เฟซเฟิสต์คลินิก - Face First Clinic

เฟซเฟิสต์คลินิก - Face First Clinic

991/76 ถนนกวงเฮง ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ

14/08/2023

อะไรที่ไม่สมบูรณ์แบบ สิ่งนั้นดีขึ้นได้เสมอครับ
ชีวิตเราเองก็เช่นกัน..

ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต
ไม่ว่าจะเป็นด้านปัจเจกบุคคล หรือจะเป็นภาพใหญ่ระดับประเทศเองก็ตาม

ถ้าคุณยังอยากจะให้สิ่งนั้นดีขึ้นจริงๆ ก็สามารถทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ครับ ขึ้นอยู่กับว่าคุณรู้วิธีการรึเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น คนส่วนมากเลยที่บังเอิญเกิดมาไม่ใช่คนรูปร่างหน้าตาดีถือเป็นเรื่องที่ปกติมากๆ คนหน้าตาดีโดยกำเนิดมีน้อย
แน่นอนว่ารูปร่างหน้าตาที่ดีจะทำให้คนๆนั้นมีโอกาสมากกว่าคนอื่นๆ
ถ้าเป็นสมัยก่อน ที่คนยังไม่รู้จักการแต่งหน้า ไม่รู้จักศัลยกรรม ไม่รู้จักคลินิกความงาม ไม่รู้จักครีมหรือเซรั่มบำรุงต่างๆ การจะทำให้หน้าตาดีขึ้นมาช่างยากลำบาก แทบจะเป็นไปไม่ได้ถูกมั้ยครับ

แล้วตอนนี้เป็นยังไง? ทุกคนสามารถเป็นคนหน้าตาดีได้ผ่านกระบวนการทางการแพทย์ต่างๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นศัลยกรรม เลเซอร์ชนิดต่างๆ ครีมบำรุงนานาชนิด รวมไปถึงการปรับพฤติกรรมทางสุขภาพไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การดื่มน้ำและนอนหลับที่เพียงพอ เหล่านี้ทำให้ทุกคนสามารถรูปร่างหน้าตาที่ดีขึ้นได้
หรือแม้แต่รู้เทคนิคการแต่งหน้าที่ทำให้หน้าตาดีได้ชั่วคราวก็ใช่

คิดว่าอะไรที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างสมัยก่อนกับตอนนี้ครับ?
ใช่ครับ ตอนนี้เรา "รู้วิธีการแล้ว" ยังไงล่ะครับ
จากการวิจัยต่างๆที่เกิดขึ้น และด้วยอินเตอร์เน็ตทำให้ความรู้ทุกแขนงสามารถส่งข้ามโลกมาหากันได้ในเวลาไม่ถึง 1 นาที โลกถึงได้พัฒนาไปเร็วมาก

วงการแพทย์เองก็เช่นกันครับ มีการวิจัยและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
องค์ความรู้ทางการแพทย์ถูกพัฒนาอยู่เสมอและแม้แต่ในขณะนี้ก็ถูกพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

เพราะงั้นถ้ามีหมอคนไหนมาบอกคุณว่า
"โรคของคุณมันรักษาไม่ได้"
ประโยคเต็มๆคือ
โรคของคุณ "ในตอนนี้" "เท่าที่หมอรู้" มัน"น่าจะ"ยังรักษาไม่ได้
เห็นความต่างและมีความหวังมากขึ้นมั้ยครับ?

ในตอนนี้รักษาไม่ได้ วันพรุ่งนี้อาจมีเคสรักษาได้เกิดขึ้นมาก็ได้ หรือคุณอาจเป็นคนแรกที่หายจากโรคนั้นก็เป็นไปได้
หมอไม่ได้รู้ทุกอย่าง และหมอแต่ละคนก็ไม่ได้รักษาโรคได้ผลเท่ากันเป๊ะๆ
การรักษาไม่ได้ เป็นแค่ความน่าจะเป็น โรคนั้นๆมันอาจถูกรักษาได้แล้วที่ต่างประเทศ แต่ยังไม่ได้อัพเดทมาถึงที่ไทยก็เป็นได้

อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อรึยังครับว่า ชีวิตเราเองด้านใดก็ตามสามารถดีขึ้นได้ขอแค่เรา "รู้วิธีการ" แค่นั้นเอง

ถ้าอยากให้ประเทศนี้ดีขึ้น อันนี้ผมช่วยไม่ได้ครับ แต่ก็เข้าใจแหละว่าการเมืองแบบเดิมๆ มันยังไม่ใช่คำตอบ
เพราะถ้าแบบเดิมมันดี ประเทศมันก็พัฒนาเหมือนที่ๆเค้าเจริญกว่าเราไปแล้วสิ จริงมั้ยครับ?

ถ้าคุณอยากรวยขึ้น อันนี้ผมก็ช่วยไม่ได้ครับ แต่เข้าใจว่าการศึกษาในเรื่องที่จำเป็น มีผลมากๆต่อรายได้และอนาคตของคนๆนั้น และการเอาตัวไปอยู่ในที่ๆมีโอกาสให้ถูกที่ถูกเวลา ก็ทำให้รวยได้ง่ายกว่าเดิมเช่นกัน เข้าใจมันก็เข้าใจแหละ แต่จะทำได้รึเปล่ามันก็อีกเรื่อง

ถ้าคุณอยากรูปร่างหน้าตาดีขึ้นกว่าเดิม อันนี้ผมช่วยได้นิดหน่อย สามารถแนะนำได้ว่าควรไปปรึกษาใครที่ทำได้จริง และหมอคนไหนที่จะไม่ขายของห่วยราคาสูงให้คุณ
หมอที่ผมกล้าการันตี พูดได้เต็มปากว่าจะไม่หลอกคนไข้ก็พอจะมีอยู่ ถึงจะรู้จักอยู่ไม่กี่คนก็เถอะ

แต่ถ้าวันไหนคุณอยากให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าคุณจะยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไรแต่ร่างกายดันมีอาการผิดปกติหรือกำลังเป็นโรคอะไรอยู่ก็ตาม ถ้าเป็นกรณีนี้ผมช่วยได้ครับ เพราะผมรู้ "วิธีการ" นั่นเอง

โดยเฉพาะโรค NCDs ต่างๆ รวมไปถึงโรคไตเสื่อม สามารถบอกได้เต็มปากว่ามันดีขึ้นได้ครับ ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย
ตอนนี้ในประเทศเรายังมีผู้ป่วยคนที่ได้กินยาฟรีโดยไม่จำเป็น สุดท้ายก็ได้ฟอกไตแบบงงๆ อยู่อีกมาก

คนกลุ่มนี้น่าสงสารมากครับ บางคนอุตส่าห์ไปโรงบาลตั้งแต่เช้ามืด นั่งรอพบแพทย์ทั้งวันเพื่อได้เจอแพทย์อยู่ 10 นาที พอได้ยามาก็กินยา ปรับอาหาร ทนกินของที่ไม่อร่อยตามที่แพทย์สั่งไม่เคยขาดเพราะกลัว ไม่อยากต้องฟอกไต ไม่อยากเป็นภาระให้แก่ลูกหลาน

น่าเศร้านะครับที่ทำมาขนาดนั้น ดันได้ฟอกไตเฉย
เพราะแค่ความไม่รู้แค่นั้นเอง
เรื่องแบบนี้ถ้ารู้วิธีการก็แก้ไขได้ง่ายๆเลยนะ

All in สังคมสุขภาพดี

11/08/2023

เดินริมถนนยังไงให้ปลอดภัย ใช่ต้องชิดขวาตลอดเหมือนตอนขึ้นบันไดมั้ยนะ?

ถ้าผมโพสแบบนี้แปลว่าไม่ใช่ครับ😅

ถ้าจะเอาแบบถูกหลักความปลอดภัยนะ คนที่อยู่ใกล้ถนนมากกว่า ควรเป็นคนที่มองไปข้างหน้าแล้วเห็นรถครับ

ตามภาพนี้ รถจะวิ่งจากด้านหลังไปด้านหน้าตามเลน
ถ้าเราเดินจากหลังไปหน้าเช่นกัน เราต้องเดินชิดซ้ายนะครับ จะได้ไม่ต้องหันหลังให้รถนะ
ส่วนคนที่เดินสวนทางมา ตามหลักเค้าก็ต้องชิดซ้ายเช่นกัน
เพราะเค้าเป็นฝ่ายหันหน้าให้รถ ถ้ามีคนเดินสวนทางมาเค้าต้องเป็นฝ่ายเสียสละมาเดินใกล้ถนนมากกว่า

วิธีการจำง่ายๆคือ คนที่เดินใกล้ถนนมากกว่าคือคนที่มองไปข้างหน้าแล้วเห็นรถสวนมานั่นเองครับ

สำหรับเด็ก มันมีในข้อสอบด้วยนะ😅

09/08/2023

เห็นข่าวครูตีเด็กแล้วโดนพักใบอนุญาต 1 ปีมั้ยครับ?
ผมว่าเรื่องนี้มีผลต่ออนาคตของสังคมมากเลยนะ

รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี.. สุภาษิตนี้ดีจริงหรือมั่ว?
คนคิดคนแรกควรได้รับคำชื่นชมหรือคำสาปแช่ง?
คุณคิดว่าสุภาษิต มันพูดถูกทุกประโยคมั้ย?

