Candleman
ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Candleman, ครีเอเตอร์ดิจิทัล, Si Racha.
”ลงทุนแบบยั่งยืนเพื่อออกมาใช้ชีวิตก่อนวัยเกษียณ“
โพสต์เนื้อหาข่าวสารต่างๆในแวดวงการลงทุน,วิเคราะห์หุ้นไทย, หุ้นต่างประเทศ ,อัพเดทสถานการณ์เศรษฐกิจโลก,เทคโนโลยีใหม่ๆ หากมีอะไรน่าสนใจจะเอามาแชร์ครับ
thanks for follow, like, share - candle man.
03/06/2026
หุ้นการเงินในตลาดหุ้นไทย ไม่ได้มีแค่ “ธนาคาร”
จริงๆ แล้วในกลุ่มนี้แบ่งได้หลายประเภท และแต่ละประเภทก็หาเงินต่างกัน
🏦 กลุ่มธนาคาร เช่น
BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB, BAY, TISCO , KKP
ธุรกิจหลักคือรับฝากเงินแล้วนำไปปล่อยสินเชื่อ กำไรส่วนใหญ่มาจากส่วนต่างดอกเบี้ย
💳 กลุ่มบัตรเครดิต เช่น
KTC, AEONTS
เน้นบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และสินเชื่อผู้บริโภค
🚗 กลุ่มจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อรถ เช่น
TIDLOR, MTC, SAWAD, SAK,
ปล่อยสินเชื่อโดยใช้รถเป็นหลักประกัน ลูกค้าหลักคือรายย่อยและเจ้าของกิจการขนาดเล็ก
🚚 กลุ่มสินเชื่อรถยนต์และรถบรรทุก เช่น
TISCO, KKP, THANI
เชี่ยวชาญสินเชื่อรถยนต์ รถบรรทุก และสินเชื่อเช่าซื้อ
🏢 กลุ่มโฮลดิ้งการเงิน เช่น
TCAP, LHFG
ไม่ได้เน้นปล่อยกู้โดยตรง แต่ถือหุ้นในธุรกิจการเงินและรับผลตอบแทนจากการลงทุน
หลายคนมองว่าหุ้นกลุ่มการเงินเหมือนกันหมด
แต่จริงๆ แล้ว BBL กับ TIDLOR มีลูกค้าไม่เหมือนกัน
KTC กับ THANI ก็ทำธุรกิจคนละแบบ
สิ่งที่น่าสนใจในหุ้นกลุ่มนี้คือ
✅ ธุรกิจเข้าใจไม่ยาก มั่นคง ปลอดภัย
✅ มีกระแสเงินสดชัดเจน
✅ หลายบริษัทจ่ายปันผลต่อเนื่อง yield 5% ขึ้นไป
✅ ซื้อสะสมระยะยาวได้ แต่ควรจะหาจังหวะที่ย่อจริงดีที่สุด
แน่นอนว่าไม่มีหุ้นตัวไหนสมบูรณ์แบบ
ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี หนี้เสียอาจเพิ่มขึ้น
ช่วงดอกเบี้ยเปลี่ยน กำไรก็อาจได้รับผลกระทบ
แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว
การถือหุ้นการเงินคุณภาพดี ในราคาที่เหมาะสม
แล้วปล่อยให้เงินปันผลทำงานไปเรื่อยๆ
ยังเป็นหนึ่งในวิธีสร้างความมั่งคั่งที่เรียบง่ายและน่าสนใจเสมอ
#การลงทุน #หุ้นไทย #หุ้นปันผล #ตลาดหลักทรัพย์ #หุ้นดี #หุ้นไทยวันนี้ #วิเคราะห์หุ้น #การเงิน #เศรษฐกิจ #นักลงทุน #ข่าวหุ้น #หุ้นเด่น #ลงทุนหุ้น #การลงทุนระยะยาว #เกษียณสําราญ
03/06/2026
รู้จักหุ้นพลังงานและปิโตรเคมีไทย
กลุ่มพลังงานถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่การสำรวจน้ำมันและก๊าซ การกลั่นน้ำมัน การจำหน่ายเชื้อเพลิง ไปจนถึงการผลิตเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
หุ้นในภาพแต่ละตัวทำธุรกิจแตกต่างกัน ดังนี้
PTT (PTT)
บริษัทพลังงานแห่งชาติของไทย ธุรกิจครอบคลุมทั้งน้ำมัน ก๊าซ โรงกลั่น ปิโตรเคมี และสถานีบริการ เป็นบริษัทแม่ของหลายบริษัทในภาพ
-
PTT Exploration and Production (PTTEP)
ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รายได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก
-
PTT Global Chemical (PTTGC)
ผู้ผลิตปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์รายใหญ่ของไทย ผลิตเม็ดพลาสติก วัตถุดิบอุตสาหกรรม และเคมีภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ
-
IRPC (IRPC)
ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีแบบครบวงจร ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงและเม็ดพลาสติก
-
Thai Oil (TOP)
โรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย รายได้หลักมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันดิบกับผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
-
Star Petroleum Refining (SPRC)
ผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน เน้นธุรกิจกลั่นเป็นหลัก
-
Susco (SUSCO)
ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกพลังงาน
-
PTG Energy (PTG)
เจ้าของปั๊มน้ำมัน PT และธุรกิจ Non-Oil เช่น กาแฟพันธุ์ไทยและบริการต่าง ๆ
-
Bangchak Corporation (BCP)
ธุรกิจโรงกลั่น ค้าปลีกน้ำมัน พลังงานสะอาด และโรงไฟฟ้า
-
OR (OR)
เจ้าของปั๊ม PTT Station, Café Amazon และธุรกิจค้าปลีกพลังงานในหลายประเทศ
-
Siamgas and Petrochemicals (SGP)
ผู้นำธุรกิจก๊าซ LPG ในไทยและต่างประเทศ
-
Global Green Chemicals (GGC)
ผู้ผลิตไบโอดีเซลและเคมีภัณฑ์ชีวภาพ เน้นธุรกิจพลังงานสีเขียว
-
Indorama Ventures (IVL)
ผู้ผลิต PET และเส้นใยสังเคราะห์ระดับโลก เจ้าของโรงงานในหลายสิบประเทศ
-
Birla Carbon
ผู้ผลิต Carbon Black วัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมยางรถยนต์และพลาสติก
#การลงทุน #หุ้นไทย #หุ้นปันผล #ตลาดหลักทรัพย์ #หุ้นดี #หุ้นไทยวันนี้ #วิเคราะห์หุ้น #การเงิน #เศรษฐกิจ #นักลงทุน #ข่าวหุ้น #หุ้นเด่น #ลงทุนหุ้น #การลงทุนระยะยาว #เกษียณสําราญ
02/06/2026
Anthropic ยักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ยื่นเอกสารเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ท่ามกลางความขัดแย้งกับรัฐบาล
วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา บริษัท Anthropic ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) แชตบอตชื่อดังอย่าง Claude ได้ประกาศว่าบริษัทได้ยื่นเอกสารแบบแสดงรายการข้อมูล (Form S-1) อย่างเป็นความลับต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) เพื่อเตรียมเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ภายในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังไม่ได้กำหนดจำนวนหุ้นและราคาที่จะเสนอขายอย่างเป็นทางการ
มูลค่าบริษัทและการทำกำไรที่โดดเด่น จากการระดมทุนจากนักลงทุนภาคเอกชนรอบล่าสุด ปัจจุบัน Anthropic มีมูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง 9.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าที่แซงหน้าคู่แข่งคนสำคัญอย่าง OpenAI ที่มีมูลค่าประเมินล่าสุดอยู่ที่ 8.52 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ บริษัทยังได้แจ้งต่อนักลงทุนว่า คาดว่าจะสามารถทำกำไรได้ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากยอดขายผลิตภัณฑ์ Claude และบริการที่เกี่ยวข้องมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่แตกต่างจากบริษัทอย่าง SpaceX และ OpenAI ที่ปัจจุบันยังคงไม่ทำกำไร
ผลกระทบต่อตลาดทุนและจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์
นักวิเคราะห์จาก Wedbush Securities ชี้ว่า การเตรียมเข้าจดทะเบียนในครั้งนี้ ควบคู่ไปกับการยื่นเอกสารของบริษัท SpaceX ของอีลอน มัสก์ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม จะเปรียบเสมือนการเปิดประตูน้ำให้กับตลาด IPO ที่ซบเซามาหลายปี
ขณะที่ แฮร์ริสัน โรลเฟส (Harrison Rolfes) นักวิเคราะห์จาก Pitchbook ระบุว่า การยื่น IPO ของ Anthropic จะเป็นการเสนอขายหุ้นที่ถูกจับตามองและตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเทคโนโลยี โดยนักลงทุนจะพิจารณาตั้งแต่ส่วนต่างกำไร ยอดขาย ไปจนถึงความคุ้มค่าทางการเงินของเทคโนโลยี AI
ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่าบริษัทด้าน AI บริษัทแรกที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ จะกลายเป็นผู้สร้างมาตรฐาน (yardstick) ในการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่ม Generative AI ทั้งหมด และรอบการทำ IPO ในช่วงปี 2026 นี้อาจเป็นรอบที่ส่งผลกระทบมากที่สุดนับตั้งแต่ยุคฟองสบู่ดอตคอม หรือช่วงที่หุ้นบริษัทเว็บไซต์ต่าง ๆ เริ่มได้รับความนิยมในช่วงปี 2000
