต่อเสรีภาพ บางครั้งเป็นส่วนน้อยที่กระทบกระเทือนต่อชีวิต แต่การบรรยายคำฟ้องศาลยังไม่เข้มงวด เช่น การบรรยายคำฟ้องความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร โดยบรรยายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในชั้นแรกว่ามีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จากนั้นจึงบรรยายความผิดฐานรับของโจร เพื่อให้ศาลเลือกลงโทษฐานใดฐานหนึ่งตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ดังนั้น การที่จำเลยให้การโดยบรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ดินโดยชอบ (ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ รับให้ หรือเข้าครอบครองโดยสุจริตเพราะเห็นว่าเป็นที่รกร้างว่างเปล่าไม่รู้ว่าเป็นที่ดินของโจทก์) และครอบครองมานานกว่า 1 ปี อย่างไรก็ตามหากที่ดินจะเป็นของโจทก์จริง โจทก์ก็ฟ้องเรียกคืน ซึ่งการครอบครองเกินกว่า 1 ปี จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง เช่นนี้ น่าจะถือได้ว่าเป็นการบรรยายคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อาจมีมุมมองว่าควรจะคำนึงถึงความสูญเสียของเจ้าของที่ดิน จึงต้องพยายามเข้มงวดกับจำเลย แต่ก็มีแง่คิดทางกฎหมายว่าการที่เจ้าของที่ดินปล่อยปละละเลยไม่เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งเป็นผลเสียแก่ประเทศโดยรวม ผู้ร่างกฎหมายจึงร่างกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 1375 ไว้ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ทราบกันอยู่ว่าที่ดินส่วนใหญ่ตกอยู่กับนายทุนเป็นส่วนมาก ดังจะเห็นว่ามีที่ดินปล่อยว่างทิ้งไว้โดยมิได้ทำประโยชน์เป็นจำนวนมาก เมื่อมีคนเข้าทำประโยชน์นานถึง 1 ปี แล้วก็มิได้โต้แย้ง นับว่าเป็นเวลานานพอสมควรที่น่าจะเปลี่ยนผู้เป็นเจ้าของในกรณีที่เป็นที่ดินมือเปล่า
.
ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินเป็นของโจทก์ พ. ไม่มีสิทธินำที่ดินของโจทก์ไปขายให้แก่จำเลย แม้จำเลยจะรับโอนมาโดยเสียค่าตอบแทนและครอบครองที่ดินก็ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดิน เนื่องจากจำเลยผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่า พ. ผู้โอนก็สืบเนื่องมาจากศาลไม่วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องเรียกคืนการครอบครองภายใน 1 ปี หรือไม่ หากวินิจฉัยให้ก็ต้องดูว่าจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์มาเกิน 1 ปี หรือไม่ ถ้าเกินก็ต้องยกฟ้องโจทก์ สำหรับระยะเวลาฟ้องเรียกคืนการครอบครองภายใน 1 ปี นี้ เป็นการกำหนดเวลาให้ฟ้องคดี จึงเป็นระยะเวลาให้สิทธิฟ้องคืนการครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่ใช่เรื่องอายุความ เพราะอายุความเป็นเรื่องขณะฟ้องสิทธิเรียกร้องยังมีอยู่แต่ไม่ได้ใช้สิทธิภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงอายุความ ห้ามมิให้ฟ้อง ส่วนสิทธิในการฟ้องร้องว่าโจทก์จะมีสิทธิหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2300/2527)
.
การที่จำเลยกล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินและเข้าครอบครองนั้น ถือเป็นการแย่งการครอบครองแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2493 น. เอาที่ดินของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่ พ. โดยโจทก์ไม่รู้ พ. ซื้อไว้โดยไม่สุจริตและเห็นว่าโจทก์ไม่รู้ถึงการซื้อขายดังกล่าว ต่อมา ป. เข้าไปปลูกบ้าน โจทก์ยื่นฟ้องในเดือนเดียวกัน จึงฟ้องภายใน 1 ปี (การที่ ป. เข้าไปปลูกบ้านถือได้ว่าแย่งการครอบครอง) การที่มีผู้บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของผู้อื่นไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามย่อมถือได้ว่าเจ้าของที่ดินถูกแย่งการครอบครองแล้ว แม้ผู้บุกรุกซึ่งต่อมาถูกฟ้องเป็นจำเลยจะให้การว่าเป็นเจ้าของที่ดินก็ตาม คำให้การดังกล่าวก็มีความหมายในลักษณะที่เป็นต้นเหตุแห่งการใช้สิทธิเข้าแย่งการครอบครองนั่นเอง มิได้หมายความว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่ไม่สามารถแย่งการครอบครองที่ดินของตนได้ แต่ถ้าหากจำเลยให้การว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโดยบุกเบิกถางป่าแล้วได้ครอบครองที่ดินตลอดมา เช่นนี้ย่อมถือเป็นการที่จำเลยยืนยันมาแต่แรกว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินมาแต่ดั้งเดิม มิได้แย่งการครอบครองมาจากบุคคลใด ซึ่งหากเป็นคำให้การในลักษณะนี้แม้จำเลยจะให้การอีกว่า จำเลยได้แย่งการครอบครองจากโจทก์เกินกว่า 1 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนจฟ้อง ก็ถือได้ว่าเป็นคำให้การที่ไม่ชอบ ผลจึงต่างกัน เว้นแต่จำเลยจะให้การด้วยว่า จำเลยครอบครองที่ดินส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์ด้วย เช่นนี้หากจำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกคืนการครอบครองเกิน 1 ปี ก็เป็นคำให้การที่ชอบเมื่อในคดีนี้ จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินมาแล้วเข้าครอบครอง แม้จะระบุด้วยว่าเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ก็มีหมายความเพียงว่าเป็นเจ้าของจากการซื้อมา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้สิทธิเข้าแย่งการครอบครอง มิได้หมายความว่าครอบครองที่ดินมาแต่เดิมแต่อย่างใด
Cr. ศิริชัย วัฒนโยธิน