ก่อนจะออกความเห็น เรามาดูสถิติที่เกิดขึ้นจริงกันก่อนนะ

77% ของเด็กไทย ถูกลงโทษทางร่างกาย และถูกกระทำก้าวร้าวต่อจิตใจ

99% ของเด็กหนีออกจากบ้าน ถูกคนในครอบครัวกระทำความรุนแรง

85.1% ของครอบครัวไทย ทะเลาะกันเป็นประจำ

กฎหมายไทย ใช้มาตั้งแต่ประมาณ 100 ปีก่อน มาตรา 1567(2) ผู้ปกครองมีสิทธิทำโทษบุตรตามสมควร เพื่อว่ากล่าวสั่งสอน
แต่ไม่มีบอกไว้ว่าตามสมควรคืออะไรบ้าง

สิ่งที่เกิดขึ้นหลักจากเด็กถูกตี(และรวมไปถึงใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ แต่เพื่อความสะดวกในการพิมพ์ผมขอใช้คำว่าตีละกันนะครับ) จากการวิจัย

- เด็กจะมีฮอร์โมน Cortisol ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด ความกดดัน ถ้าหลั่งออกมามากการพัฒนาของสมองจะมีปัญหา

- การตีเด็กจะทำให้เด็ก"กลัว"ผู้ที่ตี กลัวไม่ใช่เคารพ เวลามีปัญหาเด็กจะไม่กล้าไปปรึกษาเพราะกลัว

- ปัญหาต่อสังคมก็จะมีเหมือนกัน เพราะเราใช้ความกลัวที่จะโดนลงโทษมาคุมพฤติกรรมของคนซึ่งมันเป็นปัจจัยภายนอก

- เด็กจะจำไว้ในใจว่าความรุนแรง เป็นวิธีการที่แก้ปัญหาได้ ฉันใช้ความรุนแรงฉันก็จะแก้ปัญหาของตัวเองได้ เค้าก็จะใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ สุดท้ายเค้าก็ไปใช้ในสังคมซึ่งมันไม่จบแค่การตี

จากข้อมูลของ ปี 2563 มี 58 ประเทศที่มีกฎหมายห้ามตีเด็ก ไม่ว่าจะกรณีใดทั้งสิ้น
โดยที่แรกที่ห้ามคือประเทศสวีเดน ยกเลิกการตีตั้งแต่ ค.ศ.1979 คือเมื่อ 44 ปีก่อน ปัจจุบันสวีเดนเหลือคุกในประเทศแค่ 3 ที่ เพราะการยกเลิกการตีเด็กและใช้วิธีการสอนอย่างเหมาะสมทำให้ประชากรของเค้าทำความผิดน้อยลง
เค้าสอนให้เด็กว่าการกระทำแบบนี้จะส่งผลยังไง แทนที่จะใช้ปัจจัยภายนอกมาบีบบังคับคนของเค้า เค้าหาปัจจัยภายในว่าคนๆนั้นทำไมทำผิด แล้วแก้ที่ตัวปัญหา ซึ่งผลลัพธ์ได้ออกมาแล้วว่าสังคมของเค้ามีอาชญากรรมน้อยกว่า

การสอนมันใช้เวลามากกว่าการตีครับ และการตีมันก็สะดวกกว่า ทำง่ายกว่ามาก คนเห็นประโยชน์ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวบอกเลยว่า เละเทะ

ภาษิตไทย รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี
สำหรับผมบอกเลยว่าไม่เห็นด้วยอย่างแรง

เราผูกวัวเพื่ออะไร?
เอาไว้ขาย เอาไว้กิน เอาไว้หาประโยชน์อะไรบางอย่างถูกมั้ย เราเคยนึกถึงวัวมั้ยว่ามันอยากถูกผูกรึเปล่า?
(ไม่ได้จะบอกว่าห้ามผูกวัวขนาดนั้น แต่ถ้าเปรียบเด็กกับวัว มันก็ไม่น่าเปรียบเทียบตั้งแต่แรกหรอกครับ)
การตีลูกก็เหมือนกัน มันสะดวกกับคนตี คนโดนตีไม่ได้ประโยชน์ด้วย
ไม่ได้ปฏิเสธว่าส่วนใหญ่ตีเพราะหวังดีนะครับ แค่คนใหญ่ยังไม่รู้ว่ามันมีโทษมากกว่าประโยชน์เยอะมาก แค่นั้นเอง เป็นเรื่องของความรู้กับไม่รู้ล้วนๆ

ปัญหาที่ประเทศไทยยังมีการตีเด็กอยู่บ้าง แม้จะมีกฎหมายห้ามไว้แล้วก็ตาม เพราะยังไม่เห็นถึงประโยชน์ที่แท้จริงนั่นเอง

ถ้าถามว่าจะใช้อะไรแทนการตี?
คุณก็สอนสิครับว่าควรจะทำแบบไหน การสอนจะทำให้เด็กเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ และให้เด็กได้เรียนรู้ผลของการกระทำนั้นและพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างถูกวิธี ภายใต้ความดูแลของครูหรือผู้ปกครอง

ยกตัวอย่าง เช่น เด็กเล่นซนในบ้านจนทำน้ำหก คุณก็สอนไปสิว่าทำไมไม่ควรเล่นในบ้าน และน้ำที่หกคุณก็ต้องสอนให้เด็กเช็ด ทำความสะอาดด้วยตัวเค้าเองซะ ถ้ามีอุปกรณ์เสียหายก็อาจจะหักค่าขนมบางส่วนของเด็กเป็นการลงโทษก็ทำได้ (หวังว่าคงไม่มีใครเอาของที่แพงมากๆไปไว้ใกล้มือเด็กนะครับ ถือเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องระวังเองด้วยนะ เด็กเค้าไม่ได้รู้ด้วยว่าอะไรแพงอะไรไม่แพงนะ)

การคุมด้วยปัจจัยภายนอก(คือการตี)นั้น มีอิทธิพลต่อจิตใจน้อยมากในแง่ของการควบคุมพฤติกรรม ถ้าเด็กคิดว่าไม่มีใครเห็น เค้าก็ทำผิดเหมือนเดิมอยู่ดี

คนเราควรไม่ทำผิดเพราะเราเห็นอกเห็นใจคนอื่น ไม่ใช่ไม่ทำเพราะกลัวโดนลงโทษ เพราะแบบนั้นถ้าเค้าเห็นโอกาสว่าทำได้ ถึงมีคนเดือดร้อนเค้าก็ทำ

มันจะมีพ่อแม่บางคนบอก ถ้าตีลูกไม่ได้จะส่งไปให้คนอื่นเลี้ยงแทน มันก็ถือเป็นปัญหาสังคมอย่างนึงครับ
แต่ปัญหานี้ไม่ควรจะเป็นปัจจัยที่ทำให้พ่อแม่ตีเด็กได้ มันคนละเรื่องกัน และเอาจริงๆ ถ้าคิดแบบนั้นก็ควรจะคุมกำเนิดไปนะ

พวกเรากำลังพยายามพัฒนาให้สังคมก้าวหน้าไป ให้ประเทศเดินทางไปในทิศทางที่ดีขึ้น
การตีเด็ก พูดให้ชัดคือเป็นสิ่งที่ทำให้คุณภาพของประชากรลดลงในระยะยาว มันคือการขัดขวางการพัฒนาบุคลากรของประเทศในรูปแบบนึง

คนไทยปัจจุบันยังมีค่านิยมและทัศนคติที่ว่า "การตีคือการสอน" จะแก้เรื่องนี้ก็ต้องทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันในสังคมครับว่าการตีเด็ก มีแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลง

มีอีกกรณีคือการที่พ่อแม่สปอยเด็กจนเด็กเสียนิสัย เอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจใคร ไม่รู้ถูกผิด แบบนี้คือเด็กไม่ได้รับการสั่งสอนสิ่งที่ถูกต้องตั้งแต่แรกครับ
ถ้าพ่อแม่คู่นี้ตีเด็กไป บอกได้ว่านอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว เด็กคนนั้นนอกจากจะนิสัยเสีย เอาแต่ใจ ไม่สนใจใคร ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว ยังจะมีนิสัยใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาเพิ่มเข้ามาด้วยนะครับ คุณกำลังพยายามจะสร้างปีศาจฆาตกรขึ้นมาเหรอ?