การแข่งขันที่ดุเดือดกับบริษัท OpenAI
บริษัท Anthropic ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน หรือปี 2021 โดยดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอคนปัจจุบัน และทีมผู้บริหารที่ตัดสินใจลาออกจาก OpenAI หลังจากมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันกับ Sam Altman ซีอีโอของบริษัท OpenAI
ปัจจุบันทั้งสองบริษัทกลายเป็นคู่แข่งที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงฐานผู้ใช้งานและลูกค้าองค์กร ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า บริษัท OpenAI กำลังพิจารณาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปีนี้เช่นกัน แต่แซม อัลท์แมน (Sam Altman) เพิ่งให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้รีบร้อน และจะเข้าตลาดก็ต่อเมื่อถึงเวลาที่สมเหตุสมผล
ข้อพิพาทรุนแรงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD)
นอกจากการแข่งขันทางธุรกิจแล้ว Anthropic ยังต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้พยายามกำหนดเงื่อนไขในสัญญามูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ ที่อนุญาตให้หน่วยงานรัฐสามารถใช้เครื่องมือ AI อย่าง Claude เพื่อวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมายใดๆ
ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างเปิดเผยว่า ถ้อยคำในสัญญาดังกล่าวอาจเปิดช่องให้รัฐบาลนำ AI ของบริษัทไปใช้ในการสอดแนมประชาชนจำนวนมาก หรือนำไปใช้กับอาวุธสงครามอัตโนมัติ
ท่าทีดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากจนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์บริษัท และพีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้สั่งห้ามทุกหน่วยงานของสหรัฐฯ ใช้งาน Claude ทันที ส่งผลให้ Anthropic ตัดสินใจยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งแม้จะมีสัญญาณว่าความตึงเครียดจากทำเนียบขาวเริ่มลดลงแล้ว แต่คดีความทางกฎหมายก็ยังคงดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้กลุ่มลูกค้าอื่นๆ ของ Anthropic หวาดกลัวหรือหนีหายไปแต่อย่างใด
ที่มาของข้อมูล americanbazaaronline, npr, Anthropic
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand
31/05/2026
อยากได้ “ปันผลหุ้นธนาคาร” ปีละ 100,000 บาท ต้องใช้เงินเท่าไร ? | Money Buffalo
เชื่อว่าหลายคนเคยมีภาพฝันแบบนี้ มีหุ้นธนาคารติดพอร์ตไว้ แล้วแล้วมีรายได้จากเงินปันผลเข้ามาทุกปีเป็นรายได้อีกทางเหมือนมีอาชีพเสริม
เพราะถ้าพูดถึงหุ้นไทย “หุ้นธนาคาร” ก็มักเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ขึ้นชื่อเรื่องปันผลมาตลอด เพราะ กำไรค่อนข้างสม่ำเสมอ ธุรกิจแข็งแรง และหลายเจ้าก็จ่ายปันผลต่อเนื่องมานาน
โพสต์นี้พี่ทุยเลยลองคำนวณเล่น ๆ ว่า ถ้าเราอยากมี “เงินปันผลปีละ 100,000 บาท” หลังหักภาษี 10% แล้ว
ต้องใช้เงินลงทุนประมาณเท่าไหร่ ?
ซึ่งตัวเลขในภาพ คำนวณจาก “อัตราปันผลย้อนหลัง” ของแต่ละธนาคาร ณ ปีที่แล้วนะฮะ ดังนั้น ตัวเลขจริงในอนาคต อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามผลประกอบการ ราคาหุ้น และนโยบายจ่ายปันผลของแต่ละธนาคาร
หลายคนอาจสังเกตว่า ทำไมบางธนาคารใช้เงินไม่ถึง 2 ล้านบาท แต่บางธนาคารต้องใช้เกือบ 3.5 ล้านบาท ? คำตอบคือ “Dividend Yield” หรืออัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลไม่เท่ากันฮะ
บางธนาคารจ่ายปันผลสูง เพราะราคาหุ้นยังไม่แพงมากเมื่อเทียบกับกำไร บางแห่งกำไรโตไม่หวือหวา ตลาดเลยให้ Valuation ต่ำ ทำให้ Yield ดูสูงขึ้น ในขณะที่บางธนาคาร แม้ธุรกิจแข็งแรงมาก นักลงทุนชอบมาก แต่ราคาหุ้นก็สูงตามไปด้วย Yield เลยอาจต่ำกว่า