28/07/2021

ข่าวประชาสัมพันธ์ยกฐานะจากศาลแขวงเป็นศาลจังหวัด
พ.ร.บ.ยกฐานะศาลแขวงนครไทย ศาลแขวงพยัคฆภูมิ และศาลแขวงเวียงป่าเป้า เป็นศาลจังหวัด พ.ศ.2564
มีเนื้อหาสาระสำคัญดังนี้
1. กำหนดให้ยกฐานะศาลแขวงนครไทยเป็นศาลจังหวัดนครไทย มีเขตตลอดท้องที่อำเภอชาติตะการและอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก(ข้อ 3)
2. กำหนดให้ยกฐานะศาลแขวงพยัคฆภูมิพิสัยเป็นศาลจังหวัดพยัคฆภูมิพิสัย มีเขตตลอดท้องที่อำเภอนาเชือก อำเภอนาดูน อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย และอำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม(ข้อ 6)
3. กำหนดให้ยกฐานะศาลแขวงเวียงป่าเป้าเป็นศาลจังหวัดเวียงป่าเป้า มีเขตตลอดท้องที่อำเภอแม่สรวยและอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย(ข้อ 9)
ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2564 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 138 ตอนที่ 46 ก ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2564)

Photos from สำนักงานกฎหมาย ณภัทร อยู่สงค์'s post 28/07/2021

ประชาสัมพันธ์เรื่องการขอพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ ใช้แบบฟอร์มตามนี้นะครับ
ปรึกษาคดีความติดต่อได้ที่ 084-5543688 ทนายจอห์น

Photos from สำนักงานกฎหมาย ณภัทร อยู่สงค์'s post 27/07/2021

พระราชกฤษฎีกา พระราชอภัยโทษ พ.ศ.2564 ดูหลักเกณฑ์กันนะครับ เมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณแล้ว ขอได้โปรดกลับตัวกลับใจเป็นพลเมืองที่ดีต่อสังคมและชาติต่อไปด้วยนะครับ
ติดต่อปรึกษาคดีความได้ที่ 084-5543688 ทนายจอห์น