หน้าที่ของพ่อแม่ต่อลูกมี อบรม-สอน-พัฒนา ถ้าคิดว่าตัวเองทำไม่ได้แน่ๆ ก็อย่ามีเลยครับ
การเลี้ยงลูกให้มีคุณภาพและเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ยอดเยี่ยมคนนึง มันเป็นทักษะ
อะไรที่เป็นทักษะ มันแปลว่าสิ่งนั้นฝึกฝนได้

การที่คุณอ่านมาถึงตรงนี้ เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้อย่างดีว่าคุณเองก็เป็นคนที่พร้อมรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่ดีกว่าเดิมเช่นกัน

ต้องยอมรับก่อนว่าตัวพ่อแม่ ตัวเด็ก หรือแม้กระทั่งสังคมเราเองก็ยังไม่ได้สมบูรณ์แบบ
อะไรที่ไม่สมบูรณ์แบบสิ่งนั้นดีขึ้นได้เสมอ ขอแค่ยอมเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ความรู้หรือนวัตกรรมใหม่ๆ หรืออะไรก็ตาม
แต่ถ้าคิดว่ารับมาแล้วมันจะแย่ คุณก็แค่ไม่ต้องนำไปใช้งาน ถูกมั้ยครับ?

แต่ในทางตรงข้าม ถ้าวันไหนคุณปิดใจ คิดว่าตัวเองดีเลิศที่สุดในจักรวาล ทำอะไรต้องถูกต้องเสมอ มีปัญหาก็เพราะคนอื่นผิดหมด เราต้องเป็นคนถูกละก็
ถ้าหากลูกคุณโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้คุณภาพในสังคมนี้ สุดท้ายคนที่จะเดือดร้อนจริงๆ ก็ตัวคุณเองนั่นแหละครับ คุณจะไปโทษเด็กอย่างเดียวก็ไม่ได้ล่ะนะ
คุณก็แค่ยังไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง

คนเราบางครั้ง หรือนานๆครั้ง ถ้ารู้ตัวว่าตัวเองทำผิดไปแล้ว หัดโทษตัวเองซะบ้างก็ดี สังคมจะได้น่าอยู่ขึ้นครับ

ส่วนคนที่เป็นลูก ถ้าวันไหนที่คุณรู้แล้วว่าตัวคุณเองก็ถูกพ่อแม่เลี้ยงมาแบบผิดๆ มีนิสัยที่บิดเบี้ยวไปเหมือนกัน และคุณรู้ตัวแล้วว่านิสัยที่มีปัญหามันมาจากการเลี้ยงดูนั่นเอง
ก่อนอื่นขอให้เข้าใจว่าพ่อแม่คุณเองเค้าก็หวังดีกับคุณนะครับ แต่เค้าก็แค่ไม่รู้วิธีเลี้ยงดูลูกที่ถูกต้อง 100% มาตั้งแต่ต้นเหมือนกันนะ
ตัวพ่อแม่เองเค้าก็ต้องลองผิดลองถูกมาเหมือนกัน เค้าพยายามทำให้ดีที่สุด แล้วมันก็มีผิดพลาดกันได้ เป็นเรื่องปกติ
ข่าวดีคือคุณตระหนักรู้แล้วว่านิสัยอะไรบางอย่างนั้นเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นต่อตัวคุณเองและต่อคนรอบข้าง
ถ้าคนๆนั้นรู้ตัวและอยากเปลี่ยนแปลง
"แม้แต่นิสัยเองก็สามารถเปลี่ยนให้ดีขึ้นได้ครับ"

อ้อ มันเป็นคนละกรณีที่ครูตีเด็กเพื่อระบายอารมณ์นะครับ
ใครจะโลกสวยบอกว่าไม่มีก็ตามใจนะ แต่ผมเคยเจอกับตัวเลย คนพวกนี้ไม่มีคุณสมบัติที่จะสอนใครทั้งสิ้นครับ เพราะถ้าแค่อารมณ์ตัวเองยังควบคุมไม่ได้ ก่อนจะสอนใคร ไปสอนตัวเองก่อนเลย
ถ้าคุณหงุดหงิดจนอยากจะระบายอารมณ์ คุณลองไปตีผู้ใหญ่ดูครับ เอาให้สุดแรงเลยนะ แล้วรอดูว่าผลที่ตามมามันจะเป็นยังไง

การตีเด็กทำไมมองว่าทำได้ แล้วทำไมให้ตีผู้ใหญ่คุณถึงไม่กล้าทำกันนะ?

ถ้าคนที่ไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงดี ไม่ได้จบสายดูแลเด็กมา คิดอะไรไม่ออก ก็แค่ปฏิบัติตัวกับเด็กคนนึงให้เหมือนกับที่ทำกับผู้ใหญ่ก็ได้ครับ
การให้เกียรติกันมันไม่เคยสร้างผลเสียอะไรตามมาอยู่แล้ว

All in สังคมสุขภาพดี

ปล. ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ คุณคิดยังไงกับผลโพลนี้ครับ🙄

เฟซเฟิสต์คลินิก - Face First Clinic 991/76 ถนนกวงเฮง ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ

04/08/2023

โดนแดดเวลา 10.00-14.00 น. คือช่วงเวลาที่ UV แรงที่สุด
"ไม่ดี" นะครับ
เสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังเปล่าๆปลี้ๆนะ

ถ้าอยากได้วิตามินดีจากแสงแดด เวลาที่เหมาะสมก็ต้องเป็นช่วงที่พระอาทิตย์ทำมุมเฉียงกับเราที่สุดถึงจะปลอดภัย

พูดแบบภาษามนุษย์ก็ 6.00-7.30 น. กับอีกช่วงก็ 16.30-18.00 น.
แต่ถ้าจะจำเป็นช่วงเวลานี้มันก็ใช้ได้ไม่เสมอไปเพราะแต่ละวันแดดมันก็ไม่ได้แรงเท่ากัน ขึ้นกับฤดูกาล เมฆ และปัจจัยอื่นๆ เช่นตำแหน่งที่ตั้งของประเทศด้วย

มันก็จะยากไปอีกถ้าจะบอกว่าแถบเส้นศูนย์สูตรจะโดนแดดแรงกว่าชาวบ้านเค้าถูกมั้ยครับ

เอาเป็นว่าถ้าเห็นว่าแดดมันแรงแบบตอนช่วงเที่ยงวันก็พยายามอย่าไปโดนครับ มีผลเสียต่อร่างกายมากกว่าผลดีนะ อันที่น่ากลัวจริงๆก็มะเร็งนั่นแหละ

ถึงบางคนบอกทาครีมกันแดดไปแล้ว ก็ไม่น่าโดนอยู่ดีครับ ยกเว้นว่าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็เดินในร่มเอาแล้วกัน

27/07/2023

ใครไม่อยากหูดับ อ่านเถอะครับ

เป็นได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กยันแก่เลย เพราะมันมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่โรคนี้ถ้าเป็นแล้วหูรักษาไม่ได้นะครับ มันดับแล้วดับเลยจริงๆนะ

โรคไข้หูดับ คือ ภาวะติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus Suis โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้ หนาวสั่น มีเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ ทำให้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คอแข็ง เกิดภาวะแทรกซ้อนหูดับถาวร หรือเสียชีวิตได้

เชื้อชนิดนี้อยู่ในเนื้อหมู และตายเมื่อโดนความร้อน

ในยุคที่หมูกระทะครองเมืองแบบนี้ ถ้ามีใครบอก "ห้ามไปกินเนื้อหมูนะ" ละก็
ไม่มีใครเชื่อหรอกครับ เพราะเป็นหมอเองก็ไม่เชื่อเหมือนกัน จะบ้าเหรอ อร่อยขนาดนี้ไม่กินได้ไง ไม่ด่ากลับไปก็บุญละเฮ้ย

หมอไม่ห้ามแบบนั้นแน่ๆ แต่จะบอกวิธีให้กินแบบปลอดภัยแทน ดีกว่ามั้ยครับ?
เอาเป็นข้อเลยนะจะได้จำง่ายกว่า สมมติเหตุการณ์ว่าคุณกำลังไปกินเนื้อย่างกับเพื่อนละกันนะ

1. ถ้ามันมีเชื้อในหมูดิบ คุณก็กินเฉพาะหมูที่สุกซะ ข้อ 1 คือแค่นี้เลย จะต้มจะย่าง ได้หมดครับ อย่าไปกินเนื้อที่มีสีแดงๆ ปนอยู่ มันเสี่ยงครับ บางคนบอก ไม่งั้นก็ไม่ทันกินสิหมอ เพื่อนแย่งกินหมด
เค้าแย่งชิ้นหูดับไปแล้วครับ ถ้าเป็นเพื่อนสนิทที่คุณหวังดีกับเค้า คุณช่วยให้ความรู้เค้านิดนึงครับ อะไรที่อันตรายก็อย่าพากันทำสิ เค้าแค่ไม่รู้เท่านั้นเองครับ