ยกตัวอย่างง่าย ๆ
ถ้าหุ้นให้ Dividend Yield ประมาณ 7% ก็อาจใช้เงินราว 1.4 - 1.5 ล้านบาท เพื่อสร้างปันผล 100,000 บาทต่อปี แต่ถ้า Yield เหลือประมาณ 3% เงินลงทุนที่ต้องใช้ อาจกระโดดไปเกิน 3 ล้านบาททันที 😵💫
แต่พี่ทุยอยากเตือนว่า “หุ้นปันผล” ไม่ได้แปลว่า “ปลอดภัย” เพราะถึงจะได้เงินปันผล แต่ราคาหุ้นก็สามารถลงได้เหมือนกัน บางปีเศรษฐกิจไม่ดี ธนาคารอาจตั้งสำรองหนี้เพิ่มทำให้กำไรลด ปันผลก็อาจลดลงตาม
ดังนั้น เวลาดูหุ้นปันผล ต้องดูทั้งคุณภาพธุรกิจ กำไรระยะยาว ความสามารถในการจ่ายปันผล และความเสี่ยงของธุรกิจควบคู่กันไปด้วย
สุดท้ายนี้ การมีรายได้จากปันผลมันดีจริงฮะ แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ มันไม่ได้ใช้แค่ “เงิน” แต่มันต้องใช้ “เวลา + วินัย + การรับความผันผวน” ด้วยเหมือนกัน
#สนุกง่ายได้ประโยชน์ #หุ้นธนาคาร #ปันผล #ลงทุนหุ้น #การเงินการลงทุน
31/05/2026
แอดเชื่อว่านักลงทุนยุคนี้เกินครึ่งรู้จัก “อาจารย์เชย์” หรือ Shay Boloor นักลงทุนหุ้นสายหุ้นเติบโตที่ปั้นพอร์ตจาก $100,000 ไปเป็น $1,000,000 และชอบแชร์ไอเดียการเลือกหุ้นอยู่บ่อยๆ ว่าทำไมถึงตัดสินใจซื้อ ซื้อเพราะอะไร ประเมินธุรกิจยังไง
ตัวอย่างหุ้นที่อาจารย์เชย์เลือกลงทุนก็อย่างเช่น TSLA, META, SNOW, RKLB และอื่นๆ อีกเพียบ แถมหลายตัวก็ซื้อและถือจนกำไรหลายร้อย % จึงไม่แปลกเลยที่คนไทยจะติดตามเขาในเวลาไม่นานครับ
แล้วอาจารย์เชย์มีวิธีการเลือกหุ้นยังไง? เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เขาเพิ่งทวีตเล่าเกี่ยวกับหนึ่งในตัวเลขทางการเงินที่เขาชอบดูที่สุดครับ นั่นคืออัตราส่วนที่เรียกว่า หรือ PE เทียบกับการเติบโต
สูตรนี้อาจารย์เชย์ได้มาจากนักลงทุนในตำนาน Peter Lynch อดีตผู้จัดการกองทุนหุ้นที่ทำให้เงินของนักลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 27 เท่าในเวลาแค่ 13 ปี ทำให้ยุคหนึ่งกองทุนหุ้นที่เขาบริหารนั้นเป็นกองทุนหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลย
โดยสไตล์การลงทุนของคุณลินซ์ก็คือ เน้นหุ้นเติบโตเป็นหลัก ในยุคที่เขาบริหารกองทุนนั้นหลายๆ คนมักชอบหุ้นราคาถูก ยิ่ง PE ต่ำ (ราคาเทียบกับกำไรต่อหุ้น) ยิ่งซื้อ แต่คุณลินซ์บอกว่าไม่ หุ้นถูกก็อาจไม่ดีถ้าไม่มีการเติบโต เขาจึงสร้างอัตราส่วนทางการเงินตัวหนึ่งขึ้นมาที่เรียกว่า PEG นั่นเองครับ
วิธีการใช้งานก็ง่ายมาก สมมติหุ้น NVDA มีค่า PE อยู่ที่ 30 เท่า แต่ปีที่ผ่านมากำไรโต 50% และเราคาดการณ์ได้ว่าบริษัทน่าจะโตต่อได้ในระดับเดิม ค่า PEG ก็จะเท่ากับ 30 / 50 = 0.6 เท่า ยิ่งค่านี้ต่ำ แปลว่าราคาหุ้นยังถูกเมื่อเทียบกับการเติบโต
ด้วยเหตุนี้เอง อัตราส่วน PEG จึงมีหลายคนนำมาใช้งานอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคหรือกลุ่ม AI ที่ค่า PE ดูสูงมาก แต่ถ้าการเติบโตสูงกว่า หุ้นตัวนั้นก็อาจดูราคาถูกไปเลยก็ได้ กุญแจสำคัญคือ เราต้องประเมินได้ว่าบริษัทจะโตแบบนั้นต่อไปได้จริงไหม ค่า PEG จึงเป็นเหมือนตัวกรองขั้นแรกเพื่อดูว่าหุ้นตัวนั้นถูกหรือแพง
ซึ่งอาจารย์เชย์ก็บอกว่า นี่คือหนึ่งในอัตราส่วนทางการเงินที่เขาชอบมาก และก็มักจะดู PEG อยู่บ่อยๆ เวลาหาหุ้น จนได้กำไรจากหุ้นเทคเป็นร้อย % มาหลายตัว ค่า PE ที่ดูสูงในวันนี้ อาจดูถูกไปเลยก็ได้การหุ้นตัวนั้นเติบโตมากพอ
ส่วนใครที่อยากรู้ละเอียดๆ ว่าจะประเมินค่า PEG ยังไง ค่าสูงเกินเท่าไหร่ถึงเรียกว่าแพง จะรู้ได้ยังไงว่าบริษัทนี้สามารถโตต่อได้อีก สามารถอ่านต่อได้ในหนังสือของ Peter Lynch ที่ชื่อ “One Up on Wall Street” หนังสือที่พูดถึงการหาหุ้นเติบโตระดับ 10 เท่าโดยเฉพาะ สั่งซื้อฉบับแปลไทยราคาพิเศษสุดได้จากในคอมเมนต์ครับ
#สำนักพิมพ์เพื่อVI #สำนักพิมพ์ในเครือINVESTING #นักลงทุนที่ทำหนังสือเป็น
31/05/2026
มาแล้ววว ETF แห่งแสง!!