26/07/2021

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 บุตรกระทำละเมิด มารดาต้องร่วมรับผิดหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1756/2563 (หน้า 124 เล่ม 3) โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามต่างคนต่างกระทำความผิดและร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยในส่วนของจำเลยที่ 3 นั้น โจทก์คงบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยปราศจากเหตุอันสมควรร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ร้อง ผู้เป็นบิดา ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนอาญา ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องด้วย เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้เพื่อขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแทนอันเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 46 จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ร้อง ไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญามีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญาเพื่อให้ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยไม่ต้องไปยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งอีก โดยกำหนดว่าคำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหายและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง ซึ่งถือเป็นคำขอบังคับใส่วนแพ่ง ส่วนสภาดแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาต้องอาศัยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นหลัก แต่กลับไม่ปรากฏในคำบรรยายฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งขณะกระทำความผิดอายุ 19 ปี และเป็นผู้เยาว์นั้นมีจำเลยที่ 3 เป็นมารดาของจำเลยที่ 1 ด้วยแต่อย่างใด เมื่อคำร้องขอผู้ร้องถือเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 วรรคสอง ที่ขอบังคับให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพียงกรณีที่ร่วมกันตกระทำละเมิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น ประกอบกับ ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 วรรคท้าย บัญญัติว่า “คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์.....” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องจะมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 3 ชดใช้แก่ผู้ร้องได้นั้นจะต้องเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของบุคคลอื่นได้ และการที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องด้วย แต่กลับพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ.มาตรา 429 ในฐานะมารดา ซึ่งมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแล ปล่อยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์พรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากความปกครองของผู้ร้อง จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของพนักงานอัยการและคำร้องของผู้ร้อง เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 40 ด้วย
(หมายเหตุ 1 ผู้เสียหายยื่นคำร้องบังคับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 แต่ให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน
2 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือสข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 46 เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้เสียหาย ก็ไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
3 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งการละเมิดตาม ป.พ.พ.มาตรา 429 จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์)

22/07/2021

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5162/2563 วินิจฉัยว่า สัญญาจ้างว่าความซึ่งมีข้อตกลงคิดค่าว่าจ้างทนายความในอัตราของจำนวนทุนทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้ ไม่ขัด พรบ ทนายความ และข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ อีกทั้ง ปวิพ มาตรา 222/37 ก็บัญญัติให้คิดเงินรางวัลทนายความฝ่ายโจทก์ในอัตราร้อยละจากเงินที่ได้รับตามคำพิพากษาทำนองเดียวกับข้อตกลงในสัญญาจ้างว่าความคดีนี้ที่ผู้ว่าจ้างตกลงชำระค่าจ้างว่าความในอัตราร้อยละ 30 ของจำนวนทุนทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้ สัญญาจ้างว่าความนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยตาม ปพพ มาตรา 150 ไม่เป็นโมฆะ (กลับหลักเดิม)

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่


307/4 หมู่บ้านปัญญา
Suan Luang
10250

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

Suan Luang บริการภาครัฐอื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)
Ssc Ssc
Suan Luang, 10250

ออกแบบรับเหมาก่อสร้างไฟฟ้า,ประปา

ช่างกุญแจสวนหลวง 087 488 4333 ช่างกุญแจสวนหลวง 087 488 4333
สวนหลวง ศรีนครินทร์ บางนา เทพารักษ์ ประเวศ รามคำแหง พระราม 9 กรุงเทพ
Suan Luang, 10250

ช่างกุญแจสวนหลวง 087 488 4333 ร้านปั๊มกุญแจ ใกล้ฉัน ร้านทำกุญแจ ใกล้ฉัน ร้านซ่อมกุญแจ ใกล้ฉัน

ซ่อมไฟฟ้า พัฒนาการ ซ่อมไฟฟ้า พัฒนาการ
Suan Luang, 10250

-เดินสาย -ติดตั้งไฟฟ้าภายใน -เปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้า -เปลี่ยนโคม