แต่ถ้าเพื่อนคนนั้นไม่ได้สนิทมากหรือเป็นคู่อาฆาตกันอยู่แล้วก็ปล่อยเค้ากินหมูดิบไปเลยครับ ไม่ได้บังคับให้กินนี่นา แค่ไม่คิดจะช่วยเท่านั้นเอง😅

2. แยกอุปกรณ์ที่สัมผัสเนื้อดิบกับเนื้อสุกให้เด็ดขาด
ว่าง่ายๆคือ ตะเกียบต้องมีคนละ 2 คู่ครับ

คู่แรก คีบหมูดิบ ผักดิบ เส้นอื่นๆที่ดิบลงหม้อย่างไฟฟ้าหรือเตาถ่าน หรืออะไรก็ตามแต่ที่ใช้ย่างเนื้อ
การพลิกด้านเนื้อขณะที่ย่างก็ใช้ตะเกียบคู่นี้เช่นกันครับ

คู่ที่ 2 ใช้คีบหมูที่ย่างเสร็จแล้วมาใส่จาน ใส่น้ำจิ้ม รึใส่ปาก ก็ตามสะดวกครับ ตะเกียบคู่นี้ห้ามให้สัมผัสหมูดิบเด็ดขาดครับ เพราะเดี๋ยวเชื้อแบคทีเรียจากหมูดิบมาติดที่ตะเกียบได้ แล้วถ้าเอาเข้าปากเมื่อไหร่ก็จบเลย

หลักการจริงๆมีแค่ว่าต้องไม่เกิดการสัมผัสกันระหว่างเชื้อในเนื้อหมูดิบกับปากของเราผ่านตะเกียบครับ

บางคนอาจมีตะเกียบคู่เดียวก็ได้นะ ถ้ามีอุปกรณ์คีบเนื้อดิบแยกมาให้ใช้
วิธีก็ใช้ที่คีบเนื้อคีบเนื้อดิบลงเตา พลิกด้านก็ใช้ที่คีบแหละ พอเนื้อสุกคุณค่อยใช้ตะเกียบส่วนตัวคีบจากเตามาจานของเรา
กรณีที่ปลายตะเกียบที่ใช้กินเผลอไปโดนเนื้อดิบบนเตาย่าง คุณจะเอาตรงปลายที่โดนไปแช่น้ำซุปที่เดือดในเตาอยู่ก็ได้ครับ แช่ไปเลย 1 นาที หรือถ้าเกรงใจเพื่อนก็ขอเปลี่ยนตะเกียบไปเลยดีกว่าครับ เพื่อความปลอดภัย

บอกไว้ก่อนว่าโรคนี้เจอคนเป็นทุกปี ปีละหลายๆคนด้วย แต่ไม่ค่อยออกข่าวหรอกครับ
ก็หวังว่าจะไม่มีผู้ติดตามเพจ All in สังคมสุขภาพดี เป็นโรคนี้กันนะครับ

ถ้าเห็นว่าเป็นโพสที่มีประโยชน์
ฝากกดไลค์ แชร์ และกดติดตามเพจด้วยนะครับทุกท่าน
ช่วงนี้รอเปิดคลินิกที่ศรีสะเกษอย่างเดียวเลย ไม่ค่อยได้บูสโพสทีละเยอะๆ ฝากทุกท่านช่วยกันแชร์ไปให้ทั่วจังหวัด รึทั่วประเทศไปเลยก็ยิ่งดีครับ
ว่ากันตามตรง มันก็ไม่ใช่โรคที่ป้องกันยากขนาดนั้นนะ แค่รู้หรือไม่รู้เท่านั่นเอง

24/07/2023

ช่วงนี้ไข้เลือดออกระบาด ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ
โดยเฉพาะเด็กๆ

บอกแค่นี้มันน้อยไป ไม่สมกับที่เป็นเพจหมอครับ
เอาวิธีการดูแลไปด้วยเลยดีกว่า

ไข้เลือดออก จะเป็นโรคที่มี 3 ระยะ

1. ระยะไข้สูง อยู่ประมาณ day 0-3
จะมีไข้สูง หนาวสั่น บางรายมีไอแห้งๆหรือมีน้ำมูกได้ อาการจะเหมือนไข้หวัดเลย ทำให้แยกยาก
การเจาะเลือดแบบทั่วๆไป ไม่มีประโยชน์ครับ ก่อนวันที่ 3 มันเจาะไม่เจอ ต้องเจาะเลือดแบบตั้งใจหาไข้เลือดออกเลย คือการตรวจ Antigen นั่นเอง ถามว่าจำเป็นมั้ย
ก็ต้องบอกว่ารู้ก่อนก็ดี แต่ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นครับ เพราะระยะนี้ไม่อันตราย ไม่ใช่ระยะที่คนตายกัน
ในเด็กเล็กระวังช็อคจากไข้สูงก็พอ ยาลดไข้ใช้พาราได้ครับแต่ยาตัวอื่นที่เป็นยาแก้อักเสบอย่าไปใช้นะ ถ้าเป็นพารา ไม่จำเป็นต้องกลัวเลย ให้กินพาราตอนไข้ขึ้นไปเลยดีกว่าต้องไปนั่งเช็ดตัวทั้งคืนครับ เพราะการไม่ได้พักผ่อนจะทำให้ร่างกายมีปัญหามากกว่ากินพาราตามโดสปกติเยอะมาก ระยะนี้ดื่มน้ำตามปกติครับ ไม่ต้องไปบังคับให้ดื่มเยอะเกินความจำเป็น

2. ระยะช็อคและเลือดออก อยู่ประมาณ day 3-7
เป็นระยะที่คนเสียชีวิตกันครับ อันตรายที่สุดก็ช่วงนี้แหละครับ
อาการที่สังเกตุได้คือ ไข้จะลง ใช่ครับ อ่านไม่ผิดนะ
ช่วงอันตรายที่สุดของไข้เลือดออกคือช่วงที่ไข้ลงครับ เป็นช่วงที่เกล็ดเลือดตกได้(เกล็ดเลือดทำหน้าที่หยุดเลือด ถ้าต่ำมากๆอาจมีเลือดออกที่อวัยวะภายในร่างกาย ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ค่าไม่ควรต่ำกว่า 1 แสน)
บางรายอาจมีอาเจียน กินไม่ได้ อ่อนเพลีย พบจ้ำเลือดเล็กๆตามตัว มีตับอักเสบได้ช่วงนี้ บางรายอาจมีเม็ดเลือดแดงข้นเพราะร่างกายเสียน้ำในเลือดไปได้ หรืออาจเลือดจางเพราะมีเลือดออกในอวัยวะภายในก็ได้ ทำให้ประเมินได้ยากมากๆแม้จะเป็นแพทย์เองก็ตาม ต้องดูอาการอื่นหรือผล้ลือดอื่นร่วมด้วยเอา
บางรายอาจมีความดันตกหรือช่วงความต่างของความดันต่ำกว่า 20 (เช่นความดัน 100/80,90/70,80/60) พวกนี้คือกำลังช็อคครับ เป็นช่วงที่ต้องให้น้ำแก่ร่างกายเยอะๆ ถ้าดื่มน้ำไม่ได้ก็ต้องฉีดเข้าไป(ให้น้ำเกลือนั่นเอง)
ระยะนี้มีทั้งคนที่อาการไม่รุนแรง เรียก Dengue fever
และคนที่อาการรุนแรง เรียก Dengue hemorhagic fever คือที่เพิ่มขึ้นมาแปลตามตัวว่า มีเลือดออก นั่นเองครับ
คนที่เป็นชนิดรุนแรงปกติก็ต้องนอนโรงพยาบาลนะ
แต่ในเบื้องต้นถ้ายังอยู่ที่บ้าน ถ้าเห็นเด็กหรือผู้ใหญ่ป่วยก็ตาม ต้องดื่มน้ำเยอะๆครับ น้ำเปล่านี่แหละ หรือถ้าจะให้ดีก็เป็นน้ำเกลือแร่ทางการแพทย์ก็ดีครับ เบื้องต้นอัดไปเลย 1-2 ลิตร/วัน (ในเด็กเล็กน้ำหนักไม่ถึง 30 กิโลอาจจะลอง 1 ลิตรก่อน)ไม่ต้องกลัว ดื่มแค่นั้นน้ำไม่เกินครับ เอาให้คนป่วยยังมีปัสสาวะออกอยู่นะ แล้วตอนไปปัสสาวะให้คนป่วยสังเกตุสีด้วยว่าเหลืองเข้มหรือว่าเหลืองอ่อน ปริมาณน้อยลงหรือไม่
ถ้าปัสสาวะสีเหลืองเข้ม เพิ่มน้ำที่ดื่มได้เลยครับ จะเป็น 2.5 ลิตรก็ยังได้ แต่ถ้าทั้งวันไม่มีปัสสาวะเลยแบบนั้นอันตรายครับ ตีรถไปโรงบาลได้เลย อย่าลืมเตรียมชุดไปนอนด้วย
ระยะนี้ถ้าผู้ป่วยซึมลง คุยไม่รู้เรื่อง อาการจะเกิดขึ้นเร็วมากๆ อันนี้ก็ต้องรีบเหาะไปโรงบาลเช่นกัน แปลว่าเป็นชนิดที่อาการหนักครับ