📡 FOTO ETF: สัญญาณใหม่ของธีม Optical Interconnects ที่กำลังถูกยกระดับสู่กระแสหลักของ Wall Street
ETF ตัวใหม่อย่าง FOTO ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวาน ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาก
แต่ต้องบอกให้ชัดก่อนว่า FOTO ไม่ใช่ ETF กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วไป
FOTO เป็น ETF ที่เน้นลงทุนในกลุ่ม
→ Optical Interconnects
→ Photonics
→ Lasers
→ Optical Communications
→ Silicon Photonics
⸻
🚀 เมื่อ Wall Street เริ่มขายธีม Optical Interconnects ให้กับนักลงทุนรายย่อย
การที่ Tuttle เปิดตัว FOTO ออกมา สามารถมองได้ว่าเป็นสัญญาณสำคัญอย่างหนึ่ง
นั่นคือธีม Optical Interconnects / Photonics / CPO (Co-Packaged Optics) เริ่มได้รับการยอมรับจากตลาดมากพอ จนสามารถนำมาสร้างเป็น ETF สำหรับนักลงทุนทั่วไปได้แล้ว
พูดอีกแบบคือ
ตลาดกำลังเริ่มมองคอขวดของโครงสร้างพื้นฐาน AI ตามลำดับดังนี้
GPU → HBM → Power & Cooling → Data Movement / Optical Interconnects
⸻
⚡ ยุคต่อไปของ AI Data Center ไม่ได้มีแค่การเพิ่ม GPU
ในอดีต การแข่งขันของ AI คือการเพิ่มจำนวน GPU
แต่ในอนาคต
เมื่อจำนวน GPU เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ
→ GPU เชื่อมต่อกับ GPU ได้เร็วแค่ไหน
→ Rack เชื่อมต่อกับ Rack ได้ดีแค่ไหน
→ Cluster เชื่อมต่อกับ Cluster ได้มีประสิทธิภาพเพียงใด
และที่สำคัญที่สุดคือ
“ข้อมูลสามารถเคลื่อนที่ผ่านระบบได้เร็วและประหยัดพลังงานแค่ไหน”
⸻
🔌 ทำไม Optical Interconnects ถึงถูกพูดถึงมากขึ้น?
ปัจจุบันสายทองแดง (Copper Interconnects) ยังมีบทบาทสำคัญในระยะทางสั้น
แต่เมื่อความต้องการด้าน
→ Bandwidth
→ การใช้พลังงาน
→ ความร้อน
→ ระยะทางในการส่งข้อมูล
เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แรงกดดันในการเปลี่ยนไปใช้ระบบ Optical ก็ยิ่งมากขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตลาดเริ่มหันมาสนใจ
→ CPO (Co-Packaged Optics)
→ Silicon Photonics
→ Optical Transceivers
→ Lasers
→ Optical Testing Equipment
กันมากขึ้น
⸻
📊 หุ้นหลักที่ FOTO ถืออยู่
พอร์ตของ FOTO ในปัจจุบันประกอบด้วย
* Lumentum (LITE) 13.1%
* IPG Photonics (IPGP) 12.9%
* Coherent (COHR) 10.2%
* Ciena (CIEN) 10.0%
* nLIGHT (LASR) 9.9%
* Flex (FLEX) 9.9%
* Applied Optoelectronics (AAOI) 7.4%
* Viavi Solutions (VIAV) 5.7%
* MKS Instruments (MKSI) 3.4%
* Novanta (NOVT) 2.9%
* Aeva Technologies (AEVA) 2.6%
* Photronics (PLAB) 2.4%
* Lightwave Logic (LWLG) 1.9%
* POET Technologies (POET) 1.8%
⸻
🔍 FOTO ไม่ใช่ ETF ที่ซื้อ CPO อย่างเดียว
จุดที่ต้องเข้าใจคือ
FOTO ไม่ได้เป็น ETF ที่ลงทุนเฉพาะ CPO
หากมองให้ถูกต้อง
มันเป็น ETF ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรม Photonics ทั้งระบบมากกว่า
ตัวอย่างเช่น
กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI Data Center โดยตรง
→ LITE
→ COHR
→ AAOI
→ CIEN
→ VIAV
บริษัทเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับ Optical Communications และ Optical Interconnects ของ Data Center ค่อนข้างสูง
⸻
กลุ่มที่เกี่ยวข้องทางอ้อม
→ IPGP
→ LASR
→ NOVT
→ AEVA
→ PLAB
ธุรกิจของบริษัทเหล่านี้ครอบคลุม
→ Industrial Lasers
→ Optical Equipment
→ LiDAR
→ Photomasks
และเทคโนโลยีด้านแสงอื่นๆ
ดังนั้นการเรียก FOTO ว่า
“Pure CPO ETF”
อาจจะเกินจริงไปเล็กน้อย
คำอธิบายที่แม่นยำกว่าคือ
“Pure Photonics ETF ที่มี Optical Interconnects เป็นส่วนสำคัญ”
⸻
⚔️ FOTO แตกต่างจาก EUV ETF อย่างไร?