3. ระยะฟื้น day 7-10
เป็นระยะที่บอกได้ว่ารอดตายจากไข้เลือดออกแล้วครับ ไข้จะไม่มีเลย อาจมีผื่นแดงคันตามตัวได้
ถ้าหมอที่รักษาไข้เลือดออกเห็นอาการนี้ ในใจอาจจะคิดว่า เออ คนนี้รอดละเว้ย
อาการคันก็กินยาแก้แพ้ไปตามปกติได้เลยครับ มาถึงระยะนี้ถ้าก่อนหน้านี้ได้เข้าโรงบาลอยู่ หมอก็ให้กลับได้ครับ

จะเห็นว่ามันมีช่วงที่อันตรายคือระยะที่ 2 ครับ กรณีที่รู้ว่าเป็นไข้เลือดออกแล้ว อยู่บ้านคนเดียวถ้ามีปัญหาอะไรก็คงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จะไปนอนโรงพยาบาลช่วงที่มีโอกาสช็อค ก็ทำได้นะครับ ดีกว่านอนคนเดียว ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร

ปกติโรคนี้ใช้เวลารักษาประมาณ 1 สัปดาห์ครับ ถ้าเป็นหนักได้นอน รพ. โดนเจาะเลือดเพื่อติดตามอาการบ่อยจริงๆ ประมาณ 3-4 วัน แต่ถ้ามีติดเชื้ออื่นร่วมด้วยก็อาจได้นอนนานก็นั้นได้

อย่างที่บอกว่าตอนนี้ ไข้เลือดออกกำลังระบาดครับ ดูแลสุขภาพกันดีๆ
ถ้าอ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วยังงงๆ จะจำแค่ว่า ถ้าไข้ขึ้นให้กินยาลดไข้+ดื่มน้ำเยอะๆ 1-2 ลิตรไปเลย เอาให้ปัสสาวะใสๆ ไม่ข้น ถ้ามีอะไรผิดปกติตอนไข้เริ่มลงให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เตรียมของไปนอนโรงบาลไว้ได้เลย แค่นั้นก็ได้ครับ

All in สังคมสุขภาพดี

16/07/2023

รักษามาตรฐานของทุกท่านให้สูงเข้าไว้
"โดยเฉพาะในเรื่องของการเมือง"

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร อย่ายอมลดมาตรฐานของตัวเองเลยครับ

ยกตัวอย่างถ้าเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น คุณอาจอยากได้แฟนที่หน้าตาดี+นิสัยดี+มีฐานะดี
ทุกคนสามารถมีเกณฑ์ของตัวเองได้ครับ แล้วคนที่เข้ามาจีบคุณ ถ้าไม่ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการคุณก็มีสิทธิ์ปฏิเสธได้ และในอนาคตมาตรฐานของคุณก็อาจเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

ถ้าเป็นเรื่องการเมือง เช่น คุณอาจอยากได้นักการเมืองที่ไม่โกงเลย นั่นก็คือมาตรฐานของคุณ
คุณอาจต้องเลือกยากหน่อย บางคนก็เลือกอันที่ท่าทางจะโกงน้อยที่สุด ส่วนบางคนก็งดออกเสียงหรือไม่ไปเลือกตั้งซะเลยก็เป็นสิทธิ์ของคุณครับ แล้วคุณก็ทำงานไป ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตารออะไรขนาดนั้นหรอก ทุกคนต้องใช้ชีวิต แล้ววันดีคืนดีนักการเมืองที่ดูแล้วน่าจะไม่โกงเลยโผล่มา ตรงกับมาตรฐานของคุณ คุณค่อยไปเลือกเค้าก็ได้ หรืออาจจะเป็นตัวคุณเองที่ไปเป็นนักการเมืองที่ไม่โกงเลยคนนั้นก็ได้ ทุกอย่างเป็นไปได้หมดครับ

ในทำนองเดียวกันกับ สว. ส่วนใหญ่บอกว่าไม่ชอบคนแก้มาตรา 112 เลยไม่เลือก หน้างานส่วนใหญ่บอกสเป็คไว้แบบนี้(ส่วนหลังบ้าน สาเหตุจริงๆจะเป็นอะไรก็ไม่รู้ได้) เอาจริงๆ มันก็เป็นสิทธิ์ส่วนตัวของคุณครับที่จะไม่ชอบใคร

แต่..
การที่มีกฎหมายอนุญาตให้คนแค่ 250 คน มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำประเทศ มากกว่าคน 14 ล้านคนเนี่ย
ถ้าใครถามว่ามันใช่ระบอบประชาธิปไตยที่ยึดหลักว่าคนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันจริงรึเปล่า?
ก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่ครับ
มันไม่ใช่มาตรฐานของระบอบประชาธิปไตย กลุ่มคนที่ช่วยกันตั้งกฎหมายข้อนี้นี่แหละที่ทำให้มีปัญหา

แล้วข้อนี้นี่แหละครับที่เป็นสาเหตุที่ประชาชนต้องลุกขึ้นมาโวยครับว่ามันไม่ยุติธรรม หาทางแสดงออกอะไรบางอย่าง รวมไปถึงการร่วมกันไม่ซื้อหรือใช้บริการธุรกิจอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับ สว. เช่นกัน
ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบอะไรก็ตามที่เค้าไม่ชอบเหมือนกับที่ สว. หลายๆท่านไม่ชอบแคนดิเดตนายกคนนี้ครับ

ส่วน สส.ฝ่ายค้านทุกท่านมีสิทธิ์เต็มที่ว่าจะเลือก ไม่เลือก หรือว่างดออกเสียง ให้กับนายกคนไหนก็ตามที่ถูกเสนอชื่อมา
ใครที่ขัดมติของพรรคจะทำให้ทำงานลำบาก ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
คนที่เข้าใจหลักการของประชาธิปไตยจริงๆ ไม่มีใครว่าคุณในกรณีนี้ครับ

ส่วนเรื่องที่ สส.บางพรรคมี 2 มาตรฐาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งรอบนี้กับการเลือกตั้งรอบก่อนหน้านี้ที่มีสถานการณ์คล้ายกัน แต่การโหวตดันเป็นไปในทิศทางที่ตรงข้ามกัน
ไม่ว่าท่านจะพูดกล่าวอ้างไว้อย่างไร ถ้าการกระทำที่เกิดขึ้นมันดันไม่ตรงกับสิ่งที่ท่านพูดไว้ตั้งแต่แรก
ประชาชนบางส่วนอาจจะด่าว่าท่านตอแหลพวกเค้า มันก็เป็นเรื่องปกติครับ

ทั้งนี้ นี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของเพจเล็กๆเพจนึงที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองอะไร
แต่ผมอยากเห็นประเทศพัฒนาให้ดีขึ้นได้ การเมืองเป็นไปอย่างชอบธรรม มีความมั่นคง มีความโปร่งใส ประเทศมีเสถียรภาพและเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศครับ

อนึ่ง ไม่ว่าท่านจะเลือกพรรคการเมืองพรรคใด มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด สังกัดพรรคการเมืองพรรคไหนก็ตาม
ถ้าท่านป่วยแล้วมาเป็นคนไข้ของผม ผมก็ต้องให้คำแนะนำและรักษาท่านอย่างสุดความสามารถ ให้ท่านมีคุณภาพของการรักษาและคุณภาพชีวิตหลังการรักษาที่สูงที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ เหมือนกับที่ผมทำให้คนไข้ของผมทุกคนอยู่ดีครับ

นพ.ยศวรรษ นวลประเสริฐ
All in สังคมสุขภาพดี

11/07/2023

อย่าขอนอนโรงพยาบาลถ้ายังไม่รู้เรื่องนี้

ตอนแรกคิดหนักเลย จะอธิบายเรื่องนี้ยังไงให้เข้าใจง่ายๆดี ขอตีเป็นตัวเลขละกันครับ

สมมติให้
ภูมิคุ้มกันของร่างกายตอนปกติ เป็น ภูมิ100%
ภูมิคุ้มกันของร่างกายตอนเสียชีวิต เป็น ภูมิ0%
เชื้อโรคในสิ่งแวดล้อมทั่วไป เป็น เชื้อ100%
ภาวะที่ไม่มีเชื้อโรคเลย เป็น เชื้อ0%

ทีนี้ร่างกายตอนป่วย ภูมิคุ้มกันมันตกอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะโรคที่เป็นเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ไตเสื่อม ยิ่งถ้าเป็นมายาวนานแบบคุมโรคไม่อยู่ภูมิจะตกลงเรื่อยๆ แถมบางคนไม่ได้เป็นแค่โรคเดียวด้วยสิ
ภูมิอาจจะอยู่ระหว่าง 20%-80% ต่างกันไปในแต่ละคน เอากลางๆก็ให้คนป่วยเป็น ภูมิ50% ละกันครับ

เชื้อโรคต่างๆในแต่ละสภาพแวดล้อมก็ต่างกันไปครับ ยังไงก็มี 100% ครับ แต่เชื้อพวกนี้ถ้าภูมิคุ้มกันร่างกายปกติดีก็ทำอะไรเราไม่ได้

เวลาที่มีการระบาดของเชื้อ เช่น กรณีโควิดที่ติดต่อทางอากาศได้ เวลาที่เราไปอยู่ใกล้กับคนที่ติดเชื้อ อากาศตอนนั้นมีเชื้อแปลกปลอมที่ทำให้ติดเชื้อง่ายกว่าปกติอยู่ครับ คือเชื้อโควิดนั่นเอง สมมติให้เป็นเชื้อ200%

ตอนนี้ถ้าเอาภูมิคุ้มกันของร่างกายกับเชื้อโรคมาเทียบกันนะครับ

ภูมิ100% vs เชื้อ100% >ภูมิชนะ ไม่ติดเชื้อครับ นี่คือสภาวะปกติ

ภูมิ50% vs เชื้อ100% >เชื้ออาจจะชนะ คนป่วยมีโอกาสติดเชื้อในอากาศทั่วๆไปที่บ้านก็ได้ครับ นี่คืออยู่ในอากาศปกติที่ไม่ได้มีโรคอะไรระบาดด้วยนะ

ภูมิ100% vs เชื้อ200% >เชื้ออาจจะชนะ ทำให้คนปกติก็ติดเชื้อได้ครับถ้าไปเจอเชื้อจำนวนที่มากพอ อันนี้คือสถานการณ์แบบตอนมีโรคระบาดที่ผ่านมา

ภูมิ50% vs เชื้อ200% >มีโอกาสติดเชื้อสูงครับ แล้วอาการจะรุนแรงกว่าปกติด้วย
เป็นสาเหตุให้คนที่มีโรคประจำตัวทุกคนต้องได้รับยาต้านไวรัสโควิดกรณีที่ติดเชื้อ
เป็นเกณฑ์มาให้แพทย์เลยครับ (ถึงในบางที่อาจจะให้ยาได้จริงไม่ครบ 100% ก็ตาม แต่ในประเทศเราเองก็มีมาตรฐานในการรักษาอยู่นะ)

แต่มันจะมีที่นึงที่เอาคนที่ติดเชื้อไปนอนรวมกันอยู่..
ใช่ครับ โรงพยาบาลไง มีเชื้อก่อโรคแบบเข้มข้นเลย แบบที่ดื้อยาก็อยู่ในนั้นแหละ ขอตั้งให้เป็น เชื้อ1,000%

เชื้อ1,000% นั้น
vs ภูมิ100% > ติดเชื้อครับ คนปกติก็ติดได้ เสียชีวิตได้
vs ภูมิ50% > ติดเชื้อแถมอาการหนักได้ง่ายมากๆ เสียชีวิตเป็นเรื่องปกติที่เจอได้ทุกวัน บางที่วันละหลายๆคน

จะเห็นว่าต่อให้สุขภาพแข็งแรงดีขนาดไหนก็ตาม ถ้าไปเจอเชื้อในโรงบาลก็มีสิทธิ์ติดเชื้อตายได้เหมือนกันทุกคน

ยิ่งเป็นโรงพยาบาลใหญ่ที่มีคนไข้เยอะๆ มานอนรวมกันอยู่เนี่ย เชื้ออาจจะไม่ใช่แค่ 1,000% แต่เป็น 10,000% ก็เป็นได้
ในทางกลับกัน ในโรงพยาบาลที่คนไม่เยอะมาก ถ้ามีระบบทำความสะอาดดีๆ เชื้ออาจมี 101-1,000% ก็ได้(ยังไงก็ไม่มีทางสะอาดกว่าสิ่งแวดล้อมภายนอก รพ.ได้ครับ)

นี่ก็เป็นความเสี่ยงที่คนทั่วไปต้องทราบครับ ว่าการนอนโรงบาลไม่ได้มีแต่ข้อดีเสมอไป ความอันตรายของมันก็มี
บางคนขอหมอให้ admit นอนโรงบาลรัฐแทนนอนโรงแรมเลยครับเพราะว่าให้นอนฟรี มันมีคนแบบนี้อยู่จริงๆนะ แล้วหมอบางคนก็ขี้เกียจเถียงคนไข้ ยอมเขียนให้เลย

และแน่นอนว่าเคสที่ติดเชื้อแล้วก็ตายฟรีก็มีอยู่จริงเช่นกัน

แต่ถามว่าจะมีใครออกมายอมรับมั้ยว่าที่คนไข้ตาย มาจากการติดเชื้อในโรงบาล ถ้าไม่มานอนโรงบาลก็คงไม่ติดเชื้อตายหรอก
ใครจะบอกล่ะครับ?

เป็นเรื่องที่รู้ๆกันว่ามันมีอยู่นะแต่ไม่ขอพูดถึง คนที่ไม่รู้ก็ปล่อยให้ไม่รู้ต่อไป

All in สังคมสุขภาพดี

ฝากกด like ที่เพจด้วยนะครับ
ขอบคุณมากครับ

Photos from เฟซเฟิสต์คลินิก - Face First Clinic's post 03/07/2023

หมอบางคนบอกโรคไตดีขึ้นไม่ได้(หลายๆคนเลยแหละ หมอเฉพาะทางบางคนยังพูดเลย)

อย่าพึ่งเชื่อ อย่าพึ่งเสียกำลังใจครับ ไม่มีโรคอะไรที่ดีขึ้นไม่ได้หรอก ตัวโรคบางโรคมันไม่หายขาดก็จริง แต่ทำให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้อยู่แล้ว ถ้ารู้วิธีการ

โรคไตเองก็ทำให้ดีขึ้นได้ครับ จะให้ลงผลเลือดแบบเทียบเป็นตัวเลขกันไปเลยก็ได้ เดี๋ยวผมลงให้ดู

โรคไต มี 5 ระยะ ยิ่งเลขเยอะยิ่งไม่ดี ใครไปถึงระยะ 5 สุดท้ายก็ได้ฟอกไต (กลับไปอ่านโพสเก่าเกี่ยวกับโรคไตได้ครับ)
ตามรูปเนี่ย ค่าไตจากไตเสื่อมระยะ 4 กลับมาระยะ 3 ในเวลา 2 เดือน

เห็นแบบนี้แล้ว ดีขึ้นได้รึยังครับ?
ผมไม่ได้ใช้อาหารเสริมอะไรเลยด้วยนะ
อาหารเสริมบางเจ้าอาจจะได้ผลจริงก็ได้ อันนี้ไม่กล้าพูดว่าไม่มี แต่ที่ผมไปเจอที่คนไข้ใช้อยู่ มันยังไม่มีตัวที่ได้ผลจริงๆเลยซักตัวเท่านั้นเอง

อยากให้ทราบว่าหมอหรือแพทย์นั่นแหละ เป็นผู้เชี่ยวชาญแขนงนึงครับ คือด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ส่วนการเรียนต่อเฉพาะทางคือเรียนเจาะลึกลงไปในสาขาวิชานั้นๆ เช่น กุมารคือเรียนลึกไปในโรคที่เด็กเป็น สูตินรีเวชจะเรียนลึกไปในโรคในผู้หญิง ศัลยศาสตร์ก็เรียนโรคที่ต้องผ่าตัดและเรียนวิธีผ่าให้พร้อม

แต่อยากให้คนไข้ทุกท่านระลึกเสมอว่า ทุกๆคำที่แพทย์พูด ไม่จำเป็นต้องถูกต้อง 100% ครับ แม้ว่าคนๆนั้นจะเรียนจบเฉพาะทางมา 82 สาขา 47 กระบวนท่า รึอะไรก็ตาม

หมอทุกคนก็เป็นคนธรรมดาเหมือนคุณๆ ทุกคนนั่นแหละครับ ไม่ใช่ผู้วิเศษ ไม่ใช่เทพเจ้า ไม่ได้รู้แจ้งทุกอย่างในจักรวาลนี้ เพราะงั้นก็ผิดพลาดได้ มีเรื่องที่ไม่รู้ หลงลืมบางอย่างไปบ้างก็เจอเป็นเรื่องปกติ ยิ่งความรู้ทางการแพทย์เดี๋ยวนี้เค้าอัพเดทกันทุกวินาทีครับ

โรคอะไรที่ตอนนี้ยังรักษาไม่ได้ ยังหาสาเหตุไม่เจอ
ไม่แน่ว่าอีก 5 นาทีข้างหน้า อาจจะเจอสาเหตุและวิธีรักษาขึ้นมาบนโลกนี้แล้วก็ได้ ใครจะไปรู้ อันนี้คือข้อเท็จจริงเลย