เมื่อเปรียบเทียบกับ ETF อย่าง $EUV
ความแตกต่างถือว่าชัดเจน
แม้ชื่อ EUV จะดูเกี่ยวกับเทคโนโลยีแสง
แต่ในความเป็นจริง
พอร์ตกลับมีน้ำหนักสูงในกลุ่ม
→ Semiconductor Manufacturing
→ Lithography
→ Semiconductor Equipment
เช่น
ASML
TSMC
Lam Research
Applied Materials
ดังนั้น
EUV จึงใกล้เคียงกับ ETF ที่เล่นธีม “กระบวนการผลิตชิป”
มากกว่าธีม Optical Interconnects
ในขณะที่ FOTO ให้น้ำหนักสูงกว่ามากใน
→ Optics
→ Lasers
→ Optical Communications
→ Photonics
⸻
🎯 หากเชื่อในธีม Copper → Optical
ถ้าคุณกำลังเดิมพันว่า
AI Data Center จะค่อยๆ เปลี่ยนจาก Copper ไปสู่ Optical Interconnects
FOTO ถือว่ามีความบริสุทธิ์ของธีม (Theme Purity) สูงกว่า EUV อย่างชัดเจน
⸻
⚠️ จุดอ่อนที่ต้องระวัง
แม้แนวคิดจะน่าสนใจ แต่ก็มีความเสี่ยงหลายด้าน
1. ETF ยังใหม่มาก
ปัจจุบันมี AUM ราว 250,000 ดอลลาร์
ถือว่ายังอยู่ในช่วง Seed Stage
สภาพคล่องยังต่ำมาก
และ Bid-Ask Spread อาจกว้างกว่าปกติ
⸻
2. ความเสี่ยง Premium / Discount ต่อ NAV
ETF ไม่ได้ซื้อขายที่มูลค่ายุติธรรมเสมอไป
โดยเฉพาะ ETF ที่มีขนาดเล็กและปริมาณซื้อขายต่ำ
นักลงทุนอาจซื้อในราคาที่แพงกว่ามูลค่าจริงของสินทรัพย์ในกองทุนได้
⸻
3. ค่าธรรมเนียมสูงกว่า EUV
FOTO แลกต้นทุนที่สูงขึ้น
เพื่อให้ได้ Theme Purity ที่มากขึ้น
ซึ่งในระยะยาว ค่าธรรมเนียมที่ต่างกันสามารถสะสมจนมีผลต่อผลตอบแทนได้
⸻
4. ความเป็น Pure Optical Interconnect ยังไม่ 100%
หากมองจากสาย CPO แบบเข้มข้น
หุ้นอย่าง
→ IPGP
→ LASR
→ AEVA
→ NOVT
อาจดูเป็นการลงทุนทางอ้อมมากกว่าทางตรง
⸻
🏗️ สรุปง่ายๆ
EUV
= ETF ที่เล่นคอขวดของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์
FOTO
= ETF ที่เล่นคอขวดของการเคลื่อนย้ายข้อมูลในยุค AI + ธีม Photonics
⸻
📈 แล้ว FOTO เหมาะกับใคร?
หากต้องการลงทุนในธีม Optical Interconnects หรือ CPO
แต่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากการเลือกหุ้นรายตัว
FOTO ถือเป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างตรงประเด็น
อย่างไรก็ตาม
ด้วยความที่กองทุนยังเล็กมาก
สิ่งที่ควรติดตามก่อนลงทุนก้อนใหญ่คือ
→ การเติบโตของ AUM
→ ปริมาณซื้อขาย (Volume)
→ Bid-Ask Spread
→ Premium / Discount ต่อ NAV
→ การเปลี่ยนแปลงของพอร์ตการลงทุน
⸻
🔭 สิ่งที่ FOTO กำลังบอกกับตลาด
ความสำคัญของ FOTO ไม่ได้อยู่ที่ตัว ETF เพียงอย่างเดียว
แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า
Wall Street เริ่มเปลี่ยนเรื่องราวของ AI จาก
“ใครมี GPU มากกว่า”
ไปสู่
“ใครสามารถเคลื่อนย้ายข้อมูลได้มีประสิทธิภาพกว่า”
และหนึ่งในคำตอบสำคัญของปัญหานั้นก็คือ Optical Interconnects
ดังนั้นการเปิดตัว FOTO จึงเป็นเหมือนการรับรองอย่างเป็นทางการว่า
ตลาดเริ่มมอง Optical Communications, Silicon Photonics และ CPO เป็นธีมการลงทุนที่มีน้ำหนักมากพอจะสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนเฉพาะทางได้แล้ว
นี่จึงเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อกลุ่ม Optical Communications และ CPO อย่างมีนัยสำคัญ
แต่ในเวลานี้
ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าธีมถูกหรือผิด
เพราะธีมดูมีเหตุผลอยู่แล้ว
คำถามสำคัญคือ