เพราะงั้นคนไข้ทุกคนไม่จำเป็นต้องสิ้นหวังเพราะคำพูดของหมอรึใครก็ตามเลยครับ

อีกกรณีที่ต้องสนใจคือ ทุกคนบนโลกนี้ไม่ได้เป็นคนดีทุกคน แพทย์ทุกคนก็มีทั้งแพทย์ที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป เช่นกัน
หมอบางคนอาจตั้งใจมาหลอกเอาเงินจากคนไข้ของเค้าเลย ส่วนตัวผมเองก็เคยเจอหมอแบบนี้มาแล้ว

เป็นคนละกรณีกับเรื่องความไม่รู้นะครับ ถ้าใครไปเจอต้องช่วยกันกวาดล้างให้หมด ปล่อยไว้อันตรายกับสังคมมากครับ ใครไปเจอที่ไหนก็แจ้ง สสจ. จังหวัดนั้นๆให้มาตรวจสอบไปเลย

และแน่นอน บางเรื่องผมอาจจะพูดผิดไป โพสนี้อาจพูดไม่ถูกใจใครหลายๆคนก็เป็นได้ เพราะผมก็เป็นคนธรรมดาเหมือนผู้อ่านทุกท่านนี่นา

แต่สุดท้ายนี้ก็ยังอยากยืนยันว่า โรคไตเสื่อม มันมีวิธีให้ตัวโรคดีขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องฟอกไตจริงๆนะ

All in สังคมสุขภาพดี

02/07/2023

ทำไมถึงรู้ว่าจะแต่งงานกับคนๆนี้

เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา ลองผิดลองถูกมาตลอด ทำให้รู้ชัดเลยว่าอะไรที่มันไม่ใช่ ทำให้ไม่เสียเวลาตั้งแต่แรกไง

ยกตัวอย่างจากเหตุการณ์จริงมาดัดแปลงนิดหน่อยให้เข้าใจง่ายๆดีกว่า

มีเพื่อนผู้หญิงคนนึงมาปรึกษา เอาเป็นว่าชื่อเอละกัน : แก แฟนเราเค้าดูแลเราดีมาก คอยเอาใจเราทุกอย่าง แถมบ้านฐานะดีมาก แต่เค้าไปมีอะไรกับคนอื่นอยู่อีกหลายคน เราจะทำยังไงดี?
ผม : แล้วเอยอมรับได้มั้ยล่ะ ที่เค้าจะมีอะไรกับผู้หญิงคนอื่น
เอ : มันก็คงไม่มีผู้หญิงคนไหนรับได้หรอกมั้ยแก

(ไม่จริงครับ ตรงนี้ผมอยากเถียงคอขาดเลย ผู้หญิงหลายคน"ยอมรับได้" ที่แฟนหรือสามีของตัวเองมีคนอื่นครับ ลองหาดูดีๆ แล้วจะรู้ว่ามีเยอะเลย
ต้องเข้าใจว่า ยอมรับได้ไม่เท่ากับไม่เสียใจนะ มันคนละเรื่องกัน)

จากบทสนทนา 4 ประโยคนี้ ตรงนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ อย่าเอาไปดราม่าไม่เข้าเรื่องนะ
Fact ที่จับได้คือ
-เอ เป็นแฟนกับผู้ชายคนนั้น สมมติให้ผู้ชายชื่อ เสว ละกัน
-นายเสวเป็นคนที่"รู้วิธีทำให้ผู้หญิงชอบ" รู้ว่าต้องทำยังไงผู้หญิงถึงจะรักนายเสว เรียกได้ว่ามีชั้นเชิงในการจีบสาวนั่นแหละ
-ด้วยความที่นายเสวเป็นคนมีเสน่ห์ รวย คารมดี รึอะไรก็ตามทำให้หาผู้หญิงมามีอะไรกันได้หลายคน
-เออยากได้ผู้ชายคนนี้ แต่ในเวลาเดียวกันก็อยากให้นายเสว เปลี่ยนแปลงตัวเองเวลาที่คบกันอยู่
-เอกำลังสับสน เพราะถ้าไม่สับสน ก็คงไม่ถาม
เอาแค่นี้ก่อนละกันครับ

ผมขอนอกเรื่องหน่อยนะ ทุกคนเคยสอบเข้ามหาลัยมั้ยครับ?
ผมเคย สอบเข้าคณะแพทย์ครั้งนึง จำได้ว่าสมัยนั้น ตอนนั้นมี 7 วิชาให้สอบ
เกณฑ์สอบผ่านขั้นต่ำคือ คะแนนรวมแล้วต้องเกิน 50% และต้องไม่มีวิชาไหนที่ได้ต่ำกว่า 30 คะแนน

เพื่อนผมคนนึง คะแนนรวมทำได้ 49.8% ขาดไปข้อนึงก็ผ่านแล้ว ทุกวิชาทำได้เกิน 30 หมดเลย ถ้าคุณเป็นกรรมการคุมสอบคุณให้ผ่านมั้ยครับ?

อีกคนนึง ทำคะแนนได้สูงมาก 90+ ทุกวิชาเลย แต่ดันมีวิชาที่ไม่ถนัดวิชานึงคือคณิตที่ดันทำได้ 29 คะแนน คนนี้คุณจะให้ผ่านมั้ย?

สรุปว่าก็ไม่ผ่านครับ ได้ไปเรียนคณะอื่น
คำถามคือคุณคิดว่าคณะแพทย์ใจร้ายมั้ยที่ให้ 2 คนนี้ไม่ผ่าน แล้วถ้า 2 คนนี้ไปฟ้องต่อศาลว่าคณะใจร้ายมากที่ไม่ให้สอบผ่าน อีกแค่คะแนนเดียวเอง คิดว่าจะฟ้องชนะมั้ยครับ?

ศาลคงตลก แล้วบอกจะฟ้องอะไรของคุณ ยกฟ้อง
ฟ้องแบบเดิม 10 ครั้งก็คงยกฟ้อง 10 ครั้ง
ถามว่าทำไมคณะแพทย์เป็นฝ่ายถูกเสมอล่ะ เพราะเค้าแจ้ง"เกณฑ์ขั้นต่ำที่สุด"ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าคะแนนรวมต้องเกิน 50% นะและทุกวิชาต้องเกิน 30 คะแนนด้วยไง

ทีนี้ก็กลับไปหาเรื่องของเอกัน
ที่ผมถามคือ เอรับได้มั้ย ที่จะคบกับผู้ชายที่คบซ้อน ว่างั้นเถอะ
ใช่ครับ ผมกำลังถามหา"เกณฑ์ขั้นต่ำสุด"ของเออยู่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เอต้องตอบตัวเองให้ได้ครับว่ามันมีอะไรบ้าง

ต่อให้นายเสวมีข้อดีอีก 2,000 ข้อ แล้วมีข้อเสียแค่ข้อเดียว แต่มันดันเป็นข้อเสียที่เอรับไม่ได้ มันก็จะเป็นไปตามนั้นแหละครับ

ถ้าสุดท้ายเอกลับไปคบกับนายเสวต่อ แล้วเอาปัญหาเดิมกลับมาถามผมอีก
ผมก็คงตลกแล้วบอก ถามอะไรของเอ
ถามมา 10 รอบ คำตอบก็เหมือนเดิม 10 รอบเหมือนศาลเลยครับ

กลับไปคำถามแรกสุดที่รู้ว่าคนนี้ใช่แล้วล่ะ
ก็เพราะไม่มีนิสัยเสียของเค้าซักข้อเลย ที่ผมรับไม่ได้ไงครับ

คนเรามีข้อดีข้อเสียหมดแหละ ข้อดีใครๆก็ชอบ ข้อเสียทุกคนก็ไม่อยากให้มี
แต่"ข้อเสียที่รับไม่ได้เลย"ของคู่ของคุณน่ะ มันต้องไม่มีในคนที่คุณคิดจะอยู่กันไปยาวๆครับ ถ้าแค่ค้างคืนมันก็ได้แหละแต่จะไม่มากไปกว่านั้น

เพราะถ้ามันมีขึ้นมาแม้แต่ข้อเดียว ก็คงต้องหยุดความสัมพันธ์ตั้งแต่ตอนคุยรึตอนเป็นแฟนกันละครับ การจบความสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรเลย

มันดีกว่าการที่คุณทนคบกันไปจนคุณแต่งงาน มีลูก แล้วคุณมาค้นพบตัวเองทีหลังว่าคุณทุกข์ใจชิบหายเลยเวลาอยู่กับคนนี้ แต่แต่งงานคืออยู่กันไปจนตายไง

ในระหว่างที่เป็นแฟนกัน คนปกติทุกคนมีสัญชาตญานที่จะพยายามปิดบังข้อเสียของตัวเองทั้งนั้นแหละครับ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันปิดบังได้ไม่ตลอดหรอก คบกันไป ใช้เวลาด้วยกันก็รู้อยู่ดี

แต่ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามซ่อนข้อเสียไว้แบบสุดๆ คนอะไรมีความลับเยอะชิบหาย
ส่วนใหญ่เค้ารู้ตัวแหละครับว่าคุณรับเรื่องนั้นๆของเค้าไม่ได้ ถ้าจับได้ก็อย่าเสียเวลาเลยครับ

ทุกคนคาดหวังในอนาคตที่ดีกว่าปัจจุบันของตัวเองได้เสมอ มันไม่มีที่สุดครับ
คนเราสามารถดีขึ้นได้เรื่อยๆ มีความสุขได้ด้วยตัวเองตลอดเวลา

เชื่อว่าคนเรา หากจะมีร่างกายที่สมบูรณ์ได้ จิตใจต้องไม่พัง สังคมรอบตัวต้องดีด้วยครับ

All in สังคมสุขภาพดี

29/06/2023

กรณีข่าวที่คนไข้ท้องเสียแล้วมือกับเท้าเน่านั้น
เกิดขึ้นได้ครับ แต่มีโอกาสเจอได้น้อยมากๆ

มันเกิดเมื่อร่างกายเสียน้ำไปในปริมาณมาก จนคนไข้มีภาวะช็อค
น้ำหายไปจากร่างกายในปริมาณที่มากจนความดันตก เลือดไปเลี้ยงอวัยวะได้ไม่เพียงพอ อย่าลืมว่าเลือดก็เป็นน้ำนะครับ

ทีนี้ตรงไหนที่จะขาดเลือดได้บ้าง ก็ต้องบอกว่ามันขาดได้ทั้งตัวนั่นแหละครับ
ไม่ว่าจะเป็นสมอง ขาดเลือดไปเลี้ยงก็เป็น stroke
หัวใจ ขาดเลือดก็เป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ไต ขาดเลือดก็ไตวายเฉียบพลัน
ลำไส้ ขาดเลือไปเลี้ยงก็ไส้เน่าได้
รวมไปถึงบริเวณปลายมือปลายเท้าตามในข่าวครับ ส่วนปลายมันขาดเลือดได้ง่ายกว่าส่วนต้นแขนกับต้นขาอยู่แล้ว

ทีนี้จุดประสงค์ของโพสนี้คือ บอกวิธีที่จะทำให้ไม่เกิดกับเรา
ใช่ มันป้องกันได้ครับ

เวลาที่คุณเสียน้ำไปมากๆ ไม่ว่าจะเป็นจากทางเหงื่อ ทางอุจจาระ ทางปัสสาวะ หรือจากการเสียเลือดก็ตาม

สิ่งที่คนทั่วไปทำได้เป็นอันดับแรกคือ ดื่มน้ำให้มากเข้าไว้ครับ ทดแทนน้ำที่เสียไปให้ได้ก่อนนั่นเอง

ถึงต่อให้คุณจะเป็นโรคที่ต้องจำกัดน้ำ เช่น โรคไตระยะสุดท้าย รึโรคหัวใจก็ตาม ถ้าคุณท้องเสียมากๆ หรือร่างกายเสียน้ำให้เห็นกันชัดๆ ขนาดนั้นแล้ว เบื้องต้นการรักษาขั้นแรกก็ยังเป็นการให้สารน้ำแก่ร่างกายให้เพียงพออยู่ดีครับ ไม่มีความจำเป็นต้องกลัวน้ำเกินเลย

ทีนี้มันก็จะมีรายละเอียดอื่นๆ ยิบย่อยต่างกันไปในแต่ละโรค
อย่างเช่น กรณีที่ท้องเสีย น้ำที่ดื่มไม่ควรจะมีน้ำตาลเป็นส่วนผสม เพราะมันมีกรณีที่ทำให้ยิ่งถ่ายหนักขึ้นได้ เลยควรจะดื่มเป็นน้ำเกลือแร่ เกลือแร่ที่ใช้ในการแพทย์นะครับ พวกเกลือแร่ที่ใช้ในการออกกำลังกายมีน้ำตาลผสมนะ มากด้วย ยิ่งดื่มยิ่งถ่ายนะ ถ้าไม่มีผงเกลือแร่ ดื่มน้ำเปล่าก็ได้ครับ
ปริมาณที่เหมาะสม ไม่ต่ำกว่า 3 เท่า ของน้ำที่ถ่ายออกมาครับ และจะปรับเพิ่มการให้น้ำหรือไม่ก็ดูตามอาการ ซึ่งให้แพทย์ที่รักษาเป็นคนตัดสินใจเถอะครับ

อาการท้องเสีย มีทั้งแบบเบา แล้วก็แบบรุนแรง สังเกตได้จากหลายอย่าง เช่น 
จำนวนครั้งที่ถ่าย(เกิน 5 ครั้งถือว่าเยอะละครับ)
ลักษณะอุจจาระที่ออกมา(ถ้ามีมูกหรือเลือดปน แปลว่าต้องพบแพทย์รับยาละครับ)
ปริมาณน้ำในอุจจาระที่ออกมา(อันนี้ดูยากครับ แต่ถ้าเรามีเครื่องช่างน้ำหนักอยู่แล้ววันที่มีอาการช่างไว้พอดี ก็จะบอกได้ว่าน้ำหนักหายไปขนาดไหน ถ้าบอกแพทย์ก็จะรู้ครับ เพราะน้ำ 1 ลิตร = 1 กิโลกรัมนั่นเอง คนทั่วไปที่รักษาสุขภาพปกติก็แนะนำให้ช่างน้ำหนักทุกวันในตอนเช้าอยู่แล้วครับ)
มีอาการไข้ อ่อนเพลีย วิงเวียนบ้านหมุนร่วมด้วย แปลว่าไม่ใช่ท้องเสียธรรมดาแล้วครับ อันนี้ก็ต้องไปรักษานะ

ที่สำคัญอีกอย่างคือ มีอาการอาเจียนร่วมด้วยรึเปล่า เพราะถ้าอาเจียนออกมา มันก็ดื่มน้ำไม่ได้ถูกมั้ยครับ แบบนั้นแหละที่อันตรายเพราะคนไข้ก็จะไม่อยากดื่มอะไรเลย เพราะกลัวอาเจียน สุดท้ายร่างกายก็จะขาดน้ำ ถ้าเป็นหนักอาจเสียชีวิตได้เลยนะ (ไม่ใช่แค่คนที่ท้องเสียอย่างเดียว คนที่เป็นไข้เลือดออกรึโรคอะไรก็ตาม แล้วอาเจียนมากๆ ถ้าร่างกายขาดน้ำก็ตายได้เหมือนกัน)

เพราะงั้น ถ้าอาเจียนหนักมากจนดื่มน้ำไม่ได้ ก็จำเป็นต้องให้น้ำทางอื่น คือการให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดนั่นเองครับ

พวกนี้เป็นรายละเอียดที่ "ควรมีในการศึกษาขั้นพื้นฐาน" ครับ แค่ประมาณระดับมัธยมต้นก็อ่านรู้เรื่องแล้วนะ
ไม่ใช่ความรู้เชิงลึกที่ต้องเรียนแพทย์เท่านั้นถึงจะรู้เลย เพราะมันไม่ได้เข้าใจยากขนาดนั้น
นี่เป็นแค่วิธีการดูแลร่างกายตัวเองเบื้องต้นเท่านั้นเอง

วิชาสุขศึกษาปัจจุบันสอนอะไรที่ใช้ได้จริงและได้ใช้จริงในชีวิตบ้าง อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ แต่ถ้าสอนให้รู้ตั้งแต่เด็ก โตมาจะใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

ไม่งั้นจะมีเคสแบบถ่ายเหลว 1-2 ครั้ง ไม่มีอาเจียน ปวดท้องบีบๆตอนถ่าย แล้วออกไปโรงบาลเลย

พอไปถึงโรงบาลได้นั่งรอคิวรอพบแพทย์ บังเอิญกระหายซื้อน้ำมาดื่มรอ พอถึงคิว ร่างกายมันไม่ขาดน้ำแล้ว ไม่ถ่ายแล้ว หมอตรวจละมันก็ปกติหมดเลย ทั้งที่ยังไม่ได้รักษาอะไรเลย หายเองซะแล้ว แต่คนไข้อุตส่ามารอทั้งวันแล้ว กลัวมาเสียเที่ยวก็จ่ายยาไปหน่อยละกัน

เหมือนเป็นเรื่องตลกนะแต่เคสแบบนี้ ถ้าอยู่ในโรงบาลผมเจอทุกวันเลยครับ😅

All in สังคมสุขภาพดี

Telephone

Website

Address


กวงเฮง
Si Sa Ket
33000

Opening Hours

Monday 08:00 - 20:00
Tuesday 08:00 - 20:00
Wednesday 08:00 - 20:00
Thursday 08:00 - 20:00
Friday 08:00 - 20:00
Saturday 08:00 - 20:00
Sunday 08:00 - 20:00