ETF จะสามารถดึงสภาพคล่องและเงินลงทุนเข้ามาได้มากพอหรือไม่
ธีมถูกทาง
แนวโน้มระยะยาวน่าสนใจ
แต่ขนาดกองทุนยังเล็กมาก
ดังนั้น ณ วันนี้ FOTO อาจยังไม่ใช่ ETF สำหรับการ “All-In”
แต่เป็นเครื่องมือสำหรับจับตาว่า ธีม Optical Interconnects กำลังเริ่มก้าวจากแนวคิดเฉพาะกลุ่ม ไปสู่ผลิตภัณฑ์การลงทุนระดับสถาบันอย่างจริงจังแล้วหรือยังมากกว่า
cr. ByungJun Ahn
31/05/2026
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทีมวิศวกรในห้องปฏิบัติการแรงขับเคลื่อนไอพ่น (JPL) ของนาซาประสบความสำเร็จในการทดสอบเครื่องยนต์ขับดันแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Thruster) รุ่นใหม่ล่าสุดที่ใช้พลังงานจากไอระเหยของลิเธียมและแรงแม่เหล็กเข้มข้น ซึ่งได้ทุบสถิติระดับพลังงานสูงสุดที่ทำได้ของเครื่องยนต์ประเภทนี้เท่าที่เคยมีมา มีศักยภาพนำไปต่อยอดเป็นเครื่องยนต์ยานอวกาศในอนาคต
เครื่องยนต์ขับดันแม่เหล็กไฟฟ้าถือว่าเป็นนวัตกรรมระบบขับดันในอวกาศที่อาจจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในยุคที่มนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานบนดาวดวงอื่น โดยมีโครงการอาร์ทิมิสเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ซึ่งแม้เครื่องยนต์ขับดันแม่เหล็กไฟฟ้าจะไม่ได้สร้างขับดันในช่วงวินาทีแรก ๆ ได้ทรงพลังเท่ากับเชื้อเพลิงเคมีแบบดั้งเดิม แต่ก็ประหยัดพลังงานมากกว่า ทำให้เหมาะสมที่จะนำไปเป็นเครื่องยนต์ยานอวกาศที่ใช้เดินทางระหว่างดวงดาวหลังจากทะยานออกจากชั้นบรรยากาศโลกไปแล้ว ทั้งเครื่องยนต์ประเภทนี้ยังสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องหลายเดือนจนไปถึงปี ในขณะที่เครื่องยนต์เชื้อเพลิงเหลวกลับทำงานได้สั้น ๆ ไม่กี่นาทีหรือชั่วโมงเท่านั้น
โดยกลไกการทำงานของเครื่องยนต์ขับดันแม่เหล็กไฟฟ้ามีด้วยกัน 3 ขั้นตอน เริ่มจากการเปลี่ยนแก๊สเชื้อเพลิง เช่น ซีนอน คริปทอน หรือโลหะระเหยให้กลายเป็นพลาสม่าในห้องเครื่อง ส่วนในกรณีของเครื่องยนต์นี้จะใช้ธาตุลิเธียม ธาตุเดียวกันกับที่ใช้แบตเตอรี่แทน ก่อนที่จะใช้สนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าสร้างแรงผลักอนุภาคพลาสม่าให้พุ่งออกไปทางท้ายท่อด้วยความเร็วสูง ที่ได้รับพลังงานมาจากแผงโซลาร์เซลล์อีกทีหนึ่ง ซึ่งจะสร้างแรงขับดันให้ยานตามกฎของนิวตัน
ในการทดลองล่าสุดในห้องทดสอบที่จำลองสภาวะสุญญากาศของอวกาศพบว่า เครื่องยนต์ขับดันรุ่นใหม่ล่าสุดนี้สามารถทำระดับพลังงานได้สูงถึง 120 กิโลวัตต์ ซึ่งมากกว่าเครื่องยนต์ขับดันไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในยานไซคี (Psyche) ของภารกิจปัจจุบันถึง 25 เท่า โดยในระหว่างการทดสอบตัวเครื่องได้ปลดปล่อยไอพ่นที่ร้อนแรงกว่า 2,800 องศาเซลเซียสออกมา
ทีมวิศวกรให้เหตุผลที่เลือกใช้แหล่งเชื้อเพลิงจากลิเธียม ก็เพราะว่าลิเธียมเป็นธาตุที่มีมวลอะตอมต่ำทำให้ได้ความเร็วไอพ่นที่สูงมาก และมีประสิทธิภาพในการสร้างแรงผลักในระดับพลังงานสูงได้ดีกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่นที่เคยใช้มา อีกทั้งเครื่องยนต์ประเภทนี้ช่วยลดปริมาณเชื้อเพลิงที่ต้องขนไปได้ถึง 90% เมื่อเทียบกับจรวดที่เคยมีมาแบบดั้งเดิม ทำให้ยานมีพื้นที่ขนส่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปได้มากขึ้น
นอกจากนี้นักวิจัยอาวุโสของนาซาระบุว่าความสำเร็จในครั้งนี้เป็นข้อพิสูจน์ครั้งสำคัญที่ยืนยันว่าเราสามารถขยายขนาดของแรงขับดันไฟฟ้าให้มีพลังงานสูงพออสำหรับภารกิจส่งมนุษย์ออกไปนอกวงโคจรของโลกได้จริงในอนาคตอันใกล้นี้
News by Peeravut Boonsat, The Space Times
Edited by Chinapong Lienpanich, The Space Times
26/05/2026
รวมแอปไทย
ที่เข้าไปอ่านรีวิวแล้ว เหมือนเปิดห้องระบายอารมณ์ประชาชน
โพสต์นี้ไม่เกี่ยวกับการลงทุนนะแต่อยากพูดในฐานะ “คนเสียภาษี” คนนึง ทุกวันนี้คนไทยหลายล้านคน ต้องใช้แอปที่
• ล่มง่าย
• ค้าง
• เด้ง
• ช้า
• UX เหมือนปี 2012
• ยืนยันตัวตนซ้ำไปซ้ำมา
• อัปเดตบ่อย แต่ปัญหาเดิมอยู่ครบ
แล้วหลายอันคือ “ระบบสำคัญ” เลี่ยงก็ไม่ได้ด้วย
ประชาชนจำเป็นต้องใช้
ที่แปลกคือรีวิวคนบ่นมหาศาล คะแนน 1–2 ดาวเต็มไปหมด คนด่ามาหลายปี แต่หลายแอปแทบไม่รู้สึกถึงการพัฒนาแบบจริงจัง
บางครั้งมันไม่ใช่แค่ “ใช้งานไม่สะดวก”
แต่มันคือการ
• เสียเวลา
• เสียอารมณ์
• เสียโอกาส
• และสุดท้ายคือเสียความเชื่อมั่น
ปี 2026 แล้ว ประเทศที่คนสั่งอาหาร โอนเงิน ลงทุน ซื้อของทั่วโลกได้ในไม่กี่วินาที ทำไมยังต้องมานั่งลุ้นว่า “ระบบจะเข้าได้ไหม”
คนไทยไม่ได้ต้องการอะไรเวอร์ ไม่ได้อยากได้ AI ล้ำโลก
ไม่ได้อยากได้ metaverse หลายคนแค่อยากได้แอปที่เปิดแล้วไม่ค้าง กดแล้วไม่เด้ง ระบบไม่ล่มวันสำคัญ และฟังเสียงคนใช้งานจริงบ้าง
#ทางรัฐ #เป๋าตัง #แอปดีบอกต่อ #แอปไทย #แอปรัฐ #แอปรัฐบาล #แอปพลิเคชัน #สปสช #กรมการขนส่ง #กรมทางด่วน #รัฐบาล #รัฐบาลไทย #เศรษฐกิจ #ไทยช่วยไทย #คนละครึ่ง #สวัสดิการรัฐ #หมอพรัอม #ไทยไอดี #มนุษย์เงินเดือน #คนไทย
24/05/2026
วิธีและขั้นตอนการเข้าไปดูหุ้นปันผลที่เราถือครับใน App SET (investor portal) หรือจาก เว็บไซต์ SET ก็ได้เหมือนกัน
ขอเกริ่นสักนิดก่อนเคยสงสัยไหม…
ทำไมบางคน “เงินเดือนธรรมดา” แต่มีเงินปันผลเข้าบัญชีทุกปี ในขณะที่หลายคนเล่นหุ้นมาหลายปี ยังไม่เคยรู้เลยว่า “ตัวเองได้ปันผลเท่าไหร่รวมกัน”
ความจริงคือ
คนส่วนใหญ่ชอบดู “กำไรวันนี้” แต่คนที่เริ่มมีอิสรภาพทางการเงินจริงๆ เขาดู “กระแสเงินสดที่ไหลกลับเข้ามา”
และสิ่งที่น่าตกใจคือ… หลายคนถือหุ้นปันผลอยู่ แต่ไม่เคยเข้าไปเช็กประวัติปันผลตัวเองเลย ว่าได้เท่าไหร่จากหุ้นตัวไหน
ทั้งนี้ใน SET Investor Portal มันมีข้อมูลเก็บไว้หมดว่า
• เคยได้เงินปันผลจากหุ้นอะไรบ้าง
• ได้ปีละเท่าไหร่ กี่บาท/หุ้น
• หุ้นตัวไหนจ่ายเป็นไง ปีไหนไม่จ่ายเรารู้ได้หมด
• เงินปันผลรวมทั้งชีวิตเท่าไหร่ สามารถเอามาแคลได้
ใครยังไม่เคยลองแนะนำให้เข้าไปดูประวัติหุ้นปันผลตัวเองสักครั้ง ซึ่งผมได้ทำสรุปขั้นตอนการเข้าไปดูไว้ตามภาพด้านล่างให้แล้ว
#การลงทุน #หุ้นไทย #หุ้นปันผล #ตลาดหลักทรัพย์ #หุ้นดี #หุ้นไทยวันนี้ #วิเคราะห์หุ้น #การเงิน #เศรษฐกิจ #นักลงทุน #ข่าวหุ้น #หุ้นเด่น #ลงทุนหุ้น #การลงทุนระยะยาว #เกษียณสําราญ
24/05/2026
ขั้นตอนวิธีการดูประวัติ ซื้อ-ขาย หุ้น ระยะเวลาถือครองหุ้นทั้งหมด รายตัว
สรุปผลกำไร ขาดทุน ทั้งหมด รวมถึงปันผลที่ได้รับ ครับ
จาก 3 broker bualuang / Pi / kasikorn
โบรกอื่นผมยังไม่เคยใช้ เลยเอา 3 โบรกนี้มาให้ดูก่อน
เข้าดูที่แอป streaming นะครับ
หากใครใช้อยู่สามารถทำตามขั้นตอนได้เลยครับ
สงสัยสามารถเม้นถามไว้ได้
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
20230